ความคิดและมุมมอง

ความคิดและมุมมอง

เผ่า Surf

ผมไม่เคยเล่น Surf แต่เฝ้ามองคนที่เล่น Surf อย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ หลังจากที่ได้เห็นพวกเขามากขึ้นและใกล้ขึ้นในทริปฮาวายครั้งนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าเขาคือเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างของชาวกลางแจ้ง แตกต่างจาก นักเดินป่า, นักดำน้ำ, นักดูนก, นักธนู,นักตกปลา ฯ (ถ้าสังเกตดูให้ดีคนเหล่านี้ก็แตกต่างกันเช่นกัน) พวกเขามีเพียงบอร์ดอันเดียวกับใจดวงโตที่จะพาเขาออกไปล่องลอยรอคลื่นอยู่กลางทะเล พวกเขาอยู่ใกล้ชิด,เฝ้ามองและเรียนรู้ธรรมชาติของคลื่นลมและทะเลอย่างลึกซึ้ง ร่างกายของพวกเขางดงามไปด้วยกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติของการออกกำลังไม่ใช่ใหญ่โตผิดส่วนไปด้วยเครื่องมือหรืออาหารเสริม ที่เห็นได้ชัดในวันนี้ก็คือ ขณะที่ทั้งเกาะกำลังเตรียมตัวรับภัยพิบัติจากพายุ ANA ที่กำลังพัดเข้ามาใกล้และทำให้เกิดคลื่นลมแรง พวกเขากลับรู้สึกเหมือนงานเฉลิมฉลองและออกไปรอรับคลื่นใหญ่กันอย่างไม่มีความกลัว เมื่อเขาเดินกลับขึ้นฝั่ง ยิ่งเห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ไม่มีความนิยมในวัตถุเลย ดูเหมือนพวกเขาจะพอใจที่จะมีชีวิตอย่างอิสระที่ไร้พันธะวุ่นวาย ส่วนผมเองได้แต่มองอย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ ครับ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจริงๆ

บทเรียนจาก Rhodesia

ใครเคยได้ยินชื่อประเทศโรดีเซียบ้างครับ 99% ของผู้คนยุคนี้คงไม่เคยรู้จัก เพราะประเทศนี้มีอายุสั้นเพียง10 กว่าปี จากรุ่งเรืองสุดขีดจนล่มสลาย เรื่องราวของประเทศนี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยของเราครับ เอ้า เร่เข้ามา ผมจะเล่าให้ฟังคร้บ โรดีเซียเป็นประเทศในด้านใต้ของทวีปแอฟริกาซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปกครองของอังกฤษ ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกร้างซึ่งมีชนเผ่า Mashona และ Matabele ที่อยู่กันอย่างไม้เบื่อไม้เมาพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีบ้านเมืองอะไรจนกระทั่งเร่ิมมีชาวผิวขาวเข้ามาตั้งรกรากและเร่ิมเป็นชุมชนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมๆกับประเทศสิงค์โปร์ ความนี่สนใจในเรื่องของโรดีเซียเริ่มขึ้นตรงนี้ ด้วยเสรีภาพและโอกาสของประเทศใหม่แห่งนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนที่มีความสามารถจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, ทหาร เก่งๆ เข้าไปเป็นประชากรจนได้ประชากรที่มีคุณภาพดีมากๆ (เมื่อวัดแล้ว...

“Do you feel lucky punk เวอร์ชั่นคาวบอย”

อ่านเจอแล้วชอบมากครับ เลยแปลมาฝากกัน ตาแก่ขี่ลามาถึงหน้าร้านเหล้ากลางเมืองคาวบอยเพื่อจะหาเหล้าซดซะหน่อยหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน เขาผูกลาไว้หน้าร้านแล้วก็ตบฝุ่นฟุ้งไปจากตัว ทันใดนั้นก็มีไอ้หนุ่มมือปืนคนหนึ่งเดินออกมาจากร้าน หัวเราะร่า มือซ้ายถือขวดเหล้าเดินซด มือขวาถือปืนสั้นลูกโม่ ได้หนุ่มจ้องมองตาแก่แล้วก็หัวเราะ “ลุง เคยเต้นรำมั๊ย” ตาแก่เงยหน้าไอ้หนุ่มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เคยเต้น และไม่เคยคิดจะเต้นด้วย” เมื่อผู้คนต่างเข้ามารุมล้อมเพื่อดูหนังบู๊ฟรี ไอ้หนุ่มได้รับความสนใจก็กร่างต่อ “ตาแก่หน้าโง่ วันนี้เอ็งจะต้องเต้นรำ” พูดจบก็ยิงปืนลงไปที่พื้นตรงที่ตาแก่ยืนอยู่ ตาแก่ไม่อยากถูกยิงก็เลยเต้นกระโดดหย่องแหย่งเหมือนยืนอยู่บนกระทะร้อนๆ ผู้คนรอบข้างก็หัวเราะกันครื้นเครง พอยิงกระสนุหมดโม่ มือปืนหนุ่มก็เก็บปืนใส่ซอง ยกเหล้าขึ้นซด แล้วหันหลังจะกลับเข้าร้านเหล้า ตาแก่ หันไปที่ลา หยิบปืนลูกซองแฝดออกมา แล้วง้างนกทั้งสองลำกล้อง เสียงสองกริ๊กนั้นทำให้เสียงหัวเราะของผู้คนหยุดสนิททันที มือปืนหนุ่มก็ได้ยินเสียงนั้น เขาหันกลับมาช้าๆและสบตาเข้ากับรูโตๆสองรูของลำกล้องปืนลูกซองในมือของคนที่เขาเรียกว่าตาแก่ ปืนลูกซองกระบอกนั้นชี้หน้าไอ้หนุ่มนิ่งไม่มีสั่นไหว คนที่ถือมันกล่าวขึ้นนุ่มๆว่า “ไอ้หนู...

