สุดสองทวีป ตอนที่ 22 : คำแก้วรำพัน

จ่าน้อม ทหารหน้า


โปรดคอยติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้

ข้าหลวงชั่ว

    แต่ก่อนที่นายปาวีจะมาวุ่นวายในลาวดังที่ทรงคาดการณ์ไว้นั้น เมืองหลวงพระบางกลับมีแขกแปลกหน้ามาก่อเรื่องให้กระทบกระเทือนต่อความพัวพันอันดีกับสยาม ถึงวังเจ้าอุปฮาดชนิดไม่ทันตั้งตัว

    “คุณคือพระไชยชุมพล จากเมืองพิชัย”

    “หนังสือตราตั้งให้กระผมมารักษาการเป็นข้าหลวงชั่วคราว คงชัดเจนพอนี่ขอรับเจ้า”

    คำตอบเชิงย้อนถาม ทำให้พระบิดาของเจ้าราชภาคิไนย ลอบชำเลืองมองผู้ที่นั่งไว้ท่าอยู่ต่อหน้าอีกครั้ง  ‘เจ้านี่ท่าทางโอหัง ช่างต่างจากผู้ดีกิริยาอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเจ้าหมื่นไวยวรนารถราวฟ้ากับดิน’

    “ฉันเห็นชัดอยู่ว่าท่านเลขานุการขององค์สมุหนายกที่กรุงเทพฯ คงสนิทกับคุณพระมากนะ ถึงกับมีหนังสือแนะนำตัวมาเป็นพิเศษ”    ทรงปลงว่ามหาดไทยน่าจะคัดคนให้ละเอียดสักหน่อย เพื่อรักษาพระราชไมตรีต่อกัน    “เห็นว่าคุณพระเป็นเกลอที่ท่านไว้ใจแต่ครั้งเป็นทหารงั้นหรือ”

    “กระผมเคยเป็นทหารหน้า แต่ผู้ใหญ่ท่านเห็นฝีมือจึงถูกขอมาช่วยราชการเมืองพิชัย”     ข้าหลวงใหม่หน้าบาน หนังสือนั้นคงช่วยให้เจ้าลาวเกรงใจตนได้    “มิได้โวนะขอรับ พอพระยาพิชัยท่านมาป่วยตายที่นี่ กระผมขณะนั้นเป็นหลวงศรีฯ กรมการเมือง ก็แทบว่าการแทนทั้งหมดเพียงคนเดียว”

    เจ้าอุปฮาดหันพระพักษ์ไปก้มกระซิบกับเพี้ยเมืองขวาคนสนิทว่า    ‘รู้จักเจ้านี่มาก่อนไหม…..’

    ‘เขาลือกันในพิชัยว่าหลวงศรีฯ จ่าย 350 ชั่ง กับยกลูกสาวให้ท่านเลขาฯเชียวนะเจ้า’

    อุปฮาดแย้มสรวลแล้วว่า    “ฉันระลึกถึงเจ้าคุณเลขานุการเสมอ ท่านมาธุระเรื่องเสบียงทหารคราวก่อน เหน็ดเหนื่อยมาก ดูชะแรแก่ชราลงทันตา ได้ข่าวว่ามีหม่อมเล็กๆมาใหม่คงจะแช่มชื่นขึ้น”

    อดีตหลวงศรีฯ สะดุ้งด้วยละอายที่เจ้าลาวพูดเป็นนัย รู้ว่าตนได้ดีด้วยการยกลูกเป็นเมียเจ้านาย  ‘เจ้าลาวนี่เท่าทันเรามิใช่น้อย จำจะต้องขู่ไว้ให้อยู่มือ’        

    “กระผมแค่มาขัดตาทัพ จนกว่าทางกรุงเทพฯจะส่งข้าหลวงถาวรมาหลวงพระบาง งานในเมืองพิชัยก็อักโขอยู่ จะวกวนว่ากล่าวราชการลาวพุงขาวนานนักมิได้ จึงขอว่าหากมีราชการสำคัญอันใดโปรดส่งรายงานให้กระผมที่เมืองพิชัยสักเดือนละครั้งเถิดขอรับ”

    “ฮ้า อาไร้คุณพระ ฉันไม่เคยเห็นประเพณีปฏิบัติเช่นนี้เลย”

    “เอ้อ….เจ้าขอรับ ไหนๆพูดถึงประเพณีปฏิบัติ กระผมก็ยังไม่เคยเห็นประเทศราชไหนเขาทำกันเลย เมื่อเชิญสารตราตั้งล่วงมาจนถึงริมแม่น้ำโขงแล้ว ไม่ยักมีเพี้ยพระยาใดไปรับสักคน”

    “เราทราบว่าคุณพระจะมาล่วงหน้าเพียง 3 วันเอง”     เพี้ยเมืองขวาออกรับ

    “เล็กน้อยไม่ติดใจดอกท่าน แต่ยังมีเรื่องใหญ่ไม่ชอบด้วยประเทศราชพึงกระทำอีก แม้กระผมจะใช้อำนาจของข้าหลวงที่ได้มากำกับให้มันเข้ารูปเข้ารอยเสียก็ได้ หากเกรงใจท่านอุปฮาดนัก ถ้าทรงเห็นใจเร่งแก้ไขเสียให้ถูกต้องแล้ว ทางหลวงพระบางกลับจะได้ความดีความชอบเสียอีก”

    “สิ่งใดที่ท่านคิดว่าเราทำมิชอบ ฉันจะเป็นธุระเอง”    

    “แม้ว่าความผิดนั้นเกิดจากคนของท่าน ท่านก็จะลงโทษหรือขอรับ”  

    เมื่อเจ้าอุปฮาดทรงยืนยันด้วยขัตติยะมานะ  จึงว่า

    “เรื่องแรกคือการศาลขอรับ สยามอยากให้เกิดความเป็นธรรมอย่างกฏหมายไทย ต่างชาติจะได้ไม่หาว่าเราป่าเถื่อน จึงขอวางคนสนิทไว้ที่นี่เพื่อสอดส่อง หากเป็นคดีสำคัญก็น่าจะให้ตัวกระผมช่วยวินิจฉัย”        

พระไชยชุมพลเห็นเจ้าอุปฮาดพระพักษ์สลดลง ก็ซ่อนยิ้มเพราะแต่นี้ไปญาติพี่น้องคู่คดีความ จะยอมแบกสังขารจากลาวเอาสินบนไปประเคนตนถึงบ้านที่พิชัย

    “เรื่องที่สอง กระผมเห็นหลวงพระบางไม่เก็บภาษีสินค้าเข้าออกอย่างที่ทางมหาดไทยวางเกณฑ์มาเลย ว่าไปแล้วเงินภาษีหรือแม้แต่ดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้กรุงเทพฯก็หายไปเกือบสิบปี นานนักนะขอรับเจ้า”

    “ที่ท่านข้าหลวงว่ามาเจ้านายเราใช่จะละเลย”     เพี้ยเมืองขวาหมั่นไส้เป็นกำลัง   “เจ้าหลวงได้หารือพระนายไวยแล้ว ข้อแรกการชำระคดีความ ท่านว่าท้องตราข้าหลวงให้อำนาจเพียงปรึกษาเฉพาะคดีกับฝรั่ง และคนของต่างชาติต่างหาก ส่วนภาษีนั้นพระนายไวยให้ระงับไว้เพราะพวกท่านมาเก็บเลอะเทอะ แม้แต่ชาวบ้านเอาของป่ามาขายยังเก็บเงิน ที่จริงกรุงเทพฯให้ลองเก็บกับสินค้าจากต่างเมืองแท้ๆเพื่อจะรู้ว่าที่ฝรั่งเศสขอมีกงสุลน่ะมันมีการค้าจริงสักเพียงใด”

    “เรื่องนี้ฉันยืนยันนะคุณพระ”      เจ้าอุปฮาดตรัสเครียดๆ    “เจ้าหลวงทรงขอว่าภาษีใหม่ทำให้ชาวบ้านคับแค้นใจ ไม่มาค้าขายในเมือง พระคลังเมืองลาวก็ซบเซาเจียนจะแตกยับลง”

    “มันจะแตกจะซบ เห็นจะห้ามมิได้ขอรับเจ้า”     พระไชยชุมพลขัดกลางคันด้วยแค้นที่ได้ยินชื่อพระนายไวย   “เจ้านายทางนี้ควรทรงราชการให้เข็มแข็ง ฮ่อมันจะได้ไม่ฮึกเหิม พระนายไวยมาตัดสินใจเอาเองได้อย่างไร กระผมนั้นมุ่งสนองพระราชประสงค์ที่จะให้หลวงพระบางกลับมาอยู่ใกล้หูใกล้ตาอย่างพระราชอาณาเขตชั้นใน ดีกว่าให้ฝรั่งมันมาหว่านล้อมเอาง่ายๆ”

    “เจ้าหลวงทรงทราบจะเสียน้ำพระทัยนะเจ้า”    เพี้ยเมืองขวาผู้ภักดีโกรธรีบค้าน

    “เจ้าทรงไตร่ตรองเถิด หากไม่แก้ไขทางกรุงเทพฯจะคิดว่ากระไรได้นอกจากลาวแข็งขืน”    แล้วพระไชยชุมพลก็เห็นช่องแสดงอำนาจว่า   “ก็แล้วท่านเพี้ยเมืองขวาผู้นี้หรือมิใช่ มีหน้าที่ไปรับท้องตราและข้าหลวงจากสยาม แต่ไฉนละเลยเสีย กระผมจะขอทูลถามว่าได้มีการลงโทษตามควรหรือยังขอรับ”

เจ้าอุปฮาดเริ่มตระหนักว่าพลาดไปแล้ว ที่เผลอตรัสไว้แต่ต้นว่าคนทำผิดต้องลงโทษ ก็ให้อึดอัดใจได้แต่ประทับนิ่งอยู่ เพี้ยเมืองขวาจึงรับแทนอ่อยๆว่า     “แม่นแล้วคุณพระ”       

“ธรรมเนียมลาวโทษเป็นเช่นใดขอรับเจ้า”    พระไชยชุมพลแกล้งถาม

    “โบย 30 ที”    ทรงกำพระหัตถ์แน่น


    ป้าน้อยเดินตุปัดตุป่องออกมาจากวังถึงเรือนแม่คำแก้วแต่เช้า เพื่อระบายความคับแค้นใจ

    “เฮ้อ…..หมั่นไส้นักไอ้ข้าหลวงคนนี้”

    เมื่อแม่ของหล่อนทำหน้าเหรอก็แหวใส่

     “ฉันหมายถึงไอ้พระไชยชุมพล แกบ่ฮู้ก่ะว่าเจ้าหลวงชังมันถึงกับแสร้งประชวรบ่ได้เสด็จออกรับ”

    คุณข้าหลวงสาธยายให้สองแม่ลูกฟังถึงการวางอำนาจกับเจ้าอุปฮาด จนต้องโบยเพี้ยพระยาลาวคนสนิท ทั้งยังบังคับเอาภาษีจากชาวบ้านร้านตลาดจนเดือดร้อนกันทั่ว แม่ของคำแก้วออกตัวว่า

     “ฉันเป็นบ้านนอกบ่เข้าใจ๋เน่อ แต่ทำไมพวกนี้บ่น่าฮักเหมือนทหารของพระนายไวยเลย มาเดินตามกาดก็หยิบฉวยของตามใจ๋ เห็นพวกผู้ชายเขาสักหมึกก็เที่ยวชวนกันหัวเราะเยาะ”  

“มันทำวุ่นไปทั้งวัง มาทวงส่วย ทวงดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง เจ้าหลวงท่านจัดบ่ทัน มันก็ขอเอากำยานขนใส่ขบวนช้างปิ๊กไป๋ถวายนายมันที่กรุงเทพฯแทน มันว่าจะอี้จึงจะจงรักภักดีต่อสยาม”

“ป้าน้อยจ๋า”    คำแก้วสงสัยเมื่อพูดถึงขบวนช้างที่เพิ่งมาถึง    “ช้างจะปิ๊กเมืองพิชัยได้จะได่ วานนี่ฉันพบพวกควาญที่พอคุ้นกัน เขายังอยากรีบขนเสบียงและยาไปช่วยทหารของพระนายไวยนี่นา”

    เมื่อป้าน้อยยืนยันว่าช้างกลับพิชัยแน่ๆ คำแก้วเริ่มน้ำตาคลอเบ้า เพราะใจนั้นห่วงอยากให้ยอดได้ยาไวๆ     “ทำไมข้าหลวงคนนี้จึงให้ความสำคัญกับกำยาน มากกว่าชีวิตทหารไทยร่วมชาตินะ”  

“นังวอกเอ๊ย ฮู้ไว้เตอะว่ากำยานเป็นของดีมีราคา หลวงพระบางหวงนัก ข้าหลวงมันขอคราวนี้เฮามีบ่ปอ ถึงกับต้องยอมฮื้อมันซื้อได้เต็มที่ภาษีก็บ่ต้องเสีย”    ป้าน้อยให้ความกระจ่าง แม่แก้มสีชมพูเริ่มปะติดปะต่อสิ่งที่หล่อนได้เห็นได้ยินมาจากพวกควาญจึงว่า  

“อ้อ เพราะกำยานนี่เอง ป้าจ๋าฉันหันเขาพาพ่อค้าจีนฮ่อมาตั้งร้านรับซื้อกำยานในกาด มันเที่ยวโวว่าเป็นหุ้นส่วนกับข้าหลวงนี้ด้วย”

    “นี่ๆๆ ขาวนวลอย่างเอ็ง อย่าเที่ยวไปเดินอวดโฉมเชียว”    ป้าน้อยดุเอาแล้วลดเสียงเป็นกระซิบ   

