Home

ปืนทหารม้า 1
ปืนคลาสสิก
ปืนพารา
Colt pocket .25
เชอร์ชิลล์ & ปืนเมาเซอร์
เบอร์กแมน
ปืนพระราม 6
ปืนทหารม้า 1
ปืนทหารม้า 2
ปืนทหารม้า 3
Last Samurai
ปืน ร.ศ.
ปืนไทยทำแบบ 95
สุดสองทวีป
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

ปืนทหารม้าอเมริกันยุคสงครามกลางเมือง
(ตอนที่ 1)
THE CIVIL WAR CARBINES

ในบรรดาปืนเล็กยาวทหารทั้งหลายในโลกนี้ มีปืนคาร์ไบน์กลุ่มหนึ่งซึ่งผมไม่เคยนึกว่าจะมีโอกาสพบที่เมืองไทย
เพราะอยู่ห่างจากถิ่นกำเนิดของมันในอเมริกาอย่างมาก กระทั่งชาวอเมริกันหลายๆคนก็อดประหลาดใจไม่ได้ว่า
"ปืนทหารม้ายุคสงครามกลางเมือง" ของเขาเมื่อ 140 ปีก่อน มาโผล่ในแดนสยามประเทศเกือบทุกรุ่นได้อย่างไร
กันทั้งที่บ้านเมืองเราก็มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามครั้งนั้นแม้แต่น้อย ผมจึงขอถือโอกาสนี้เสนอ
เหล่าปืนซึ่งเป็น บรรพบุรุษของปืนไรเฟิลบรรจุกระสุนท้ายลำกล้องรุ่นแรกของโลกต่อท่านผู้อ่าน รวม 3 กระบอก
ซึ่งปืนเหล่านี้ จะได้พบเห็นได้ที่เดียวในทวีปเอเซีย คือประเทศไทยเท่านั้น


สงครามเลิกทาสเมืองมะริกัน

ศึกระหว่างรัฐฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ปี ค.ศ.1861-1865 (The American Civil War) เป็น โศกนาฎกรรมครั้งใหญ่
ทางประวัติศาสตร์อเมริกัน หากมาทบทวนดูทีไรก็รู้สึกว่าเมืองไทยเราโชคดีเหลือเกิน ที่เลิกทาสได้โดยไม่เสีย
เลือดเนื้อ อันที่จริงเหตุของสงครามคราวนี้ดูจะมีหลายๆเรื่องผสมผสานกันอยู่ แน่นอนที่ว่าการมีทาสหรือการ
แบ่งแยกสีผิวเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ผิดศีลธรรมคำสอนของศาสนาในสายตาของชาวเหนือนั้น ไม่ควรจะเป็นเรื่อง
ถึงกับต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธเข่นฆ่าพี่น้องร่วมชาติกันเลย เหตุสำคัญที่ผมเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของปัญหาคารา
คาซังต่างๆในโลกรวมทั้งเหตุการณ์นี้กลับเป็นเรื่องของปากท้องต่างหาก

ครับการจะให้เลิกทาสในอเมริกา ก็เหมือนไปทุบหม้อข้าวของชาวใต้ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมทำไร่ฝ้าย
ใช้แรงงานทาสผิวดำต้นทุนต่ำ (น่าจะเรียกว่าไม่มีต้นทุนแรงงานด้วยซ้ำไป เพราะไม่ต้องจ่ายเงินเดือนแถมทาส
ออกลูกมาช่วยงานหรือขายเอาเงินค่าตัวได้ซะด้วย) รัฐทางใต้ของอเมริกาจึงเคยเป็นแหล่งผลิตฝ้ายและสิ่งทอ
ราคาถูกออกไปตีตลาดทั่วโลก ทำความมั่งคั่งอย่างมากแก่ผู้เกี่ยวข้อง อยู่ๆชาวรัฐทางเหนือซึ่งถนัดการอุตสาหกรรม
และการค้ามาบอกว่าให้เลิกเสียเถิดแล้วจะไปทำอะไรกิน จะรักษาสถานะชาวใต้อันมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้ละหรือ
นึกกันเล่นๆนะครับถ้ารัฐทางใต้เขาเห็นดียอมเลิกทาสแล้วยังจ้างคนผิวดำทำงานต่อ ต้นทุนการผลิตก็จะไม่ต่ำ
อย่างเดิมท้ายที่สุดก็จะเสียตลาดไปอยู่ดี พอมีเรื่องสะกิดใจกันไปบ่อยๆระหว่าง 2 กลุ่มพลังความคิดเข้าก็กลาย
เป็นความโกรธเคืองและลามปามถึงกับรบกันจนได้

