Home

ปืนทหารม้าอเมริกันยุคสงครามกลางเมือง ตอนที่ 3
ปืนคลาสสิก
ปืนพารา
Colt pocket .25
เชอร์ชิลล์ & ปืนเมาเซอร์
เบอร์กแมน
ปืนพระราม 6
ปืนทหารม้า 1
ปืนทหารม้า 2
ปืนทหารม้า 3
Last Samurai
ปืน ร.ศ.
ปืนไทยทำแบบ 95
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

ปืนทหารม้าอเมริกันยุคสงครามกลางเมือง
  (ตอนจบ)
THE CIVIL WAR CARBINES (Part 3)

ปืนคาร์ไบน์มาจากไหน
อัศวินสวมเกราะฉายเดี่ยวเป็นพระเอกในสนามรบมานานจนกระทั่งอาวุธปืนถูกนำมาใช้  ทหารม้าจึงถูกลดชั้น
ลงมาเป็นแค่พระรองเพราะไม่อาจชาร์ตแถวทหารราบที่ถือทวนยาวยืนติดกันเป็นกำแพงและมีทหารแม่นปืนขยาย
แถวยิงสกัดในระยะไกลได้ ทหารม้าลองเอาปืนใหญ่แบบมือถือยุคต้น (Hand Cannon) มายิงก็ไม่สำเร็จควบม้า
ก็ไม่ได้ยิงก็ยาก จึงต้องรอกระทั่งมีปืนพกแบบคาบชุดหรือปืนไฟ (Match Lock Pistol) เหมือนที่พ่ออำพล ลำพูน
ในบทขุนอินทรเทพ ยิงท้าวศรีสุดาจันทร์ในเรื่องสุริโยไท   ปืนกระบอกนี้และปืนยาวปืนใหญ่ที่ใช้ประกอบหนังเป็น
ฝีมือช่างกรม   สรรพาวุธทหารบกทั้งสิ้น ทำเลียนแบบได้สมจริงมากนัยว่าต้องกล่อมพระเอกหนังอำพลให้ลองยิงอยู่
หลายวันไม่รู้ว่ากลัวอะไรกันนักหนา

ปืนพกรุ่นแรกแม้ว่าจะหวังผลได้เพียงจ่อยิง แต่สามารถทำให้ทหารม้ามีปืนใช้ขณะควบม้าได้ กลายเป็นอาวุธสำรอง
ที่สำคัญตลอดมาจนถึงยุคปืนคาบศิลาและปืนสับแก๊ป ในสเปนนั้นมีทหารม้าพวกหนึ่งใช้ปืนสั้นเป็นอาวุธหลัก ปืนสั้น
เขาเรียกว่า "คาร์บิน" (Carbine) ทหารพวกนี้จึงถูกเรียกว่า "คาร์บิเนียร์" (Carbineers) หรือ "คนถือปืนสั้น" เอาไว้สู้
กับทหารราบปืนยาวที่เรียกว่า "มัสเกตเทียร์" (Musketeers) หรือ "คนถือปืนยาว" ต่อมาทหารม้าก็ลองเอาปืนยาวมา
ยิงบ้างแต่ไม่ถนัดนักต้องทำให้ลำกล้องสั้นลงเป็นแบบ Short Musket จึงพอจะยิงโป้งป้างเป็นกำลังใจสู้ทหารราบได้
เลยเกิดทหารประเภทใหม่ที่ควบไปรบบนหลังม้า พอถึงก็ลงมายืนยิงตามปกติ