“มันหันเอ็งเข้าจะฉุดไปพิชัยเสียหรอก ฮู้แล้วอย่าอู้ไป๋ ก่อนตายน่ะพระยาพิชัยเขาแอบมามีเมียเล็กๆที่เมืองเฮาเกือบโหลได้ บางคนเป็นลูกสาวเพี้ยพระยาเพื่อนป้า วานนี้พ่อแม่เจ้าสาวมาฟ้องว่าไอ้พระไชยชุมพลมาขู่ทวงเงินสินสอด อ้างว่าเป็นเงินที่เจ้าคุณท่านลักมาใช้ตอนขอลูกสาว จนเป็นหนี้หลวงหลายร้อยชั่ง”

    “โถๆ เอาที่ไหนมาคืน เขาคงใช้หมดแล้วมั้งคุณพี่”     แม่ของหล่อนคราง

    “มันบอกเพื่อนข้าว่าบ่มีเงินมาคืนก็บ่เป็นหยัง จะขอเอาเมียน้อยนายมันแทนน่ะซีข้าถึงฮื้อระวังไว้”


    คนที่ถูกนินทาพักอยู่ในหลวงพระบางไม่นานนัก ก็นั่งช้างกลับพิชัยอย่างร่าเริง    “ฮ่าๆๆ ไอ้ยอดเอ๋ย ยาน่ะกูเอามาให้แค่หลวงพระบางก็บุญแล้ว ใครจะมาตำหนิกูได้ กว่าพวกลาวจะขนไปถึงมือมึงก็คงเหลือแต่ชื่อเท่านั้น กำยานที่ได้มาคราวนี้ ถวายบ้าง ขายเองบ้าง ยังพอเหลือให้กำนัลท่านๆที่กรุงเทพฯอีก หากใครฟ้องขึ้นไปหน้าไหนจะกล้ามาสอบสวน ก็กูทำให้ร่ำรวยกันถ้วนหน้า ไม่ช้ากูคงได้เป็นพระยากินเมืองพิชัย ไอ้ยอดนะไอ้ยอด กูหมดตัวเพราะพวกมึงคราวก่อนไม่เสียดายเลย กว่าข้าหลวงตัวจริงจะมา กูคงกำไรไปสิบเท่าแล้ว”   

ปัจจุบันเมืองงอยมีเก็สเฮ้าส์เต็มไปหมด แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือฝูงควายอ้วนๆที่มาแช่น้ำเล่น

“อนึ่ง มองซิเออร์ ปาวี ซึ่งเป็นผู้มาเป็นกงสุลขึ้นไป ณ เมืองหลวงพระบางครั้งนี้ ก็มีความประสงค์ที่จะทำแผนที่แลตรวจการค้าขาย โดยจริงเห็นจะยังไม่เป็นเหตุที่จะคิดขึ้นไปหาความเอาเมืองหลวงพระบางเป็นของฝรั่งเศสในครั้งนี้ แต่การที่ไปสืบสวนทั้งหลายนั้น ก็เพื่อเหตุที่จะต้องการเมืองหลวงพระบางนั่นแลเป็นข้อใหญ่ เจ้าหมื่นไวยวรนารถเห็นลู่ทางที่เป็นการเสียในเมืองหลวงพระบางมีอยู่ทางใด ให้เยียวยาแก้ไขจนสุดกำลัง”

                                                                         พระราชหัตถเลขาของ ร.5 ถึงแม่ทัพที่เมืองแถง แคว้นสิบสองจุไท

คำสาม คำหล้า และบางเบียนลูกท้าวไลพาทหารมาต่อรองมิให้กายตงเข้าเมืองแถง

ที่มา  Cornell University Library สำเนาจาก Surveying and Exploring in Siam ของ พระวิภาคภูวดล James McCarthy

เหยียบเมืองแถง

18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2429

    กองทหารอาสามารวมพลกันที่เมืองซ่อนอีกครั้ง แม้ยอดจะหม่นหมองเพราะไม่ได้เห็นเพื่อนที่จากไปหลายคน แต่เขายังมีทั้ง หลวงดัษกรปลาศ หลวงจำนงยุทธกิจ เจ้าราชวงศ์  เจ้าราชภาคิไนย และนายจ่ายวดซึ่ง พร้อมแล้วที่จะเหยียบเข้าแคว้นสิบสองจุไท

    “ห้ามบ่นนะไอ้น้อม”    เขาดักคอเจ้าทหารรับใช้คู่ใจ เมื่อทางเดินเริ่มไต่ขึ้นเขาสูงชันอีกครั้ง

    “ฮึ ไม่บ่นหรอกขอรับ”    มันค้อนราวกับสาวๆ เลยโดนฝักกระบี่โขกหัวดังโป๊ก จนพวกทหารฮาครึน   “ไอ้น้อมช่างมีบุญหลาย ทางเรียบๆเดินไม่เป็นแล้ววันไหนไม่ได้ไต่เขาคงหลับบ่ลง”

    ท่านแม่ทัพสั่งให้หยุดพักบ่อยกว่าเดิม และส่งพระอินทรแสนแสง ปลัดผู้เฒ่าล่วงหน้าไปทอดเสบียงรอเป็นระยะ ทำให้ขบวนทหารที่ยอดนึกชมว่าเดนตาย ผ่านศึกมาถ้วนหน้า เดินสบายๆ คุยร้องเพลงกันตลอดทาง    ‘นี่แหละทหารตีนเปล่าชาวสยามแท้ ไม่หวั่นภัยอันตราย เหมือนที่ฝรั่งมันว่าพบรูปแกะสลักทัพไทย บนฝาผนังที่นครวัด ก็เดินหัวเราะคิกคักกันเช่นนี้มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีแล้ว ชาติอื่นขึงขังก็ช่างหัวมัน’

    ทางเข้าสิบสองจุไทผ่านภูผาตั้งที่โหดร้ายไม่แพ้ภูฟ้า กระนั้นยอดก็พาทั้งหมดผ่านมาได้ใน 8 วัน ภูมิประเทศจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นที่ราบสลับเนินเขา จนกองทัพมาถึงฉางเสบียงริมน้ำแห่งหนึ่ง ที่ชักธงช้างบนยอดลำไผ่ดูเงียบสงัดน่าแปลกใจ จึงชวนแสนหาญควบม้าลงไปตะโกนเรียกคนเฝ้าออกมา

    “เฮ้ย ทำไมพวกเอ็งตัวสั่นเป็นลูกนกกันอย่างนี้”

    “สะๆๆ….เสือ….ขอรับ เมื่อคืนกินเหล้ากันอยู่ ไอ้ลายโจนลงมากลางวง คาบเพื่อนไปต่อหน้าต่อตา”    “คนที่โดนเสือลากไปเป็นคนถือสารจากพระอินทรแสนแสงน่ะครูยอด ยังดีไม่คาบเอาสารไปด้วย”  

    ยอดนำกระบอกสารไปหาแม่ทัพ ท่านอ่านแล้วสีหน้าเครียด และสั่งให้มีการประชุมโดยด่วน

เมืองแถง หรือ เดียนเบียนฟู ที่ผู้เขียนดั้นด้นไป ยังมีเรือนยกพื้นสูงของชาวไทยดำหรือไททรงดำ อยู่เต็มไปหมด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ยอดรู้สึกเหมือนมาเยี่ยมญาติเชื้อสายเดียวกันเมื่อแรกย่างก้าวเข้าเมืองแถง เมื่อ 125 ปีก่อน

‘มึงกินข้าวกินน้ำยัง’ เป็นน้ำคำแห่งมิตรภาพ ที่ป้าเจ้าของบ้านทักคณะของกระผม โตกน้อยๆถูกนำมาตั้งใหม่พร้อม

สำรับกับข้าว แม้แกและลูกสาวจะเพิ่งกินเสร็จไปหยกๆ  นึกกี่ทีก็ต้องกลับไปเถียงนายปาวีว่านี่เมืองไทยต่างหาก

“พระอินทรฯ ถึงเมืองแถงแล้ว แต่ท้าวไลไม่ลงมาพบเราตามที่ขอ กลับส่งลูกชาย 3 คน พร้อมทหารมาตั้งด่านสกัดไว้ 4 ตำบล อ้างว่าไม่ยอมให้เราพากายตงกลับไปนั่งเมืองแถง”

    ท่านแม่ทัพอ่านสารแล้วขอความเห็นจากทุกคนที่รู้ดีว่ากายตงเป็นอริกับท้าวไลเคยชิงเมืองกันมาก่อน

“เราไม่ได้มีเรื่องหมางใจกับท้าวไลนี่ เรามาปราบฮ่อและแสดงสิทธิ์เหนือสิบสองจุไท”   ยอดแปลกใจ 

“ก็จริง แต่อย่าลืมว่าไม่นานมานี้เอง เมืองไลเจาแผ่อิทธิพลเหนือเมืองแถง ท้าวไลเลี้ยงดูฮ่อก๊กใหญ่ไว้แทนตัวให้เก็บส่วย ทั้งข่มเหงชาวบ้าน เมื่อเราเจ้าของแท้ๆมาถึง แล้วยังริตั้งแง่เรื่องการตั้งเจ้าเมืองเช่นนี้มันไม่ชอบไม่ควรเลย”    ท่านแม่ทัพชักไม่สบอารมณ์   “นี่ถ้านอบน้อม แสดงตนว่ายอมอยู่ในอำนาจสยาม บอกว่าเอาทหารมาช่วยเราปราบโจรผู้ร้ายยังจะดีเสียกว่ามาตั้งด่านกันเรา”          

    “เราเคยคุยกันไว้ว่าเมื่อถึงเมืองแถง ท้าวไลจะเป็นมิตรหรือศัตรูก็จะได้เห็นกัน นี่ก็ชัดแล้ว เมืองไลเป็นสามฝ่ายฟ้าอยู่ปลายแดนจีนญวนและลาว เขาส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาทั้ง 3 ประเทศ เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้นเอง ลองคิดดูนะขอรับว่า วันนี้เราบังเอิญโผล่มาทำใจดีให้เขาตั้งเจ้าเมืองตามใจเขา ต่อหน้าเรา เขาอาจบอกว่าอิงกับหลวงพระบาง ก็ส่งส่วยให้แล้วนี่ พอวันหน้าฝรั่งเศสซึ่งกลืนญวนไปแล้วมาเหยียบชายแดนเอาบ้าง มิวิ่งไปถวายส่วยฝรั่งหรอกหรือ เพราะเดิมก็เคยส่งไปถวายเจ้าญวนที่เว้เหมือนกัน ไว้ใจไม่ได้หรอก”    นายจ่ายวดให้ข้อคิด

“กายตงเป็นเจ้าเมืองไม่ได้ เราคงพูดกับกงสุลฝรั่งเศสไม่เต็มปากว่านี่เป็นของสยามขอรับ”    ยอดว่า

“จะรบกับเมืองไลรึ”    หลวงจำนงยุทธกิจท่าทางกังวล

ท่านแม่ทัพรีบโบกมือปฏิเสธ    “ฉันยังไม่อยากรบกับท้าวไล หากยืดเยื้อถึงหน้าฝน ทหารจะเป็นไข้ตายอีก เมืองไลคงมีกำลังพลพอตัว ส่วนเราเสบียงและยาส่งมาไกลขึ้นทุกวัน”

“สรุปว่าท้าวไลเป็นตัวขัดขวางการชักธงช้างที่นี่ กระผมปวดหัวจริงๆ เราเป็นทหารไม่ใช่พวกฑูต หันไปถามใครก็ไม่ทันการ”    พระพหลฯ หัวเสีย

    “ฉันว่าเขายังไม่กล้าออกหน้าเป็นศัตรูกับเราดอก ชื่อเสียงทหารอาสาสยบกวานกอยี่ และองบาก็รู้กันทั่ว แต่นี่ยังหวงผลประโยชน์เลยเล่นเชิงลองใจเรา”   ท่านแม่ทัพว่า   “และฉันไม่ยอมตามท้าวไลแน่ๆ เพราะอะไรรึ เพราะว่ามันจะเป็นเรื่องชวนหัวแก่คนพวกนี้ว่า กายตงสู้อุตส่าห์บากหน้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ยอมลำบากพาเรามาถึงหน้าบ้าน ไทยกลับให้คนอื่นมานั่งเป็นนายบ้านแทน แล้วมันรวมไปถึงเพี้ยพญาลาวก็จะพากันสิ้นนับถือราชการไทย เมืองแถงและสิบสองจุไทก็จะหลุดไปจากมือเราจนได้”

    ท่านแม่ทัพนิ่งไปสักครู่จึงยอมเผยว่า    “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ นายปาวีออกจากกรุงเทพฯ แล้ว ป่านนี้จะถูกฝ่ายเราถ่วงเวลาอยู่ที่ไหนก็ยังไม่ทราบ มัวทะเลาะกับท้าวไลยิ่งเสียเวลา เราควรทำสิบสองจุไทให้เป็นของไทยโดยเด็จขาดำเสียก่อนฝรั่งเข้ามาตรวจสอบที่นี่”

    ที่ประชุมหารือกัน แต่แล้วก็ยังคิดไม่ตก หลวงดัษกรฯ เปรยว่า   “ต้องทำให้ท้าวไลเกรงเราจนอยู่หมัด และไม่กล้าลอบตีเอาทีเผลอ แต่แกเชี่ยวพอตัวนะขอรับ ไม่ยอมมาตามคำเชิญ”       

“อื่ม….แต่ส่งลูกมาแทน ตั้งสามคน พอไหมล่ะที่จะใช้เลี่ยงการปะทะ”    ท่านแม่ทัพครุ่นคิด

“กระผมไม่เข้าใจ”    หลวงจำนงยุทธกิจว่า

    “เราเข้ามาถิ่นเสือแล้ว ควรหาหลักประกันความปลอดภัยของเราไว้”

    “หลักประกัน”    ทุกคนแปลกใจ

    “ใช่ ถ้าได้ตัวทั้ง 3 เท่ากับตัดกำลังเมืองไลไปด้วย ฉันจะให้หลวงจำนงยุทธกิจ พาทหารไปคุ้มกันกายตง ดูเชิงลูกท้าวไล หากเห็นดื้อรั้นไม่ยอมให้กายตงเข้าเมืองก็กุมตัวมา”

