Home

ฉลอง 100ปี ปืน ร.ศ.
ปืนคลาสสิก
ปืนพารา
Colt pocket .25
เชอร์ชิลล์ & ปืนเมาเซอร์
เบอร์กแมน
ปืนพระราม 6
ปืนทหารม้า 1
ปืนทหารม้า 2
ปืนทหารม้า 3
Last Samurai
ปืน ร.ศ.
ปืนไทยทำแบบ 95
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

บทความที่ท่านได้อ่านอยู่นี้มาจากเรื่องเดียวกันซึ่งเคยลงพิมพ์ไว้ในนิตยสาร กันส์เวิลด์ ในปี พศ. 2545 รวมทั้งสิ้น
3 ตอน แต่ได้นำมาคัดย่อให้เหมาะสมสำหรับ website นี้


การประชุมครั้งสำคัญ
"อากาศยามบ่ายในช่วงฤดูหนาวของพระนครแม้จะร้อนอยู่บ้างแต่ก็ดูแจ่มใส จากหน้าต่างห้องประชุมใหญ่บนชั้น
ที่สองของอาคารกระทรวงกลาโหมสามารถแลเห็นแสงตะวันกระทบกระเบื้องและสิ่งประดับหลังคาพระอุโบสถวัด
พระแก้วตลอดจนหมู่พระเจดีย์สะท้อนเป็นสีต่างๆตัดกับท้องฟ้าดูงดงามสว่างตากว่าปกติ สายพระเนตรของ สมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  เสนาบดีกระทรวงกลาโหม
ทอดต่อไปยังถนนหน้ากระทรวง
  นี่ช่างเป็นวันที่เงียบสงบเสียจริง  แล้วคิดในพระทัยว่าหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายปีเพื่อรื้อระบบการทหารโบ
ร่ำโบราณจนสยามเริ่มสามารถที่จะผลิตนายทหาร มีกำลังพลประจำการและใช้ระเบียบการเกณฑ์ทัพแบบตะวันตก
กันแล้ว รออยู่แต่วันนี้ละที่จะต้องตัดสินใจเลือกปืนเล็กยาวแบบใหม่เพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์เสียที"


ผมขอนำท่านสู่ตำนานของปืนไรเฟิลที่คนไทยรู้แต่ว่าชื่อ  "ปืน ร.ศ."  ปืนที่เพิ่งจะมีอายุครบ 100 ปี และยังมีท่านผู้
อ่านอีกมากที่นึกไปว่าชื่อ ร.ศ. (รัตนโกสินทร์ ศักราศ)ช่างโบราณแบบนี้คงเป็นปืนแก๊ป ปืนคาบศิลาเสียละกระมัง ก็
ขอแก้ไขให้ถูกต้องว่าแท้ที่จริงคือปืนไรเฟิลระบบลูกเลื่อนของเมาเซอร์ใหม่ถอดด้าม ชื่อเป็นทางการก็คือ "ปืนเล็กยาว
แบบ 46"
แต่ก็มีคนเรียกไปต่างๆนาๆ จนสับสนไปว่า "ปืน ร.ศ."  "ปืนรัชกาลที่ 5" "ปืน ร.ศ.121

บรรยากาศที่ผมลองสร้างจินตนาการให้ท่านอ่านต่อไปนี้ เป็นการขยายความจากเรื่องจริงในบันทึกการประชุม ณ
ศาลากลาโหม เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ.118 (พ.ศ.2442) มิได้ปั้นแต่งขึ้นเองการประชุมคราวนั้นได้สรุปทั้งรูปแบบ
คุณสมบัติและขนาดของกระสุนว่าอะไรเหมาะที่สุดสำหรับกองทัพไทยยุคใหม่  ซึ่งผมถือว่ากำเนิดปืน ร.ศ.เป็นผล
มาจากการตัดสินคราวนี้

เบิกคณะกรรมการ
"บ่าย 2 โมงตรง กรรมการพระองค์แรก คือ พันเอกพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (ภายหลังเป็นจอม
พลพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช  เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และทรงเป็นบุคคลแรกที่สำเร็จวิชา
ทหารจากต่างประเทศ คือจากเดนมาร์กมาได้เพียง 3 ปี ทั้งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดกองทัพใหม่ในขณะนั้น) ที่
เดินตามมากลับเป็นฝรั่งไว้หมวดเครายาว คือ พลเรือโทพระยาชลยุทธโยธินทร์ (อังเดร ดู เปลซีส เดอ ริชลิว)รองแม่
ทัพเรือชาวเดนมาร์กซึ่งเคยบัญชาการที่ป้อมพระจุลฯไล่แจกกระสุนปืนเสือหมอบให้เรือรบฝรั่งเศสคราวกรณี  ร.ศ.
112 (ภายหลังเป็น ผบ.ทร. ไทย) ท่านเสนาบดีในฐานะประธานตรัสต้อนรับ และว่ายังขาดกรรมการอีก 2 ท่าน จึง
ปล่อยให้พระองค์เจ้าจิระประวัติฯ และพระยาชลยุทธฯ เดินดูปืนที่มุมห้องซุบซิบเป็นภาษาเดนมาร์กกันไปพลางๆ

ผู้มาร่วมประชุมท่านต่อไปมิใช่ใครอื่น คือ พลเอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี อดีตแม่ทัพใหญ่ครั้งนำกรมทหารหน้าปราบ
ฮ่อ (พ.ศ.2423-30) ที่จริงอาคารกระทรวงหลังนี้ก็คือผลงานที่ท่านได้รับมอบหมายจากในหลวงให้มาสร้างเมื่อปี
พ.ศ.2427 นั่นเอง กรรมการคนสุดท้ายมาถึงเวลาบ่าย 2 โมง 25 นาที คือ พันตรีพระยาสีหราชเดโชชัย สมุหราช
องครักษ์ผู้ใกล้ชิดเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของ ร.5 เป็นอันครบองค์ประชุม" 

ดูรายชื่อและพระนามกรรมการแล้วก็พอเชื่อใจได้ในคุณภาพโดยเฉพาะบางท่านออกแนวหน้ามาก่อนย่อมคุ้นเคย
กับปืนเป็นพิเศษ

คุณสมบัติของปืน
"เสนาบดีทรงให้นำปืนทดสอบทั้ง 18 กระบอกมาเรียงบนโต๊ะประชุม พร้อมบัสตัน (กระสุน) ของปืนแต่ละชนิดบรรจุ
ในคลิปวางไว้ประจำข้างตัวปืน ทรงสรุปว่ากรรมการได้มีโอกาสยิงทดสอบหรือทราบรายงานตลอดจนข้อมูลเทคนิค
ของปืนทุกชนิดมาก่อนแล้ว จึงควรตกลงในเรื่องลักษณะคุณสมบัติของปืนที่เห็นว่าเหมาะกับเราเป็นแนวทางไว้ใน
ขั้นต้น ที่ประชุมจึงตกลงว่า"

ในข้อแรก ต้องการปืนชักท้าย 2 จังหวะก็คือต้องการปืนระบบลูกเลื่อนขัดกลอนด้วยการพลิกก้านลูกเลื่อนแล้วดึงเป็น
 2 จังหวะเหมือนไรเฟิลในปัจจุบัน  ดังนั้นปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อนดึงตรงจังหวะเดียว (Straight Pull Bolt) เป็นอัน
หมดสิทธิ แปลว่ากองทัพไทยไม่ถูกใจไรเฟิลของมานลิเคอร์ (ปลย. 33) ที่ประจำการอยู่ทั้งมองว่าระบบของเมาเซอร์
แข็งแรงดีกว่า

