เรื่องแปลกที่กลางป่า ตอน: กุยบุรี

0
3482

ตอนหัวคำ่นั้น พวกเราตั้งวงล้อมกองไฟและวงอาหาร ยิ่งค่ำวงสนทนาก็ยิ่งออกรสขึ้นเรื่อยๆ วิสกี้แบบไทยๆ ถูกรินแจกจ่ายไปรอบวง พวกเราหลงรักป่ากุยบุรีตั้งแต่ครั้งแรกที่มานี้เลย เพราะเราเดินมาจากอุทยานเพียงไม่ไกล พอตั้งแค้มป์ก็ได้บรรยากาศเหมือนอยู่กลางป่าลึก

“พี่ครับ ขอเหล้าผมสักแก้วได้มั๊ยครับ”

พวกเราหันขวับไปมอง คุณหนอน สหายที่ขอตัวไปนอนเมื่อประมาณ 15 นาทีที่แล้วเพราะแกไม่ดื่มเหล้า แต่ตอนนี้กลับกระโดดลงจากเปลมาขอเหล้าดื่มด้วยสีหน้าแปลกสุดบรรยาย เสียงสนทนาในวงเงียบสนิท

ผมรินวิสกี้ใส่จอกส่งให้ หนอนรับไปกระดกหมดแก้ว

“มีอะไรหรือเปล่าครับหนอน” ผมเอ่ยถามเพราะสังเกตเห็นความผิดปรกติ

“เมื่อกี้ผมนอนอยู่บนเปล ..” หนอนหยุดพูดกระทันเพราะน้าใจ เจ้าหน้าที่ผู้เป็นพรานเก่าในพื้นที่ขว้าแขนไว้ทันที

“เดี๋ยวเช้าค่อยว่ากันดีกว่าครับคุณ” น้าใจบอก

อ้าว ถ้าแบบนี้ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ซิ  ในไม่กี่นาทีนั้นวิสกี้ก็ถูกรินแย่งกันหมด ต่างคนต่างอยากจะเมาจะได้หลับสนิทๆหนีไปจากสิ่งที่เราพอจะเดาได้ว่าหนอนเพิ่งเจอมา

ยกเว้นป็อปที่เคยมาแล้วหลายครั้ง ทริปกุยบุรีครั้งนั้นเป็นครั้งแรกของพวกเราที่มาเดินป่าที่นั่น ป่ากุยยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก เพียงเราเดินมาจากอุทยานไม่ไกลเราก็พบรอยสัตว์มากมายหลายชนิด รวมทั้งรอยเสือโคร่งที่กระโจนจากน้ำไปยืนบนก้อนหินก่อนเราเดินผ่านไปไม่นาน ชนิดที่หยดน้ำจากรอยเท้ายังไม่ทันแห้ง รอยช้างไม่ต้องพูดถึงมีแทบจะทุกที่

รอยเสือโคร่งใหม่ๆ
รอยเสือที่กระโจนผ่านแอ่งน้ำ ยังขุ่นๆอยู่เลย คงกระโจนหนีเพราะได้ยินเสียงพวกเรา

เราเดินป่าผ่านลำห้วยที่ไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำกุยหลายครั้ง เสียงนกเงือกบินผ่านไปเหนือหัวดังราวกับเฮลิค็อปเตอร์ ช่วงนั้นเป็นปลายฝนป่าจึงชุ่มฉ่ำงดงามไปทุกทางที่มอง

 

“ตรงนี้เป็นดงตะเคียน ที่เคยมาทำพิธีตัดไปทำเสาหลักเมืองประจวบครับ” น้าใจพาเรามาที่ริมน้ำแล้วชี้ให้เราดูดงไม้ฝั่งตรงข้าม

คุณหนอน (นามเต็ม หนอน นวลนาง) พระเอกของเรื่องนี้

“ตอนมาตัดนะลำบากมาก ต้องมากันตั้งหลายรอบ”