    “จะดีหรือขอรับ แม็คคาร์ธีเคยว่าลูกท้าวไลทั้ง 3 เป็นมิตรดีกับแกมาก่อนนี่นา”

    “นั่นมาทำแผนที่ ไม่มีเขี้ยวเล็บเขาก็ดีด้วย ส่วนเรามาแสดงสิทธิ์ เขาเห็นเสียประโยชน์ก็คัดค้าน”     ท่านแม่ทัพเห็นหลวงจำนงฯ ไม่มั่นใจ เกรงจะไปใจอ่อนเสียเรื่อง จึงให้หลวงดัษกรปลาศและยอดไปแทน


    ก่อนยกไปเมืองแถงยอดพูดเฉพาะกับเจ้าหมื่นไวยวรนารถว่า    “เราผูกมิตรไว้มิดีกว่าหรือขอรับ”

    “ฉันก็อยากดีด้วย แต่จำองบาได้ไหม ถ้าไม่เล่นแรงไว้มีหรือจะยอมเรา พี่ยอดฉันสงสารทหารที่เหลืออยู่ หากรอทำดีกับท้าวไลแต่เขาหลบเลี่ยงหรือรบกันยืดเยื้อ เราจะมาตายกับไข้ป่ากันอีกหน ฉันเข็ดจริงๆ ส่วนจะถอยก็ไม่ได้ ทำพลาดเสียเมืองไปยิ่งหนัก ศัตรูที่กรุงเทพฯ คงไม่ปล่อยให้เรารอดอีกครั้งเป็นแน่”

    “ปกติท่านไม่กังวลพวกบ้าๆที่กรุงเทพฯนี่นา กระผมว่าท่านยังมีอะไรในใจอีก”   

    เมื่อเห็นยอดดื้อดึงไม่ยอมไปจนกว่าจะได้คำตอบจึงเผยว่า    “พระราชหัตถเลขาที่ฉันได้ก่อนจากเมืองซ่อน ทรงว่านายปาวีมาคราวนี้ แรกมิได้ขอมีอำนาจฑูตเหนือหลวงพระบางมาจรดสิบสองจุไทเท่านั้น แต่เขาต่อรองขยายถึงสองฝั่งโขง รวมตอนกลางของลาวคือคำเกิดคำม่วนและ สกลนคร หนองคาย อีกด้วย”

    “มิล่อไปอีก 70 หัวเมืองดอกหรือขอรับ มันขอมากกว่าที่อังกฤษขอเปิดเชียงใหม่นัก”    ยอดฉุนกึก    “ใช่ ทรงดำริว่าเมืองเหล่านี้ไกลตา กรมการเมืองไม่ทันเล่ห์มันแน่ หากส่งข้าหลวงที่ดีๆไปประจำไม่ได้ ต่อไปนายปาวีไปถึงเมืองไหนฉิบหายที่นั่น เพราะมันจะขุดคุ้ย หาเหตุมายื่นบนโต๊ะเจรจาว่านั่นเป็นของญวนหาใช่ของไทย ทรงประสงค์ให้มันป้วนเปี้ยนแค่เมืองซ่อนเมืองแถง

    “เราจะกันได้นานสักเท่าใหร่ มันคงอยากมาให้ถึงสิบสองจุไทใจจะขาด”

    “ไม่ใช่ฉันคนเดียว ที่ต้องตั้งเจ้าเมืองใหม่ให้ได้ ทัพฝ่ายใต้ของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมก็เร่งเข้าคุมการปกครองใน คำเกิดคำม่วน สับเปลี่ยน แต่งตั้งกรมการเมืองให้รัดกุมเช่นกัน”

    “กระผมไม่ยอมให้สิบสองจุไทกับมันง่ายๆดอกขอรับ”    ว่าแล้วยอดก็ขึ้นม้าจากไปทันที


เมืองแถง เป็นคำไทยแท้ เหมือนกับคำว่าแถน หมายถึงเทวดา ยอดมาถึงก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของสยามอย่างเต็มใจไร้ข้อสงสัย เพราะชัยภูมิโดยรอบประกอบด้วยจิตวิญญานของสายเลือดเผ่าไทแท้แฝงอยู่ทุกที่  เมืองแถงตั้งอยู่บนทุ่งราบระหว่างทิวเขาสูงเป็นปราการสำคัญ 2 ด้าน มีแม่น้ำชื่อ ‘น้ำยม’ ไหลผ่านกลาง ทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ยืนยันความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหาร มีหมู่บ้านหลังคามุงจากทรงไทยเหนือ ยกพื้นสูง ปลูกบนโคกดอน ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่เป็นระยะๆ

     หญิงวัยกลางคนชาวไททรงดำเยี่ยมหน้าออกมาจากชานเรือนหลังหนึ่ง แล้วร้องทักด้วยประโยคที่คนไทยทั้งโลกติดปากว่า     “มึงกิ๋นข้าวกิ๋นน้ำยัง”

‘พี้น้องกันไม่ผิดแล้ว กรุงเทพฯลุ่มเจ้าพระยาหรือเมืองแถงแห่งน้ำยมก็แปลว่าเมืองฟ้าเทวดาอยู่’

    “ยังเลยจ่ะ”    เขาก้าวขึ้นเรือนราวกับเป็นลูกหลานรู้จักคุ้นเคยกัน แล้วชะงักเมื่อเห็นลูกๆเจ้าบ้านล้างจานกันอยู่พัลวัน   “อ้าว กินเสร็จแล้วนี่ งั้นฉันขอน้ำเย็นๆสักจอกก็พอ”

    “เป็นไรไป มึงมาเหนื่อยๆกูกิ๋นกันใหม่ได้”

แม่น้ำยมซึ่งไหลผ่านเมืองแถง หรือ เดียนเบียนฟู ได้ถามหาชื่อตำบลเชียงจันทร์ และเชียงแล ที่ตั้งค่ายทหารอาสาก็ไม่มีใครรู้

    แกตามญาติพี่น้องมานั่งล้อมวง เอาโตกมาตั้งข้าวร้อนๆ แกงหมูกับน้ำพริกน่ากิน แม้ไททรงดำจะพูดคำไทยได้หลายคำอย่างเรื่องกินและชื่อสัตว์ แต่เขามีภาษาของตนเอง บางคำมีจีนมีญวนปนเปบ้างตามธรรมดายอดจึงต้องพึ่งพวกทหารอาสาเป็นล่าม ไอ้น้อมว่า

    “พวกทหารราชบุรีดีใจมากขอรับ บางคนพบกับญาติแล้ว ปู่ย่ามันมาจากหมู่บ้านรอบๆนี้เอง”

    “ป้าแกเล่าว่าชาวไลเจามีทหาร 150 กว่าคน ตั้งหอรบขุดสนามเพลาะอยู่ที่ค่ายตำบลบ้านเชียงจันทร์ พวกนี้อาศัยฮ่อธงแดงมาบังคับข้าวปลาและเกณฑ์คนไปเป็นแรงงาน”

ยอดตรงเข้าไปยังทำเนียบเจ้าเมืองทันที และเชิญคำสาม คำหล้าและบางเบียนมาพบ ลูกท้าวไลเป็นชาวไทขาว แต่งตัวพูดจาอย่างจีนมีคำไทยปนบ้าง และทุกคนพูดลาวได้ดี พวกเขามิได้คุกคามทหารอาสา แต่ หลังจากหว่านล้อมกันนาน ชาวไลคงยืนกรานคำสั่งบิดาของตน ยอดจึงให้สัญญาณกับหลวงดัษกรฯ

“เมื่อพ่อเจ้าไม่มา กลับให้คนถืออาวุธมายืนยันว่าที่นี่เป็นเมืองขึ้นของเจ้า ทั้งที่เมืองแถงเป็นเขตประเทศราชของสยาม ก็ถือว่าหมิ่นพระราชอำนาจ เฮ้ย ทหารจำตรวนคนทั้งสามไว้ตามบัญชาของท่านแม่ทัพผู้ถืออาญาสิทธิ์”

“อะไรกัน”  

คำหล้าร้องขึ้น แต่ช้าไปแล้วทหารอาสา เข้าคุมองครักษ์ไว้หมด และออกไปปลดอาวุธพวกที่เหลือในค่าย เมื่อพระนายไวยมาถึง ก็สั่งเรียกประชุมหัวหน้าก๊ก และเจ้าเมืองใหญ่น้อยในแว่นแคว้นนี้มาให้หมด คนเหล่านั้นแสดงตนนอบน้อมกับสยามด้วยดี เมื่อเห็นกับตาว่า หัวหน้าฮ่ออย่างกวานกอยี่และองบา ซึ่งไม่เคยยำเกรงใครกลับมายอม ‘เข้าทู้’ ต่อพระนายไวยผู้นี้จริงดังที่ลือกัน ทำให้ยอดกับเพื่อนๆมารุมล้อมแสดงความยินดีที่กายตง เป็นพระสวามิภักดิ์สยามเขต เจ้าเมืองแถงโดยราบรื่น

“กาผมก็ลีใจ เสียอยู่นิกเลียว ‘ไอ้เล่าเต็กเชง’ ไม่ยอมมาลีๆ”

“มันคือใครกันท่านเจ้าเมือง”   พระพหลพลพยุหเสนาได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก

“มังเปงหัวหน้าฮ่อก๊กสุดท้าย คือพวกธงแดง ที่เปงมือขวาคอยรับจ้างท้าวไลมาชิงเมืองแถงไง กาผมจับพวกเมืองไลมาเฆี่ยนหาข่าว รู้ว่ามังไหวตัวหลบอยู่แถวแม่น้ำดำ……”

ก่อนกายตงจะพูดจบ นายจ่ายวดปลัดทัพก็พรวดพราดมาขัดจังหวะว่า   “ข่าวดี เราคงได้กลับบ้านเร็วๆนี้ เจ้าราชวงศ์รับปากที่จะจัดทหารลาวมาให้เราฝึกและผลัดกันประจำในเมืองแถง ปีหนึ่ง 4 ผลัด รวม 200 คน”

“มีอีกนิดเดียว ค่ายที่เชียงจันทร์นี่ไม่เหมาะ ฉันจะให้ย้ายไปค่ายเดิมของญวนสร้างไว้ ที่ตำบลเชียงแล ริมแม่น้ำยมดีกว่า ที่นั่นมีคูดินสูง 6 ศอก รั้วไผ่ทึบ ยาว 6 เส้นเศษทั้งสี่ด้าน”     ท่านแม่ทัพเดินยิ้มกริ่มเข้ามาโดยมีทหารหอบห่อผ้าเก่าคร่ำครึมาด้วย

“นี่คือตรากงดิน เป็นสัญญาบัตรตั้งเจ้าเมืองจากหลวงพระบาง จารึกบนแผ่นใบลานตีตราครั่ง ส่วนผ้ากงดินนี้ เขียนกำหนดเขตแดน”

“ทำไว้ชัดเจนดี บอกละเอียดว่าเมืองแต่ละเมือง มีภูเขาลูกไหน วัดและเขตถึงห้วย ลำธารชื่อใดๆบ้าง”    ยอดมองผ้าแต่ละผืนที่คลี่ออกมากว้างราว 2 ฟุต ยาว 5 ฟุต ระบุข้อกฎหมายไว้กำกับด้วย

“ปกติเปลี่ยนเจ้าหลวงพระองค์หนึ่งเราจะส่งกงดินมาใหม่ นี่บางฉบับอายุร่วมร้อยปีแล้ว”    เจ้าราชภาคิไนยอธิบาย   “ครูยอดเห็นไหม ของญวนก็มี คล้ายๆกันมีแผนที่ลงหมึกสีไว้”       

“นี่ทำพร้อมๆกับของลาวทำมาให้คือแจ้งชื่อเจ้าเมืองยันกันไว้ด้วยว่าเป็นหัวพันต่างๆขอรับ”

“นี่เองที่เรียกว่าสองฝ่ายฟ้า หัวเมืองชายแดนที่กำหนดเขตร่วมกัน”     ยอดเริ่มเข้าใจ

ในไม่ช้าพระวิภาคภูวดล (เจมส์ แม็คคาร์ธี) ก็เดินทางจากกรุงเทพฯ ตามมาถึง เขาบ่นไม่เห็นด้วยกับการจับกุมตัวประกันและอาสาไปเมืองไลเจาเพื่อไกล่เกลี่ยให้ โดยให้เหตุผลกับยอดว่า

“ผมเป็นคนตรงๆ ไม่ชอบตีสองหน้าอย่างฑูตนะดูปองท์ ก่อนแยกจากนายปาวีที่ปากน้ำโพ เขาลองใจผมว่าเห็นด้วยกับเขาเรื่องสิทธิ์เหนือชายแดนส่วนนี้ไหม ในร่างแผนที่คร่าวๆที่คุยกันน่ะ ที่ไหนมีคนพูดลาว ที่นั่นเขาเหมาว่าควรเป็นของฝรั่งเศส แล้วมันจะเหลืออะไรกับตรงนี้ เพราะเขาเปิดใจให้ดูแล้วว่าหลวงพระบางลงมาถึงเมืองอุดร อุบลไม่ใช่สยาม เรามากวนน้ำให้ขุ่นกับท้าวไล ปาวีกลับจะได้เพื่อนนะดูปองท์”

ยอดรับว่าน่าห่วงใช่น้อย แต่ลืมเสียเพราะมัวดีใจที่เจ้ากรมแผนที่รับฝากข่าวจาก ‘แม่สาวคนที่เราเห็นอาบน้ำกับช้าง’ ว่ายังห่วงใยและเล่าความประพฤติของพระไชยชุมพล ยอดแน่ใจแล้วว่าขุนศรีฯยังจองเวรกันอยู่ใกล้ๆ   “ฮึ่ม ไอ้สารเลวนี่กลับได้ดีเป็นคุณพระเชียวหรือ”