ที่ยอมเสียเวลาย้อนยุคไปพอสมควรเพราะอยากให้เห็น 2 ประการ ประการแรกความแตกต่างในเรื่องระบบ
เศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ตลอดจนแนวความคิดของทั้งสองฝ่ายมีผลต่อยุทธวิธีการรบและ
การหาอาวุธที่ใช้แต่ละฝ่ายซึ่งจะกล่าวในบทต่อๆไป

อีกเรื่องคือต้องการให้เห็นว่าหากล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 จะทรงยกเลิกทาส ทุบหม้อข้าวบรรดานายทาส (มูลนาย)
ทันทีก็คงไม่พ้นต้องเลือดตกยางออกเหมือนกัน การที่ทรงมีโอกาสศึกษาตัวอย่างที่เกิดแก่อเมริกาเพียง 3 ปี
ก่อนทรงครองราชสมบัติในปี ค.ศ.1868 และกอรปกับทรงมีพระเมตตาต่อราษฎรทุกชั้นวรรณะไม่อยากให้เดือด
ร้อนกับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ แม้ว่าทรงมีพระราชประสงค์ตั้งแต่ครองราชสมบัติ ตอนนั้นยังไม่ทรง
บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ทำให้พระราโชบายเลิกทาสโดยละมุนละม่อมของไทยใช้เวลานานถึง 31 ปี

2. ลำกล้องยาว 20 นิ้ว หนัก 8 ปอนด์ 4 ออนซ์ เหมาะเป็นปืนทหารม้า

1. ทหารม้าฝ่ายเหนือกับสเปนเซอร์แบบยาว


อาวุธปืนดีๆมักเกิดเพราะสงคราม..! คราวนี้เช่นกันนักประดิษฐ์ปืนทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นต่างระดมสมอง
หาทางทำปืนที่ทันสมัยกว่าปืนบรรจุปากลำกล้องระบบสับแก็ป (Percussion Musket) เพื่อหวังเอาชนะข้าศึก
และนำโชคลาภแก่ตนเองจากการขายปืนให้กองทัพ สงครามกลางเมืองอเมริกันจึงได้นำสิ่งใหม่ๆมาใช้อย่าง
กว้างขวางได้แก่ ปืนแบบบรรจุท้าย (Breech Loading Rifle) และปืนแบบยิงซ้ำ (Repeating Rifle) ตัวอย่าง
ชัดๆคือ ปืนเฮนรี่และปืน สเปนเซอร์

น่าเศร้าที่ปืนบรรจุท้ายเหล่านี้เป็นเสมือนของเล่นทดลองใช้ในสายตาของผู้ใหญ่ในราชการทหาร ปืนที่ดีๆมักจะ
ถูกดองหรือสั่งซื้อแต่น้อยกว่าจะได้เข้าใช้ในสนามจนเห็นผลดีก็ล่าช้าไปมาก ยิ่งปืนยิงซ้ำได้ประเภทลูกดกยิ่งไป
กันใหญ่ นายพลหัวเก่าไม่เอาท่าเดียวเห็นว่าเปลืองกระสุนแต่ไม่ยักกลัวเปลืองชีวิตทหาร ปืนทั้ง 11 แบบที่
กล่าวไว้นี้ทหารต้องควักกระเป๋าซื้อไปรบเองไม่ใช่น้อยนะครับกว่าทางการจะยอมรับกันได้ ต้องรอให้มีการรบ
ในยุโรปอีกครั้ง


