เราศรัทธาในความเชื่อของเรา แต่ก็เคารพความแตกต่างของผู้อื่นด้วย

โดย Suraporn Menn Koetsawang with Sasivimol Ann Smakjit


วันนี้ 8 ปีมาแล้ว เมือง เพชวาร์ ปากีสถานตะวันตก

มีเพื่อนๆ อยากให้เล่าต่อ ผมเลยเอาที่เขียนไว้ มาเล่าให้ฟังว่า :

.............................................................................

“ผู้บัญชาการตำรวจขอเชิญให้เข้าไปคุย” ซาเอ็ดบอกผมและแอน หลังจากที่เขากลับออกมาจากที่ทำการตำรวจของเมืองเพชวาร์

เสียงแห่งความจอแจวุ่นวายของย่านตลาดใจกลางเมืองใหญ่หายไปทันที่ที่เราปิดประตูห้องโถงของที่ทำการตำรวจ เหลือแต่เสียงพัดลมบนเพดานที่ครางอยู่เหนือหัว แสงสว่างในห้องวูบวาบตามการหมุนของพัดลม เพดานที่สูงโปร่งจนเกิดเสียงสะท้อนได้ กับเสาธงที่ตั้งตระหง่านหลังโต๊ะทำงานใหญ่ ทำให้ผมนึกถึงฉากในหนังคลาสสิคขาวดำ

เสียงเชิญให้นั่งลงหน้าโต๊ะทำงานใหญ่นั้น ดูจากความน้อบน้อมของตำรวจผู้น้อย และความกว้างขวางของที่ทำงาน ผมคาดว่านายตำรวจผู้นี้คงจะใหญ่โตไม่น้อย และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะตัวเมืองเมืองเพชวาร์ทั้งเมือง อยู่ภายใต้การดูแลของเขา

“ยินดีต้อนรับสู่เมืองเพชวาร์” เขากล่าว และ ระหว่างที่ผมกำลังเดาในใจว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป เขาก็กล่าวกับเราต่อไปทันทีว่า

“วันหนึ่ง เจ้าชายสิทธถะเสด็จออกนอกพระราชวัง ได้พบเห็น คนยากจน ขอทาน คนเจ็บ คนป่วย และในที่สุดก็ได้พบพิธีศพคนตาย เจ้าชายสิทธถะไม่เคยทราบมาก่อน พระองค์หันไปถามนายฉันทะ คนสนิทว่า ชีวิตคนเราเป็นเช่นนี้หรือ นายฉันทะตอบว่า ทุกคนต้องเจ็บป่วยและตาย ตั้งแต่นั้นมา พระองค์ก็ได้พบว่า ความเป็นอยู่ที่สุขสบายในพระราชวังนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ คืนหนึ่งพระองค์จึงลอบเสด็จออกจากพระราชวังเพื่อแสวงหาคำสอนที่จะทำให้มนุษย์พ้นทุกข์...

…เจ้าชายสิทธถะเชื่อว่า การทนทุกข์ทรมานตนเองเพื่อค้นหาคำตอบนั้น เป็นทางที่ผิด พระองค์จึงกลับมาเสวยอาหารตามปกติ แต่นั่นก็ทำให้นักบวชทั้งห้าหมดความศรัทธา และหนีพระองค์ไปในที่สุด

...วันหนึ่งพระองค์นั่งลงใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ริมแม่น้ำ และบำเพ็ญสามาธิ ต่อสู้กับความรู้สึกของตนเองที่มาในรูปมาร จนกระทั่งพระองค์ชนะ ได้ค้นพบความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ได้ตรัสรู้ค้นพบพระธรรม เป็นพระพุทธเจ้า..”