สุดท้ายพระนายไวยไม่ยอมให้พระวิภาคภูวดลไปเมืองไล แต่สั่งให้ออกสำรวจทำร่างแผนที่จากกงดินทั้งหมดนี้ และจัดทำกงดินลาวฉบับใหม่แจกจ่ายแก่เมืองต่างๆ แทนของเก่าว่านี่เป็นอาณาเขตลาวไว้

ลูกน้องของกายตง หรือ พระสวามิภักดิ์สยามเขต ที่ร่วมบุกยึดเมืองแถงกับยอดใช้ปืนแก็ปบรรจุเดี่ยว

ที่มา  Cornell University Library สำเนาจาก Surveying and Exploring in Siam ของ พระวิภาคภูวดล James McCarthy

ธงช้าง โบกสบัดเหนือแคว้นสิบสองจุไท รอเวลาที่ฝรั่งเศสจะมาเกาะแกะขอต่อรองในการปักปันเขตแดนระหว่างกัน

ปัญหาการทำเขตแดนที่ไม่เป็นธรรมสมัยล่าอณานิคม ยังส่งผลเสียแก่ประเทศไทยมาจนทุกวันนี้ เช่น กรณีเขาพระวิหาร

ทหารท้องถิ่นซึ่งพระนายไวยฝึกหัดไว้เป็นกองกำลังรักษาเมืองแถง ทำความผิดหวังอย่างมาก

เมื่อเมืองไลพาฮ่อบุกยึดคืน ตามบันทึกของปาวี ว่าวิ่งหนีทิ้งอาวุธเหลือปืนมาแค่กระบอกเดียว

เวียนเกิด

“…..เห็นว่าควรจะรวบรวมเอาไว้ก่อน เมื่อจะแบ่งปันเขตแดนกับฝรั่งเศส จะว่ากล่าวขอร้องกัน

ประการใด เมื่อควรจงปลดให้จึงค่อยปลดให้ไปต่อภายหลัง การอื่นๆซึ่งเจ้าหมื่นไวยวรนารถทำไปนั้นได้เห็นชอบด้วยแล้วทุกประการ     สยามินทร์”  

พระราชหัตถเลขา ตอบแม่ทัพที่ทูลถามหลังจากยึดสิบสองจุไทได้แล้ว


ยอดตรวจตราชายแดนอยู่อีกสามเดือน ไม่มีวี่แววว่าท้าวไลจะมาชิงลูก ไม่นานทหารก็ได้รับข่าวดี

“มีรับสั่งให้กลับบ้านได้”    นายจ่ายวดอ่านรับสั่งดังๆต่อหน้าทหาร

คุณพระพิชิตชาญณรงค์จำได้ว่าตื่นเต้นจนควบเจ้าทหารหน้าเตลิดออกไปนอกค่ายเชียงแล พอถึง

ริมน้ำยม ก็ถอดเครื่องแบบลงแช่น้ำแล้วนอนทอดกายสบายอารมณ์เงียบๆ เขามิได้ใส่ใจนักกับข่าวว่านายปาวีมารอที่หลวงพระบางแล้ว เพราะใจนั้นจดจ่อที่แม่หญิงคนงามผู้เดียว

    กองทหารอาสา กายตง นายฮ่อและเจ้าเมืองในสิบสองจุไททั้งปวง ทะยอยลงเรือพร้อมกันเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2430 (เพียง 3 สัปดาห์หลังจากพิธีสถาปนา เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นสยามมกุฏราชกุมาร และ1 สัปดาห์หลังลงนามสัญญาสร้างรถไฟสายปากน้ำ) ซึ่งแม่ทัพเห็นว่ากลับทางแม่น้ำอูเร็วกว่าเดินข้ามเขาสูง ปืน เครื่องกระสุน และม้านายทหาร พออาศัยแพขนาดใหญ่ล่องได้ กระนั้นระดับน้ำก็ไม่สูงพอและมีแก่งหินมากมายจนยอดจดจำชื่อไม่ไหว ทำให้ต้องลงจากเรือจูงม้าลุยริมแก่งมาเป็นระยะๆ

    แก่งที่ชาวเรือกลัวที่สุดคือแก่งผี ชื่อแก่งอันไม่เป็นมงคลนี้ได้กลืนกินชีวิตคนเดินทางมานับไม่ถ้วน ที่ยอดจะเกลียดและจดจำไปจนวันตาย ด้วยแรกเข้าแก่งนั้น น้ำดูไม่เชี่ยวนัก มีวังวนดักรอบๆหินก้อนใหญ่ที่รูปร่างบิดเบี้ยวราวสัตว์ร้ายจากนรก ยื่นส่วนที่แหลมคมรอทะลวงพื้นเรือแพให้แตกซ่าน ผ่านมาได้อึดใจหนึ่งระดับน้ำก็ยุบฮวบลงอย่างน้ำตกน้อยๆ แล้วเลี้ยวหักศอกฉับพลันจนบังคับเรือไม่อยู่

    “โครม”     เรือนายจ่ายวดชนขอนไม้ใหญ่ล่มลงต่อหน้าเรือของยอด

    “อย่าฝืนว่ายน้ำเดี๋ยวหมดแรง ลอยตัวไปก่อน ค่อยขึ้นฝั่ง”     พวกทหารตะโกนบอก ยอดเหลียวหลังมองตามเห็นบางคนปืนขึ้นไปยืนบนโขดหินได้แล้ว แต่ที่ต้องใจหายวาบเมื่อแพขนม้าและอาวุธกำลังขวางแก่ง

“เฮ้ย ระวังม้าของนายด้วยโว๊ย”   เสียงไอ้น้อมร้องเตือนมาจากฝั่ง มันเองก็ตกน้ำเหมือนกัน

“พี่เจียนโดดก่อนเร็ว…..”   ไอ้จิตน้องชาย ช่วยคัดถ่อกับพวกลาวสุดกำลังแต่ กลับชนหินเข้าโครมใหญ่ ขวางลำน้ำ พอดีกับแพขนม้าตามมาอีกแพก็เสยเข้า กวาดคนและม้าที่บรรทุกลงน้ำหมด

“เดี๋ยวโว๊ย”    ไอ้เจียนไม่ยอมโดดทันที มันสติดีพอจะโผเข้าปลดเชือกผูกเจ้าทหารหน้าก่อนแพพลิกและแตกกระจายเพียงเสี้ยววินาที สองคนพี่น้องลอยผ่านเจ้าม้าที่ตกใจลานพยายามว่ายทวนน้ำไปอีกฟากหนึ่งซึ่งมีแต่หินขวางเต็มไปหมด

“อนิจจา”   ยอดสั่งพุ่งหัวเรือเข้าฝั่ง โดดไปตามก้อนหิน แต่ทำอะไรไม่ได้ เมื่อม้าคู่ชีพขัดเข้ากับซอกหิน ท่านแม่ทัพสั่งพวกทหารเอาเชือกผูกตัวลอยเข้าไปแต่สุดปัญญาด้วยกระแสน้ำเชี่ยวจัด

“ด้านล่างเป็นน้ำตีวนขอรับ”   ทหารช่างบอกท่านแม่ทัพ   “ม้ามันสำลักน้ำอ่อนแรงมากแล้ว”

แม่ทัพรู้ดีถึงความผูกพันระหว่างม้ากับยอด จึงเดินเข้าไปโอบไหล่แล้วสั่นศรีษะให้เขารับความจริง   “มันร้องทรมานมากขอรับ ขาคงหักหมดแล้วตอนชนหิน ถ้าจมหายไปเสียเลยกระผมยังพอทน” 

“ชาวพุทธเขาถือว่าช่วยปลดชีวิตเลี่ยงเจ็บปวดแบบฝรั่งเป็นบาป ฉันเห็นพี่ยอดอยู่เมืองนอกมานานอาจคิดอย่างฝรั่งก็เป็นได้”   ท่านพูดนำเป็นเชิงหยั่งใจ เสียงร้องโหยหวนของมันแทบจะทำให้ใจแตกเป็นเสี่ยงๆ ยอดจ้องตาท่านแล้วรับปืนชนัยเดอร์จากทหารมาถือไว้ด้วยมือสั่นเทา

“กระผมปลงแล้วขอรับ”   เสียงนั้นแห้งผาก แล้วเดินไปยังจุดที่ใกล้ที่สุด ใกล้พอที่จะเห็นนัยตาของมันเหลือกมองมาที่เจ้าของเป็นครั้งสุดท้าย ทำเอาเจ้าของน้ำตาไหลพราก    “อโหสิให้ด้วยเถิดเพื่อน กี่ครั้งแล้วที่เจ้าพาข้ารอดตายมาได้ สวรรค์นรกหากมีจริงจงเกิดมาอยู่ด้วยกันอีกสักครั้ง”

“ปัง ……..”    ศึกฮ่อทำให้เขาเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปจนได้

การกลับทางน้ำเร็วแต่เสี่ยง คนที่ตกแก่งควรลอยตามน้ำจึงจะรอด ถ้าไม่โชคร้ายกระแทกหรือติดหิน ตกลงในวังน้ำวน

พระนายไวยให้สร้างเจดีย์ที่ระลึกแก่เหล่าทหารอาสาไว้ที่เมืองงอย แต่ผู้เขียนไปไม่พบเพราะพวกฝรั่งเศสสั่งรื้อทิ้ง

แม่ทัพถึงเมืองงอยก็จัดงานบุญเจดีย์ที่บนเขาไว้เพื่อระลึกถึงทหารไทยที่ได้มารบ แต่ยอดก็ไม่มีแก่ใจจะร่วมด้วย ไอ้น้อมสงสารนาย จึงแอบฝากคนล่วงหน้าไปบอกแม่แก้มสีชมพูให้รู้ตัวก่อน ที่ปากอู ชาวบ้านต่างนำธูปเทียนดอกไม้มาคอยต้อนรับทั้งสองฟาก บรรดาตาแสง แต่งธงทิวสวยงามรับ บางหมู่บ้านมีเรือออกมาขับเพลงแอ่วเป็นที่สนุกสนาน ถึงหลวงพระบางฝนตกห่าใหญ่ นายจ่ายวดเข้ามาบอกยอดว่า  

“เรามาถึงบ่ายมากให้ทหารพักก่อน พรุ่งนี้ค่อยจัดพาเหรดเข้าเมืองให้สมเกียรติ”


หัวค่ำวันนั้นยอดยืนรอแม่แก้มสีชมพูตรงเดิมที่หล่อนเคยมาอาบน้ำ เงาตะคุ่มของอีเอื้องเรียกรอยยิ้มเป็นครั้งแรกนับแต่เสียม้าตัวโปรด ร่างบอบบางลงจากคอช้างวิ่งมาอยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม ยอดยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ไม่เชื่อว่าตนเองจะรอดตายมาอยู่ตรงนี้ได้

     “คำแก้ว…..จริงๆด้วย เหมือนฝัน”    ต่างก็โผเข้ากอดด้วยความเต็มใจ กอดแน่นสนิทอย่างที่ทั้งคู่ไม่เคยกอดใครมาก่อนในชีวิต จูบพรมไปทั่วจนหน้าเปียกน้ำตาของหล่อน  

     “สงสารคุณพระเหลือเกินเจ้า แต่นี่คำแก้วจะบ่ได้ขี่ม้าขาวสวยนั้นอีกแล้ว”    คำแก้วเพิ่งรู้ตัวว่ากอดอยู่ก็รีบผลักออก ทุบอกเขาเล่นแก้ขวย   “คุณพระนี่ละ”

“พี่คิดถึงเธอมากนะ”   คนที่เคยสุขุมมาตลอดศึกฮ่อ กลายเป็นคนใจร้อน   “อาบน้ำด้วยกันน่ะ”

    “บ้าๆๆ อาบมาแล้วเจ้า”  

“อาบอีกหนก็ได้น่า มืดแล้วนะจ๊ะ ไม่มีใครเห็นดอก”  

แม้จะหนาวสักหน่อย ยอดก็อ้อนจนหล่อนยอมลงน้ำด้วยจนได้   “อุ๊ย ไปห่างๆเลย อย่ามาผิดผีนะเจ้า ทำตัวเกเร เดี๋ยวคำแก้วบ่บอกข่าวดีนะ”

เมื่อยอดถาม หล่อนกลับรีบนุ่งผ้าแล้วว่า   “พรุ่งนี้สวนสนามแล้วตอนเย็นไปพบหลังวัดใหม่นะเจ้า”


เจ้าหลวงได้จัดทำซุ้มประตูชัย ‘ประตูสิทธิชัยทวาร’ ตบแต่งด้วยธงสี ดอกไม้ และอาวุธต่างๆที่ยึดมาได้ ทหารอาสาและผู้ที่ร่วมรบเดินแถวลอดประตู ท่ามกลางชาวลาวที่โห่ร้องต้อนรับจากท่าน้ำ ถึงประรำซึ่งเจ้าหลวงและพระยานนทบุรี (ข้าหลวงถาวรที่กรุงเทพฯส่งมาแทนพระไชยชุมพลสดๆร้อนๆ) รอเจ้าหมื่นไวยวรนารถอยู่ ยอดเห็นนายปาวีกำลังถ่ายภาพขบวนพาเหรดที่ข้างซุ้ม

    “อีกไม่นานหนังสือพิมพ์ฟิกาโร คงได้อวดภาพนี้นะท่านกงสุล”   ปาวีปะพระคาธอลิกจึงเปรยว่า

“คนลาวรักเยนเนอรัลไทยมาก แต่ถ้าเขาถึงกรุงเทพฯ คงผิดหวังที่ไม่มีคนมาต้อนรับเช่นนี้”

“พ่อคือบาทหลวงอันโตนิโย ได้ข่าวว่าท่านจะมาตั้งนานแล้ว”

“ยินดีที่พบครับ ผมมัวเสียเวลาสำรวจเส้นทางจากเชียงราย มาออกแม่น้ำโขง”