ตกถึงเมืองสยาม

และแล้วปืนคาร์ไบน์ต่างๆที่ผ่านสนามรบได้ค่อยๆถูกปลดจากราชการทันทีที่เลิกรบ เลหลังให้นักเผชิญโชค
ตะวันตก ทุบทิ้งหรือถูกเหมาส่งไปต่างประเทศส่วนหนึ่งมาโผล่ที่สยามประเทศนี่ละครับ จากบันทึกรายการ
อาวุธคงคลังของกรมยุทธนาธิการ กลางปี ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) ระบุว่ามีปืนอเมริกันแบบยาวและแบบหลังม้า
อยู่ราว 1,332 กระบอก คละๆกันไปไม่แยกว่ายี่ห้ออะไรบ้างแต่ไม่รวมปืนวินเชสเตอร์ 1873 สิบสองลิ้นทองใน
กลุ่มนี้ เท่าที่พบส่วนใหญ่มี 2-3 แบบที่มีมากกว่าชนิดอื่น ได้แก่ ปืนยิงซ้ำแบบสเปนเซอร์ ปืนบรรจุเดี่ยวสตาร์
และปืนเรมิงตัน เป็นแบบปืนหลังม้าเกือบทั้งหมด ผู้เขียนพยายามอย่างยิ่งที่จะหาหลักฐานจดหมายเหตุเพื่อ
จะทราบว่าปืนนี้เข้ามาเมื่อใด ใครสั่งซื้อใครนำเข้าก็ยังไม่พบ พอคาดได้ว่าประมาณต้นรัชกาลที่ 5 ตรงกับเวลา
ที่ถูกปลดจากราชการพอดี ฝรั่งนำมาขายให้ราชการและเอกชนไทย เช่น เมืองเหนือที่ยังมีสถานะอย่างประเทศ
ราชอยู่ ส่วนต้นทางคงจะโดยพ่อค้าอเมริกันในนิวยอร์ค ซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าอาวุธเหลือสงคราม (Surplus
Firearms) มีฝรั่งมาเถียงว่าน่าจะเป็นรัชกาลที่ 4 บังเอิญพม่ารบแพ้จีนเราเลยส่งทูตไปหาปืนมาเตรียมไว้ใคร
รู้ช่วยบอกกันบ้าง

ปืนได้ถูกใช้โดยหน่วยทหารประจำกรุงเทพฯที่เริ่มฝึกหัดอย่างฝรั่งและต้องการปืนซึ่งทันสมัยกว่าปืนแก็ปเอ็นฟิลด์
ที่มีใช้ในสมัย ร. 4 และถูกใช้อยู่นานพอดู มีหลักฐานอีกชิ้นเป็นเอกสาร ปี ร.ศ.120 ของหอจดหมายเหตุฯ สาเหตุ
มาจากฝ่ายช่างแสงมีบุคลากรทำความสะอาดชโลมน้ำมันปืนไม่เพียงพอต้องเสียเวลาดูแลปืนเก่าๆด้วย สมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ทรงว่าการกลาโหม จึงขอพระราชทานความเห็นว่าจะ
ทำอย่างไรกับอาวุธล้าสมัยในคลัง ระบุว่าปืนอเมริกันใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้เสียแล้ว เพราะกระสุนหาซื้อจากต่าง
ประเทศได้ยาก การนี้ ร.5 จึงทรงให้โอนคนหน่วยงานอื่นมาเพิ่มคือคนเก่าแก่ในสังกัดกองสรรพาวุธวังหน้าที่ริ
เริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯและถูกยุบไป ร.5 ทรงมีความเห็นว่ายังไม่ควรขายของเก่าในขณะนั้น
เพราะอาวุธยังมีน้อย (ปืน ร.ศ. หรือ Siamese Mauser ยังสร้างไม่เสร็จ) ต่อมาปืนอเมริกันเหล่านี้ถูกแจกจ่าย
ไปตามหน่วยราชการภูธร หรือเจ้าเมืองต่างๆที่ขอเบิกไปใช้ปราบโจรผู้ร้ายและคุมนักโทษ เบิกใช้แล้วคืนบ้างไม่
คืนบ้างตามระเบียบ เอาละครับถึงตรงนี้ผมอยากเสนอปืนกระบอกโปรดของผมเสียที