1. ปืนใหญ่แบบมือถือดูเกร็งๆทั้งคนทั้งม้า

3.   ทหารคาร์บิเนียร์สู้กับทหารม้าหนัก

2. กุสต๊าฟ อด็อลฟ ทรงนำหน้าเสมอจนสวรรคตในที่รบ

คิงกุสต๊าฟ อด๊อฟ
ท่านที่ได้ชื่อว่าริเริ่มปืนคาร์ไบน์หลังม้าเป็นกษัตริย์นักรบชาวสวีเดนคือ พระเจ้ากุสตาวุส  อดอลฟุส หรือ กุสต๊าฟ 
อด็อฟ (King Gustavus Adolphus) ในปี ค.ศ.1630 ทรงเขย่าวงการทหารด้วยการกรีฑาทัพไวกิ้งสมัยใหม่บุกยุโรป
ด้วยวิธีการจัดทัพและอาวุธอยู่ในกรอบที่ว่าต้องเคลื่อนที่ได้เร็ว รุกโดยฉับพลันและมีอำนาจการยิงสูง ทหารม้าที่แอบ
อยู่หลังม่านมานานถูกนำมาจัดประเภทใหม่  มีอาวุธปืนเพิ่มขึ้นใช้ในการรุกโถมไปข้างหน้า ทหารราบก็ทรงให้ถือ
อาวุธเบาขึ้นไม่มีของพะรุงพะรัง ปืนใหญ่ถูกลดขนาดให้เล็กลงเอาม้าลากไปช่วยกรมทหารราบได้ แถมโยกจุดตั้งยิง
จากซ้ายไปขวาตามแนวรบได้เร็วปืนใหญ่บางรุ่นใช้ลำกล้องเหล็กบางๆหุ้มหนังเอาไว้ยิงลูกปรายใส่ทหารราบ (ต่างกับ
กองทัพในยุโรปสมัยนั้นเคลื่อนที่ช้าเหมือนเรือเกลือ หอบลูกหอบเมียไปรบด้วยราวกับไปปิกนิก) พระองค์ได้ทรงนำปืน
คาบศิลาแบบสั้นมาลดขนาดลงอีกพอใช้จุยิงจากหลังม้าได้เลยยืมคำว่าคาร์ไบน์มาใช้ พร้อมกับทรงออกแบบถุงใส่
กระสุนสำหรับทหารม้าเป็นพิเศษด้วย

ทหารม้าพันธุ์ใหม่
ในอเมริกาไม่มีความจำเป็นต้องรบกับทหารม้าข้าศึกเป็นกระบวนทัพแบบยุโรป แต่ต้องให้ทหารขี่ม้าเป็นหน่วยย่อย
ไปรบกับอินเดียน ดังนั้นเหล่าม้าอเมริกันคล้ายพวกดรากูนมาก คือขี่ไปถึงที่ก็ลงมายืนรบปืนจึงเป็นอาวุธที่สำคัญกว่า
ดาบเนื่องจากอินเดียนเขาก็มีธนูยิงได้ไกลพอควร ในตอนที่สองผมเล่าว่าแม่ทัพฝ่ายใต้เก่งกว่าฝ่ายเหนือ เหล่าทหารม้า
ก็เหมือนกันเพราะสังคมชาวใต้เชื่อถือความเป็นชายชาติอาชาไนย เก่งเรื่องกีฬาและล่าสัตว์ แต่ละบ้านจะมีม้าพันธุ์ดี
ฝีเท้าจัดผิดกับชาวเหนือที่ถูกเย้ยหยันว่าเป็นแค่เจ้าของร้านขายของชำมีแต่ม้าไถนาตัวอ้วนๆ ดังนั้นใน 2 ปีแรก ฝ่ายใต้
จึงสอนมวยทหารม้าฝ่ายเหนือจนเบื่อ อาวุธปืนของทหารม้าฝ่ายใต้ใช้ปืนพกลูกโม่และลูกซองแฝดตัดลำกล้องที่เอามา
จากบ้านพร้อมกับม้าเพราะเขาชำนาญการรบประชิดตัว

นอกจากมีม้าดีแม่ทัพม้าที่เก่งที่สุดก็เป็นคนใต้คือ นายพลสจ๊วต (General Jeb Stuart) คนผู้นี้กล่าวว่าเป็น "หูและตา
ของนายพลลี" สมหน้าที่ทหารม้า ขนาดเคยสำแดงเดชนำทัพม้าควบอ้อมทัพฝ่ายเหนือจากขวาทะลุซ้ายทั้งกองไปปล้น
สะดมก่อกวนเสียหนำใจถึง 2 รอบ โดยทหารม้าฝ่ายตรงข้ามไม่รู้จะทำอย่างไร