เสียงเตือนจากนาฬิกาข้อมือของเขาดังขึ้น “ขอโทษด้วยครับ ผมขอเวลาละหมาด เดี๋ยวมาเล่าต่อ”

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แห่งเมือง เพชวาร์ (Peshawar) ขอตัวลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เดินไปคลี่พรมสำหรับสวดมนต์ ปูลงกับพื้นห้อง ในทิศที่หันไปทางเมืองเมกกะ และเริ่มสวดมนต์เงียบๆ ในห้องทำงานอันโล่งกว้างมีแต่เสียงสวดมนต์อันแผ่วเบาของเขาและพัดลมบนเพดาน ไม่นานเสียงสวดมนต์ก็จบลง

“คุณสามารถท้วงได้ ถ้าผมเล่าประวัติพระพุทธเจ้าผิด” เขาพูดขึ้นหลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว พร้อมกับพยักหน้าให้ลูกน้องนำกาน้ำชาอีกชุดมา “คุณน่าจะดื่มชาเพิ่มอีกสักหน่อย” เขาเชิญพลางม้วนเก็บพรมสวดมนต์

“ผมเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่” ผู้บัญชาการตำรวจพูดต่อ เขาจ้องมองมาที่เราด้วยแววตาไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด

“ผมเสียใจจริงๆ..เสียใจมาก.. และกังวลอย่างเหลือเกินว่า ความรู้สึกของคุณที่มีต่อพวกเราต่อจากนี้ จะเป็นอย่างไร” เขามีสีหน้าเคร่งเครียด ในแววตาบอกความเสียใจชัดเจน

.............................................................................................

…เมื่อเพียงสี่สิบกว่านาทีมานี่เอง ผมและแอนนั่งกินอาหารกลางวันใส่กล่องในรถจี๊ปของเราที่จอดข้างถนนเล็กๆในใจกลางเมืองเพชวาร์ ระหว่างที่กำลังแทะไก่ทอดอยู่นั้น ก็มีเสียงกระทบที่หน้าต่างรถ ผมหันไปมอง มันเป็นปากกระบอกปืนสั้น แนบกับหน้าต่างรถทั้งซ้ายและขวา

“ตายเสียเถอะ ไอ้ชาติชั่ว” (“Die! Son of bitch!”) เป็นเสียงพูดคำรามเป็นภาษาอังกฤษ ตามด้วยเสียงตะโกน “ปัง!” ที่รัวเป็นชุด

เด็กชายหลายคนวิ่งหนีไปพร้อมหัวเราะ แต่แล้วพวกเขาหันกลับมา ยกปืนของเล่นหลายกระบอก เล็งมาที่รถเรา ทำท่าเหนี่ยวไก และตะโกนเป็นเสียงปืนยิงรัว “ปังๆๆๆๆ!! ” อีกคนตะโกน

“ไอ้ชาติชั่ว ตาย ตาย ตาย!!!”

ซาเอ็ดลงจากรถ เดินอย่างเร็วตามเด็กกลุ่มนั้น เลี้ยวลับมุมถนนไป ชาห์หันมามองเราอย่างกังวล สักครู่ ซาเอ็ดกลับมาพร้อมกับสีหน้าโมโหจัด

“ผมพูดกับพ่อแม่ของเด็กแล้วว่าปล่อยให้ลูกๆเล่นอย่างนี้ได้อย่างไร” เขาหันกลับไปมองกลุ่มเด็กที่ยังเดินหัวเราะสนุกสนานอยู่ “ขอเวลาผมหน่อย ผมขอไปสถานีตำรวจ” ว่าแล้วเขาก็กระโดดขึ้นรถ ชาห์สตาร์ทเครื่องทันที

ในความเห็นของผมและแอน เราไม่ได้ติดใจอะไรมาก และมองเป็น สีสันของการได้มาเมืองชายแดนอัฟกานิสถานด้วยซ้ำไป แต่สำหรับเจ้าของบ้าน ดูเหมือนมันเป็นเรื่องใหญ่ และน่าอับอายมาก มันเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถทำใจได้เลย

....................................................................................

