Home

ปืนทหารม้าอเมริกันสมัยสงครามการเมือง ตอนที่ 2
ปืนคลาสสิก
ปืนพารา
Colt pocket .25
เชอร์ชิลล์ & ปืนเมาเซอร์
เบอร์กแมน
ปืนพระราม 6
ปืนทหารม้า 1
ปืนทหารม้า 2
ปืนทหารม้า 3
Last Samurai
ปืน ร.ศ.
ปืนไทยทำแบบ 95
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

Civil War Carbines (Part 2)

ในภาคแรกของเรื่องซึ่งผมน่าจะใช้ชื่อเรื่องให้ถูกต้องว่า "ปืนทหารม้าอเมริกันที่พบในเมืองไทย" ท่านผู้
อ่านก็ได้รับทราบการแจ้งเกิดของปืนบรรจุท้ายสารพัดแบบในสงครามคราวนี้พร้อมกับชูโรงด้วยดาราเด่น
อย่างปืนสเปนเซอร์ ปืนเหล่านี้ใช่ว่าจะอยู่ๆก็หลงทางมา 12,000 ไมล์ถึงเมืองไทยนะครับ แต่เพราะคน
อเมริกันต้องรู้จักเมืองไทยเป็นอย่างดีพอควรทั้งด้านการทูตและการค้า ยิ่งกับชาวอเมริกันแล้วคนไทยรู้สึก
ว่าพอจะคบค้าด้วยได้โดยไม่ต้องห่วงว่าเขาจะมายึดเมืองเราเป็นอาณานิคม เพราะพวกอเมริกันอ้างว่า
รัฐธรรมนูญเขาไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีไว้ ไม่เหมือนอังกฤษกับฝรั่งเศสที่มาถึงก็ตั้งสถานีการค้าตาม
ชายแดน แล้วตั้งป้อมค่ายทหารเอาดื้อๆ (รัฐบาลอังกฤษมีกระทรวงหนึ่งชื่อว่ากระทรวงกิจการอาณานิคม
เสียด้วย)
ในการทูตนั้นเริ่มสมัย ร.2 แค่เรืออเมริกันเที่ยวแรกก็ขนเอาปืนคาบศิลามา 500 กระบอก จึงเป็นที่โปรดมาก
ถึงกับทรงแต่งตั้งกัปตันเรือเป็น "ขุนภักดีราช" ต่อมาสมัย ร.3 ไทยจึงทำสัญญาการค้าฉบับแรกกับทูตชื่อ
เอ็ดมันด์ โรเบิรต์ ตรงกับปี พ.ศ.2376 (ค.ศ.1833) คราวนี้อเมริกาได้ถวายดาบทองคำสำคัญปลายด้าม
เป็นรูปช้าง ที่กันมือเป็นรูปอินทรีย์สยายปีก เรียกว่า "The Eagle and The Elephant" (สามารถหาภาพ
ดาบได้ที่ http://www.usa.or.th/) ที่เล่าให้ฟังก็เพราะดูเหมือนเขาจะรู้ว่าเราต้องการอาวุธดีๆ ดังนั้นอีก 6 ปี
ต่อมา สัญญาการค้าฉบับที่ 2 ก็ทำกับทูตชื่อ เทาว์แชน แฮริส ซึ่งขนปืนมาอีกกะตักใหญ่ แถมด้วยปืนลำ
กล้องหุ้มทองมาถวายแก่ ร.4 พอถึงปี ค.ศ.1861 เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นการค้าเลยหยุดชะงัก

ผมกล่าวว่าไทยเราก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย มาตอนนี้คงต้องขอแก้ว่าเรายังอุตส่าห์มีอะไรไปเกี่ยวกับ
"American Civil War" จนได้คือ
พลทหารยอด ดูปองต์