ปาวีสุภาพเช่นเคย ใช่เขาไม่ยอมเสียเที่ยว และเก็บข้อมูลทุกอย่าง ไม่ว่าปัญหาปากท้อง ความเห็นของชาวบ้านต่อขุนนางสยาม ไปจนอุณหภูมิ และความลึกของน้ำ อันโตนิโยทำหน้าไม่เชื่อนักเลยว่า   

“ท่านนี่ทันผมนัก ที่ชักช้าเพราะฝ่ายไทยจัดช้างให้ไม่ได้น่ะครับ”  

    “ชะๆ โดนลูกไม้แกล้งเตะถ่วงละซี”  

เขาชักชอบอีตาบาทหลวงนี่เสียแล้ว ทั้งคู่มองตารู้กันว่าเพราะสยามรั้งให้เวลาพระนายไวยจัดการบ้านเมืองเสียก่อน    “ไม่มีใครยอมตัดสินใจ ต้องพระนายไวยเท่านั้น แม้แต่ผมอยากซื้อที่ฝั่งตรงข้ามท่าน้ำเพื่อสร้างสถานกงสุล เจ้าหลวงยังไม่กล้าขาย หาช่างก่อสร้างก็ไม่มีใครรับทำ จะเช่าเรือก็ไม่ได้”

    “ที่จริงท่านกงสุลควรอยู่ที่เมืองแถงหรือฮานอยแล้วนะ เพื่อทัดทานทหารไทยให้เกรงฝรั่งเศสได้บ้าง”

‘ประตูสิทธิชัยทวาร’   จากหนังสือประวัติการของ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม 3

ขบวนสวนสนามที่ นายปาวีถ่าย จาก Cornell University Library สำเนาจาก The Pavie Mission Indochina Papers 1879-1895

ปัจจุบันคือถนนอินทะสอนจากท่าน้ำ ตรงไป ถนนเชษฐาธิราช เยื้องโรงพยาบาลหลวงพระบาง

“น่าเสียดายโอกาสครับ”   ปาวียอมรับ

“อย่าห่วงเลย พ่อเชื่อว่าอีกไม่นานเมืองแถงจะต้องวุ่นวายขึ้นอีก”

    “ทำไมท่านมั่นใจนัก”   คำพูดนี้เล่นเอาปาวีสงสัย

“พ่ออยู่นี่นานแล้ว แม้เสียศิษย์รักไปหลายคน เพราะทหารไทยหยาบช้าพวกนี้ ก็ยังพอรู้จักคนที่ไว้ใจได้อยู่บ้าง ถึงตอนนั้นท่านกงสุลไปให้ทันก็แล้วกัน เรื่องสิบสองจุไทไว้เป็นภาระพ่อเถิด”

วัดใหม่อยู่ติดกับวังหลวงทางด้านใต้ คำแก้วกับอีเอื้องยืนรอที่หัวถนนไปคอกม้าพระที่นั่ง ยอดแปลกใจที่พบเจ้าราชภาคิไนย พระพหลฯ นายจ่ายวด แสนหาญ ไอ้น้อมและลูกสมุนครบหน้า

“แม่หญิงนัดละตรงเวลาดีนักนะครูยอด”

“อะไรกันขอรับเจ้า”   ยอดยังงงไม่หาย

“จะบอกข่าวดีของฉันก่อน”   บุตรคนโตของเจ้าอุปฮาดขยิบตาให้พรรคพวก   “พระนายไวยรับปากกับเจ้าหลวงแล้วว่า จะทูลขอในหลวงให้ฉันได้แป็นอุปฮาดหลวงพระบางสืบต่อจากพ่อ”

แล้วท่านก็ปั้นหน้าบึ้ง   “อีกเรื่อง ฉันรู้ว่าลูกน้องตัวดีของครูยอดแอบก่อคดีกับแม่หญิงก่อนไปรบ”

วัดใหม่สุวรรณภูมาราม เป็นอีกวัดที่สิมหลังคาซ้อนงดงาม เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบางเมื่อวัดวิชุนถูกทำลาย ถนนขั้นหลังวังหลวงคล้ายวัดโพธิ์บ้านเรา ท้ายวังเป็นที่ตั้งตำหนักเจ้านายต่างๆรวมทั้งคอกม้า ในภาพรถตุ๊กๆขนาดยักษ์สำหรับนักท่องเที่ยว

“ไอ้น้อมมึงทำไรไว้”   ยอดหน้ามุ่ยทันที ทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งโหยงนั่งยองๆยกมือพนมแต้

“อ๋อย ฟังก่อนเถิดขอรับ”   

“ไอ้น้อมไม่เกี่ยวหรอก”    เจ้าราชภาคิไนยรีบแก้แทน   “มันว่าคืนก่อนเรายกทัพจากหลวงพระบางปีที่แล้ว มีม้าขาว กระโดดข้ามเข้าไปในวัง”

“มีแต่ลูกน้องครูยอดคือเจ้าทหารหน้าแน่ๆ”   ทุกคนรุมปรักปรำ

“พ่อฉันบ่นสงสัยว่าจู่ๆนังม้าตัวโปรดท่านมันท้องขึ้นมาได้อย่างไร จับมือใครดมก็ไม่ได้ จนไอ้น้อมบอกนี่ละ”   ว่าแล้วก็ชี้เข้าไปในคอก มีลูกม้าตัวหนึ่งดำสนิท เพิ่งอายุไม่กี่เดือน วิ่งควบไปมาอย่างลำพอง   

“ฮื่อ มันเก่งกว่าเจ้าของมันนะ”    แสนหาญหันมามองคำแก้ว หล่อนหน้าแดงแล้วหัวร่อกิ๊ก

“เจ้าหมายความว่า….โอ๊ย กระผมจะทำอย่างไรดีนี่”   ยอดเห็นความคะนองของมันทำให้จำท่าทางของเจ้าทหารหน้าเมื่อยังหนุ่มได้ แม้แต่หน้าตารูปร่างถอดกันมาแท้ๆยกเว้นสีดำปลอด

“ดูก็รู้ว่าลูกของไอ้นั่นแน่”   พระพหลฯ พึมพำ

“ฉันทูลพ่อแล้ว ท่านว่าครูยอดเสียม้าไป จึงประทานเจ้าดำเป็นรางวัลแก่มิตรแท้”

“คุณพระตั้งชื่อมันว่าอาหยัง”    คำแก้วชวน แต่ยังตกลงกันไม่ได้ รู้ถึงหูท่านแม่ทัพ มาดูม้าดำเข้าก็หัวเราะว่าราวกับมันรักเจ้าของเลยเวียนมาเกิดอีกรอบ

“ต้องเรียกว่าไอ้ เวียนเกิด”   ท่านสรุป

พระนายไวยและทหารอาสาได้พากันมานมัสการ ‘พระบาง’ ที่วัดวิชุน หลังจากเสร็จศึกฮ่อ สิม หรือ อุโบสถ เป็นรูปทรงอาคารไทลื้อสิบสองปันนา ที่ไม่เหมือนใครในหลวงพระบาง เมื่อฮ่อบุกปล้นเมืองคราวนั้น วัดวิชุนถูกเผาทำลายสิ้น ต้องนำพระบางไปซ่อนนอกเมือง ปัจจุบันประดิษฐานในพิพิธภัณท์ หรือวังหลวงของเจ้ามหาชีวิต

สิมวัดวิชุนเดิมที่โดนฮ่อเผา ในสายตาของนักสำรวจฝรั่งเศสแลเห็นพระธาตุหมากโม

วัดวิชุนมี พระธาตุหมากโม (แตงโมผ่าครึ่ง) คือเจดีย์ทรงดอกบัว ที่หาดูยากมาก คล้ายสถูปฟองน้ำที่สาญจี ประเทศอินเดีย

แม่หญิงรำพัน

    คืนถัดมายอดกับแสนหาญเข้าวัง ตามคำเชิญร่วมมื้อค่ำกับเจ้าอุปฮาด

“ท่านยังไม่ลง เราล้อมวงกินกันอย่างครั้งออกรบไปพลางเถิด”    เจ้าราชภาคิไนยส่งจอกเหล้าให้

    “เป็นอันว่าแม่ทัพจะอยู่จัดราชการจนถึงสงกรานต์ค่อยกลับขอรับ”

    “อีกเดือนเศษเอง ไปแล้วเมื่อไหร่จะพบกันอีก เอาอย่างนี้ครูยอดย้ายมาอยู่เสียในวังนี้กับฉัน”      

     เห็นยอดอึกอักเจ้าราชภาคิไนยก็ขยิบตาให้แสนหาญถือคบเดินนำไปมุมสงัดที่ท้ายวัง ที่นี่มีเรือนหลวงหลังน้อย ซึ่งคนมาจุดคบไฟไว้สว่างไสว   “ขึ้นไปซิ ของขวัญน้อยๆที่ฉันพอจะจัดให้ได้รออยู่บนนั้น”   

    “มาเสียที ไปซิแกไปนั่งข้างครูยอด” 

     ยอดตกตะลึงรีบนั่งลงกราบเพราะ ผู้พูดคือองค์เจ้าอุปฮาดที่ไม่มาร่วมวงตอนหัวค่ำ นางข้าหลวงจูงนางฟ้าแห่งหลวงพระบางมาปรากฏกายต่อหน้า หล่อนนุ่งห่มงดงามอย่างหญิงชาววัง เกล้าผมประดับกายล้วนของมีค่า  “คำแก้ว…..”  

สาวน้อยก็อายสะท้านก้มหน้าหมอบนิ่งข้างๆยอด

“เรื่องของเจ้าทั้งสอง ลูกบอกฉันหมดแล้ว เมื่อใจมีต่อกัน จะไปกลัวตาพ่อของมันไปใย อีคำแก้วดูแลนายทหารเขาอยู่นี่จนกว่าจะกลับกรุงเทพฯ เถิด ข้าให้คนไปบอกบ้านแกแล้วว่าขอยืมตัวมาช่วยงานวังสักพัก ครูยอดเป็นคนดี คอยปกป้องลูกชายฉันจนกลับมาได้ สมควรที่ฉันจะช่วยอุ้มสมให้บ้าง”   ทรงเรียกเอาด้ายสายสายสิญจน์มาผูกข้อมือทั้งสองคน แล้วอวยพรตามสมควร

“เป็นบุญของกระผมนักขอรับ”

“แล้วฝากครูยอดช่วยตอบแทนไอ้พระไชยชุมพลให้ฉันด้วยล่ะ”   ท่านยิ้ม

     “ถ้าครูยอดไม่ยอมมาวันนี้ ฉันเห็นจะจับมัดถวาย”    แสนหาญกระซิบ


“สมรู้ร่วมคิดกันดีนักนะเจ้า”   เมื่ออยู่กันลำพังแล้ว แทนที่จะมัวเขินอายเจ้าหล่อนกลับเริ่มต่อว่าเอาตรงๆ ยอดเข้าสวมกอดนึกถึงว่าแม่แก้มสีชมพูผิดแผกจากหญิงอื่นมาตั้งแต่เริ่มรู้จัก ตรงที่ไม่มีจริตมารยาและเป็นคนซื่อ นึกอย่างไรก็ คุยเปิดใจกันได้เหมือนเพื่อนสนิท

“นี่ช่างจากยูนานตัดตามแบบที่ฮื้อไว้เจ้า”    วิธีแก้ขวยของแม่หญิงก็คือเลี่ยงไปหยิบห่อผ้ามาแก้ให้ดูกางเกงขี่ม้า พอนึกได้ก็โผมาหา    “ขอโทษนะเจ้า ฉันบ่มีบุญได้ขี่เจ้าม้าขาวเสียแล้ว”

“เหลืออยู่ตัวนึง”   เขาเอาม้าเงินตัวน้อยที่บู้บี้มาอวด   “จะพาไปหัดขี่ ไหนใส่กางเกงให้พี่ดูหน่อยซิ”

คำแก้วค้อนอย่างรู้ทัน   “นี่เรือนหอของเรานะ อย่าดื้อเลย ช้างมาฉุดพี่ก็ไม่ยอม” 

หล่อนตาโตอ้าปากร้องว่า   “อีเอื้องช่วยแม่ด้วย”   แต่ไม่มีเสียงรอดออกมา

ภาพซ้าย - เจ้าราชภาคิไนย ลูกชายใหญ่ของอุปราสเมืองหลวงพระบาท ผู้มีเมตตาต่อความรักของยอด เมื่อหลวงพระบางถูกโจมตี เจ้าองค์นี้ไปกรุงเทพฯกับพระนายไวยโดยไม่ทราบว่าพระบิดาถูกฮ่อสังหาร  

ภาพขวา – เขาละขอรับกงสุลปาวีผู้อยากไปให้ถึงเมืองแถง เพื่อหาลู่ทางฮุบเอามาเป็นเมืองขึ้น และพยายามเข้าหาตีสนิทกับเจ้านายฝ่ายลาว เมื่อพระนายไวยช่วยจัดหาที่ดินฝั่งวัดเชียงแมนและช่างเพื่อก่อสร้างสถานกงสุลแล้ว ปาวีแหย่พระนายไวยว่าจะไม่มีใครในกรุงเทพฯเขายินดีที่ท่านกลับมาบ้านหรอก

ที่มา   Cornell University Library สำเนาจาก The Pavie Mission Indochina Papers 1879-1895