“ทำไมละครับน้าใจ” สหายคนหนึ่งเอ่ยถาม

“มีคนเข้าทรงครับ เขาบอกว่าให้เดินมาประมาณแถวๆนี้ พื้นที่ริมห้วยจะมีดงตะเคียนอยู่ริมน้ำ 5 ต้น ต้นเท่าๆกันหมด ให้มาตัดสองต้นไปทำเสาหลักเมือง” (รายละเอียดตรงนี้ผมจำไม่ค่อยได้ว่าตัดไป 1 หรือ 2 ต้น – ผู้เขียน)

“ผมเดินป่าแถวนี้มาตลอดชีวิต ก็จำได้ว่าเคยเห็น แต่พอนำคณะจะมาตัด เดินหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ มากันตั้งหลายรอบ” น้าใจเล่าไปพวกเราก็นั่งฟังอ้าปากหวอ

“คนเข้าทรงเขาเลยต้องมาทำพิธีที่นี่ คราวนี้เดินเข้ามาก็เจอเลย แต่พอตัดแล้วกว่าจะออกจากป่าไปได้ก็แทบแย่ ฝนตกกระหน่ำ ลมพัดยังกับพายุ”

น้าใจ พิทักษ์ป่าผู้เคยเป็นพรานเก่า

(เรื่องการที่ต้องมาทำพิธี และการที่เจอพายุหลังจากตัดต้นตะเคียนนี้ อีกหลายปีต่อมาผมได้รับการยืนยันจากเพื่อนคุณพ่อ คุณอาอำนวย ไทยานนท์ ที่เป็นผู้ว่าประจวบในขณะนั้นและมาร่วมพิธีในวันนั้นด้วยว่าเกิดขึ้นจริงและเป็นเรื่องที่แปลกมาก)

รังผึ้งป่า มีให้เห็นมากมาย

พวกเราเดินชมความงามของป่า และต้นตะเคียนที่ยังเหลืออยู่สักพักหนึ่งก็เดินกลับไปที่แค้มป์กัน

ตอนหัวคำ่นั้น พวกเราตั้งวงล้อมกองไฟและวงอาหาร ยิ่งค่ำวงสนทนาก็ยิ่งออกรสขึ้นเรื่อยๆ วิสกี้แบบไทยๆ ถูกรินแจกจ่ายไปรอบวง พวกเราหลงรักป่ากุยบุรีตั้งแต่ครั้งแรกที่มานี้เลย เพราะเราเดินมาจากอุทยานเพียงไม่ไกล พอตั้งแค้มป์ก็ได้บรรยากาศเหมือนอยู่กลางป่าลึก

“พี่ครับ ขอเหล้าผมสักแก้วได้มั๊ยครับ”

พวกเราหันขวับไปมอง คุณหนอน สหายที่ขอตัวไปนอนเมื่อประมาณ 15 นาทีที่แล้วเพราะแกไม่ดื่มเหล้า แต่ตอนนี้กลับกระโดดลงจากเปลมาขอเหล้าดื่มด้วยสีหน้าแปลกสุดบรรยาย เสียงสนทนาในวงเงียบสนิท

ผมรินวิสกี้ใส่จอกส่งให้ หนอนรับไปกระดกหมดแก้ว

“มีอะไรหรือเปล่าครับหนอน” ผมเอ่ยถามเพราะสังเกตเห็นความผิดปรกติ

“เมื่อกี้ผมนอนอยู่บนเปล ..” หนอนหยุดพูดกระทันเพราะน้าใจ เจ้าหน้าที่ผู้เป็นพรานเก่าในพื้นที่ขว้าแขนไว้ทันที

“เดี๋ยวเช้าค่อยว่ากันดีกว่าครับคุณ” น้าใจบอก

อ้าว ถ้าแบบนี้ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ซิ  ในไม่กี่นาทีนั้นวิสกี้ก็ถูกรินแย่งกันหมดต่างคนต่างอยากจะเมาจะได้หลับสนิทๆหนีไปจากสิ่งที่เราพอจะเดาได้ว่าหนอนเพิ่งเจอมา