ข้อที่สอง เมื่อเวลาชักออกแล้วกระสุนหมดให้มีการเตือนให้ใส่ชุดใหม่ อันนี้เป็นประสบการณ์จากการรบจริง คือปืน
ระบบแม็กกาซีนกล่องจะใช้ท้ายลิ้นแม็กกาซีนขึ้นมาขัดหน้าลูกเลื่อนไว้ให้เปิดค้าง นี่ก็เป็นของมีมากับปืนเมาเซอร์
รุ่นใหม่อีกนั่นแหละ ถึงตรงนี้ปืนทหารรุ่นเก่าๆก็ขาดคุณสมบัติตกรอบกันไปเป็นแถว ยิ่งมานลิเคอร์แล้วระบบแม็กกา
ซีน ไม่สนับสนุนเอาเลย และเป็นปืนที่ไม่อนุญาตให้จุกระสุนยิงทีละนัดโดยไม่ใส่ในคลิปกระสุนด้วย

ข้อสุดท้าย ต้องมีรางไม้หุ้มกระบอกหลังถนน จะสังเกตว่าปืนทหารเขาจะมีรางไม้ยาวถึงปากกระบอกทั้งนั้น แต่ที่
หุ้มกระบอกหลังถนนคือส่วนที่ปิดลำกล้องด้านบนให้มิดชิดเพื่อกันความร้อนและการกระแทก ปืนไรเฟิลรุ่นเก่าก่อน
ปี ค.ศ.1896 จะไม่ค่อยมีการปิดเช่นนี้ ลองหันมาดูการเลือกกระสุนบ้างครับ

กระสุน 8 มม. สยามเมาเซอร์
"ประธานเข้าสู่วาระที่สองการเลือกขนาดบัสตัน โดยเปิดให้แสดงความเห็นทางพระองค์เจ้าจิระประวัติฯ ทรงเห็นว่า
ไม่ควรใหญ่เกิน 8 มม. ที่เราใช้กับมานลิเคอร์ แต่อย่าให้เล็กกว่า 6.5 มม. อย่างกระสุนเมาเซอร์ และทรงชี้แจงเพิ่ม
เติมความว่าในประเทศยุโรปเคยคิดจะใช้กระสุนเล็กๆเหมือนกันแต่ได้ยกเลิกเพราะอำนาจการยิงยังสู้กระสุนขนาด
ใหญ่ไม่ได้ ทรงโน้มน้าวให้เห็นคล้อยกับการใช้กระสุน 8 มม.ต่อไป"

ส่วนกระสุน 8 มม. ของเราก็ยึดรูปทรงกระสุน 8 มม. มานลิเคอร์ แต่ดัดแปลงให้ดีขึ้นกลายมาเป็นกระสุนขึ้นทะเบียน
เป็นชื่อประเทศไทย คือ "8 x 50 มม. และ 8 x 52 มม. สยามเมาเซอร์"
ในเวลาต่อมาท่านประธานเข้าวาระที่สามเลือก
ปืนที่ถูกใจเสียที

 กระสุนใช้ชื่อประเทศไทย คือ 8 มม. สยามเมาเซอร์
ด้านซ้าย คือ 8x50 ที่ใช้กับปืน ร.ศ. ส่วนทางขวาคือ 8x52 ที่ใช้กับปืน แบบ 66

ญี่ปุ่นเกือบถูกหวย
"ปืนไรเฟิลระบบลูกเลื่อนที่ญี่ปุ่นเสนอดูจะมีความเหมาะสมในเรื่องคุณสมบัติมากที่สุด แต่กรรมการทุกท่านติเหมือน
กันหมดว่า ระบบห้ามไกไม่ดี เกิดอุบัติเหตุลั่นกันง่ายๆถ้าจะเลือกต้องให้ผู้ผลิตแก้ไข ส่วนกระสุนที่ว่าเล็กไปนั้นทาง
เสนาบดียืนยันว่าคงจะขอให้สร้างในขนาด 8 มม.ได้ พระองค์เจ้าจิระประวัติฯ  คงจะยังไม่เป็นที่สบพระทัยร้อยเปอร์เซ็น
 ทรงหยิบปืนอีกกระบอกขึ้นมาแนะนำว่านี่คือปืนเมาเซอร์อย่างใหม่ของกองทัพสวีเดน เยอรมันออกแบบแต่ผลิตที่
สต๊อกโฮล์ม ทูตในเบอร์ลินไปเสาะหามาให้ร่วมคัดเลือก แต่กระสุนขนาดเล็กไปหน่อย คณะกรรมการก็เห็นชอบไรเฟิล
นิดนี้ว่าไม่มีจุดอ่อนเหมือนของญี่ปุ่น จึงมีมติให้จัดหาไรเฟิลแบบเมาเซอร์สวีเดนแทนปืนญี่ปุ่นที่มีข้อบกพร่องในเรื่อง
ห้ามไกโดยขอให้ใช้กระสุน 8 มม. ส่วนมีด (ดาบปลายปืน) เอายาวเท่าปืนมานลิเคอร์เดิมแล้วเลิกประชุมเวลาบ่าย 3
โมง 15 นาที"

รวมความแล้วปืนญี่ปุ่นเกือบชนะ พอคณะกรรมการมาเจอเมาเซอร์ขนานแท้แบบ Swedish Mauser M 1894 ซึ่งมี
ความสมบูรณ์พร้อมกว่าจึงไม่น่าแปลกที่จะเลือกใช้ปืนชนิดนี้ ขอหมายเหตุไว้อีกนิดว่าหลังจากการประชุมกันนี้ได้
2 ปี กองทัพเยอรมันก็เพิ่งจะเห็นดีกับเมาเซอร์เอาปืนที่ดัดแปลงจากปืนสวีเดนนี้มาเข้าประจำการในเยอรมัน กลาย
เป็นปืนอมตะของวงการปืนลูกเลื่อน คือ เมาเซอร์ 98 (GEW. 98) ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าคณะกรรมการไทยได้เลือกสรร
ของที่ดีที่สุดแล้ว

คู่แข่งขันทั้ง 18
เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผู้เขียน จะขอรวบรวมปืนที่ถูกนำมาคัดเลือกเท่าที่พอจะหาได้ ทั้งนี้รายชื่อ
ปืนทั้ง 18กระบอกไม่มีปรากฏชัดเจนในรายงานการประชุมหรือเอกสารใดๆอีกเลย ผู้เขียนจึงขอนำเอาเฉพาะที่ปรากฏใน
หนังสือโต้ตอบ ระหว่างเสนาบดีกับข้าราชการทูตและผู้ผลิตมาเป็นข้ออ้างอิง อีกส่วนคือตัวปืนที่ยังหลงเหลือให้เห็นกับ
ตาเมื่อครั้งได้ไปจัดทำข้อมูลอาวุธปืนร่วมสมัยที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สรรพาวุธทหารบก