      ยอดลูบจูบโฉมประโลมลอง    ประคองกอดคำแก้วขึ้นเตียงพลัน

ค่อยประจงวางนางกลางที่นอน        อย่าอาวรณ์เลยอ้ายขอเคียงขวัญ

กายประสานเคลียเคล้าพัลวัน        รวยระรื่นกลิ่นจันทร์กระแจะทา

เนียนนุ่มเนื้อแนบสนิทนิ่ม        จิ้มลิ้มน่าฮักเป็นหนักหนา

เต้าตั้งดั่งดอกปทุมา            ชายกลีบแย้มผกาเสาวคนธ์

คึกคึกพายุกล้าเมฆาเกลื่อน        คลาเลื่อนเหนือฝั่งโขงเป็นลมฝน

โปรยเปรี้ยงสาดซ่าทั่วสาชล        ไม่ทานทนไหลนองทั้งแดนไตร

ใกล้รุ่ง ยอดลุกขึ้นเปิดหน้าต่างรับลมเย็นจากแม่น้ำโขง ที่พัดกลิ่นดอกแก้วข้างเรือนเข้ามาจนหอมฟุ้งคำแก้วยังหลับไหล ผมยาวที่มวยตามปกติ สยายยาวลงมาปิดหลังไล้ไหล่อันเปลือยขาว เขาเอื้อมเด็ดดอกไม้เข้ามาวางให้ข้างหมอน พลางคิดว่าตนเองได้เด็ดดมไม้ดอกพันธุ์ดี เกรงแต่ว่าไม้นี้ เคยเบ่งบานในภูมิประเทศอันงดงาม ถ้าย้ายไปปลูกในบางกอกผิดอากาศที่ชอบแล้วจะยังผลิดอกได้หอมเช่นนี้หรือ

แม่หญิงเริ่มรู้สึกตัวเผลอคว้าเขาเข้ากอด ยอดจึงกระซิบทักหล่อนด้วยสรรพนามว่า “เมีย

“คุณพระนี่ละ”   แม่หญิงมองตาแป๋ว

“อยากเรียกคำนี้กับคำแก้ว เรียกแล้วสบายใจจ่ะ”

แล้วชวนกันออกมาล้างหน้าอาบน้ำ นั่งแอบอิงกินลมที่ชานเรือน ฟ้าสางพอเห็นเงาภูเขาต้นตำนานนางเมรีรางๆ   “ตำนานจบว่าพระรถเสนไปปราบฮ่อแล้วกลับมาหานางเมรี อยู่ด้วยกันตลอดไปในวังที่ริมโขง”

แม่หญิงหัวเราะแล้วสะดุ้งใจ จำได้ว่าคุณพระผู้ผัวเล่าถึงฝันประหลาดที่นักรบโบราณ เตือนว่ารักกับสาวต่างถิ่นแล้ว มีแต่จะพลัดพราก    “คงบ่จบเหมือนฝันจากดาบหลูบเงินของคุณพระนะเจ้า”

‘เหมือนในฝันเลย ท่านต้นตระกูลเคยนั่งปลอบแม่หญิงเมืองเชียงแสนหน้าเรือนยามฟ้าสางอย่างนี้นี่’

ยอดขนลุก เขาจับสำเนียงครือๆได้ก็เข้าใจ ผู้หญิงช่างจดจำมาคิดนัก  “พี่ไปไม่นานดอก จะไม่ให้คำแก้วเสียใจ คงมาพาเธอไปอยู่บ้านสวนของพี่ แม้นลำบากใจอยู่ไม่ได้ก็กลับมาด้วยกัน”

“ที่บ้านคุณพระเขาจะยอมง่ายๆให้หญิงบ้านนอกอย่างฉันหรือเจ้า”

“พี่จะต่อนิทานเป็นเรื่องพระสุธนมโนราห์ ทั้งคู่ได้พบกันเพราะร่วมบุญกันมา ส่วนพี่คงดั้นด้นค้นหาเมียคนนี้จนพบเช่นกัน หลวงพระบางปลอดภัยน่าอยู่ ทำไมพี่จะมาอีกไม่ได้ ก่อนกลับเราทำบุญกันมากๆนะ”

ถึงเขาจะพูดคลายกังวลให้เมียได้ แต่ตัวเองกลับไม่สบายใจเลยภาวนาถึงท่านว่า

‘ทีนี้กระผมเข้าใจท่านแล้วว่าห่วงแม่หญิงเช่นใด ช่วยให้กระผมกับคำแก้วสมหวังด้วยนะขอรับ’


ทั้งคู่อยู่เคียงเอาอกเอาใจกัน ณ เรือนหลวง จนท่านแม่ทัพบ่นหา ยอดจึงค่อยปลีกเวลาช่วยคุมการก่อสร้าง วัดป่าฮวก เป็นที่ระลึกการมารบในครั้งนี้ สองผัวเมียไปร่วมงานบุญถวายปราสาทผึ้ง ไหว้พระบางและไหว้พระตามวัดสำคัญต่างที่ทหารอาสาไปแทบทุกแห่ง เวลาเย็นก็แวะกันมาดูเจ้าเวียนเกิดจนมันเชื่อง

ปราสาทผึ้ง (ขี้ผึ้ง) ซึ่งเจ้าหลวงทรงทำให้พระนายไวยถวายพระเป็นการแห่บุญครั้งใหญ่ก่อนกลับกรุงเทพฯ

จากหนังสือประวัติการของ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม 3

สถานที่อีกแห่งที่พระนายไวยได้สร้างเป็นอนุสรณ์ การมาของกองทหารอาสาคือ วัดป่าฮวก (ไม้รวก หรือ ไม้ไผ่)

วัดขนาดจิ๋วที่ผู้เขียนมาหลวงพระบางสามหนจึงพบ เพราะเดิมผ่านมิได้สังเกต หน้าวัดมีป้ายภาษาไทยว่าวัดที่สร้างโดย ร.5

ภาพเขียนภายในสิม เล่าเรื่องพ่อค้าชาวมุสลิมและจีนฮ่อมาค้าขายที่หลวงพระบางโดยกองคาราวานผ่านยูนาน

นี่ไงขอรับ อยู่ทางขวามือของบันใดทางขึ้นพระธาตุภูศรี ก็ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์นั่นเอง มากลางวันนึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระธาตุ ไม่นึกว่าเป็นวัด ถนนข้างล่างตกกลางคืนเป็นตลาดขายของนักท่องเที่ยวซึ่งถนนนี้ทหารอาสามาร่วมสร้างไว้เช่นกัน

ทั้งสองผัวเมียคงได้ก่อเจดีย์ทรายเล่นจนมอมแมมแบบเด็กๆพวกนี้ที่ริมแม่น้ำโขงก่อนยอดจำใจเดินทางกลับ

ส่วนป้าน้อยพาแม่แวะมาหาที่เรือนในบ่ายวันหนึ่ง และรับเขยที่เจ้าอุปฮาดจัดให้ด้วยความเต็มใจ โดยยอดได้มอบเงินทองที่มีอยู่กับตัวทั้งหมดเติมไปกับเครื่องประดับจากวังซึ่งเจ้าสองพ่อลูกบอกว่า ให้เอาไปแต่งตัวแล้วไม่ขอรับคืน

ยอดจะพาแม่หญิงหัดขี่ม้าที่ยืมจากค่ายทุกเย็น โดยได้รองเท้าหนังคู่เล็กๆพอใช้ได้มาสวม  พอถึงวันปีใหม่ของชาวลาว คำแก้วก็ขี่ได้คล่องและเป็นเรื่องปกติที่ชาวหลวงพระบางลงน้ำตอนเย็นแล้วเห็น สองคนผัวเมียสวมเสื้อกางเกงอย่างฝรั่ง ลัดเลาะชายหาดมาบนหลังม้า หรือนั่งปิคนิกต้มกาน้ำจิบชาอังกฤษกันบนโขดหินที่ปากคาน

“แหมพระอาทิตย์ตกเร็วนักนะเจ้าวันนี้”     แม่หญิงเก็บชุดน้ำชาลงย่าม หล่อนไม่มวยผมเวลาแต่งแหม่ม แต่ถักเปียยาวหรือปล่อยสยายรับลมอย่างที่ยอดชอบ ส่วนเขาถอดบู๊ทแช่น้ำเล่น

“จ่ะ เร็วนัก” 

ยอดรู้ว่าคำแก้วหมายถึงอะไร งานสังขารปีใหม่ผ่านไปแล้ว และพรุ่งนี้ยอดจะต้องกลับกรุงเทพฯ

“ส่งบู๊ทอีกข้างมาหน่อยจ่ะยอดรัก”

หล่อนแกล้งซ่อนไว้ข้างหลัง อยากให้เขาเรียกว่ายอดรักอย่างนี้ทุกวัน   “คุณพระไปแล้วฉันจะไม่ขี่ม้าอีก จะมาตั้งตารอที่ฝั่งโขงนี้ทุกเย็นกับอีเอื้องเจ้า”

ยอดดีใจที่หล่อนไม่ร้องไห้แต่เข้มแข็งพอจะยิ้มให้เขาอย่างมีหวัง    “ขอบใจที่รักพี่ ขอบใจที่จะรอ เราได้พิสูจน์แล้วว่า ความรักแท้ไม่มีเงื่อนไข ไม่เลือกชาติกำเนิด สถานที่และเวลา”

“เจ้าค่ะ ตอนคุณพระไปรบคำแก้วเคยอึดอัดใจ อกแทบจะแตกตาย ห่วงหา บางทีก็โกรธที่ปล่อยให้เราคอย แต่แล้วกลับหายไปเมื่อรู้ว่าคุณพระอยู่ไกลถึงไหนก็ยังพอรักฉันอยู่บ้าง แยกกันคราวนี้คงชินแล้ว”

อาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว เขากอดจูบหล่อนปากพร่ำว่า   “จนกว่าเราจะได้พบกันอีก”

ภาพซ้าย - การแต่งกายของนางสงกรานต์ หรือ นางสังขาร ของหลวงพระบางในปัจจุบัน คงงดงามใม่แพ้แม่แก้มสีชมพู  

ภาพขวา - เจ้าอุ่นคำจัดพิธีเข้าทรงต้อนรับขวัญกองทัพ “ปู่เยอ ย่าเยอ” หรือ เทวดาหลวงอารักษ์เมืองหลวงพระบาง" ณ วัดอาฮาม เดิมชื่อว่าบ้านหอเสื้อเมืองติดกับวัดวิชุน ซึ่งถือเป็นสะดือเมือง ผีหลวงคู่นี้ตามปกติจะนำมาแห่ในวันปีใหม่ซึ่งคำแก้ว ต้องเดินตามในฐานะนางสังขารประจำปี

ข้าชื่อนิโคลอง

ชายหนุ่มวัย 30 ปี ชาวฝรั่งเศส หยุดม้าที่ริมฝั่งแม่น้ำดำ (Black River) ตรงข้ามกับเมืองไลเจา เขาคลี่จดหมายในมือออกอ่านซ้ำอีกครั้ง โดยไม่แยแสว่าชาวบ้านแถบนั้นจะเผ่นหนีด้วยความหวาดผวา ชายคนนี้รู้ดีว่ามิใช่ที่เขาเป็นฮวนหนวดเหลืองหรอก หากกลัวเพราะชุดเสื้อกางเกงดำคาดผ้าแดงสัญญาลักษณ์นายโจรฮ่อของเล่าเต็กเชง ที่สวมอยู่ต่างหาก

“……พ่อนึกถึงบุญคุณที่เจ้าช่วยชีวิตพ่อและศิษย์วัดจากเปลวเพลิงอยู่เสมอ และถ้าเจ้าเชื่อพ่อสักครั้งดังเรื่องที่เล่ามานี้ โปรดรับโอกาสที่พระเจ้าทรงประทาน จงละจากเป็นโจรร้าย หันมาทำคุณเพื่อช่วยฝรั่งเศสปลดปล่อยลาวในคราวนี้ โดยไปหาท้าวไลด้วยเถิด

หลวงพ่ออันโตนิโย”

เดียว วัน ตรี (นั่งซ้ายมือ) หรือ คำฮุม ลูกชายใหญ่ของท้าวไล โปรดสังเกตเครื่องแต่งกายของชาวไทขาวเมืองไลเจาออกเป็นจีนมากกว่าไทดำ ส่วนบรรดาทหารเมืองไลถือปืน Winchester น่าจะเป็นรุ่น 1866 Yellowboy หรือไม่ก็ รุ่น 1873 สิบสองลิ้นทอง

ที่มา   Cornell University Library สำเนาจาก The Pavie Mission Indochina Papers 1879-1895

อดีตร้อยตรีแห่งกรมทหารอาณานิคม (French Foreign Legion) ผู้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเอเซียและอาฟริกานานจนผิวพรรณ คล้ำมองอย่างเผินๆก็คิดว่าคนท้องถิ่น ตรวจกระสุนของปืนลูกโม่ ให้แน่ใจ แล้วกระตุ้นม้าโจนลงว่ายข้ามฟากไปหน้าเมือง ภาษาญวนชัดเปรี๊ยบอกยามว่า

“บอกเดียว วัน ตรี ว่าข้า นิโคลอง มาหา”

เดียว วัน ตรี (Deo Van Tri) หรือ คำฮุม ลูกชายใหญ่และขุนศึกสำคัญของท้าวไล (Deo Van Seng) ดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า เขามักล้อว่านิโคลองเป็นไอ้ฝรั่งละโมบคนเดียวที่ ‘บังอาจหลุดโลก’ ออกมาเป็นทหารรับจ้างร่วมกับก๊กโจรจีนผู้เกลียดชังชาวตะวันตก ทั้งคู่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่แลกทองคำค่าจ้างที่เจ้ากรุงเว้ยอมจ่ายไม่อั้น เพื่อต้านทานฝรั่งผู้รุกราน

“ข้านึกว่าเจ้ายังหลบทหารไทยอยู่กับหัวหน้าก๊กที่ชายแดนจีน”

“ใครจะทนมุดหัวได้ เมื่อเพื่อนข้าถูกลูบคมโดยทหารไทยเพียงนี้”   นิโคลองแหย่

“ท้าวไลพ่อข้าแก่ไปแล้ว กลัวแม่ทัพชื่อพระนายไวยเกินไป ข่าวว่ามันเอาน้องข้ากลับไปหลวงพระบางด้วย นี่เพราะไอ้กายตงไปยุยงแท้ๆ”   ขุนพลหนุ่มโทสะพุ่งขึ้นทันที

“ข้าจะแก้แค้นให้เพื่อนยาก เราไปเที่ยวหลวงพระบางก็ได้ แต่ท่านต้องอุบายเอาเล่าเต็กเชงออกหน้า”   