แม้ว่าช้างไทยจะอดไปเที่ยวแต่เรื่องสงครามกลางเมืองไม่จบแค่นั้นเพราะ อุตส่าห์มีคนไทยใจกล้าชื่อ
นายยอด หรือฝรั่งเรียกว่า นาย Top เพื่อให้แปลได้ความหมายตรงกัน อาสาสมัครไปร่วมรบกับกองทัพฝ่าย
เหนือ จากหนังสือที่ระลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยอเมริกัน จัดทำโดยสถานทูตอเมริกันชื่อ The Eagle
and the Elephant เหมือนชื่อดาบทองคำ ที่ถวาย ร. 4 นั้นละครับ ได้อ้างถึงข้อมูลในหอจดหมายเหตุ
อเมริกันจากการค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์การทหารชื่อ นาย สโตรบริดจ์ พบทหารสัญชาติไทยใช้ชื่อ
ยอร์ช ดูปองต์ อายุแค่ 18 ปี สูง 5.5 ฟุต ประจำกองทหารอาสานิวเจอร์ซี่ ที่ 13 ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.
2405 แม้นว่าพลทหารยอดจะเกิดไม่ทันได้รบกับพม่าบนหลังช้าง แต่เขากลับได้ไปเห็นศึกครั้งสำคัญใน
อเมริกาครบถ้วน ปีที่พี่ยอดไปรบตรงกับ ค.ศ.1863 เป็นช่วงศึกหนักๆถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกในเดือนกันยายน
ค.ศ.1862 ที่ แอนตีแทม (Antietam) สงครามนองเลือดที่หยุดการรุกแดนเหนือของนายพลลีลงได้ ครั้ง
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1863 ร่วมรบที่ ชานสเลอร์วิลล์ (Chancellorville) ซึ่งทัพฝ่ายใต้ของนาย
พลลีต้องเสียสมุนมือขวาอย่าง นายพลแจ็กสัน เจ้าของฉายา "แจ็กสันกำแพงหิน" (Stonewall Jackson)
แล้วก็ถึงศึกประวัติศาสตร์ที่เกตตี้เบอร์ก (Gettysburg) ซึ่งปืนสเปนเซอร์ได้สยบฝ่ายใต้นั่นเอง ปลายปีนั้น
พี่ยอดเข้าโรงพยาบาลทหารที่เมืองอเล็กซานเดรียนัยว่ามีปัญหากับอากาศหนาวในสนามรบ ปีรุ่งขึ้นก็ร่วม
ในกองทัพของนายพลเชอร์แมน (General Williams Sherman) เจ้าของตำรับ "ทำลายทุกอย่างที่ขวาง
หน้า" บุกเข้ากลางแดนฝ่ายใต้เพื่อยึดรัฐจอร์เจีย ถ้านึถภาพการรบของพี่ยอดไม่ออกลองไปดูหนังอมตะ
เรื่อง "วิมานลอย" (Gone With The Wind) ซีครับ เมืองของนางเอกที่โดนถล่มราบนั่นแหละฝีมือท่านนาย
พลเชอร์แมน ที่นี่พลทหารยอดบาดเจ็บที่มือ และไม่ช้าก็บาดเจ็บสาหัสในการปะทะถึงขนาดต้องปลดจาก
ประจำการโดยรักษาตัวที่ร.พ.ทหารเจฟเฟอสัน พี่ยอดของเราได้รับเงินเดือนย้อนหลัง 64.30 เหรียญ
และเงินขวัญถุง 75 เหรียญพร้อมๆกับตั๋วรถไฟกลับไปตั้งหลักอยู่ที่นิวเจอร์ซี่ถึง 4 ปี จนได้รับสัญชาติอเมริกัน
(ไม่ใช่คนไทยคนแรกนะครับเพราะแฝด อิน-จัน เขาไปอยู่ก่อนสงครามซะอีกแถมมีลูกเป็นโหล ใช้สกุลว่า
"Bunkers") ทหารไทยท่านนี้คงมีเลือดนักผจญภัย จึงเดินทางต่อไปจีนและญี่ปุ่น ก่อนจะกลับมาสู่มาตุภูมิ
และเสียชีวิตที่กรุงเทพในปี .ศ. 2443 เมื่ออายุ 56 ปี ถึงตรงนี้อยากสร้างอนุสาวรีย์ให้เป็นพิเศษเหลือเกิน