3.-4. Washington Monument เมื่อก่อนท่านลินคอล์นแอบ
มาลองปืนเล่น

1. สเปนเซอร์ต้นตำนานปืนยิงซ้ำ

ดาวดวงเด่นที่สุดของสงครามกลางเมือง และถูกจัดเป็นปืนที่ปฎิวัติวงการปืนตลอดกาล ด้วยระบบยิงซ้ำ
ป้อนกระสุนจากแม็กกาซีนหลอดจุ 7 นัดในพานท้าย ถ้าอยากดูตัวจริงไปดูได้ที่ห้างไกอาร์มเพราะเป็นตัว
เอกประจำร้าน เจ้าของหวงมากติดป้าย "ไม่ขายให้ดูอย่างเดียว!"ปืนสเปนเซอร์เป็นปืนยิงซ้ำชนิดแรกที่เข้า
รบอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกใช้งานเป็นจำนวนมากถึงแสนกระบอก และตัดสินชัยชนะให้แก่ฝ่ายเหนือหลาย
ครั้ง ความเป็นมาของเจ้าสเปนเซอร์เล่าได้ 2 แนว แบบตำนานกึ่งนวนิยาย หรือแบบบันทึกเป็นทางการดู
น่าเบื่อ ผมชอบแบบตำนาน เพราะดูซาบซึ้งเร้าใจมีรสชาติกว่าดังนี้

ตำนานปืนปราบนายพล
หนุ่มน้อยนายคริสโตเฟอร์ สเปนเซอร์ (Christopher M. Spencer) ได้แสดงอัจฉริยะในการประดิษฐ์ปืน
ตั้งแต่เด็ก เมื่อแอบเอาปืนคาบศิลาที่คุณปู่หวงนักเพราะเคยใช้รบกับทหารอังกฤษในสงครามปลดแอก มา
ตัดลำกล้องเล่น (โดนตีหลังลายไปซีครับ) นายสเปนเซอร์เก่งในการออกแบบเครื่องกลขนาดได้คุมโรงงาน
ทำริบบิ้นตั้งแต่อายุ 21 ปี ที่นี่เขาได้ใช้เวลาว่างทำต้นแบบปืนขึ้นมา และจดสิทธิ์บัตรในเดือนมีนาคม ค.ศ.
1860 ก่อนสงครามนะครับ ด้วยความหวังดีอยากให้ฝ่ายเหนือชนะเร็วๆจึงนำไปเสนอท่านนายพล ริปเล่ย์
(General James Ripley) เจ้ากรมสรรพาวุธจอมอนุรักษ์นิยม หลังจากเพียรพยายามพบเป็นแรมปี ท่าน
นายพลได้ปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยจนเขาต้องเดินคอตกอย่างผิดหวังออกมาทางประตูข้างอาคารกระทรวง
กลาโหม ให้บังเอิญยามแก่ๆคนหนึ่งมาเห็นเข้าพอทราบเรื่องก็นัดว่าพรุ่งนี้ให้มาใหม่จะพาไปพบเพื่อนคน
หนึ่ง เพื่อนของคุณลุงแกก็คือท่านประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ชึ่งมักจะแอบมาคลายเครียดด้วยการ
ยิงปืนเล่นหลังทำเนียบขาวกับแกและลูกชายของท่านที่เป็นนายทหารเรือ (ชักจะคล้ายๆท่านนายกทักษิณ
ที่แอบมายิงลูกซองเป้าบินกับลูกชายที่หลังรามฯเร็วๆนี้กระมัง) ท่านลินคอล์นเคยเป็นหนุ่มลูกทุ่งคุ้นเคยกับ
การยิงนกตกปลามานานพอได้ต้นแบบปืนสเปนเซอร์ไปทดลองยิงแล้วชอบใจมาก ถึงกับกล่าวว่าถ้าฝ่ายเหนือ
มีปืนชนิดนี้แต่แรกคงชนะสงครามได้เร็วไม่เสียเลือดเสียเนื้อคนชาติเดียวกัน เช่นนี้ สถานที่ๆมาลองปืนกัน
ปัจจุบันคือบริเวณที่เป็นอนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) สมัยก่อนรั้วทำเนียบอยู่ติดรั้วกระทรวง
กลาโหมครับ แล้วท่านก็สั่งนายพลริปเล่ย์ซื้อปืนสเปนเซอร์ทันที ท่านนายพลก็ดีหลายยอมซื้อทีละน้อยแถม
แกล้งเตะถ่วงไปเรื่อยจนความรู้ถึงท่านประธานาธิบดี ในไม่ช้านายพลริปเล่ย์ก็ถูกเด้งเข้ากรุ แล้วปืนสเปนเซอร์
ก็หลั่งไหลเข้าสู่มือทหารฝ่ายเหนือชุดน้ำเงินสะใจดีอีตอนเด้งนายพลนี่ละครับ

