หนังสือนิตยสารที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการใช้ชีวิตกลางแจ้งในเมืองไทยหลายเล่มได้เกิดและแตกดับไป
แต่ไม่เคยมีเล่มไหนที่สร้างความอาลัยอาวรณ์ให้กับผู้ที่เคยติดตามเท่ากับ "ชีวิตกลางแจ้ง (ผมเองก็เป็น
คนหนึ่ง)

ในปี 2524 นิตยสารฉบับหนึ่งออกวางแผงเป็นครั้งแรก (ผมเชื่อว่าผู้อ่าน Thailand Outdoor บางคน
อาจยังไม่เกิดในตอนนั้น)  เมื่อเพียงได้เปิดดูสารบัญก็ได้พบกับเนื้อหาที่หลากหลายอัดแน่นไปด้วย
สาระเรื่องราวที่ถูกใจของคนกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเที่ยวป่า, ตกปลา,ล่าสัตว์, มีด, ปืน, ธนู, ดูนก,
ดำน้ำ (ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น), ถ่ายภาพ และย้ายที่กินเหล้าคอลั่มน์เบาๆที่มันส์ในอารมณ์

หน้าปกของ "ชีวิตกลางแจ้ง" ฉบับแรก

ที่คลาสสิกที่สุดตั้งแต่ฉบับแรกในความคิดเห็นของผมคือสารคดี ทุ่งโล่งดงทึบ ซึ่งเป็นบันทึกการเที่ยวป่า
จากชีวิตจริงของครูมาลัย ชูพินิจ และ เรื่องการล่าเสือของจิม คอร์เบ็ทท์แปลโดย คุณไพโรจน์ พันธุมจินดา

ยุคนั้นเป็นยุคที่การออกไปสัมผัสกับชีวิตกลางแจ้งยังมิได้เป็นแฟชั่นเหมือนปัจจุบัน แต่หากยังจำกัดวง
แคบอยู่ในวงผู้ที่นิยมที่ออกไปสัมผัสธรรมชาติท่ามกลางความลำบาก

ขณะที่ป่าดงพงพีถูกทำลายไปมากแล้ว แต่ก็คงยังพอเหลือความดิบเถื่อนให้สัมผัส ท้องน้ำยังคงมีฝูงปลา
ให้ลงเบ็ด สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นวัตถุดิบป้อนให้กับนิตยสารที่วางแผงต่อมาอีกกว่า 7 ปี และได้กลายเป็น
ตำนานในใจของผู้อ่านมากมาย

แน่นอนมันกลายเป็นนิตยสารที่ตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างความโหยหาความดิบเถื่อนของ
ธรรมชาติที่แฝงอยู่ในใจของทุกคน (ทุกคน ผมขอย้ำ) กับกระแสการอนุรักษ์ที่ต้องการเก็บรักษาธรรมชาติ
ที่กำลังหมดไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งที่ใหญ่โตเกินกว่าที่นิตยสารเล่มหนึ่งจะแบกรับ
แต่"ชีวิตกลางแจ้ง"ก็เป็นนิตยสารเล่มเดียวที่วางแผงออกมาให้คนทั้งสองฝ่ายชื่นชมและด่าทอ

ในช่วงเวลา7 ปีกว่าที่วางแผงอย่างต่อเนื่อง "ชีวิตกลางแจ้ง" บันทึกเรื่องราวต่างๆไว้มากมายจนไม่สามารถ
จะนำมาบอกเล่าได้หมด แต่ถ้าให้ผมลองยกตัวอย่างมาสักเล่มหนึ่งเล่มหนึ่งที่ประทับใจ ก็คงจะเป็นในช่วง
ปลายปี 27

ฉบับที่ 42 ธันวาคม 2527 เริ่มตั้งแต่หน้าปกก็สุดคลาสสิกด้วยภาพเขียนสีน้ำมันถ่ายทอดเรื่องราวในฉาก
สุดท้ายของ"อ้ายเก" นิยายป่าคลาสสิกตอนแรกในชุดล่องไพรของน้อย อินทนนท์

ภายในเล่ม ยังคงอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวกลางแจ้งของยุคสมัยอย่าง ลำขาแข้ง โดยอุณาโลมรินธรรม เรื่อง
ราวการการตกปลาที่เกาะริ้น, ชีวิตกลางแจ้งจากผู้อ่าน หาปลาแบบชาวบ้านที่ลำน้ำโขง, ดูนกตอนนกเค้า
ลายจุด, ดำนำที่สิมิลัน, เรื่องราวที่เป็นตำนานของคนรุ่นก่อน อย่าง Horn of the Hunter ของ โรเบิร์ต
รูอาร์ค และ ลำน้ำหยด อีกตอนในทุ่งโล่งดงทึบของน้อย อินทนนท์, ทดสอบปืน โคล์ท 1911 ที่ดัดแปลง
ให้ยิงลูกซ้อมขนาด .38 สเปเชี่ยล, การอนุรักษ์สัตว์น้ำ, การอนุรักษ์แรดในอาฟริกา ฯลฯ

หน้าปกของ "ชีวิตกลางแจ้ง" ฉบับที่ 42 ภาพการ
ต่อสู้ระหว่างกระทิงสองตัวที่พุ่งเข้าโรมรันเพื่อจบ
ชีวิตของกันและกันโดยมิให้ตายตกไปด้วยน้ำมือ
ของผู้อื่น โดยที่มีพรานใหญ่ "ศักดิ์ สุริยัน" ถือดับเบิ้ล
ไรเฟิ้ลอยู่ข้างๆ มันเป็นภาพที่ถ่ายทอดจินตนาการ
จากเรื่องราวที่ดีที่สุดของ "ล่องไพร" ออกมาได้อย่าง
กระจ่างชัดที่สุด โดยฝีมือของคุณสนั่น ศิลากรณ์