บรรดาปืนที่ผมนำมาเสนอหลากหลายชนิด ก็เป็นเหตุเพราะฝ่ายเหนือต้องการเอาจำนวนคนและปืนมาทดแทนข้อเสีย
เปรียบความชำนาญเฉพาะตัวของทหารม้าชาวใต้ กองทหารม้าแยงกี้จะรวมเป็นกรมใหญ่ๆเพื่อให้อุ่นใจแต่ก็ไปไหนไม่ได้
เร็วนัก กว่าจะชำนาญก็ช่วงหลังของสงครามเกิดนายพลรุ่นใหม่มีฝีมืออย่าง นายพลเชอริแดน (General Philip Sheridan)
 ซึ่งเอาชนะฝ่ายใต้ได้หลายครั้งก็ต้องยกประโยชน์ให้บรรดาปืนรุ่นใหม่เหล่านี้ด้วย ทหารม้าอเมริกันนั้นบางหน่วยก็เรียก
ตนเองว่าทหารราบขี่ม้า (Mounted Infantry) เสียด้วยซ้ำเพราะไม่ใช่ทหารม้าแท้อย่างใน   ยุโรปซึ่งขณะนั้นยังยึดอยู่กับ
การใช้ดาบและทวนอยู่เลยที่นี้ก็มาต่อเรื่องปืนกันเสียทีนะครับ 

4. สจ๊วตควบม้าอ้อมทัพฝ่ายเหนือเล่น

5. เชอริแดน นายพลตัวเล็ก ผู้ลบรัศมีทัพม้าฝ่ายใต้

7. เรมิงตันรุ่นโครงเล็ก (ซ้าย) และโครงใหญ่ (ขวา)

6. ห้าง Schuyler, Hartley & Graham ผู้ชอบเลหลังปืนสงครามมาขาย

 เรมิงตันคาร์ไบน์
เก็บไว้เป็นน้องนุชสุดท้องเพราะว่าเป็นปืนที่ทำเสร็จไม่ทันสงครามด้วยซ้ำไปแต่เป็นปืนที่มีใช้มากในเมืองไทย
ที่สำคัญปืนเรมิงตันคาร์ไบน์หรือที่ฝรั่งเรียกว่า สปริทบรีช (Split Breech) เป็นต้นกำเนิดของปืนเรมิงตันแบบ
โรลลิ่งบล็อคที่มีชื่อที่สุดของเรมิงตัน ผู้ออกแบบคือนายไกเกอร์ (Leonard  M. Geiger)  ในปี ค.ศ.1863 เพราะ
แกทนดูปืนบรรจุท้ายรุ่นพี่แบบแปลกๆ ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างอย่างรำคาญใจ เลยเสนอทำระบบที่ง่ายแต่แข็งแรงกว่า
ปืนร่วมสมัยทั้งหมดออกมาซึ่งช่างของทีมเรมิงตันชื่อนายไรเดอร์ (Joseph Rider) ได้ปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบใน
ภายหลัง ระบบการทำงานก็ง่ายจริงดังว่าเพราะใช้นกสับขนาดใหญ่เป็นตัวล็อคท้ายรังเพลิง โดยแรงสปริงแหนบ
ที่แข็งแรงมาก ไม่ต้องมีแท่งล็อคเลื่อนไปมาหรือพับได้ให้ยุ่งยาก ชิ้นส่วนที่หมุนตามแกน 2 แกนขนาดใหญ่ยึดโครง
ปืนไว้ก็มีแค่ 2 อย่าง คือนกสับและฝาปิดรังเพลิง

ฝาปิดเป็นแผ่นเหล็กผ่าไว้ตรงกลางให้นกสับตีท้ายกระสุนและล็อคเอาไว้ เจ้าฝาปิดนี่เองเป็นที่มาของคำว่า Split
Breech ทบ. ตกลงสั่งปืนรุ่นแรกขนาด .46 จำนวน 5,000 กระบอก และตามด้วยขนาด .50 คาร์ไบน์ อีก 15,000
กระบอก หากแต่เรมิงตันมีงานราชการล้นมือกว่าจะส่งเจ้าคาร์ไบน์ได้ก็สงครามเลิก มีแต่ปืนรุ่น .46 เรียกว่า รุ่นโครง
ปืนเล็ก ใช้กับกรมทหารม้าที่ 9 ส่วนรุ่น .50 เรียกว่า รุ่นโครงปืนใหญ่ ถูกเรมิงตันขอซื้อคืนส่งนอกให้ฝรั่งเศสและชาติ
อื่นๆ เป็นปืนที่คนอเมริกันแทบไม่ได้เห็นอีกเลยและถ้าจะดูก็มาเมืองไทยนี่ละโดยใช้ในราชการทหารและงานมหาด
ไทยอย่างกว้างขวาง บนโครงปืนจะไม่บอกรุ่นอะไรให้ทราบ แต่ตีตราว่า "Remington's Ilion, N.Y. / PAT. Dec. 23,
1863 May & Nov.16,1864" เท่านั้น