ถ้าใครจะเอาไปทำหนัง ก็ลองนึกภาพทหารไทยใส่ชุดทหารสีน้ำเงินถือปืนสเปนเซอร์ แต่แถมด้วยรอยสัก
ผ้ายันต์ เครื่องลางของขลัง รวมทั้งสร้อยพระเต็มคอดูซีครับ (คงคล้ายๆคุณสรพงษ์ ชาตรี ในเรื่องสุริโยไท
ซึ่งแสดงได้เป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน) อาจจะเติมดาบไทยสะพายหลังไปอีก 1 เล่มก็ได้ ผมว่าแกเอาไป
ด้วยแน่

ลฯยอดร่วมรบที่ชานสเลอร์วิลล์

นายพลเชอร์แมนกำลังลุยจอร์เจีย

ที่นี่ลีต้องเสียสมุนมือขวาอย่างแจ็คสัน(ขวา)

พลฯยอดคงได้เห็นป้อมบนเขาของฝ่ายใต้เมื่อ
เขารบที่ซาตตานูก้า

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเมืองไทยทั้งนั้น ขอกลับมาพูดถึงปืนบ้างดาวรุ่งประจำบทนี้คงต้องยก
ให้แก่ปืนชาร์ป อันถือว่าเป็นปืนที่ดีที่สุดในประเภทปืนบรรจุเดี่ยว แถมยังแสดงเดชทั้งในการล่าสัตว์และ
สนามแข่งขันมาจนทุกวันนี้

ชาร์ป คาร์ไบน
ผมเดาว่าหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินคำเปรียบเปรยในภาษาอังกฤษถึงนักแม่นปืนว่าเป็นพวก
"Sharpshooter" ทำนองว่าคนพวกนี้แม่นราวกับจับวางขนาดยิงหมัดบนหูหมาที่อยู่ไกลไป 100 หลา
ยังถูก อ้อ! ต้องยิงตอนคืนเดือนมืดด้วยนะครับ ยิงเวลากลางวันน่ะมันเรื่องขี้ผง คำว่า Sharpshooter
เรียกติดปากมาจากกรมทหารแม่นปืนที่ 1 และ ที่ 2 ของฝ่ายเหนือในบังคับของ พอ.หิแรม เบอร์แดน
(Colonel Hiram S.Berdan) ปืนที่ผู้พันเลือกใช้คือปืนบรรจุท้ายแบบชาร์ป ผู้พันคนนี้ก็คือคนที่คิดค้น
แก๊ป (Primer) และปลอกกระสุนชนิดที่มี 2 รูเพลิง ซึ่งกระสุนทหารรุ่นเก่าใช้กันไงล่ะครับ

แกรนด์เข้าเฝ้า ร.5 ที่พระบรมมหาราชวัง

นายพล ฮุคเกอร์ หนึ่งในแม่ทัพใหญ่ของลินคอล์นที่
ไม่ได้เรื่องก่อนแกรนท์มาแทน เพราะแกถนัดเรื่อง
สุรานารีมากกว่าการรบมัวแต่กกอีหนูแถมยังยอม
ให้เอาผู้หญิงมากับกองทัพได้ จนคนเรียกผู้หญิง
อย่างว่าติดปากตามชื่อท่านนายพลว่าพวกฮุคเกอร์
"Hooker"

ในการรบที่เก็ตตี้เบอร์ก (Gettysburg) อีกเช่นกันหลังจากทัพม้าฝ่ายใต้โดนอัดด้วยปืนสเปนเซอร์จนเซ่อ
ออกไปจากการรบในวันแรกของการปะทะแล้ว (อ่านการรบของนายพลคัสเตอร์ได้ในตอนที่ 1) หากฝ่าย
ใต้ยังคงได้เปรียบอยู่จนถึงวันที่ 3 ทหารฝ่ายเหนือ 80,000 คน นั้นโดนต้อนไปอยู่บนแนวเนินเขาเตี้ยๆ
ยาวเป็นทอด จุดอ่อนที่สุดคือเนิน 2 ลูกทางปีกซ้าย เรียกว่า Two Round Tops นายพลลีทุ่มทหาร 30,000
คน เข้ามาทันที หากตีได้แนวรับก็ขาดเป็นสองท่อน แล้วจะรวบบี้ทีละท่อนเอาง่ายๆ การณ์กลับเป็นว่า
ทหารฝ่ายใต้ถูกยันไว้ที่เนินแห่งนี้เป็นเวลาถึง 40 นาที โดยทหารแค่ 300 คน ในจำนวนนั้น 100 คนเป็น
ชุดแม่นปืนของพอ.เบอร์แดน คนชุดนี้ลั่นกระสุน 9,500 นัด ใน 20 นาทีแรกจากปืนชาร์ป ถ่วงเวลาจน
กระทั่งกองหนุนมาอุดจุดอ่อนไว้ทัน