ชนิดและขนาด

ประเทศ

1. ปืนเล็กยาวมูราตะ 8มม. แม็กกาซีนหลอด (Murata Type 22)
หมายเหตุ จากรายงานการพบทูตยี่ปุ่นและตัวจริงที่กรมสรรพาวุธ

ญี่ปุ่น

2. ปืนเล็กยาวอาริซาะ แบบ 30 ขนาด 6.5มม. (Arisaka Type 30)
หมายเหตุ มีตัวอย่างปืนที่พระที่นั่งจักรี

ญี่ปุ่น

3. ปืนเมาเซอร์ยาวแบบ 1888 ขนาด 8มม. (Mauser Commission M1888)
หมายเหตุ หนังสือส่งจากทูตเบอร์ลินและตัวจริงที่กรมสรรพาวุธ

เยอรมัน

4.ปืนเมาเซอร์คาร์ไบน์แบบ 1891 ขนาด 8มม. (M1891 Karabiner)
หมายเหตุ หนังสือส่งจากทูตเบอร์ลินและตัวจริงที่กรมสรรพาวุธ เหมือน 3. ทุก
อย่างแต่เป็นปืนเล็กสั้น

เยอรมัน

5. ปืนมานลิเคอร์ยาว แบบ 1895 ขนาด 8 มม. (Mannlicher M 1895)
หมายเหตุ หนังสือนำส่งของจากทูตเวียนนา

ออสเตรีย

6. ปืนมานลิเคอร์สั้น แบบ 1895 ขนาด 8 มม. (Gendarmerie M 1895)
หมายเหตุ หนังสือนำส่งของจากทูตเวียนนา เหมือน 5. แต่สั้นกว่าเล็กน้อย

ออสเตรีย

7. ปืนมานลิเคอร์ยาว แบบ 1892/93 ขนาด 6.5 มม. (Romanian Mannlicher M 1892/93)
หมายเหตุ หนังสือนำส่งของจากทูตเวียนนา มานลิเคอร์ทำเป็นลูกเลื่อนสอง
จังหวะส่งให้ ท.บ.โรมาเนีย จุดอ่อนคือแม็กของมานลิเคอร์

ออสเตรีย

8. ปืนเรมิงตันบรรจุเดี่ยว ขนาด12.17มม. (Remington Rolling Block M1867)
หมายเหตุ หนังสือส่งจากทูตเบอร์ลินและทำในสวีเดนเป็นปืนที่กำลังจะเลิกใช้
ทูตไม่รู้จึงสั่งมาด้วย

สวีเดน

9. ปืนเรมิงตันบรรจุเดี่ยว ขนาด 8มม. (Remington Rolling Block M1888)
หมายเหตุ เหมือน 8. และมีตัวจริงที่กรมสรรพาวุธ

สวีเดน

10. ปืนเมาเซอร์แบบ 1894 ขนาด 6.5มม. (Swedish Mauser M1894)
หมายเหตุ หนังสือส่งจากทูตเบอร์ลินและตัวจริงที่กรมสรรพาวุธ เป็นปืนที่ชนะ
การคัดเลือก

สวีเดน

11. ปืนเมาเซอร์ชนิดคาร์ไบน์ แบบ 1894 (Swedish Mauser Karabiner M1894)
หมายเหตุ เหมือน 10.แต่สั้นกว่า หนังสือส่งจากทูตเบอร์ลินและตัวจริงที่กรมสรรพาวุธ ทำในสวีเดน

สวีเดน

12. ปืนเรมิงตันลี รุ่น1895 6มม. ระบบดึงตรง (Remington Lee M 1895)
หมายเหตุ กรมพระนเรศวรฤทธิซื้อจากโรงงานเมื่อเสด็จเยือนในปี ร.ศ. 117

อเมริกา

13. ปืนชมิตรูบินระบบดึงตรง รุ่น 1889 (Schmidt-Rubin M 1889)
หมายเหตุ ปธน.สวิสฯ ถวาย ร.5 ครั้งเสด็จประพาสยุโรปปี พ.ศ.2440
ตัวจริงอยู่ที่กรมสรรพาวุธ

สวิสเซอร์แลนด์

14. ปืนเล็กยาวแมดเสนกึ่งอัตโนมัติรุ่น 1896 (Dansk Rekyl-Riffel Syndikat M 1896)
หมายเหตุ ตัวจริงอยู่ที่กรมสรรพาวุธ

เดนมาร์ก

15. ปืนเล็กสั้นแมดเสนกึ่งอัตโนมัติรุ่น 1896 (Dansk Rekyl-Riffel Syndikat M 1896 Karabine)
หมายเหตุ เหมือน14. แต่สั้นกว่าตัวจริงอยู่ที่กรมสรรพาวุธ

เดนมาร์ก

16. ปืนชุลอ๊อฟรุ่นปี 1882 (Austrian Schulhof M1882)
หมายเหตุ มีแม็กกาซีนซ่อนในพานท้าย ตัวจริงอยู่ที่กรมสรรพาวุธ

ออสเตรีย

ลำดับที่ 1 ปืนมูราตะใช้แม็กกาซีนหลอดใต้ลำกล้อง

ลำดับที่ 2 ปืนอาริซากะแบบ30 รุ่นแรก โปรดสังเกตมีตะขอห้ามไกซึ่งทำให้สอบตก

ลำดับที่ 3 ปืนเมาเซอร์ 1888 ตกรอบเพราะใช้ปลอกเหล็กหุ้มลำกล้อง (แทนที่จะใช้ไม้)

ลำดับที่ 4 เมาเซอร์ 1891 คาร์ไบน์

ลำดับที่ 5 และ 6 มานลิเคอร์ รุ่น 1895 (กระบอกบน) ส่วนตัวล่างคือ รุ่น 1888/90 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้า

ลำดับที่ 7 มานลิเคอร์ โรมาเนีย M1892/1893

ลำดับที่ 8 และ 9 เรมิงตันโรลลิ่งบล็อค บรรจุเดี่ยวจาก ท.บ.สวีเดน

ลำดับที่ 10 สวีดิช เมาเซอร์ M 1894 เป็นปืนที่ชนะการคัดเลือก

ลำดับที่ 11 เมาเซอร์สวีเดน แบบคาร์ไบน์คู่กับกระบอกที่ชนะการคัดเลือก

ลำดับที่ 12ปืนเรมิงตัน ลี

ลำดับที่ 13 ปืนชมิตรูบินแบบเดียวกับที่ ร.5 ทรงได้จากการประพาสยุโรป

ลำดับที่ 14 และ 15 ปืนเล็กสั้นกึ่งอัตโนมัติแมดเสน 1896

ลำดับที่ 16 ปืนชุลฮ๊อฟ ใส่กระสุนที่พานท้าย

ประเภท                 ชื่อสมัย ร.5          ชื่อสมัย ร.6        ชื่อฝรั่ง                กระสุน
1. ปืนเล็กยาว              ปืน ร.ศ. 121           ปลย.แบบ 46       Siamese M1903             8x50 มม.
2. ปืนเล็กสั้น               ปืน ร.ศ. 123           ปลส.แบบ 47       Siamese M1905            8x50 มม.
3.ปืนเล็กสั้นแปลงรังเพลิง          -                 ปลส.แบบ 47/66             -                             8x52 มม.