ส่วนลูกหลานของปืนชนิดนี้เป็นปืนโรลลิ่งบล็อคก็คือทำฝาปิดท้ายให้แข็งแรงกว่าเดิมกลายเป็นส่วนร่วมกับนกสับ
ในการล็อครังเพลิงด้วย ลักษณะการง้างนกและเปิดฝาโดยวงล้อเหล็กขนาดใหญ่หมุนอยู่บนแกนที่ฝังยึดในโครงปืน
กลายเป็นชื่อเรียกระบบ "ล็อคท้ายแบบหมุน" หรือ Rolling Block นั่นเอง

8. เรมิงตันคาร์ไบน์ ถ่ายเต็มตัว
9. พานท้ายตีตรา ทบ. อเมริกัน "US" เมื่อ 140 ปีก่อน

10. เกี่ยวด้วยขอยึดของสายสะพายไหล่ทหารม้า
11. คู่กับหน้าหมวกและซองปืนพกทหารร่วมสมัย

ผลงานของปืนคาร์ไบน์ร่วมสมัยเหล่านี้แผ่ขยายไปยังกองทัพต่างๆทั่วโลก แม้นว่าปืนทหารแบบยิงซ้ำเหมือนสเปนเซอร์
จะใช้เวลาอีกนานพอควรกว่าจะยอมรับกันได้ ในที่สุดกองทัพในยุโรปก็ตกลงยอมใช้ปืนบรรจุท้ายอย่างแพร่หลายโดยที่
คนชำนาญๆจะยิงได้เร็วถึง 10-20นัด/นาที แต่ด้วยเหตุที่ต้องประหยัดกองทัพต่างๆซึ่งมีปืนสับแก๊ปอยู่ในคลังเป็น
ล้านๆกระบอก จึงเลือกวิธีดัดแปลงปืนเดิมให้บรรจุท้ายได้ทั้งๆที่ปืนดีกว่านั้นก็มีให้เลือก เช่น อเมริกันเอาปืนสปริงฟิลด์
มาผ่าท้ายทำบานพับปิดเปิดเรียกว่า ปืนแทร็ปดอร์ อังกฤษเอาปืนเอ็นฟิลด์มาทำบานพับแบบพลิกไปข้างๆ เรียกว่าปืน
ชไนเดอร์ ฝรั่งเศสก็มีแบบพลิกข้างเรียกว่า ปืนแบบ1867 หรือ Snuff-box ส่วนอิตาลีและเบลเยี่ยม ในระบบของ Albini-
Braendlin ส่วนออสเตรียเอาปืนแก๊ปลอร์เรนซ์ เดิมมาใส่บานพับเรียกว่า    ปืน Wanzel 1854/67 เห็นแต่เยอรมันกับ
รัสเซียที่ก้าวไปพัฒนาระบบลูกเลื่อนซี่งแข็งแรงดุดันกว่า ปืนทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็มีให้เห็นในเมืองไทยซึ่งคงต้องใช้เวลา
ในการนำมาเสนอต่อไปในอนาคตนะครับ  ผู้เขียนอยากต่อด้วยปืนพกทหารสมัยสงครามกลางเมือง แต่ก็จนใจหาของ
จริงมาไม่ได้ ซึ่งความตั้งใจนั้นจะหาปืนที่มีใช้หรือเกี่ยวกับเมืองไทยและพอจะหาตัวจริงมาให้ดูได้ เพื่อผู้อ่านจะได้มี
ความรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของเราเองซึ่งย่อมดีกว่าไปแปลจากฝรั่งมาเพียงอย่างเดียวจึงขอจบ
ลงเพียงเท่านี้

จ่าน้อม ทหารหน้า

13. เปิดฝาท้ายรังเพลิง

12. ทหารม้าเก๊สาธิตท่ายิง ....ง้างนกก่อน

14. จุกระสุน

15. เล็งยิง

16. ถ่ายร่วมกับปืนสเปนเซอร์
17. ใช้งานสะดวกกว่า ปืนแก๊ปเอ็นฟิลด์ของทหารราบฝ่ายเหนือมาก

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com