นายชาร์ป (Christian Sharps) ผู้ประดิษฐ์ปืนนั้นพอเป็นหนุ่มอายุแค่ 19 ปี ก็เข้าทำงานในโรงงานสรรพาวุธ
ทหาร ฮาร์เปอร์ เฟอรี่ (Harpers Ferry Arsenal) ปืนที่ถูกออกแบบขึ้นในปี ค.ศ.1842 ได้มีนักลงทุนซื้อ
ลิขสิทธิ์ไปผลิตโดยตั้งบริษัทชื่อ ชาร์ปเพื่อเป็นเกียรติและมอบให้เขาเป็นผู้ควบคุมการผลิตด้วย กองทัพ
อเมริกันเริ่มสนใจในปืนแบบนี้ตั้งแต่ 9 ปีก่อนสงครามโดยซื้อไว้ร่วม 6 พันกระบอก ปืนรุ่นแรกจะมีระบบ
บรรจุแก๊ปอัตโนมัติ คล้ายแม็กกาซีนหลอดเล็กๆจุแก๊ป 25 เม็ด อยู่ในแนวตั้งด้านหน้าของนกสับ ในจังหวะ
ลั่นไกให้นกสับลงมาแก็ปจะถูกดันจากแม็กกาซีน มารับการตีของนก จะว่านายพลริปเลย์เจ้ากรมสรรพาวุธ
หัวโบราณเกินไปก็ไม่ถูกต้องนักเพราะพอสงครามเริ่มต้นขึ้น แกก็ต้องรีบหาปืนมาให้ทหารม้าใช้เวลานัน
มีแต่ชาร์ปเท่านั้นที่เป็นปืนที่ไว้ใจได้และมีขายในตลาดอยู่แล้ว ปืนรุ่นที่ใช้มากในสงคราม เรียกว่ารุ่นใหม่
ปี 1859 (New Model 1859) รวมแล้วทหารฝ่ายเหนือมีปืนชาร์ปใช้ถึง 91,000 กระบอก ทางฝ่ายใต้ก็
อยากใช้ปืนแบบนี้เหมือนกันโดยก๊อปปี้มาใช้ถึง 5,200 กระบอก

เมื่อสงครามสงบลงกองทัพยังได้ปรับปรุงให้ใช้กับกระสุนปลอกโลหะมาตรฐานขนาด .50-70 ด้วย ส่วน
ปืนเหลือใช้บางส่วนถูกเหมาขายฝรั่งเศสเพื่อรบเยอรมันในปี ค.ศ.1870 นอกจากนี้ชาร์ปรุ่นพาณิชย์ยังผลิต
กระสุนอานุภาพสูงสำหรับยิงแข่งและงานล่าควายป่าอีกด้วย ความแม่นยำของปืนชาร์ปเป็นที่กล่าวขวัญ
ขนาดควายป่าอเมริกันเกือบสูญพันธุ์นั่นละครับ นอกจากควายจะกลัวแล้วอินเดียนแดงก็ออกจะขยาด
ในเรื่องระยะยิงไกลอันแม่นยำ ครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1874 พราน 28 คน ถูกเผ่าโคมานเช่หลายร้อยคนรุมที่
อโดปวอลล์ (Adobe Walls) พรานมือฉมังสามารถใช้ชาร์ป กระสุนแรงสูง .50-90 สอยลงจากหลังม้าได้
ในระยะ 1,538 หลา เล่นเอาอินเดียนกระเจิงไปเลย