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราตื่นมารอฟังเรื่องจากคุณหนอนกัน

“เมื่อคืนตอนที่ผมไปนอนเปล นอนสักพักผมยังไม่ทันหลับก็ได้ยินเสียงผู้หญิงสามสี่คนคุยกัน แล้วเดินมาจากทางหัวนอน ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไร แต่นึกได้ว่าเราอยู่กลางป่า และคณะเราก็มีผู้หญิงคนเดียวคือคุณบุ๋ม แล้วผู้หญิงที่ไหนจะมาเดินคุยกัน”

“แล้วไงต่อ” พวกเรารุมถาม

“ก็ได้ยินเสียงคุยแล้วก็เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆครับ ชนิดว่าเหมือนเดินคุยกันผ่านข้างเปลไปเลย พอเสียงเลยไป ผมก็โดดลงจากเปล เข้าไปขอเหล้ากินนั่นแหละครับ”

เปลที่หนอนนอน อยู่ห่างจากวงรอบกองไฟของเราประมาณสักแค่สิบกว่าเมตร แต่พวกเราไม่ได้ยินเสียงอะไร ที่แน่ๆไม่เห็นกลุ่มผู้หญิงเดินผ่านแน่ๆ

เราหันไปมองน้าใจ แกก็นั่งยิ้มไม่พูดอะไร

“พวกพี่ไม่สังเกตเหรอครับ ว่าผมมากุยบุรีนี่ปืนไม่ต้องเอามาเลย แต่ห้อยพระเต็มคอ” ไอ้ป็อปพูดขึ้น

อ้าวทำไมไหงงั้น

“ผมมาที่นี่บ่อยครับ มีคนโดนอะไรแบบนี้เกือบทุกครั้ง” ป็อปเฉลย

“อ้าว แล้วทำไมมึงไม่บอกกันก่อน” เพื่อนๆสวนมาแทบเป็นเสียงเดียวกัน

“ผมก็เคยโดนครับ” ชาญ เจ้าหน้าที่ป่าไม้รุ่นหนุ่มที่มากับเราด้วยพูดขึ้นบ้าง  “มานอนแถวนี้แหละ ฝันครับว่ามีผู้หญิงสวยเลยมาชวนไปอยู่ด้วย ผมถามว่าถ้าไปแล้วจะได้กลับมั๊ย เขาบอกว่าก็ไม่แน่ลองดูก่อน ผมเลยบอกว่าไม่ไป เท่านั้นแหละเธอแลบลิ้นยาวเฟื้อยออกมาเลียหน้าผมเลย”

“เฮ่ย” หลายคนร้องแทบเป็นเสียงเดียวกัน

“อาจจะเป็นเพราะผมเองครับ” หนอนพูดต่อ “เมื่อวานตอนที่น้าใจพาไปดูดงตะเคียนที่เคยตัดไป ผมก็คิดในใจว่านางไม้จะหน้าตาเป็นยังไงนะ สวยมั๊ย สงสัยเขาเลยจะมาให้ผมเห็นครับ”

พวกเราขนลุกไปตามๆกัน หลังจากทริปนั้นเราก็ไปเดินป่ากุยบุรีกันอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่เจอเหตุการณ์แบบนั้นอีก และก็ไม่มีคำอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

อีกหลายปีต่อมา

ผม,​ ป็อป และนัท สุมนเตมีย์ ไปทำสารคดีท่องเที่ยวให้อนุสาร อ.ส.ท. กัน (อ่านสารคดีเรื่องนี้ได้ที่ ดูช้างป่ากุยบุรี ซาฟารีสุดสัปดาห์) ที่กุยบุรี

