ทุกวันนี้คำว่า “ยั่งยืน” ถูกใช้กันบ่อยมากจนฟุ่มเฟือย แต่เรื่องราวในบทความนี้น่าจะเป็นความยั่งยืนที่สุดที่ผมเคยพบมาด้วยตัวเอง

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ผมได้ผ่านไปเห็นการก่อสร้างของโรงแรมแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้คูเมืองเชียงใหม่ ดูแล้วน่าจะสวยมากเมื่อเสร็จ

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2563 ผมกับลูกชายขึ้นไปธุระที่เชียงใหม่ ก็เลยทดลองเข้าไปพักที่โรงแรมแห่งนี้ที่เพิ่งสร้างเสร็จมาไม่กี่เดือน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มให้เดินทางกันได้หลัง COVID19 ระบาด จึงมีคนเข้าพักน้อยมาก

ธรรมดาผมไม่ชอบ ไม่ตื่นเต้นกับโรงแรมไม่ว่าจะหรูแค่ไหน ไม่ชอบนอนโรงแรมเสียด้วยซ้ำ แต่โรงแรมนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง และประทับใจอย่างบอกไม่ถูก โรงแรมนี้ชื่อ Smile Lanna

มีความรู้สึกบางอย่างที่บอกผมว่าโรงแรมนี้ไม่ธรรมดา

เดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน ผมขึ้นมาเชียงใหม่อีกครั้ง และก็ตั้งใจชวนภรรยามาพักที่โรงแรมนี้อีกครั้ง ด้วยความประทับใจจากครั้งก่อน

เช่นเดิม ความประทับใจเริ่มต้นทันทีที่จอดรถและได้รับการต้อนรับจากยามของโรงแรมที่มาพร้อมรอยยิ้มที่ผมรู้สึกได้ว่าออกมาจากใจที่อยากบริการ พอเดินเข้าไปในโรงแรม ก็ได้รับความรู้สึกนั้นจากพนักงานหลายๆคน

เมื่อเดินเข้าไปในโรงแรม ผมก็แปลกใจว่าทำไมเจ้าของโรงแรมจึงสร้างโรงแรมแบบนี้บนที่แปลงที่น่าจะแพงมากในกลางเมืองเชียงใหม่

ทุกจุดของโรงแรม ผมรู้สึกได้ถึงความตั้งใจและใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง ไม่ใช่ความหรูหรา แต่หากเป็นรายละเอียดที่ลงตัว แต่โรงแรมนั้นมีเพียง 4 ชั้น แต่ละห้องกว้างขวาง และตึกก็ไม่ได้สร้างเต็มพื้นที่ จึงมีห้องพักเพียง 63 ห้อง 

แต่หากมีแปลงนา, คลองน้ำไหล และต้นไม้ใหญ่อยู่กลางโรงแรม ! 

ภรรยาผมตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าของต้องสร้างโรงแรมนี้ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างแน่ ด้วยความประทับใจ ผมถ่ายรูปและบรรยายความรู้สึกดีที่ผมยังไม่เข้าใจเหตุผลนี้ลงใน Facebook  ให้เพื่อนๆอ่านตั้งแต่เช้า

เมื่อเราเดินเข้าห้องอาหาร ผู้ชายคนหนึ่งก็ลุกขึ้นไหว้เราและแนะนำตัวทักทายกัน

“ผมชื่อไพศาล เป็นเจ้าของโรมแรมนี้ครับ ผมจำได้ว่าพี่เคยเข้ามาพัก ขอโทษด้วยที่ครั้งที่แล้วไม่ได้เข้ามาทักทายครับ มาพักที่นี่ถ้ามีอะไรช่วยแนะนำด้วยนะครับ”​

คนทางขวาคือคุณไพศาลครับ

ขณะที่ผมและภรรยานั่งจิบกาแฟอยู่ที่ร้านกาแฟของโรงแรม ซึ่งอยู่บนเนินสูง และเป็นร้านกาแฟที่ผมคิดว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากสหายเก่า “บ็อบบี้” (คุณอาจจะเคยเห็นเขาในภาพยนต์ ล่องไพรมหากาฬ ใน ThailandOutdoor YouTube channel)

ร้านกาแฟสวยของ Smile Lanna ที่ไม่น่าเชื่อว่าตั้งอยู่กลางเมืองเชียงใหม่

“ตาเกิ้น เจ้าของโรงแรมที่คุณลงใน Facebook เป็นรุ่นน้องผมที่อัสสัมชันศรีราชา ชื่อไพศาล สนิทกับผมมากเหมือนพี่น้องกันเลย”​