กว่าจะเป็นปืน ร.ศ.
ครั้งหนึ่งเคยมีคนกล่าวเล่นๆว่า "พระเจ้าซาร์แห่งอิหร่านท่านซื้อทุกอย่างที่บินได้" เพราะบรรดาอาหรับเศรษฐีน้ำมัน
เขาไม่กระเทือนกระเป๋าหรอกครับขอให้มีอาวุธรุ่นใหม่มาอวดกัน  จึงไม่น่าแปลกใจว่าอยู่ๆก็มีศัตรูยกทัพมาเอาชนะ
ง่ายๆแถมกวาดเอาอาวุธกลับไปใช้เสียฉิบ ไอ้การที่สยามจะซื้อปืน ร.ศ. สัก 4 - 5 หมื่นกระบอก ก็ไม่เห็นยากแค่สั่งจาก
นอกก็ได้แล้ว หากว่าขืนทำแบบนี้เราก็เหมือนพวกอาหรับเพราะทหารใช้ไม่เป็น เผลอเข้าฝรั่งบุกมายึดไว้ทั้งปืนทั้ง
ประเทศ แต่สมัย ร.5 นั้นเราบ้อท่าอีกขั้นหนึ่งเพราะเงินในคลังก็ไม่มี ทหารก็ไม่มี แถมทรงขาดอำนาจบริหารงานแผ่น
ดินโดยสิ้นเชิง กว่าจะได้ปืน ร.ศ. มาจึงยากกว่าที่คิดนัก  ในขณะที่ต่างชาติจ้องจะรวบสยามเป็นเมืองขึ้นนั้นได้กลาย
เป็นปัจจัยให้เกิดกระบวนการปฎิรูปการปกครอง การทหารและการคลังพร้อมๆ กันใช้เวลาหลายสิบปีครับ

"เมื่อพ่อได้ราชสมบัติในเวลาเพียง 15 ปีเท่านั้น เหมือนตะเกียงริบหรี่จวนจะดับ ไม่มีมารดา มีญาติ ฝ่ายมารดาก็ล้วน
แต่โลเลเหลวไหลหรือก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลักฐาน ญาติฝ่ายข้างพ่อคือเจ้านายทั้งปวง ก็ตก
อยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยาฯ  และต้องรักษาชีวิตอยู่ด้วยกันทุกพระองค์"

จากพระราชหัตถเลขาถึงพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิต ในปี ร.ศ. 112  เผยถึงสถานทางการเมืองของ
 ร.5 เป็นอย่างดี การดึงอำนาจกลับมาสู่พระองค์จำจะต้องค่อยๆทำ มิให้เกิดแตกแยกร้าวฉาน และที่ขาดไม่ได้ คือ
กองทหารของพระองค์ที่จะช่วยเป็นฐานอำนาจไว้  ทรงได้อธิบายต่อไปว่า

"ฝ่ายข้าราชการถึงว่ามีผู้ที่รักใคร่สนิทสนมอยู่บ้างก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก" และ "ฝ่ายพี่น้องซึ่งร่วมบิดาก็เป็นเด็ก มีแต่
อายุต่ำกว่าพ่อ" (เป็นเพราะ ร.4 ทรงลาผนวชมาครองราชย์เมื่อพระชนมายุมากแล้ว และมิได้มีพระราชโอรสธิดามาก่อน
หน้านั้นเลย) แต่เมื่อมีผู้รักใคร่ในตำแหน่งเล็กๆและมีน้องอายุยังน้อย จึงทรงเริ่มด้วยกองทหารส่วนพระองค์แบบเด็ก
เล่นไปก่อน เรียกว่า "ทหารไล่กา" เอาไว้ไล่นกไล่กาเวลาเสด็จแต่ใช้ระเบียบทหาร แล้วต่อมาก็เอาข้าหลวงเดิมหรือ
บรรดาผู้รักใคร่ในตำแหน่งเล็กๆมาเป็นทหาร เรียกว่า "ทหารสองโหล" เพราะมีกันแค่ 24 คน พอวางกรอบได้แล้วจึงตั้ง
 กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ภายใน 3 ปี มีทหาร 72 คน ท่านเหล่านี้ก็เติบโตขึ้นในแวดวงทหารในกองทัพ
น้อยๆเช่นนี้ เกิดรักใคร่กลมเกลียวกันกลายเป็นกำลังพัฒนาประเทศสนองนโยบายเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งรวมไปถึงสม
เด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จกรมพระยาภาณุรังษีสว่างวงศ์ เจ้าพระยา
สุรศักดิ์มนตรี เป็นต้น

พอทรงบรรลุนิติภาวะ ในปี พ.ศ. 2417  จึงพอจะทวงอำนาจบริหารกลับมาได้เพราะมีทหารในพระหัตถ์ถึง 6 กองร้อย
แถมด้วยทหารม้า ทหารหน้า (รวมเอาทหารล้อมวังและกรมรักษาพระองค์เก่า)มาไว้พร้อมกองปืนกลแก๊ตลิง

จะเห็นนะครับว่าทรงพัฒนาฐานอำนาจของพระองค์ได้รวดเร็วพอสมควร ก.ม.ทั้ง 4 ฉบับ เป็นการประกาศเจตนารมย์
ของพระเจ้าอยู่หัวว่ายุคใหม่ของคนหนุ่มมาแล้ว แต่จะเป็นด้วยธรรมชาติในการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยหรืออย่าง
ไรไม่ทราบที่จะต้องพบกระแสต่อต้านอย่างหนัก ทำให้การพัฒนาออกจะเชื่องช้าอย่างน่าเสียดายทุกทีไป ก.ม.ทั้งหมด
กระทบอำนาจและกระเป๋าของขุนนางกลุ่มอำนาจเดิมอย่างจัง  จากนั้นไม่กี่เดือนวังหน้าก็เริ่มระดมทหารถึง 6 - 7 ร้อย
คนอาวุธครบมือ โดยมีอังกฤษและข้าราชการผู้ใหญ่หลายกรมกองแสดงความเห็นอกเห็นใจอยู่ข้างหลัง

วิกฤติการณ์ครั้งนั้นตึงเครียดถึงจุดที่ทั้งสองวังเตรียมทหารพร้อม แล้วมาเกิดเหตุไฟไหม้ตึกดินซึ่งเก็บดินปืนในวังขึ้น
ทำให้กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข(วังหน้า) ทรงตัดสินใจเสด็จเข้าประทับในสถานทูตอังกฤษถึง 2 เดือนกว่าที่สมเด็จ
เจ้าพระยาฯจะกล่อมให้คลายพระทัยกลับออกมาได้ เรื่องนี้ประกอบกับกระแสคลื่นใต้ดินใต้น้ำ ทำให้ ร.5 ต้องฝืนพระทัย
ชลอแผนปฎิรูปอื่นๆไปอีก 10 ปี หันมาใช้วิธีค่อยทำค่อยไปกลายเป็นจุดเด่นของการแก้ปัญหาในสมัยของพระองค์  
เมื่อทรงดึงอำนาจบริหารราชการมาได้บ้างแล้วก็จะต้องแก้ปัญหาใหญ่อีกถึง 2 เปลาะ  แรกคือ หาตังค์มาซื้อปืนก่อน

อยากมีปืนแต่ไม่มีเงิน
 "การปฎิรูประบบการคลัง ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของพระองค์" เซอร์เอ็ดเวิด คุก      (Sir Edward Cook) ที่ปรึกษา
ราชการแผ่นดิน