ในหลวงกับสัปปะรด

วันหนึ่งประมาณสองปีที่แล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟังว่าพ่อเขาเป็นชาวอเมริกันที่นำพันธุ์สัปปะรดจากฮอนดูรัสมาปลูกในโครงการณ์หลวงเป็นครั้งแรกที่ประจวบเมื่อหลายสิบปีก่อน พื้นที่ที่ในหลวงทรงริเริ่มโครงการณ์พระราชดำริที่ประจวบนั้นเป็พื้นที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตกชาวบ้านยากจนเพราะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น จึงทรงโปรดให้ทดลองนำสัปปะรดซึ้งเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมามาปลูก ชาวอเมริกันท่านนี้นำเนื้อเยื่อพันธุ์สัปปะรดมาในหลอดแก้ว มาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่โครงการณ์หลวง ทำงานกันอย่างหนักจนสามารถขยายพันธุ์ปลูกลงในพื้นที่ได้นับพันไร่ ในขณะที่โครงการณ์หลวงก็ทำการประชาสัมพันธ์ว่าสัปปะรดคือพืชเศรฐกิจตัวใหม่ที่มีราคาดีและจะนำมาให้เกษตรกรปลูก ขณะที่สัปปะรดรุ่นแรกกำลังงอกงาม และอีกไม่กี่วันในหลวงจะทรงเสด็จ ก็เกิดเหตุที่ช็อคทีมงาน นั่นก็คือมีมือดีเข้ามาขโมยกวาดเอาสัปปะรดไปนับร้อยๆไร่ในช่วงข้ามคืน และกวาดจนหมดพื้นที่ในอีกไม่กี่วันต่อมา ทีมทำงานกังวลกันมากกว่าในหลวงจะทรงกร้ิวถ้าเสด็จมาเห็นว่าสัปปะรดที่ใช้เวลาเตรียมมานับปีโดนขโมยไปหมด วันที่ในหลวงเสด็จ ชาวอเมริกันท่านนี้ยืนรับเสด็จอยู่ห่างๆ เขาเล่าว่าแทนในหลวงจะทรงกริ้วเมื่อได้รับรายงานข่าวการโขมยสัปปะรด กลับทรงยิ้มในเวลาเสี้ยววินาที หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับ คำสั่งที่ทีมงานทุกคนได้รับคือให้เพาะสัปปะรดให้มากที่สุดแล้วนำมาลงในพื้นที่เดิมอีก ใครจะขโมยก็ไม่เป็นไร จากนั้นการปลูกสัปปะรดจึงขยายออกไปอย่างรวดเร็ว (จากต้นพันธุ์ที่ขโมยไปจากไร่ของโครงการณ์หลวงนั่นแหละ) โดยที่ไม่ต้องไปจัดการแจกจ่ายหรือประชาสัมพันธ์อะไรเลย และนั้นแหละเขาจึงได้เข้าใจว่าการปลูกสัปปะรดให้คนขโมยไปปลูกนั้นอาจเป็นความตั้งใจของพระองค์อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ได้ฟังชาวต่างชาติมาเล่าถึงในหลวงอย่างชื่นชมเช่นนี้ ทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก ในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่เกิดมาในฐานะสูงส่งที่ไม่ต้องทำงานตลอดชีวิตก็ได้แต่กลับทุ่มเททำงานหนักทั้งชีวิตเพื่อคนอื่นโดยมิเคยหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทรงพระเจริญ

เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับน้ำผึ้ง

จากการที่ผมได้มีโอกาสมาอบรมเรื่องการเลี้ยงผึ้งก็เลยได้เก็บเกร็ดความรู้เกี่ยวกับน้ำผึ้งมาฝากกันครับ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะครับ แต่เป็นความรู้ที่เชื่อถือได้อย่างมากเพราะจดจำมาจากผู้ชำนาญครับ ยาวหน่อยนะครับ เท่าที่ผมรู้ ไม่มีสูตรสำเร็จในการทดสอบน้ำผึ้งแท้จากน้ำผึ้งปลอมปน(เลี้ยงผึ้งด้วยน้ำตาล หรือผสมน้ำตาล) หรือน้ำผึ้งปลอมแบบปลอมแท้ๆ(น้ำตาลต้มผสมสารอื่น) การทดสอบเช่นหยดในกระดาษทิชชู่, หยดในน้ำ, ดูการแยกตกผลึกฯ ล้วนไม่สามารถบอกได้ทั้งสิ้นเพราะน้ำผึ้งแท้ๆจากดอกไม้ชนิดต่างๆจะมีคุณสมบัติต่างๆกันไป ส่วนของปลอมก็อาจจะทำเหมือนของจริงได้มากกว่าของจริงแม้กระทั่งที่ใส่ในรวงผึ้งมาก็ยังทำปลอมได้ คนที่ชำนาญจริงๆ(คนที่อยู่กับน้ำผึ้งทุกวัน) จึงจะสามารถดูและชิมออกว่าเป็นน้ำผึ้งแท้และมีอะไรปนหรือไม่ ดังนั้นอยากได้น้ำผึ้งแท้จริงทำได้อย่างเดียวคือซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จากข้อมูลที่ผมได้รับมาน้ำผึ้งป่าและน้ำผึ้งเลี้ยง มีส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างกัน แต่ความสะอาดของกระบวนการอาจจะแตกต่างกันมากและส่งผลถึงคุณภาพของน้ำผึ้งได้มากกว่า (อ่านข้อ 5 นะครับ) อันนี้บอกตรงๆครับว่ายังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์นักเพราะมีตัวแปรหลายอย่างเช่นความหลากหลายของน้ำหวานที่ไม่มีข้อสรุปและมีเรื่องของความเชื่อเข้ามามีส่วนอยู่มาก การตีผึ้งป่าไม่สามารถตีผึ้งแบบอนุรักษ์ได้ครับ น้ำผึ้งจะเก็บอยู่ส่วนบนสุดของรัง การเก็บน้ำผึ้งก็คือจะต้องตัดเอามาทั้งรังไม่ใช่แค่ส่วนเดียว การตีผึ้งจะทำให้นางพญาผึ้งตายเพราะหนีไม่ทัน...

รกร้างแต่ไม่ว่างเปล่า

พื้นที่ตรงนั้นถูกขนาบข้างไปด้วยโรงแรมหรู หากแต่ภาพที่ผมมองเห็นนั้นแตกต่างกันอย่างมาก พื้นที่ๆหลายคนอาจจะเรียกว่าที่รกร้าง เต็มไปด้วยต้นตาลและต้นมะพร้าวที่ยืนต้นตระหง่าน บอกให้รู้ว่าพวกมันอยู่มานานนับสิบๆปี พี่สาวท่านหนึ่งที่กำลังเดินเก็บบางอย่างจากพื้นหันมายิ้มกับผม รอยยิ้มที่ใสและจริงใจนั้นทำให้ผมกล้าที่จะเดินเข้าไปคุย เมื่อถามว่าพี่เขาเก็บอะไรก็ได้คำตอบที่น่าทึ่ง “เก็บเม็ดตาล เอาไปเพาะ พอมันขึ้นมาก็ไปขายเป็นจาวตาล” พี่ผู้ขายอีกคนเดินแบกกระสอบยิ้มมาแต่ไกล แล้วก็เสริมขึ้น “ลูกตาลออกเยอะมาก เก็บสดขายก็ได้ เก็บไม่ทันมันตกลงมาก ก็เก็บไปขายได้ เขาเอาไปทำขนมตาล บางส่วนก็เอาไปเลี้ยงวัว ลูกตาลนี่วัวกินแล้วอ้วนดี”เมื่อผมถามว่าที่ตรงนี้ใครเป็นเจ้าของ คำตอบก็เป็นตามที่ผมคาด “อ้อ คนกรุงเทพมาซื้อไว้หมดแล้ว เห็นว่าเขาจะสร้างคอนโด เจ้าของเดิมเขาขายย้ายไปปลูกบ้านอยู่บนที่ดอน เชิงเขาโน่นกันหมดแล้ว ที่มันแพงมาก ใครจะนั่งทับเงินอยู่ไหวละ”หาดทรายข้างหน้านั้นเป็นหาดที่ยังคงเป็นธรรมชาติ ลาดลงไปจากป่ามะพร้าวดงตาล...
- Advertisement -

I'M SOCIAL

0FansLike
5,140FollowersFollow
64,916FollowersFollow
15,095SubscribersSubscribe