พอได้แนะนำตัวกันละเอียดขึ้นผ่านการแนะนำของสหายบ็อบบี้ ผมก็ได้นั่งคุยกับคุณไพศาลแบบยาวๆจนได้ฟังเรื่องแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังโรงแรมแห่งนี้ รวมไปถึงเรื่องราวชีวิตของคุณไพศาลที่น่าประทับใจจนกลายมาเป็นบทความนี้

คุณไพศาลเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อเป็นนายทหารจีนที่เคยสู้รับกับทหารญี่ปุ่นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกและรบกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่ออีกแต่ก็พ่ายแพ้ ถอยร่นมาอยู่ในเขตพม่าและเมื่อพม่าผลักดันไม่ให้อยู่ก็ถอยร่นเข้ามาอยู่ในเขตไทยใกล้ชายแดนตั้งแต่อำเภอฝางไปจนถึงจังหวัดเชียงราย กำลังส่วนใหญ่เดินทางกลับไปยังไต้หวัน มีเพียงกองกำลังส่วนหนึ่งของกองพล 93 ที่ถูกสั่งให้ปักหลักอยู่ต่อเพื่อช่วยยันกองกำลังจีนคอมมิวนิสต์

ในปี 2513 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จไปยังดอยอ่างข่างเพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาที่นั่นปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น

พ่อของคุณไพศาลเป็นแกนนำคนสำคัญที่ช่วยผลักดันเรื่องการเลิกปลูกฝิ่น และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าในหลวง

คุณพ่อของคุณไพศาลขณะที่ได้เข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ในปี พ.ศ. 2513

เมื่อในหลวงทรงถามถึงครอบครัวและคุณพ่อบอกว่ามีลูกชาย 4 คน ในหลวงจึงทรงถามว่า ต่อไปอยากจะให้ลูกกลับไปอยู่ไต้หวันหรืออยากให้เป็นคนไทยอยู่เมืองไทย

ที่ทรงถามเช่นนั้นก็เพราะสำหรับลูกหลานกองพล 93 นั้นทางไต้หวันยินดีรับกลับไปและให้ทุนเรียนฟรีทั้งหมด

แต่คุณพ่อก็ตอบโดยไม่ลังเลว่าอยากให้อยู่เมืองไทย อยากให้ลูกเป็นคนไทย เพราะเมืองไทยสงบน่าอยู่และมีในหลวงใจดี

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ในหลวงก็ทรงให้ผู้ติดตามพระองค์มาจดบันทึกรายละเอียดต่างๆไว้ 

อีกสามเดือนต่อมา ก็มีคณะขึ้นมารับคุณไพศาลและพี่น้องโดยเตรียมเอกสารทุกอย่างมาให้พร้อมและพาเดินทางมายังกรุงเทพ



เมื่อมาถึงกรุงเทพคุณไพศาลก็มาอยู่กับผู้ที่อุปการะ ซึ่งเชื่อว่าในหลวงท่านทรงเลือกสรรไว้ให้อย่างดี เพราะเจ้าของบ้านนั้นดูแลคุณไพศาลเหมือนสมาชิกในครอบครัว, ส่งเสียเรียนหนังสือและวางแผนชีวิตให้อย่างเต็มที่

หลังจากที่เข้าโรงเรียนในกรุงเทพจนพูดไทยและอ่านเขียนได้แล้ว ท่านผู้มีอุปการคุณนั้นก็บอกว่า “เธอมาจากดอย ไม่มีเพื่อนในเมือง ต้องไปมีเพื่อนก่อน” แล้วก็ส่งคุณไพศาลไปเข้าโรงเรียนกินนอนที่อัสสัมชัน ศรีราชา และนั่นก็ทำให้คุณไพศาลได้รู้จักสหายบ็อบบี้ของผม คุณไพศาลบอกว่า 3 ปีนั้นคือเวลาที่มีความสุขมากของชีวิตและได้เพื่อนมากมายที่ยังคบหาและรักกันจนถึงวันนี้

จากนั้นท่านผู้มีอุปการคุณท่านนั้นก็บอกว่า “3 ปีเธอได้เพื่อนแล้ว เธอต้องกลับมาอยู่ในเมืองบ้าง จะได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองได้” จึงให้คุณไพศาลกลับมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล และส่งเสียให้เรียนจบปริญญาตรี จากนั้นคุณไพศาลก็ทำงานไปเรียนไปจนจบปริญญาโท

เมื่อเรียนจบปริญญาโทแล้ว คุณไพศาลก็กลับไปอยู่ที่ อำเภอฝางด้วยความตั้งใจจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ไม่นานนักก็ได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน จนกลายเป็น อ.บ.ต. ได้พัฒนาบ้านเกิดสมใจ 