 ใน พ.ศ.2416 ร.5 ได้ทรงโปรดให้จัดตั้งหอรัษฎาพิพัฒน์ เพื่อจัดระเบียบการภาษีเสียใหม่เพราะ
1. ภาษีเงินได้เดิมอยู่กับเจ้านายที่คุมกรมพระกลาโหม กรมมหาดไทย กรมนาและกรมพระคลังสินค้า เป็นต้น พอเก็บ
ได้ก็ใช้ในราชการของตนเสียก่อน กรมที่คุมเงินส่วนกลางได้แต่มองตาปริบๆเพราะไม่มีใครส่งเงินเข้าพระคลังมหา
สมบัติ
2. การตั้งเจ้าภาษีนายอากรผูกขาดการเก็บภาษีให้หลวงนั้นเขาส่งเงินในคลังปีละหน ส่วนมากก็ขอผ่อนส่ง (ภาษีของ
เราแท้ๆดันเก็บไปแล้วขอผ่อน อย่างนี้พวกผมเสียภาษีแบบผ่อนส่งบ้างได้ไหมก็ไม่รู้) หนักเข้าหลวงจะลงโทษ นาย
อากรก็เผ่นหนีไปตีกอล์ฟวันเว้นวัน แบบเสี่ย NPL ล้มบนฟูกทั้งหลายในยุคนี้

3. ตั้งแต่สมัย ร.1 - ร.4 การทำบัญชีไม่เรียบร้อยแปลว่าหามาตรวจกันไม่ได้  แต่ละกรมกองบัญชีอยู่กับนาย  พอนาย
ตายบัญชีก็หายไปทุกที

การรวมบัญชีรับจ่ายและการส่งภาษีมาขึ้นกับหอรัษฎาพิพัฒน์สามารถเร่งรัดภาษีให้ตรงเวลา และจัดระเบียบการเบิก
การส่งเงินให้แก่ทุกกรมกลายเป็นการบังคับให้แต่ละท่านต้องหัดทำงบประมาณฉบับแรกขึ้น ในปี พ.ศ. 2433 ทรงยก
กรมพระคลังมหาสมบัติ (ซึ่งเวลานี้มีสมบัติเต็มคลังเสียที)เป็นกระทรวงและอีกเพียง 2 ปี ก็ทรงยุบระบบจตุสดมภ์ที่มี
มาแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสียเลย เมื่อมีเงินแล้วกระนั้นยังมีปัญหาทรัพยากรบุคคลมาให้แก้อีกเรื่องหนึ่ง

กองทัพไร้ทหาร
ผมไปพบจดหมายเก่าๆของพระองค์เจ้าหญิงท่านหนึ่งทำถวาย ร.5 ในปี ร.ศ. 111 (พ.ศ. 2435) ความบางตอนว่า
"เดิมข้าพระพุทธเจ้าให้พี่เลี้ยงกับสมุห์บัญชีทำสักเลขมาไว้กับข้าฯ รวม 213 คน" หมายถึงระบบศักดินาไทย มีวิธีควบ
คุมพลเมืองไว้ใช้ราชการโดยให้ขึ้นกับเจ้านายต่างๆติดต่อกันชั่วลูกหลาน เรียกกันว่าไพร่ พออายุ 18 ปีก็มารายงานตัว
เรียกว่า "ไพร่สม" เหมือนมาถูกหัดงาน พอครบ 20 ปี ก็เลื่อนเป็น "ไพร่หลวง" แล้วสังกัดเจ้านายไปถึงอายุ 70 ปี สมัย
อยุธยาให้ปีหนึ่งมาอยู่ในราชการ 6 เดือน ก็นานพอดูคิดถึงเมียแย่ สมัย ร.5 ท่านก็ลดลงให้เหลือแค่ 3 เดือน ท่าน
หญิงพระองค์นี้ก็ได้มาขึ้นบัญชี 213 คน  คำว่า "สักเลข" ก็คือ หลวงเขาจับเกณฑ์มาจากครอบครัวที่เคยสังกัดแล้ว
สักลงบนท้องแขนให้รู้ว่าเบอร์นี้อยู่สำนักใด พวกที่ยังไม่โดนจับตัวได้เขาเรียกว่าพวก "แขนขาว" ไพร่หลวงที่สังกัด
กรมราชการทหารก็มาเป็นทหารปีละ 3 เดือน  ปีหน้ามาใหม่ก็ลืมที่หัดหมด วันทยาหัตถ์ด้วยมือซ้ายเหมือนไอ้เณร
กันเป็นแถว ใช้การจริงไม่ค่อยได้หรอกครับแค่แบกปืนเฝ้าวังโก้ๆเป็นพอแล้ว ระบบไพร่นี่ก็พอใช้ได้ในตอนต้นพอ
นานๆเข้าพ่อก็หนีไม่ยอมถูกจับปั๊มเบอร์บนแขนกันใหญ่  ที่ขึ้นทะเบียนก็หาทางหลบ  ยิ่งถ้าต้องไปรบต้องเป็นผู้มี
สปิริตสูงพอควร พวกขี้เกียจมารับราชการปีละ 3 เดือนก็มีทางออก เพราะเงินย่อมเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาเสมอ
  โดยสามารถจ่ายให้เจ้านายที่คุมกรมปีละ 6 บาท เป็นการจ้างใครก็ไม่รู้มาแบกปืนยืนยามแทน  เงินนี้เราเรียกว่า
"เงินค่าราชการ" หรือ "เงินภาษีรัชชูปราการ" ซึ่งเป็นรายได้ของชาติที่ดีหากเจ้านายท่านจะยอมส่งเข้าคลังหลวงนะ
ครับ มาดูท่อนต่อไปของจดหมายดีกว่าว่าท่านหญิงท่านทำอย่างไรกับรายได้ก้อนนี้

"จะเป็นเงินมากน้อยเท่าใด ข้าฯหาทราบเกล้าไม่ ด้วยเจ้าพนักงานยังไม่เกณฑ์ (เรียกเก็บเงิน) ข้าฯ ได้ให้พี่เลี้ยงและ
สมุห์บัญชีไปเก็บเงินมาส่งเจ้าพนักงานก็เก็บเอาเงินไปใช้สอยเสียหมด หาส่งให้ครบจำนวนที่ยังคงค้างอยู่นั้นไม่ บัด
นี้พี่เลี้ยงกับสมุห์บัญชีก็ถึงแก่กรรมเสียแล้ว"

ดูเอาเถิดครับ เห็นเจ้านายเป็นหญิงชรา เลยโกงเงินภาษีที่จะส่งหลวงไปกาสิโนที่ชายแดนเสียหมด ทั้งที่มิได้อยู่ใน
คณะกรรมมาธิการอะไรกับเขาเลย เรื่องแบบนี้กลายเป็นลูกโซ่ บรรดาเจ้านายหลายกรมต้องรับกรรมหาเงินมาใช้หลวง
 เป็นหนี้เป็นสินมากเข้าก็เขียนหนังสือมาขอทำการลดหนี้ทั้งต้นทั้งดอก เรียกว่าทำ Haircut แล้วก็โบกมือลาขอคืน
เจ้าพวกสักเลข พ้นๆหน้าที่ไปดีกว่า