5. ถ้าคัสเตอร์ใช้ปืนแบบนี้ก็คงรอดตัวไปแล้ว

ออกศึกพิชิตชาวใต้
ชัยชนะครั้งแรกของหน่วยทหารที่ใช้ปืนสเปนเซอร์ เป็นของกรมทหารม้าสายฟ้า (Lightning Brigade) ของ
พอ. จอนน์ ไวลเดอร์ ผู้พันกับทหาร 1400 คนลงขันกันซื้อปืนเอง ทหารหน่วยนี้ถูกส่งเป็นกองหน้าเจาะทะลวง
แนวรบฝ่ายใต้ที่ฮูเวอร์แก็ป (Hoover's Gap) ตำบลชาตตานูก้า รัฐเทนเนสซี่ได้สำเร็จเพราะทหารฝ่ายใต้เข้า
ใจว่าถูกระดมยิงจากกองทหารที่มากกว่า

หากครั้งสำคัญที่สุดเป็นการชนกันระหว่าง 2 นายพลทหารม้าคนดัง ในศึกเกตตี้เบอร์ก(Gettysburg) เมื่อทหาร
รุ่นน้องคือนายพลคัสเตอร์ (George Armstrong Custer) นำทหารม้าฝ่ายเหนือเข้าสกัดการรุกโอบของนายพล
รุ่นพี่ฝ่ายใต้อย่าง เจป สจ๊วต (JEB Stuart) ปืนสเปนเซอร์ทำให้ฝ่ายใต้ที่มีกำลังเหนือกว่าชะงักงัน ถ่วงเวลาให้
ทหารฝ่ายเหนือยกมาหนุนได้ทันและสามารถกลับมามีชัยได้สำเร็จในวันต่อมา

เมื่อสงครามยุตินั้น กองทหารม้าฝ่ายเหนือส่วนใหญ่มีปืนแบบนี้ใช้กันทั้งนั้น ต่อมาเมื่อมีศึกกับอินเดียนแดง
ปีค.ศ.1866-1873 กรมทหารม้าที่ 7 ของนายพลคัสเตอร์ยังติดใจใช้ปืนสเปนเซอร์ โดยตลอดจนกองทัพเปลี่ยน
เป็นปืนแทรปเอร์สปริงฟิลด์ จึงได้สิ้นชื่อชนิดละลายทั้งกรมในการรบที่ LittleBig Horn เมื่อปืนบรรจุทีละนัดไม่
สามารถสู้ข้าศึกจำนวนมากได้นับเป็นบทเรียนราคาแพง ทหารอีกหน่วยที่ใช้สเปนเซอร์ คือทหารม้าผิวดำ กรม
ทหารม้าที่ 9 และที่ 10 อินเดียแดงเรียกว่าทหารควายป่า (Buffalo Soldiers) ไม่ใช่โง่นะครับแต่เพราะบึกบึน
ทรหดกว่าทหารผิวขาวเก่งการลาดตระเวณไกล ครั้งหนึ่งเมื่อกองสอดแนม 50 นายนำโดย ผู้พันฟอร์ไซยด์โดน
ชาวเผ่าซูและไชแอนรุมกินโต๊ะบนเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำยังยันได้นาน 9 วันขนาดอดอาหารกินเนื้อม้าแทนจน
กรมทหารม้าที่ 10 มาช่วย ลองดูวีรกรรมทหารหน่วยนี้ได้ทาง VDO ในหนังชื่อเดียวกับหน่วย แสดงนำโดย
แดนนี่ โกลเวอร์ (Danny Glover) นักแสดงใช้ปืนแบบนี้รับมือเมื่อโดนลอบโจมตีได้คล่องแคล่วมาก