เราไปถ่ายภาพช้างกันที่หน่วยป่ายาง อีกด้านหนึ่งของอุทยานกุยบุรี ห่างจากจุดเกิดเหตุของเรื่องข้างบนไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตร

เมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้วเราก็เข้าไปขอนอนค้างที่หน่วย พี่ๆเจ้าหน้าที่บอกว่าบริเวณนั้นมีช้างเข้ามาเป็นประจำ ขอแนะนำให้เรานอนในบ้านพักรับรองที่ว่างอยู่แทนที่จะกางเต๊นท์ เราตอบรับด้วยความยินดีที่จะได้นอนในบ้านหลังใหญ่แสนสบายพลางแบ่งกันว่าคนนี้จะนอนห้องนั้น คนนั้นจะนอนห้องนี้

พอตกค่ำเราก็เอาอาหารที่เตรียมมาไปร่วมวงกับพี่ๆเจ้าหน้าที่ในหน่วย

พอได้ดื่มอะไรให้สดชื่นหายเหนื่อยบ้างแล้ว ผมก็เริ่มชวนพี่ๆเขาคุยหลายๆเรื่อง ในที่สุดก็วนกลับมาเรื่องสำคัญ

“พี่หน่อยครับ (ผมอาจจะจำชื่อพี่หัวหน้าหน่วยไม่ได้แม่นยำนัก หากผิดต้องขอโทษด้วยนะครับ) ที่กุยบุรีนี่มันมีอะไรเหรอครับ ทำไมคนมาเดินป่าถึงได้เจอกันอยู่เรื่อยๆ” แล้วผมก็เล่าเรื่องที่คุณหนอนเคยเจอให้ฟัง ด้วยความที่คิดว่ามาไกลจากตรงนั้นพ้นระยะทำการแล้ว

พี่หน่อยฟังแล้วก็ครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า “ไม่รู้ซิครับ ไม่รู้ว่าเพราะเมื่อก่อนมันเป็นเส้นทางยกทัพของพม่ามารบกันกับไทยสมัยโบราณ หรือว่าจะเป็นยุคหลังที่พม่ารบกับกระเหรี่ยงแล้วตายกันเยอะหรือเปล่านะครับ”

พี่หน่อยเว้นวรรคแล้วพูดต่อว่า

“อย่างบ้านที่คุณนอนนี่ ใครมาก็เจอครับ”

เราทั้งสามคนใจหายวาบ นัทกับป็อปคงนึกด่าผมที่ถามเรื่องนี้ขึ้นมา

“เป็นเด็กวิ่งในบ้านครับ คนเห็นกันหลายคนแล้ว” พี่หน่อยพูดหน้าตาเฉยขณะที่เรานั่งฟังหน้าซีด

“คงไม่เป็นไรมั๊งครับ” ผมพยายามปลอบใจตัวเองและเพื่อนๆ “ผมไปนอนที่ไหนผมก็บอกกล่าวและขอเขาเสมอ ก่อนกินข้าวก็ต้องเอาข้าวไหว้เขาก่อนทุกเย็นครับ”

ป็อปที่นั่งอยู่ติดกัน ยื่นมือมาสะกิดแล้วพูดเบาๆ “พี่ครับ วันนี้พี่ลืมป่าว เรายังไม่ได้เอาข้าวไปไหว้เลยนะ”

ผมบอกป็อปทันที “ไปงั้น เอาข้าวไปไหว้ที่บ้านตอนนี้เลย”

ป็อปช่วยผมตักข้าวและกับเป็นคำน้อยๆใส่จานและออกเดินไปกับผมอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ขณะที่ช่างภาพนัทที่ตัวเล็กกว่าลูกช้างหน่อยนึงแทบจะสามารถแทรกเข้าไปหลบอยู่หลังบานประตูเพราะกลัวผมชวนไปด้วย