"ข้าฯ ไม่มีเงินที่จะส่งต่อไป จึงขอพระราชทานเงินค้าง (ขอยกเลิกหนี้) เก่าและใหม่ที่ยังค้างเพราะเหลือสติกำลังที่จะ
คุมเลขไว้ต่อไป ขอทูลเกล้าถวายเลขทั้ง 183 คน เป็นไพร่หลวงจ่าย แต่ข้าฯ จะขอรับพระราชทานเลขไว้ 30 คน ส่วน
ที่เกี่ยวข้องเป็นสุพันธุ์ญาติและคนเก่า" 
สาธุ! ถึงตรงนี้ผมอดนึกถึงผู้หญิงชราผมขาวโพลนหลังค่อมน่าสงสารนั่งอยู่ในตำหนักเล็กๆไม่ได้  ด้วยพระเมตตาที่มี
ต่อหญิงสูงศักดิ์ท่านนี้ จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตตามที่ขอ

พอดูปีที่จดหมายถูกเขียนแล้วตกใจ ตรงกับ พ.ศ. 2435 อีกปีเดียวก็จะยิงกันที่ปากน้ำแล้วยังคงใช้ระบบโบราณอยู่
เลย พอ ร.5 จะให้หัดทหารแบบใหม่ก็พบปัญหาไพร่หลวงไม่พอใช้เพราะหนีบ้าง จ้างคนมาแทนบ้าง  หรือกลุ่มที่เขา
มีอำนาจอยู่เดิมไม่ร่วมมือปล่อยคนมาบ้าง ก็อาศัยการโอนเลขจากท่านๆที่กล่าวข้างต้นนี่ละครับมาใช้งานทหาร
โชคร้ายก็จะเจอแต่ไพร่หลวงแก่ๆแบกปืนไม่ไหว(แต่อาจยังเตะปี๊บดังอยู่) อย่างนี้ไม่พอปกป้องสยามหรอกครับเมื่อ
ถึงคราวฝรั่งเศสมาหาเรื่องในปี พ.ศ. 2435 พบว่ากรมยุทธนาธิการ มีทหารอยู่ในบัญชีทั้งประเทศแค่ 5,605 คน เรื่อง
นี้ถูกแก้สำเร็จด้วยการเลิกทาสแล้วออก พรบ. เกณฑ์ทหารขึ้น

ตราบนปืนเขียน ร.ศ. ๑๒๑ เป็นที่มาของชื่อ ปืน ร.ศ.

ศูนย์หลังเลขไทย

พี่ยุ่นล็อบบี้สุดแรง
ระหว่างนี้ญี่ปุ่นก็ไม่เลิกความพยายามขอส่งนายทหารเดินทางจากโตเกียว เพื่อมาชักชวนให้ซื้อปืนของเขาอีกรอบ
หนึ่ง ร้อนถึงเสนาบดีทรงมีหนังสือกราบทูลอีกครั้งว่า นายอินากากิ (M.Inagaki) ทูตญี่ปุ่นขอพบและพูดจาเกี่ยวกับ
การทหารของไทย ซึ่งมีคำถามแปลกๆเรื่องการจัดกำลังรบแล้วยังวกมาถามถึงเรื่องการซื้อปืนอีก

นายอินากากิ  "ปืนที่รัฐบาลญี่ปุ่นส่งมาให้ดีหรือไม่ดี และเห็นว่าเราเป็นชาวตะวันออกด้วยกันควรใช้ปืนอย่างเดียวกัน
 เมื่อเวลามีช่องโอกาสที่สองพระนครจะได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ก็จะได้อาศัยใช้ปืนและกระสุนดินดำซึ่งกันและกันได้ "

ท่านผู้อ่านคงวินิจฉัยจากคำพูดของท่านทูตได้ว่า ญี่ปุ่นซึ่งได้พัฒนาประเทศเพื่อรักษาเอกราชจากฝรั่งก่อนหน้าไทยเรา
 ได้แซงหน้าไปถึงขนาดคิดการใหญ่ มาชวนคนไทยร่วมพันธมิตรทางการทหารในอนาคต โรงงานผลิตอาวุธในญี่ปุ่น
นั้นทำได้เกือบทุกอย่าง สินค้าญี่ปุ่นก็มีราคาถูกกว่าฝรั่งมาก และเริ่มทะลักเข้ามาแย่งตลาดสินค้าฝรั่งในเมืองไทยและ
ประเทศอานานิคมอื่นๆ อันเป็นแหล่งระบายสินค้าอุตสาหกรรมของเหล่าประเทศมหาอำนาจ ดูแล้วก็คล้ายๆสินค้า
ราคาถูกจากเมืองจีนซึ่งระบาดไปทั่วโลกในปัจจุบันนะครับ ฝรั่งจึงเริ่มจะรู้สึกถึงผลกระทบทางการค้าจากญี่ปุ่น แต่
แล้วอีกไม่กี่ปีก็จะต้องเสียวสันหลัง เมื่อ ทร.ญี่ปุ่นบี้กองทัพเรือรัสเซียเสียสิ้นซากในช่องแคบ ทุซิม่า (Tsushima)

ด้วยแรงตื้อของพี่ยุ่นบวกกับปัญหาจัดซื้อปืนเมาเซอร์ของไทย ทางออกที่สวยก็คือเอาแบบปืน ร.ศ. จากเยอรมันมา
จ้างญี่ปุ่นทำ ไม่ต้องทนซื้อปืนอาริซากะ แต่ได้ใช้ปืนราคาถูกอย่างญี่ปุ่น
ดังนั้นญี่ปุ่นซึ่งแพ้การประกวดไปคราวก่อน
จึงได้เสนอตัวผลิตปืน ร.ศ. ในราคาที่ยากจะ ปฎิเสธและได้ตกลงให้โรงงานสรรพาวุธ โคอิชิกาว่า กรุงโตเกียว(Koishi
kawa Arsenal) เป็นผู้ผลิต 

สัญญาสั่งซื้อปืน ร.ศ. จึงถูกทำแยก 3 ฉบับ ในสมัยที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุรังษีสว่างวงศ์ ว่าการกระทรวงกลา
โหม ทำกับบริษัท Mitsui Bussan Kaisha ซึ่งแท้จริงเป็นนายหน้าขายอาวุธในนามรัฐบาลญี่ปุ่นและสามารถรับผิด
ชอบในการจัดส่งเบ็ดเสร็จเงื่อนไขก็คล้ายๆกันคือขอจ่ายล่วงหน้าเมื่อเซ็นสัญญา 1/3 ของมูลค่าทั้งหมด ที่เหลือจ่าย
เมื่อรับปืนที่กรุงเทพแล้ว สัญญาแยกให้เห็นว่ามี ลิขสิทธิ์บางส่วนที่เป็นของญี่ปุ่นแท้ๆไม่เกี่ยวกับเมาเซอร์ คือ ฝาครอบ
ลูกเลื่อนเพื่อกันฝุ่นโคลน และวิธีปลดฝาปิดใต้แม็กกาซีน
ให้ไปเจรจากันระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจรับปืนฝ่ายไทยและหัว
หน้าโรงงานสรรพาวุธปืนเล็กของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งในที่สุดเป็นปุ่มปลดทรงสี่เหลี่ยมไม่เหมือนใคร ส่วน
แม็กกาซีนและกลไกต่างๆ ถูกปรับปรุงให้รับกับกระสุนมีขอบจานท้าย (Rimmed Cartridge)  และคลิปขนาด 8 มม.
ที่ไทยใช้อยู่ ซึ่งหมายถึงจะมีขนาดใหญ่กว่าแม็กกาซีนปืนที่เมาเซอร์ออกแบบไว้ให้กระสุน 8 มม. เมาเซอร์แบบไม่มีริม
 (Rimless Cartridge)