6. Buffalo Soldiers รักเดียวใจเดียวกันปืนสเปนเซอร์มาตลอด

7. หนังระดับตุ๊กตาทอง "Unforgiven"
ของนายคลินท์ อีสวู๊ด มีฉากลอบยิง
โจรเพื่อเอารางวัลโดยใช้ปืนสเปนเซอร์
เป็นปืนซุ่มยิงได้เหมือนกัน

ปืนสเปนเซอร์ถูกผลิตจำนวนกว่าแสนกระบอก ผลิตเป็นของราชการ 57,204 กระบอก อีกส่วนหนึ่งราว 34,000
กระบอก ต้องจ้างบริษัท เบิรนไซด์ (Burnside Rifle Company)ของนายพลนักออกแบบปืนคนดังคนหนึ่ง
ช่วยทำนอกนั้นทหารหากันเอง เมื่อสิ้นสงครามหลังจากทางการเลิกใช้ปืนยิงซ้ำหันหลังเข้าคลองไปใช้ปืนบรรจ
ุเดี่ยวแทน นายสเปนเซอร์จึงหันมาประดิษฐ์เครื่องกล อุตสาหกรรมทอผ้าต่อและบริษัทปืนได้ถูกบริษัทวินเชสเตอร์
คู่แข่งสำคัญซื้อไปเป็นการปิดตำนานปืนที่เด่นดังที่สุดของสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ.1870 ปืนที่ถูกปลดจาก
ราชการถูกเหมาโดยพ่อค้าอเมริกันในนิวยอร์คราคาในปี ค.ศ.1904 แค่ 3.65 เหรียญ โอ๊ย....อยากซื้อสัก 2 โหลจัง

ปืนสเปนเซอร์ยังคงอยู่ในความทรงจำของอเมริกันชนจนในที่สุด เมื่อปีกลายบริษัทโรมาโน ไรเฟิล (L. Romano
Rifle Co.) จึงสนองความต้องการโดยผลิตปืนรุ่นดั้งเดิมแบบ ปี ค.ศ.1860 ขึ้นมาทั้งกระบอกในราคาที่แพงตัว
ละ 3,000 เหรียญ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณห้างไกอาร์มที่อุปการะให้พระเอกเบอร์ 1 ประจำร้าน (เบอร์ 2 ก็
ลีเอ็นฟิลด์ไงครับ)มาประกอบเรื่อง ณ ที่นี้ด้วย

8. ทหารม้าอเมริกันกรม ม.7 ของคัสเตอร์หนีอินเดียน
มาถึงเมืองไทยจะสาธิตการทำงานของปืนตอนต่อไป
จะเล่าถึงทหารไทยสมัย ร.4 แอบข้ามทะเลไปรบให้ฝ่าย
เหนือให้ฟัง

9. เปิดช่องแม็กฯเพื่อบรรจุกระสุน

10. กระสุนทั้ง 7 นัดจะสำรองไว้ในหลอดตะกั่วสำเร็จรูปเวลา
ใช้ก็เทกระสุนลงในพานท้าย หลอดนี้จุในกระเป๋าหนังมีช่องจ
ุหลอดได้ 10-13 หลอด เรียกว่ากล่องกระสุน Blakeslee ทำ
ให้ทหารแต่ละคนนำกระสุนติดตัวได้ถึง 91 นัด

11. เสร็จแล้วกดหลอดแม็กกาซีนเข้าที่เดิม

13. โยกคานเหวี่ยงจุลูกเข้ารังเพลิง

12. ง้างนก Half Clock

DS23-1

กระสุนวิ่งออกจากแม็กกาซีนหลอดในพานท้าย

DS18-1

ลูกเลื่อนปิดเข้าที่

DS12-1

ป้อนเข้าสู่รังเพลิง

DS21-1

จังหวะกรคัดปลอกหลังจากยิงแล้ว

14.-15. ง้างนกให้สุด.... ตูม!

จ่าน้อม ทหารหน้า

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com