เมื่อเห็นเดียว วัน ตรี สนใจฟังจึงแนะว่า  “ง่ายมาก เพียงแต่ท่านเอาทองคำของเจ้าหลวงมาล่อ มีหรือเล่าเต๊กเชงจะไม่ตะครุบ”

“อื่ม ส่วนไอ้กายตงข้าจะตัดหัวมันเอง โทษที่มายุยงจนน้องเราถูกจับ”

เดียว วัน ตรี ตาเป็นประกาย เขารู้ดีว่าต้องพึ่งนิโคลองกล่อมขุนโจร เพราะพ้นจากเมืองแถงแล้ว ทหารของเขาไม่รู้จักหนทางดีเท่าฮ่อ จึงสั่งระดมพลโดยไม่ฟังคำทัดทานจากท้าวไล ในไม่กี่วันโจรฮ่อที่อ้างพระเจ้ากรุงจีน ก็กลับมาอาละวาดไปทั่วสิบสองจุไท และกองกำลังที่เจ้าลาวฝึกไว้ ทิ้งให้เมืองแถงแตกโดยง่ายไม่คิดสู้ ชาวบ้านหนีทะลักลงมาตามแม่น้ำอู หวังหลวงพระบางเป็นที่พึ่งพิงสุดท้าย

“เมืองลาวลุกเป็นไฟอีกครั้ง คงไม่นานทหารฝรั่งเศสจะได้เข้ามาเป็นอัศวินม้าขาว ตามที่หลวงพ่อฝันไว้ละครับ….ฮ่ะๆๆ….”   นายโจรฝรั่งมองหมู่บ้านที่ถูกเผาต่อหน้าพลางหัวเราะกึกก้อง


จ่าน้อมดีใจขอรับ เราข้ามน้ำโขงที่ปากลายมาสู่ฝั่งไทยแล้ว เดี๋ยวคงจะได้กลับบ้านไปกกแม่อีหนูเสียที แต่พวกเราเหล่าทหารอาสา ยังคาใจอีกเพียงเรื่องเดียวว่า   

ใครคือคนที่ปล่อยเราขาดยาควินินแทบตายในเมืองซ่อน

    คุณยอดและหลวงดัษกรปลาสรับคำสั่ง ให้นำทหารกองหนึ่งล่วงหน้าสู่เมืองพิชัย เพื่อค้นหลักฐานมิให้ไอ้ผู้ร้ายไหวตัว ในเมืองกำลังเตรียมงานฉลองรับแม่ทัพ พระพิชิตชาญณรงค์มาถึงรีบให้ทหารจู่เข้าจับ พระไชยชุมพล อดีตข้าหลวงได้ทันควัน

    “กูว่าแล้วเคยเห็นมึงมาก่อน หมัดนี้แทนร้อยตรีเผื่อนเพื่อนกู”   หลวงดัษกรฯควงหมัดใส่หน้ามันกองกับพื้น พวกกรมการเมืองตกใจพากันนั่งพนมมือตัวสั่น ยอดจึงปลอบว่า

“ช่วยเรียกควาญช้างมาสอบปากคำเถิดขอรับ”

    ท่านแม่ทัพเปิดการซักฟอกไม่ชักช้า ทหาร และพ่อค้าประชาชนที่เป็นเจ้าทุกข์ต่างอยากรู้ตัวตนจริงของพระไชยชุมพล พอได้ข่าวก็ชวนกันออฟังอยู่ที่ลานหน้าจวนเจ้าเมือง 

“ชาตินี้มึงกับกูต้องตายกันไปข้างหนึ่งไอ้หลวงศรีฯ”       

    ยอดคำรามแล้วอ่านคำร้องทุกข์ของพวกควาญให้แม่ทัพทราบ   “พระไชยชุมพลผู้นี้ เรียกเงินจากควาญ เพื่อไม่ต้องเอาช้างไปขนเสบียงให้ทหาร จนช้างไม่พอใช้”

    “แล้วมันกลับไปจ้างช้างจากพวกเงี้ยว สมรู้กันโก่งราคาสูงๆ เพื่อขอเบิกเงินเพิ่มจากท้องพระคลัง”   ยอดให้ลากพวกเงี้ยวออกมาประจาน   “บัญชีและพยานเหล่านี้ ควาญเมืองพิชัยเขาเจ็บแค้น ไปหามาให้หมด”

    “เอ็งจะรับว่าจริงหรือเท็จเล่า”   พระนายไวยทุบโต๊ะโครม

    “เออ….ก็มีความจริงปนอยู่บ้าง”     มันทำท่าอึกอัก   “แต่เงินที่ได้มากระผมไม่ได้ใช้ส่วนตัวทั้งหมด แต่ส่งให้เจ้าคุณเลขานุการ ขององค์สมุหนายก ถ้าแน่จริงท่านเจ้าหมื่นทำไมไม่ไปสอบกับนายกระผมบ้างเล่า”

    “ไอ้จัญไร แกซัดทอดผู้ใหญ่ขนาดนั้นชุ่ยๆเชียวหรือ แกมีหลักฐานอะไรมาอ้าง”    ท่านแม่ทัพตวาด

    “มีซิ กระผมมีหนังสือของท่านเลขานุการอยู่หลายฉบับ”

    นายจ่ายวดไปค้นบ้านอีกครั้ง ก็พบจดหมายซ่อนในช่องลับ   “ครูยอด อยากรู้ไหมฉันพบอะไรอีก”

    “หญิงลาวเมียน้อยท่านเจ้าเมือง ที่ถูกขู่เอาทรัพย์จนยอมตัวให้มันกระมัง คำแก้วบอกกระผมไว้”

    “ฟังก่อนพวกเรา จดหมายนี่พูดถึงท่านแม่ทัพด้วย”   หมอเทียนฮี้อ่านดังๆ 

     “พระนายไวยแม่ทัพคนนี้เป็นคนสำคัญ และเป็นคนโปรดปรานมาก เมื่อจะกระทำสิ่งใดเพื่อหาประโยชน์ ต้องระวังให้เป็นการกวดขัน”

    “อีกฉบับยิ่งน่าสนใจขอรับ มีการแนะให้ตั้งบ่อนและโรงฝิ่นไว้นอกเมือง ที่เราพบชาวบ้านเสียเงินจนเป็นหนี้ขายลูกกินนั่นละเพราะมัน”   ยอดอ่านต่อ   “นี่ชัดเลยขอรับ มันให้ชาวตองสู่รับสัมปทาน แย่งตัดไม้สักงามๆจากที่ดินชาวบ้าน ทั้งไม่เก็บค่าตอไม้เข้าหลวงอีกด้วย มันกินเมืองจริงๆ ไม่ได้ทำให้ราษฏรเลย ริยำแท้”

    ข้อหาสุดท้าย ยอดจับจีนฮ่อหุ้นส่วนขนกำยานได้ มันกลัวพระนายไวยราวกับเห็นมัจจุราช ก็เปิดเผยว่า ขนไปให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนไล่ไปจนถึงด้านกรมวัง

    “ศัตรูของท่านแม่ทัพทั้งนั้นขอรับ”

    “ลากมันออกมา”   พระนายไวยสิ้นความอดทนเพียงเท่านี้ ประจานมันต่อหน้าฝูงชนว่า

    “พี่น้องทหารอาสา พระไชยชุมพลผู้นี้ คือผู้ประหารชีวิตเพื่อนๆของเรา ที่เป็นทั้งนายทหารและพลรบ ให้ป่วยตายนับร้อยๆคน โดยไม่มียากิน มันมีหน้าที่ต้องส่งอาหารและยาให้ทันกำหนด แต่กลับไปรับสินบนจากควาญช้าง ปล่อยช้างไปเสียจนไม่มีพอส่งของให้เรา”

เจ้าคนละโมบหน้าซีดเผือด ท่ามกลางสายตาอันเคียดแค้นดั่งจะกินเลือดกินเนื้อของทหารร่วมพันคน 

“ท่านแม่ทัพใช้อาญาสิทธิ์ในมือเด็ดหัวมันเถิด”

ภาพซ้าย - "ไฮ้สุย" ขุนนางตงฉิน ในราชวงศ์หมิง เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตไม่แพ้เท่านเปาบุ้นจิ้น ล่ำลือว่าแม้ผีปีศาจหากขี้โกงแล้วยังพ่ายแพ้ อำนวยการแปลโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ หนังสือฮิตในยุคที่ยอดไปปราบฮ่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่พระนายไวยได้รับยกย่องจากราษฏร เมื่อปราบขุนนางขี้ฉ้อใส่กรงส่งเข้ากรุงเกพฯสำเร็จ

ภาพขวา  -  เจ้าอุ่นคำ เจ้าหลวงเมืองหลวงพระบาง เสด็จออกพบพวกฮ่อและทหารเมืองไลในท้องพระโรงเดียวกับที่พวกโจรถือโอกาศบุกเผาและปล้นเมืองจนเกลี้ยง

“อย่าเอามันไว้เลยท่าน มันทำให้เมืองพิชัยมีมลทิน”    ราษฏรที่มาฟังสนับสนุน พระพหลฯใจร้อนแย่งปืนโคลท์จากยอดมาจ่อหัวพระไชยชุมพล พาลหมดกำลังทรุดลงนั่งกับพื้นร้องขอชีวิต

    “อย่าทำกระผมเลยขอรับ”         

     ต่อหน้าสายตาทุกคู่พระนายไวยเตือนสติว่า   “เพื่อนทหารจงสงบใจลงสักหน่อย เมื่อเรามัวอยู่ที่สิบสองจุไท ได้เกิดกรมยุทธนาธิการขึ้นแล้ว มีพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมารเป็นนายเรา (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ให้กรมพระธรรมนูญชำระโทษจะเหมาะสมกว่า

     พระพหลฯ เตะนักโทษโครมหนึ่ง   “กลับมาเมืองไทยก็ให้ติดโน่นติดนี่”

“อีกอย่างคือมันพาดพิงผู้ใหญ่ต้องให้ศาลตัดสิน เราทำเองจะหักหาญคนอื่นเกินไป”

     วันที่จับไอ้พระไชยชุมพลลงเรือกลไฟกลับกรุงเทพฯ ชาวเมืองพิชัยมาส่งกันแน่นขนัด พ่อค้าจีนจัดทำป้ายสีแดงตัวโต แห่นำขบวน ยกย่องเจ้าหมื่นไวยวรนารถอย่างเต็มใจว่า 

“ไฮ้สุยแห่งเมืองสยาม”


Panic in the Moonlight

    ตลาดเช้าดูอึมครึมพิกล จนอีเอื้องหยั่งรู้ส่งเสียงแปร๋น  ‘ทำไมแม่ค้าซุบซิบกันหน้าดำคร่ำเครียดนัก’

    “นังหนูเหมาของน้าทั้งกระจาดไหม ขายถูกๆจะรีบกลับเฮือน”

    “น้าจะรีบไปไหนเจ้า”    แม่หญิงถามเจ้าประจำ แกหันรีหันขวางแล้วกระซิบความลับ อย่างที่บอกกับลูกค้ามาเป็นสิบรายว่า    “จุ๊ๆ อย่าเอ็ดไปเขาว่าฮ่อตีเมืองงอย เมืองแถงแตกแล้ว”

    “สองมื้อก่อน น้าเพิ่งบอกเปิ้นว่า เมืองแถงมีขบวนขุนนางจีนยูนานผ่านจะมาเฝ้าเจ้าหลวงนี่นา”

     “เออๆ น้าฟังเขามาหลายปากน่าอีหนู ตอนนั้นลือว่ามันมาดี”

    “ป้อฉันไปเมืองงอยกับเจ้าอุปฮาดเพื่ออู้กับชาวยูนานได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว ยังบ่ได้ข่าว จู่ๆน้ามาว่าพวกขุนนางจีนเป็นโจรฮ่ออีก”   หล่อนห่วงพ่อขึ้นมาทันที เพราะก่อนไปพ่อหัวเสียว่า 

‘พวกทหารลาวที่ผัวเอ็งฝึกไว้ บ่ยับยั้งเอาไว้ก่อน ใครมาก็ปล่อยกันง่ายๆ ปากมันว่ามาดี แต่ทำไมเผาบ้านเมืองฉิบหายมาตามทาง’   แล้วป้อก็หันมาทำตาเขียวกับลูกสาว    ‘ถ้าผัวแกทิ้งทหารไทยไว้สักสองสามร้อยคน อย่างน้อยก็ยังทานมันได้ จู่ๆ กลับไปหมด มันบ่ฮักกแกจริงหรอก บ่รู้หรือว่าหลวงพระบาง เป็นเมืองเปิด กำแพงเมืองถูกรื้อทิ้งโดยพวกเวียงจันทน์ไปนานแล้ว ใครบุกมาคงได้รบกันกลางเมือง ฉิบหายละคราวนี่’

    “คราวนี้เห็นจะจริงเสียแล้ว”  

ยายแม่ค้าร้องไห้โฮ ชี้ไปยังกลุ่มทหารที่เพิ่งขึ้นจากท่าน้ำ แต่ละคนมอมแมม บาดเจ็บเครื่องแบบขาดวิ่น หล่อนจำได้ว่าบางคนเป็นทหารไทยที่พี่ยอดว่าฝากไว้รักษาเมืองงอย พวกนี้กลับกระพือข่าวร้ายกับผู้พบเห็น ในไม่ช้าตลาดเช้าก็ไร้ผู้คนด้วยความหวาดกลัว เสียงโจทย์ขานกันทั่วเมืองว่า

“นายโจรมันเป็นฮ่อหนวดเหลือง”