ราคา
(ปอนด์)

สัญญาฉบับที่

ลงวันที่

 

เสร็จใน

จำนวนปืน
(กระบอก)

ชนิดของปืน

65,000

1

13.. 2445

30.. 2445

20,000

ปืนเล็กยาว ร.. 121 หรือแบบ 45

60,000

(ไม่รวมกระสุน)

2

   พ.. 2446

5.. 2446

20,000

กระสุน 20ล้านนัด

ปืนเล็กยาว ร.. 121 หรือแบบ 45

25,500

3

5.. 2447

15.. 2447

10,000

ปืนเล็กสั้น ร.. 123 หรือแบบ 47

ปืน ร.ศ. หรือ Siamese Mauser ข้อแตกต่างจากเมาเซอร์รุ่นอื่นทีเห็นได้ชัดคือฝาครอบลูกเลื่อนกันฝุ่นและโคลน

 แม็กกาซีนใหญ่เฉียงขึ้นรับกระสุน แบบมีขอบจานท้าย

 สิ่งที่ ร.5 ทรงเป็นห่วงมากกว่ากลับเป็นท่าทีทางการเมืองของญี่ปุ่นเองว่าคงมิได้มาคบไทยในฐานะชาวเอเชียตัวเล็ก
เท่ากันเสียแล้ว เพราะเขาหวังลบรัศมีชาวตะวันตกเพื่อเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ ทรงเกรงไปว่าจะกระทบความสัมพันธ์
อันดีกับชาติยุโรปที่เห็นใจไทยและสร้างความระแวงให้กับฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นว่าหวังล้างแค้นทวงดินแดนลาวเขมรคืน
ดังนั้นการซื้อปืน ร.ศ. จะต้องทำอย่างเงียบที่สุด และต้อง จำกัดกรอบมิให้ญี่ปุ่นเอาเป็นช่องเข้ามามีบทบาทใน
นโยบายต่างประเทศของไทยได้

ทหารมหาดเล็ก รอ.

ผู้ตรวจรับปืน ร.ศ.
โดยปกติเมื่อบริษัทผู้สร้างปืนทหารเริ่มผลิตปืนตามสัญญาแก่ประเทศใด จะต้องมีเจ้าหน้าที่ของประเทศผู้ซื้อมา
คอยตรวจรับ ประทับตรารับรองคู่กับตราผ่านการตรวจสอบของผู้ผลิต (Inspector Mark) เมื่อมีการลงนามในสัญญา
กับญี่ปุ่นนั้นทั้ง 2 ฝ่ายต้องการให้เก็บเรื่องเงียบ โดยต่างฝ่ายก็มีเหตุผลของตนเองอยู่ในใจ ดังนั้นผู้ตรวจรับฝ่ายไทย
ซึ่งจะต้องมาอยู่กับฝ่ายญี่ปุ่นในโรงงาน โคอิชิกาว่า ต้องทำตัวเป็นนินจา ให้เข้าบรรยากาศของซามูไร ไม่ยอมให้ฝรั่ง
ไหนรู้ รายชื่อผู้ตรวจรับ (Inspector) มีระบุนามชัดเจนในข้อที่ 6 ของสัญญา

"Inspection - Each piece of the said rifles shall be examined and tested in the presence of the Royal
Siamese Government Inspectors, namely, Lt.Col. M.Chatidej and Major M.C. Bovaradej"

ทั้งสองท่านเป็นบุคคลสำคัญในการพัฒนากรมสรรพาวุธทหารบก โดยเฉพาะ พต. หม่อมเจ้าบวรเดช (ยศในขณะนั้น)
 ผู้ตรวจทั้ง 2 ออกจากกรุงเทพโดยเรือกลไฟ เมื่อ 24 มิถุนายน ร.ศ. 121 ไปต่อเรือที่สิงโปร์โดยระหว่างทางแวะฮ่องกง
และเซี่ยงไฮ้มิได้ตรงเข้าญี่ปุ่นเพื่อตบตาชาวบ้าน เมื่อเข้ารายงานตัวยังสถานทูตไทยในวันที่ 20 กรกฎาคม นั้นก็แต่ง
ตัวเหมือนมาเป็นการส่วนตัวไม่ใช่เครื่องแบบทหาร

พท. นัมบู
พท. คิจิโร่ นัมบู (Col. Kijiro Nambu) ผู้ฝากผลงานไว้ในปืนทหารญี่ปุ่นแทบทุกชนิด ขณะนั้นเป็นหัวหน้าคุมสาย
การผลิตปืนเล็กยาวประจำโรงงานสรรพาวุธทหารกรุงโตเกียว ถูกมอบหมายจากเสนาบดีกลาโหมให้ดูแลผู้ตรวจจาก
เมืองไทยและรีบพาเข้าชมโรงงานทันทีทั้งนี้สองฝ่ายได้ตกลงกันว่า
(1.) ไม่ควรแต่งเครื่องแบบทหารในขณะอยู่ในญี่ปุ่น หรือ เข้ามาที่โรงงาน
(2.)ควรย้ายออกจากโรงแรมชั้นหนึ่งไปอยู่บ้านเช่าไกลตาคน
(3.)   ฝ่ายไทยอยากดูอะไรก็ได้แค่ขอเก็บเป็นความลับ

ในบันทึกทำให้ทราบว่า พท. นัมบู พูดอังกฤษได้ดีมาเป็นล่ามให้ตลอด ฝ่ายไทยยังต้องแปลกใจเมื่อพบว่าโรงงาน
สรรพาวุธแห่งนี้ใช้คนงานถึง 2 พันคน ทำงานทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้ายัน 2 ทุ่ม โดยไม่ทราบว่าเตรียมอาวุธไปรบกับ
ใครกันแน่ พท. นัมบู ให้ความร่วมมืออันดีในการออกแบบเข็มขัดคันชีพสำหรับเหน็บอุปกรณ์และมีดปลายปืน ร.ศ.
พร้อมทั้งช่วยกันออกแบบปุ่มปลดแผ่นรองแม็กกาซีนให้ต่างจากปืนเมาเซอร์ทั่วไปด้วย

ุ่มปลดล็อคที่นัมบูและพระองค์เจ้าบวรเดชร่วมกันทำขึ้น

 ทหารไทย เริ่มซ้อมรบด้วยปืน ร.ศ. (หมาในรูปไม่เกี่ยวแต่อย่างใด)