ในช่วงนั้นเองที่คุณไพศาลได้มีโอกาสรู้จักกับคุณครูสาวที่อาสาไปสอนหนังสือให้กับเด็กบนดอยสูง รับส่งกันจนสนิทสนมและในที่สุดคุณไพศาลก็แต่งงานกับคุณครูสาวคนนั้น ซึ่งต่อมากลายเป็น ครูสมศรีเจ้าของโรงเรียนสอนพิเศษภาษาอังกฤษที่โด่งดัง

หลังจากนั้นคุณไพศาลก็ย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพและใช้เวลาอีกหลายสิบปีช่วยกันสร้างโรงเรียนสอนพิเศษของคุณครูสมศรี

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง คุณครูสมศรีและคุณไพศาลตัดสินใจว่าพอแล้วกับโรงเรียนสอนพิเศษและอยากไปพัฒนาบ้านเกิดอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็จึงปิดโรงเรียน แล้วคุณครูสมศรีก็เอาบทเรียนส่วนมากขึ้น YouTube เพื่อให้เด็กๆสามารถเรียนได้ฟรี  ทุกวันนี้จะยังสอนอยู่เฉพาะทางช่องทาง Online เท่านั้น

คุณครูสมศรีและคุณไพศาลไปศึกษาเรื่องโคกหนองนากับอาจารย์ยักษ์แล้วประทับใจมาก แต่ทั้งสองคนอยากจะให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ของโมเดลนี้ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไปยังชนบทไกลๆ จึงคิดทำศูนย์เรียนรู้ในรูปแบบของโรงแรมบนที่ที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้กลางเมืองเชียงใหม่!

และนั่นก็คือที่มาของโรงแรม Smile Lanna 

โรงแรม Smile Lanna สร้างเสร็จไม่กี่เดือนก็เกิดการระบาดของโรค COVID19 แต่คุณไพศาลก็ดูแลพนักงานอีกสิบกว่าชีวิตให้อยู่ด้วยกันที่โรงแรม แบบโมเดลโคกหนองนา คือปลูกข้าว,​ เก็บผักและผลผลิตอื่นๆในพื้นที่โรงแรมนั้น !

หลังจากสถานการ COVID ดีขึ้น ก็มีคนเข้ามาพักที่ Smile Lanna เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเกือบเต็มตลอด ในขณะที่โรงแรมอื่นๆในเชียงใหม่นั้นว่างสนิท จนการท่องเที่ยวเชียงใหม่ต้องมาพบคุณไพศาลเพื่อเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่

หากจะเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นก็คงต้องมองย้อนไปให้เห็นสิ่งที่คุณไพศาลและคุณครูสมศรีทำมาตลอดชีวิต

โรงเรียนสอนพิเศษครูสมศรีนั้นเป็นโรงเรียนที่เด็กที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกคนต้องแย่งกันเข้าเรียน แต่ทุกเทอม คุณครูสมศรีกันที่ 20% ของทั้งหมด ไว้ให้กับนักเรียนที่ยากจนไม่สามารถเสียเงินเรียนได้ นอกจากนั้นยังมีทุนการศึกษาส่งให้นักเรียนยากจนเรียนจบปริญญาตรีไปนับร้อยๆคน จนถึงทุกวันนี้คุณครูสมศรีและคุณไพศาลก็ยังให้ทุนกับนักเรียนยากจนมาตลอด

เพราะนั่นคือการตอบแทนของคุณไพศาลที่ได้รับโอกาสมาในวัยเด็ก

ดังนั้นเมื่อโรงแรมกลับมาเปิดอีกครั้ง นอกจากเพื่อนรักทั้งหลายของคุณไพศาล เช่นน้องชายของบ็อบบี้ที่ทำบริษัททัวร์และพาลูกทัวร์มาพักโรงแรมของเพื่อนซึ่งคุณไพศาลก็ให้การตอนรับอย่างดีเป็นพิเศษแล้ว ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่เข้ามาพักที่โรงแรมนี้

มีเหตุการกระทั่งว่า มีแขกที่เข้ามาพักที่โรงแรมคนหนึ่งเดินเข้ามาก้มลงกราบคุณครูสมศรีที่นั่งอยู่แล้วบอกว่า เขาคือเด็กคนหนึ่งที่คุณครูส่งเสียเรียนจนจบแพทย์และมีชีวิตที่ดีได้ในวันนี้

พนักงานของโรงแรมก็มีส่วนอย่างมากที่จะสร้างความแตกต่างให้กับแขกที่ไม่ได้รู้จักคุณไพศาลและคุณครูสมศรีและไม่รู้เรื่องราวที่มาของโรงแรมนี้มาก่อน