ผู้พันเบอร์แดนกับทหารคู่ใจชื่อ
แคลิฟอร์เนียโจ แห่งกรมทหารแม่นปืน

ทหารฝ่ายเหนือยันเอาไว้ได้ด้วยชาร์ปบนเนินเขาที่
เก็ตตี้เบอร์ก

โยกคานเหวี่ยงเพื่อลดแท่งล็อคท้ายรังเพลิง

ทหารม้าฝ่ายเหนือกับชาร์ปแถมเหน็บเรมิงตัน
M 1858 ด้วย

ทหารม้าอีกคนห้อยเข็มขัดคล้องไหล่

The ? Cavalry Regiment

ปืนชาร์ปที่ผู้เขียนพบในเมืองไทยมีอยู่ในพระที่นั่งจักรีทั้งสิ้น 3 กระบอก 2 กระบอกแรกอยู่ในตู้หมายเลข
15 และ 18 ตามหนังสือคู่มือที่มีขายราคาเล่มละแค่ 40 บาท ระบุว่าเป็นแบบ New Model 1859 Carbine
อีกกระบอกระบุว่าทำจากโรงงานชาร์ป C.Sharps' Pat 12th ,1848. Caliber 50 Sharps Rifle / Manufg.
Co. / Hartford Conn. ทั้งสองนี้น่าจะเป็นปืนสงครามกลางเมืองแต่เดิมแล้วถูกแปลงเป็นขนาด .50-70
กระสุนปลอกโลหะ ส่วนกระบอกที่ 3 อยู่ในตู้ 31 เป็นปืนล่าสัตว์เพราะทำเป็น 2 ไก มีศูนย์หลังแบบพับไว้
ยิงระยะไกล (Peepsight) และลำกล้องเป็น 8 เหลี่ยม ระบุเพียงว่าเป็น Patent 1852 ขนาด .48 ซึ่งควรจะ
เป็นแบบใช้แก็ปดั้งเดิมที่สามารถยิงกระสุนปลอกกระดาษไนเตรท (Combustible Cartridge) หรือจะ
ใช้วิธีดั้งเดิมจุลูกทางปากกระบอกก็ได้ ในปืนชาร์ปรุ่นแรกๆนั้น เขาออกแบบให้แท่งล็อคท้ายรังเพลิงเลื่อน
ขึ้นไปตัดท้ายปลอกกระดาษของกระสุนเพื่อให้แก็ปส่งประกายไฟไปกระทบดินปืนได้ ถ้านึกไม่ออกลองนึก
ถึงกรรไกรตัดซิการ์ก็ได้ครับ พอตัดฉับไปก็เห็นยาเส้นที่ถูกม้วนเอาไว้ ปืนชาร์ปอาจจะไม่ได้ประจำกองทัพ
ไทย เพราะไม่พบตามพิพิธภัณฑ์ทหารอื่นๆนอกจากในวัง จึงคิดว่าน่าจะเป็นของส่วนพระองค์มากกว่า

ขั้นตอนการทำกระสุนกระดาษชาร์ป เริ่มด้วยการ
ม้วนหัวกระสุน มินนีเย่ร์ (Minie')ด้วยแท่งแบบ

กรอกดินปืน 55 เกรน

ทากาวที่หัวกระสุนและขอบปลอกกระดาษ

พับท้ายปลอกกระดาษติดกาวให้แน่น

ปืนชาร์ปยังคงเป็นที่ถวิลหาของอเมริกันชนจนปัจจุบันบริษัทต่างๆจึงคงสนองความต้องการโดยผลิตปืน
รุ่นดั้งเดิมแบบสั้น แบบยาวของทหาร ไปถึงแบบล่าสัตว์และลงสนามแข่งขันทำขาย ระบบการยิงมีทั้งใช้
กระสุนปลอกโลหะและกระสุนกระดาษเดิมๆ โดยสั่งทำจากโรงงาน เช่น C. Sharp และ Pedersoli
จากอิตาลี แต่ละกระบอกมีราคาที่แพงถึงตัวละ 1,000 เหรียญขึ้นไป บางตัวสั่งพิเศษติดกล้องทองเหลือง
ยาวอย่างในหนังเรื่องมาเวอร์ริค เอาชาร์ปของห้าง Navy Arms ให้เจมส์ โคเบริน แกล้งทำเป็นจะยิงพ่อ
พระเอกที่เชิดเงินหนีไปในเรือเล็ก และนี่ก็เป็นตำนานปืนดังทหารม้าอีกชนิดที่เจอในบ้านเราครับ

จ่าน้อม ทหารหน้า

published 24 มีนาคม 2545

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com