การส่งปืนกลับสยามนั้นก็ขอให้ทำอย่างลับๆให้สมกับบทนินจาจำเป็น การลำเลียงด้วยเรือของมิตซุยผ่านเมืองท่า
ที่เป็นข่ายอิทธิพลของญี่ปุ่นง่ายต่อการปกปิด เรือมาถ่ายสินค้าที่เกาะสีชัง มีเรือกลไฟไปรับสินค้าเอาเข้ามาทางปาก
น้ำช่วงหัวค่ำพอถึงกรุงเทพฯก็ไปเกณท์เรือเอี้ยมจุ๊นของกระทรวงเกษตรเพื่อเอาปืนเข้ามาตามคลองบางซื่อในกลาง
ดึก ตรงมายังท่าของโรงเก็บอาวุธโดยไม่มีใครเห็น  หลังจากปืนถูกแจกไปตามกองต่างๆเพื่อทำการฝึกแล้วนานพอ
สมควรจึงมีเสียงซุบซิบในหมู่ฝรั่งว่า ทหารไทยมีปืนเล็กยาวแบบใหม่จำนวนมากจากญี่ปุ่น

ปืนเล็กสั้น ร.ศ. 123
ปืน ร.ศ. ชุดสุดท้ายมี 10,000 กระบอกเป็นปืนสำหรับทหารม้าโดยทำลำกล้องให้สั้นลงเรียกว่า ปืน แบบ ร.ศ. 123
 หรือต่อมาคือ ปืนปลส. แบบ 47 ในปี พ.ศ. 2466 ได้มีการดัดแปลงให้ใช้กระสุนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า  กระสุนแบบ 66
  จึงไปคว้านรังเพลิงอีกนิดจนสามารถใช้ต่อไปได้อีกหลายปี เรียกกันว่า ปลส. แบบ 47/66 สเป็กของปืนเล็กสั้น
แบบนี้คือ ความยาวลำกล้องเหลือ 20.5 นิ้ว ความยาวปืน 39 นิ้ว ศูนย์หลังลดระยะลงเหลือ 1,500 เมตร เป็นศูนย์
สะพานขนาดเล็กดูคล้ายกับปืนล่าสัตว์เมาเซอร์

 รูปปืน ร.ศ. แบบสั้น(แบบ 47) เทียบกับ 47/66

ฝากันโคลนเปิดโดยผลักไปข้างหน้า

Receiver Tang บนและล่างช่วยยึดพานท้ายมี
เฉพาะปืนญี่ปุ่นและปืน ร.ศ.

ทำไมจึงดังในอเมริกา
ประมาณปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ.1968) ทางการได้โละปืนเก่าซึ่งพ้นสมัยไปแล้ว ขายแก่กลุ่มร่วมทุนของนักธุรกิจค้าอาวุธ
ใช้แล้วจากอเมริกาซึ่งรวมปืน ร.ศ. ด้วย ในช่วงนั้นคนอเมริกันที่เบี้ยน้อยนิยมหาปืนเมาเซอร์ทหารเก่าๆ มาถอดเปลี่ยน
ลำกล้องและรางปืนเพื่อใช้ล่าสัตว์ แต่ชุดลำกล้องหรือโครงลูกเลื่อนเมาเซอร์แท้ๆเกิดขาดตลาด ปืน ร.ศ. จึงกลายเป็น
ทางเลือกที่ไม่เลว  ชื่อของปืนเมาเซอร์จากสยามประเทศ เริ่มติดปากคนอเมริกันโดยนำมาคว้านรังเพลิง เปลี่ยนลำ
กล้องให้ยิงกระสุนอื่น ซึ่งกระสุนราคาถูกใช้งานได้ดี ระดับชาวบ้านก็คือกระสุนโบราณอย่าง .45-70  เป็นกระสุนแบบ
มีขอบจานท้ายใหญ่ทำให้เข้ากับแม็กกาซีนปืน ร.ศ. ได้ไม่ต้องแปลงมาก

ชุดแอ็คชั่นของปืน ร.ศ.แข็งแรงไม่แพ้ปืนเมาเซอร์อื่นๆ แม็กกาซีนและหัวลูกเลื่อนออกแบบ
ไว้สำหรับกระสุนที่มีจานท้ายใหญ่ ทำให้ดัดแปลงใช้กับกระสุน .45-70ได้ง่าย

ส่วนการนำไปแปลงเป็นปืนล่าสัตว์ (Sporterizing) นั้นส่วนมากจะตัดลำกล้องลงซัก 5 นิ้ว เพื่อสะดวกในการเดินเข้าป่า
 เอาศูนย์หลังภาษาไทยออกเพราะฝรั่งอ่านไม่ออก  ดัดก้านลูกเลื่อนหรือตัดทิ้งใส่ใหม่ให้พับงอลงมา แทนแบบตรงๆ
ของทหาร  ตัดหรือเปลี่ยนพานท้ายเสียใหม่ หากลำกล้องเดิมสภาพแย่ก็ไปหาซื้อลำกล้องอะไหล่จากบางบริษัทที่เขา
มีชิ้นส่วนปืนร.ศ. ขายหรือเปลี่ยนขนาดกระสุนเสียให้สิ้นเรื่อง

ปืน ร.ศ.ในปัจจุบันขยับขึ้นกลายเป็นของที่นักสะสมหาซื้อในราคาสูง ตั้งแต่ 300 - 350 เหรียญหากได้สภาพเดิมครบ
ถ้วนมิใช่ของเล่นของนักล่าสัตว์อีกต่อไปแล้ว มีนักเขียน นักประวัติศาสตร์ผู้คลั่งไคร้ปืนทหารระบบลูกเลื่อน พยายาม
หาข้อมูลปืนตระกูลเมาเซอร์เชื้อสายไทย-ญี่ปุ่นกระบอกนี้เพิ่มขึ้น เรื่อยๆ

ตัวนี้เปลี่ยนเป็น 45-70 เจาะพอร์ตปากลำกล้องเท่มาก

 ราคาสยามเมาเซอร์แสนถูกเมื่อ 30 ปีมาแล้ว

บอกลา
แม้ว่าปืน ร.ศ. จะมิได้ถูกใช้ในการสงครามใดๆจนปลดประจำการ แต่ก็เป็นผลพวงจากความลำบากในการดำเนิน
นโยบายของรัฐบาลสมัย ร.5 บรรดาบุคคลสำคัญที่มีส่วนในปืน ร.ศ. นั้นก็เหมือนเปิดเรียงลำดับหน้าประวัติศาสตร์
สำคัญช่วงหนึ่งของเราเลยทีเดียว ท้ายสุดผมคิดว่าปืน ร.ศ ได้รับใช้ราชการสมดังที่ ร.5 ทรงมีพระราชประสงค์ไว้นั้น
คือ มิได้เอาไปรุกรานใคร แต่เอาไว้ใช้ป้องปราบให้ชาวบ้าน (ฝรั่ง) เห็นว่าเรามิใช่หมูอีกต่อไปสมดังพระราชดำรัสที่
อัญเชิญมาปิดท้ายบอกลาไว้ตรงนี้ว่า

"บ้านเมืองเราทุกวันนี้เหมือนตั้งอยู่ในหมู่หัวไม้ ถ้าเราไม่เตรียมพลองไว้สู้กับพวกหัวไม้บ้าง
พวกหัวไม้ก็ย่อมจะมีใจกำเริบมารังแกอยู่ร่ำไป ถึงโดยจะสู้ให้ชนะจริงไม่ได้ ก็ให้เป็นแต่พอให้
พวกหัวไม้รู้ว่าพลองของเรามีอยู่ ถ้าจะเข้ามารังแกก็คงจะเจ็บบ้าง"

จ่าน้อม ทหารหน้า

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com