อย่างผมเป็นต้น

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคุณไพศาลดูแลพวกเขาเหมือนลูกหลาน เสมือนสิ่งที่คุณไพศาลได้รับจากผู้มีอุปการคุณท่านนั้นมาตั้งแต่วัยเด็ก การแสดงออกและความตั้งใจเต็มใจทำงานของพวกเขาจึงออกมาจากความจริงใจจนคนภายนอกอย่างผมรู้สึกได้

เมื่อกล่าวชมพนักงานโดยเฉพาะยาม คุณไพศาลก็ยิ้มแล้วก็เล่าเรื่องที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง แปลกประหลาดราวกับพล็อตหนังไทยเลยครับ

เรื่องนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า คนดีย่อมดึงดูดคนดีเข้ามาหากัน

เรื่องมีอยู่ว่า ตั้งแต่เริ่มสร้างโรงแรม คุณไพศาลเจาะจงกับบริษัทยามว่าอยากได้ยามที่มีอายุสักหน่อยเพื่อจะได้รู้หน้าที่และรับผิดชอบ

แลก็มียามคนหนึ่งที่อายุเกือบ 60 ปีแล้วทำงานได้ถูกใจคุณไพศาลมาก ทั้งอัธยาศัยดี ตั้งใจทำงาน และดูแลแขกทุกคนและเพื่อนร่วมงานอย่างยอดเยี่ยม คุณไพศาลถึงกับยื่นคำขาดกับบริษัทยามว่าห้ามเปลี่ยนยามคนนี้เด็ดขาด

อยู่มาหลายปีจนไม่นานนี้ ยามคนนั้นมาลาคุณไพศาล บอกว่าอายุ 60 แล้ว จะเลิกทำงานกลับไปอยู่บ้านที่เชียงราย คุณไพศาลจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เพราะตั้งใจทำงานอยู่ด้วยกันมาหลายปี 

เขาปฏิเสธ แล้วบอกว่าเขาได้อะไรจากที่นี่มากมายแล้ว เขาอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข และบ้านเขาที่เชียงรายก็มีเงินและที่ดินมูลค่านับร้อยล้าน

คุณไพศาลตกใจมาก และเมื่อตรวจสอบดูก็พบว่ายามคนนั้นเคยเป็นผู้จัดการในบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพและมีที่ทางและทรัพย์สินไม่น้อยที่เชียงราย เขาเพียงต้องการหางานที่สงบและปราศจากแรงกดดันทำ 

ตอนแรกว่าจะมาทำงานเล่นๆไม่นาน แต่เขาก็มาพบกับความสุขกับการทำงานที่ Smile Lanna นี้ ก็เลยอยู่มายาว

ยามคนนี้ถ่ายทอดแนวคิดและแนวทางการทำงานดีๆไว้ให้ยามที่ทำงานด้วยกันและพนักงานคนอื่นๆในโรงแรมมากมายอย่างที่คุณไพศาลเองก็คาดไม่ถึง

แบบย่อๆ โคกหนองนาโมเดล คือการขุดดินให้เป็นหนองเพื่อเก็บน้ำ ขุดคลองไส้ไก่เพื่อให้น้ำไหลผ่านสร้างความชุ่มชื้น เอาดินไปถมเป็นโคกแล้วปลูกบ้านบนนั้นไม่ให้น้ำท่วมบ้าน แล้วก็ทำนาปลูกพืชที่เป็นอาหาร

นอกจากโรงแรม Smile Lanna ที่ทำเป็นศูนย์เรียนรู้โคกหนองนาโมเดล กลางเมืองเชียงใหม่แล้ว คุณไพศาลและคุณครูสมศรียังตั้งใจไว้ว่าจะปลูกป่าปีละ 100 ไร่ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ช่วยให้คุณไพศาล เด็กดอยที่พูดไทยไม่ได้คนหนึ่ง มีชีวิตที่ดีมาจนถึงวันนี้ 


นี่คงจะเป็นตัวอย่างของความยั่งยืนที่ดีที่สุดที่ผมจะหาได้ เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงหว่านลงที่ดอยอ่างขางนั้น มิได้มีเพียงพืชเมืองหนาวที่ทำรายได้ให้กับผู้คนแทนฝิ่น แต่ยังมีเมล็ดพันธุ์ของความดีที่ไปเติบโตในใจของคนที่ได้รับระมหากรุณาธิคุณให้มีโอกาส และได้มีชีวิตที่ดี เช่นคุณไพศาลและคนอื่นๆอีกมากมาย มาจนถึงวันนี้เมล็ดพันธุ์นั้นก็ถูกส่งต่อไปสู่ผู้คนที่ได้รับความดีจากพวกเขาอีกในวงกว้าง

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เรารักและเทอดทูนนั้น จะทรงสถิตอยู่ในใจและทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างสิ่งดีๆให้สังคมไทยอย่างไม่ย่อท้อ ตลอดไป

#โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่