เมื่อผมและป็อปเดินไปถึง บ้านนั้นมืดสนิทเพราะไม่มีไฟฟ้า

ทันทีที่ วางจานข้าวลงและยกมือไหว้ ก็มีเสียง ตึงๆๆ ดังลั่นบนบ้าน

“หนูครับพี่หนู” ป็อปรีบบอก

ผมจำได้คร่าวๆว่าผมตอบป็อปอย่างไม่สุภาพว่า “หนูพ ่งมึงซิ วิ่งดังขนาดนั้น”

หลังจากกล่าวขอขมาและขออาศัยอยู่สักคืนแล้ว ผมกับป็อปก็ถอยออกมา

คืนนั้นผ่านไปอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเราสามคนต้องมานอนเบียดรวมกันอยู่บนเตียงเดียวและจุดตะเกียงให้สว่างที่สุดไว้ตลอดคืน

สองอาทิตย์ต่อมาเราต้องกลับมาอีกครั้งเพราะงานสารคดียังไม่เสร็จ นัทยังไม่ได้ภาพช้างอย่างที่ต้องการ และเราก็พาครอบครัวที่มีเด็กๆมาเป็นตัวละครดำเนินเรื่อง

เรากลับมาถ่ายภาพช้างกันที่หน่วยป่ายาง และต้องค้างกันที่หน่วยเหมือนเดิม แต่คราวนี้เราเป็นนกรู้ ไม่นอนที่บ้านรับรอง แต่ขอพี่หน่อยนอนที่สำนักงานหน่วยซะเลย

คราวนี้เรามากัน 4 คน นอกจากผม,​ ป็อป,​ นัท ทีมเดิมแล้ว ก็ยังมีพี่หมู (นักเขียน นามว่า จ่าน้อม ทหารหน้า) มาด้วย

คืนนั้นป็อปผูกเปล อยู่ติดกับเต๊นท์ที่ผมกางเป็นมุ้งอยู่ในอาคาร นัทและพี่หมูก็นอนเต๊นท์อยู่ใกล้ๆกัน

กลางดึกคืนนั้น ผมตื่นขึ้นมานอนมองปรากฎการณ์ประหลาดอยู่นิ่งๆ สักพักป็อปก็ยื่นมือจากเปลมาเขย่าเต๊นท์ผม

“พี่ๆ เห็นอย่างที่ผมเห็นหรือเปล่าครับ”

“เออ เห็นแล้ว นอนดูเฉยๆแล้วกัน”

สิ่งที่เราเห็นนั้น (พอตอนเช้ามาคุยกันจึงรู้ว่าทุกคนเห็นหมดเพียงแต่นอนดูกันอยู่เงียบๆ) คือลมที่ประหลาดเอามากๆ

ลมนั้นบางทีก็พัดเข้ามาจากหน้าต่าง เข้ามาหมุนวนในอาคารจนเห็นของปลิว สักพักก็ออกไปทางประตู เดี๋ยวก็เข้ามาทางประตู หมุนๆแล้วก็ออกไปทางหน้าต่างอีกบาน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่อย่างนั้น

เราผ่านคืนนั้นกันมาได้โดยที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าลมประหลาดที่ไม่ใช่ปรากฎการณ์ธรรมชาติแน่ๆ แต่เราก็ไม่มีคำอธิบายใดๆกับมัน

แม้จะได้พบเจอ “อะไร” ที่กุยบุรีหลายครั้งหลายหน (มีอีกสองครั้งเล็กๆหลังจากนี้) แต่เราก็ยังวนเวียนไปเที่ยวป่าที่นี่อยู่เสมอเพราะเสน่ห์ของป่าดงที่สวยงามของป่ากุยยังดึงดูดให้เรากลับไปเดินป่าไปนอนป่ากันอยู่เสมอมา

หมายเหตุ: เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นและผู้เขียนได้พบเห็นและมีเพื่อนๆที่อยู่ในเหตุการณ์อีกหลายคน เอามาเล่าสู่กันฟัง ไม่ขอยืนยันนะครับว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติอะไรแต่อย่างใด

LEAVE A REPLY