หัวใจของ "ชีวิตกลางแจ้ง" คือคนๆหนึ่งที่เป็นทั้งเจ้าของ, บรรณาธิการ และนักเขียนประจำ

เขาคือ เธียรชัย ลาภานันต์ เจ้าของนามปากกา เพี้ยน พุ่มชะมวง, นัน บางนรา และ อุณาโลม รินธรรม
ผู้ซึ่งมีสำนวนในการเขียนหนังสือเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และยังใช้สำนวนและอารมณ์ที่แตกต่าง
กันเขียนหนังสือในนามปากกาที่แตกต่างกันได้อีกด้วย

พี่เพี้ยน เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้งอย่างโชกโชนทั้งเข้าป่ายิงนกตกปลา จนมีวัตถุดิบมากมายมาเล่า
สู่กันฟังไม่ขาดสาย บางคนอาจบอกว่าเขาไม่ได้เก่งกาจจริงอย่างที่บอกเล่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ข้อสำคัญ
สำหรับผู้อ่านอย่างผม มันอยู่ที่ว่า ในฐานะนักเขียนเขาสามารถถ่ายทอดประสบการณ์และความคิดออกมา
ให้ติดตามอย่างได้อารมณ์ราวกับอยู่ที่นั่นกับเขาด้วย

ผมเองก็เป็นผู้ที่หลงไหลติดตามเรื่องราวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ของอุณาโลม รินธรรม มาอย่างต่อเนื่อง

แล้วมาจู่ๆ หลังจากฉบับที่ 86 วางแผง "ชีวิตกลางแจ้ง" ก็เงียบหายไปท่ามกลางความกังขาของผู้อ่าน

หลายปีต่อมา ฉบับที่ 87 ก็วางแผงออกมาท่ามกลางความยินดีของผู้ที่เคยติดตาม เนื้อหายังคงอยู่ใน
แนวเดิมแต่ดูเหมือนว่าจะไม่อัดแน่นเหมือนเดิม หลายเรื่องเป็นเรื่องเก่าที่เอามาถ่ายทอดอีกครั้ง อย่าง
ไรก็ตาม ผมก็เชื่อว่าผู้อ่านคงตอนรับการกลับมาของมันอย่างยินดีราวกับได้พบเพื่อนเก่า

ฉบับที่ 87การกลับมาอีกครั้งชีวิตกลางแจ้ง บท
ความหลายๆเรื่องแม้จะเป็นเรื่องที่เคยตีพิมพ์มา
แล้ว แต่ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องดีเยี่ยม หน้าปกขึ้นว่า
"ชีวิตใหม่" แต่ชีวิตนี้สั้นนัก เพราะออกมาได้เพียง
สามฉบับก็หายไปอีก

ตอนนี้เราพึ่งจะได้รู้กันว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ชีวิตกลางแจ้งต้อง "หยุดพัก"ไปก็เนื่องจากพี่เพี้ยนป่วยเป็น
โรคหัวใจจนต้องผ่าตัดและพักฟื้นยาว ทำให้ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ร่อยหรอจนตั้งตัวไม่ติดอยู่หลายปี

แต่ความดีใจก็ต้องจางหายเมื่อหลังจากฉบับที่ 89 มาเราไม่เห็นชีวิตกลางแจ้งบนแผงอีก เพื่อนจะประสบ
ชะตากรรมอย่างไรเราไม่อาจรู้ได้ หากทำได้เพียงเพียรถามกับแผงหนังสือเจ้าประจำอีกหลายเดือนต่อมา

ผมได้พบกับพี่เพี้ยนอีกครั้งในประมาณปี 41 ในช่วงที่พี่เพี้ยนเขียนเรื่องมาลงที่ กันส์เวิล์ด และมีข่าวว่าจะ
มีการนำเอาชีวิตกลางแจ้งมาทำกันอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าความฝันจะต้องสลายไปเพราะปัญหาทาง
เศรษฐกิจที่รุนแรงในขณะนั้น

ผมเชื่อว่าผู้ที่เคยติดตาม "ชีวิตกลางแจ้ง" หลายคนคงจะแอบหวังไว้ลึกๆว่าสักวันเมื่อเดินอยู่หน้าแผงหนังสือ
จะมี "ชีวิตกลางแจ้ง" วางแผงอีกสักครั้ง

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ไม่กี่วันมานี้เองที่ผมจำต้องบอกลาความหวังลมๆแล้งๆนั้นตลอดไป เพราะผมได้ข่าว
พี่เพี้ยนอีกครั้งแต่คราวนี้กลับเป็นข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ โรคหัวใจได้กลับมาเอาชนะเขาจนได้

สำหรับผมแล้ว การจากไปของเธียรชัย ลาภานันต์ คือการจากไปของหนังสือ "ชีวิตกลางแจ้ง" อย่างไม่มี
วันกลับ ถึงใครจะเอาหัวหนังสือนี้กลับมาปัดฝุ่นทำกันใหม่อย่างไรมันก็ไม่มีทางเป็น"ชีวิตกลางแจ้ง"ฉบับเดิม

และนี่คือการปิดฉากลงของหนังสือที่เป็นตำนานของคนกลางแจ้งในเมืองไทย

ธัชรวี หาริกุล
3 มีนาคม 2545

ถ้าคุณอยากจะสัมผัสกับ "ชีวิตกลางแจ้ง" ดูบ้าง ลองเดินดูที่แผงหนังสือเก่าที่สวนจตุจักรดู ยังพอมีเหลือ
ให้ซื้อเก็บกันได้บ้าง

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com