     คำแก้วกับแม่มารอพ่อที่ท่าน้ำ ทุกวันมีชาวบ้านหนีพวกฮ่อลงมาด้วยเรือแพผ่านมาให้เห็นนับร้อยๆคน  ให้ท้อแท้ น้อยใจว่าพ่อยอดรักของเมียไม่มาปกป้องอยู่ใกล้ให้ใจอุ่น แม่น้ำโขงแทบจะไม่มีเรือเหลือให้เห็นแล้ว ใครมีเงินหาเรือได้เป็นเปิดหนีหมด เจ้าหลวงพยายามวางทหารรักษาเมือง พอเกณฑ์ได้เท่าไหร่ก็หนีจนบางตา มีแต่ข่าวลืออัปมงคลที่ทำให้แม่ร้องไห้แทบสิ้นใจตายว่า เจ้าอุปฮาดและพวกที่ไปเจรจา ถูกลวงฆ่าหมดแล้ว แต่คำแก้วไม่มีวันเชื่อ ถึงพ่อจะแก่ มีขาพิการและยังเกลียดด่าพี่ยอดว่าทอดทิ้งหล่อนอย่างไม่เหลียวแล แม่คนงามก็อภัยถือเสียว่า   ‘จริงๆพ่อคงบ่ได้โกรธพี่ยอดหรอก พ่อโกรธชาวเมืองที่ตื่นกลัวเกินควร คิดแต่จะหนี บ่คิดสู้เพื่อบ้านเมืองเอาเสียเลยต่างหาก’

ยอดไปได้ไม่กี่วัน คำแก้วก็ได้ข่าวเมืองงอยแตกจากตลาดเช้า ในไม่ช้าความตื่นตระหนกกระจายไปทั้งเมืองจนถนนที่เห็นเงียบสนิท ที่มา  Cornell University Library สำเนาจาก Surveying and Exploring in Siam ของ พระวิภาคภูวดล James McCarthy

ยังไร้วี่แววของพ่อคำแก้ว จนเล่าเต็กเชงพาทัพฮ่อมาถึงปากคาน มันไม่สนใจคำขอร้องของเจ้าหลวง กลับยกข้ามน้ำคานเข้ามาตั้งค่ายที่หน้าวัดเชียงทอง อ้างตัวเป็นข้าพระเจ้ากรุงจีนคุมเครื่องบรรณาการมาถวาย จึงต้องมีทหารอย่างสมพระเกียรติ มันยังเรียกร้องให้ปล่อยตัวลูกท้าวไลทั้ง 3 แล้วโอหังทวงทองคำจำนวนมาก ทำโทษที่เจ้าหลวงไม่ส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปจีนนาน 20 ปี

     “แม่จ๋า ตกเย็นมันเดินเล่นกันเต็มเมืองแล้ว”   หล่อนแอบมองจากรั้วบ้าน “เฮือนข้างๆเฮาเขาหนีบ่ตัน ฉันหันออกมาทำใจดีสู้เสือ เรียกพวกฮ่อมากินน้ำ เอาฝิ่นมาฮื้อ”

    “เจ้าหลวงทรงทำอะไรบ่ได้เลยนะลูก”

     ตกดึกป้าน้อยกับบ่าวก็มาเคาะเรียก    “รีบตามข้าไปในวังเถิด พวกฮ่อมันเที่ยวอู้ว่าคืนนี้จะเผาและฆ่าทุกคนในเมือง เพราะบ่ได้ทองที่มันเรียกร้อง”

     ตลอดทางไปวังหลวง แม่หญิงแลเห็นแต่คนกรีดร้องด้วยความตระหนก ทุกคนมุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำโขงเพื่อข้ามไปฝั่งวัดเชียงแมน ที่โจนลงว่ายน้ำไหวก็ลงไปในความมืด ที่ไม่มีเรือ ก็หาท่อนไม้เกาะ เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆหายไปท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องกระทบผิวน้ำ แสงคบเพลิงในมือพวกฮ่อวูบวาบมาทางวัดเชียงทอง ยิ่งทำให้ข่าวลือดูเป็นจริง

     “พรุ่งนี้คงมีผีลอยอืดในแม่น้ำบ่ฮู้สักกี่ร้อยศพ เอ๊ นี่ทหารไปไหนหมด”     ป้าน้อยตกใจที่เห็นวังเจ้าอุปฮาดร้างผู้คน ขุนนางลาวคนหนึ่งเพิ่งกลับจากเมืองงอยนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว   

“ฉันไปทูลว่าเจ้าอุปฮาดสิ้นพระชนม์แล้ว โธ่แม่น้อย คนในวังหนีหมดอยู่กับเจ้าหลวงไม่ถึง 30 คน”  

ขุนโจรเล่าเต็กเชง ยืนฟังเสียงโกลาหลในหลวงพระบาง แล้วกระซิบกับเจ้าฮวนหนวดเหลืองให้มองไปที่เดียว วัน ตรี     “หึๆ เพื่อนเอ็งมันคงผิดหวังที่อุตส่าห์ขนเงินแท่ง ทองแท่งและม้า 10 ตัว มาขอแลกกับน้องชายทั้ง 3 แต่เพิ่งรู้ว่าพระนายไวยพาไปขังที่กรุงเทพฯแล้ว”

“คำฮุม อยากจะรอให้เจ้าหลวงไปขอน้องมาคืนน่ะหัวหน้า”

“ไอ้โง่เอ๊ย รอให้ทหารไทยมาตีเราน่ะซี”    มันหัวเราะเบาๆ   “พวกลาวกำลังขวัญหาย ข้าแกล้งปล่อยข่าวทหารมันคงหนีแทบไม่ต้องยิงสักแปะ เผาทำไมเมือง พรุ่งนี้เข้าไปปล้นเสียทีละบ้าน ไม่ดีกว่าหรือ”

นิโคลองแลเห็นลาภก้อนใหญ่    “เราแอบไปเยี่ยมวังเจ้าหลวงแต่เช้าดีกว่าหัวหน้า”


10 มิถุนายน พ.ศ. 2430 เวลาเช้า 6.00 นาฬิกา

    นิโคลองเดินส่ายอาดๆ พาขุนโจรและลูกน้องอีก 50 คน มาหยุดหน้าประตูวังเจ้าหลวงพระบาง

มันยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด แล้วประกาศว่า   

    “ทำไมเจ้าหลวงจึงยังทรงเพิกเฉยกับเราอีก”

    “ทรงให้เข้าเฝ้าได้ถ้ามาอย่างมิตร”   มหาดเล็กรีบออกมาแจ้ง มันก็ตามเข้าไปทั้งก๊ก

    “เฮ้ย วางอาวุธและหมอบกราบเสียก่อน”   นายทหารรักษาวัง เข้ามาขวางไว้

    เล่าเต็กเชงไม่ยอมกราบ มันยืนจังก้าอยู่กลางท้องพระโรง กวาดสายตาไปยังเจ้าหลวงอุ่นคำที่ ประทับบนราชบัลลังค์ พอแลเห็นของมีค่าต่างๆโดยรอบ  ก็ยกปืนรีวอลเว่อร์ในมือลั่นใส่ทหารคนนั้น

    “ปัง โอ๊ย…..”

    “ปังๆๆ……”     ทั้งสองฝ่ายยิงโต้ตอบใส่กันต่อพระหน้าพักษ์เจ้าหลวงที่ตกพระทัย วิ่งไปหลบหลังบัลลังค์ เสียงปืนทำให้พวกมหาดเล็กที่เหลือฮึดสู้ คว้ามีดไม้ ออกมาตะลุมบอนกับพวกโจรไปตามตำหนัก

    เสียงปืนเรียกพวกฮ่อและชาวไลเจาจากวัดเชียงทองมาเพิ่มมากขึ้น มีการไล่ยิงไปตามถนนทั่วไปในหลวงพระบาง การปล้นเริ่มโดยโจรฮ่อตามวังต่างๆ ส่วนบ้านเรือนคนลาวนั้นที่เจ้าของหนีไปแล้ว เริ่มมีคนผสมโรง เข้าค้นของมีค่า จุดไฟเผาทิ้งเสียหลายสิบหลัง

    “เอื้องเอ๊ย อย่าตกใจนะลูก”   คำแก้วรีบปลอบลูกสาวตัวโต เพราะเสียงปืนจากวังหลวงดังใกล้มาถึงวังเจ้าอุปฮาด พวกฮ่อกลุ่มใหญ่บุกเข้ามาในนี้ อีเอื้องรี่ออกยืนชูงวงก๋ากันนายหญิง

    “ยิงช้าง” ไอ้ธงแดงร้องสั่ง แต่นังเอื้องคำพุ่งเข้าใส่กลางวง ตวัดงวงโยนมันข้ามไปนอกวัง ฮ่ออีกคนเอาดาบฟันฉับเข้าที่ขาหลัง อีเอื้องร้องลั่นแต่ยังมีแรงดีดขาจนมันกระเด็นไปกองข้างรั้ว

    “อย่ายิงนะ เอื้องหนีไปก่อนซิ”

เจ้าหลวงอุ่นคำคงเสด็จหนีฮ่อมากับคนใช้ชาวเขมรของปาวีและฝีฟายที่เหลือมายังท้ายวังเพื่อขึ้นเรือข้ามไป

บ้านกงสุลฝั่งวัดเชียงแมนตรงข้าม  ในภาพวังหลวงองค์ใหม่ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่เก็บรักษาพระบาง

ที่ประทับก่อนลงท่าเรือพระที่นั่งเดี๋ยวนี้กลายเป็นที่ทำการของการท่องเที่ยวลาว หน้าจั่วอาคารยังมีตราช้างเอราวัณอยู่เลย

“ปัง”   ช้างแสนรู้เจ็บตัวก็กระทืบคนยิง แล้วทะลวงฝูงโจรออกไปทางวัดธาตุ คำแก้วรีบคว้าแขนแม่วิ่งไปหลบที่ท่าน้ำ เห็นป้าน้อยหมอบกราบเจ้าหลวงผู้ชราอยู่ เสียงมหาดเล็กทูลถาม

“หนีขึ้นเขาดีไหม”

ทรงตรัสว่า   “จะไปทางน้ำ”

ครั้นเห็นขบวนเรือของพระมเหสีและพระญาติออกไปกลางน้ำโขงแล้ว จึงเสด็จขึ้นเรือที่นายปาวีข้ามมารับ พวกฝีพายเรือแทบทุกคนบาดเจ็บเลือดโชก แต่ยังกลั้นใจพายเรือออกไปอย่างยากเย็นภายใต้ห่ากระสุน

“ปังๆๆ……”    

คนหนึ่งถูกยิงตกน้ำตายไปต่อหน้าพระพักษ์ คำแก้วจึงได้สติ คว้าปืนคาบศิลาที่ตกอยู่ตีนท่ามาบรรจุ พาแม่และป้าลัดเลาะมาตามตำหนักที่เริ่มถูกพระเพลิงเผาผลาญ เมื่อสิ้นทางหนีแม่หญิงก็มีที่เดียวที่อยากไป นั่นคือ เรือนหอที่เคยอยู่กินกับยอด

“ป่านนี้มันเปิดท้องพระคลังหมดแล้ว”    ป้าน้อยน้ำตาไหลพราก วังคือชีวิตทั้งหมดของแก

หลวงพระบางแตกในเดือนมิถุนายน ตลิ่งคงไม่สูงอย่างนี้ ตอนกำลังหนีพวกฮ่อ นายปาวีได้โอกาศใกล้ชิดเจ้าหลวงผู้ชรา ได้ร่วมทางค้างแรมกันไปเจ้าหลวงก็ทรงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุญในคราวนี้เอง บันทึกของปาวีกล่าวว่าชาววังและชาวบ้านหนีตายล่องไปตามแก่ง ชาวเมืองไม่คุ้นกับการล่องเรือแพตายเสียกว่า 60 คน ไม่มีใครคิดหยุดช่วย คำแก้วและแม่ไม่มีเรือจึงต้องทนเห็นเมืองถูกเผา ส่วนข้าราชการไทยที่อยู่ในเมืองก็หนีไปรอที่ท่าปากลาย ทางไปเมืองน่านก่อนแล้ว

ทั้งสามกบดาลดูควันไฟลอยตามที่ต่างๆ จนราวบ่ายสามโมง โจรกลุ่มใหญ่จึงเข้ามาค้น

“มันน่าผิดหวัง ได้ทองไม่จุใจเลย”     เล่าเต็กเชงเกรี้ยวกราด

“ฮิๆๆ ก็ยังต้อนทาสไปขายได้นะหัวหน้า ข้ามัดพวกสาวๆ จิ้มลิ้มน่ารัก เอาไว้หน้าวังร่วมร้อยคนแล้ว เฮ๊ย มีผู้หญิงหลบอยู่บนเรือนอีก”   คำแก้วใจหายวาบ คบเพลิงถูกโยนขึ้นมา ควันไฟหนาจนสำลัก

“ออกมาเสียดีๆ”   ไอ้ฮ่อบุกขึ้นบันได

“เปรี้ยง”   ปืนนกสับสอยไอ้ถ่อยกองอยู่แค่นั้น นิโคลองแปลกใจที่หญิงชาววังสู้ตาย

“ฤทธิ์มากนักอีนี่”   พวกมันลากทั้งสามลงมาที่ลาน กรูเข้าตบตีไม่ปรานี ไอ้มหาดเล็กที่ยอมร่วมมือโจรปล้นวังแลกกับชีวิต เห็นเข้าหวังเอาใจโจรก็อุทานขึ้นว่า

“นั่นมัน แม่หญิงคำแก้วนางสังขาร”  

ไอ้ฮ่อยิ้มแป้นรี่กันเข้าแย่งคนงามประจำเมือง คำแก้วดิ้นเลยถูกซัดเต็มแรง มันเงื้อมือหมายตบซ้ำ แต่ดาบทหารฝรั่งเศสฟาดสกัดเอาไว้     “ควับ….โอ๊ย” 

“ไปให้พ้น”   นิโคลองประกาศก้อง เขาประคองใบหน้า เพ่งพิศให้ชัดๆ ก็เห็นเค้างามพริ้มสมคำร่ำลือ   “ข้าขอรางวัลพิเศษกับหัวหน้าสักครั้งเถิด”

คำแก้วหัวหมุนไม่รับรู้อะไรอีก น้ำตาไหลพราก มองเรือนรักที่ไฟลุกฮือจนสลบไป