“คนที่นี่ เป็นชาวพัชทุน (Pushtun) มีความเป็นอยู่ที่นี่มายาวนานในประวัติศาสตร์ มีความภาคภูมิใจในเชื้อสายและมีความโอบอ้อมอารีต่อคนต่างถิ่นมาก แต่ในระยะหลังก็มีความพยายามปลุกกระแสเกลียดชัง ให้เกลียดชาวต่างชาติ หรือไม่ก็ให้เกลียดชังกันเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวพัชทุนด้วยกัน หรือ ระหว่างมุสลิมนิกายสุหนี่กับนิกายชีอะห์ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในระยะหลัง"

ผู้บัญชาการตำรวจพูด สายตาเขามองทอดผ่านหน้าต่างที่มีผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่

"แต่ผมบอกได้ว่านั่นเป็นส่วนน้อยมาก คนส่วนใหญ่ที่นี่ไม่ได้มีความคิดอย่างนั้น”

นอกจากเรื่องเราถูกปืนเด็กเล่นขู่แล้ว ผมเดาว่าผู้บัญชาการตำรวจคงจะหมายถึงเหตุการณ์เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีการวางระเบิดด้วยรถที่นำมาจอดในตลาดกลางเมือง ทำให้รถอีกสามสิบคันพินาศ โชคดีที่ไม่มีใครตาย

หรือเมื่อต้นปีที่แล้ว มีการวางระเบิดที่กลางตลาดไคเบอร์ ทำให้ตำรวจเสียชีวิตหนึ่งนาย ชาวบ้านบาดเจ็บอีกสิบหกคน หรือในปีที่ผ่านมา มีการยิงจรวดสงครามเข้าไปในที่ทำการราชการและมีคนตาย ทั้งนี้ยังไม่นับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากกลุ่มศาสนาหัวรุนแรงที่ครอบงำบรรยากาศของเมืองเพชวาร์ในทุกวันนี้

เขาหยุดพูด และโน้มตัวมาข้างหน้าเป็นการเน้น และมองสายตาผม “พวกเรา ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ เคารพในศรัทธาทีแตกต่าง”

ท่านผู้บัญชาการตำรวจกล่าวด้วยประโยคที่เป็นการเฉลยว่า ทำไมเขาถึงเริ่มการสนทนาด้วยการเล่าประวัติพระพุทธเจ้า และที่สำคัญ เล่าได้ถูกต้องเสียด้วย

“ผมเชื่อว่านอกจากเหตุการณ์ที่น่าละอายใจเมื่อสักครู่ คุณจะได้พบกับความเป็นมิตรของชาวพัชทุน และจากเมืองนี้ ไปอย่างประทับใจ"

เขาหยุดพูด สายตาเขามองตรงมาที่เรา เหมือนกับจะเน้นความสำคัญของประโยคต่อไป และพูดต่อว่า

"คนที่นี่มีความอนุรักษ์นิยมสูง แต่ไม่ยากเลยที่จะชนะใจพวกเขา"

"หญิงชาวอังกฤษคนหนึ่ง เคยบ่นกับผมว่าคนที่นี่ชอบมองเธอแปลกๆ ทำให้เธออึดอัดมาก ผมเลยให้คำแนะนำกับเธอว่า ทำอย่างทีชาวตะวันตกพูดก็แล้วกันว่า “ทำตัวอย่างชาวโรมัน เมือเข้ากรุงโรม” ผมแนะนำให้เธอเปลี่ยนวิธีแต่งกาย หากระโปรงยาวมาสวมทับกางเกง เพราะไม่ค่อยมีใครที่นี่เห็นผู้หญิงกับกางเกงเลย เพียงแค่นั้น เธอก็ไปไหนมาไหนได้โดยไม่รู้สึกประหม่าอีก” ”

เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อแต่ด้วยโทนเสียงที่เปลี่ยนไป

“อย่างไรก็ตาม ผมเสียใจจริงๆในเรื่องที่คุณเจอเด็กพวกนั้น”

ผู้บัญชาการตำรวจเดินออกมาส่งข้างนอกหน้าอาคาร “หากคุณมีอะไรให้ช่วยก็กลับมาหาผม เสียดายที่คุณต้องรีบจากเมืองนี้ไป ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะได้นัดกันนั่งคุยกินน้ำชา และผมจะพาเที่ยว”

เราสวมกอดกันเพื่ออำลาตามธรรมเนียมชาวพัชทุน ท่ามกลางเสียงปืนที่ยิงขึ้นฟ้ากึกก้องทั่วเมือง เพื่อฉลองในเทศกาลการจบของการถือศีลอด หรือ Eid Festival