Home ความคิดและมุมมอง

ความคิดและมุมมอง

เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับน้ำผึ้ง

จากการที่ผมได้มีโอกาสมาอบรมเรื่องการเลี้ยงผึ้งก็เลยได้เก็บเกร็ดความรู้เกี่ยวกับน้ำผึ้งมาฝากกันครับ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะครับ แต่เป็นความรู้ที่เชื่อถือได้อย่างมากเพราะจดจำมาจากผู้ชำนาญครับ ยาวหน่อยนะครับ เท่าที่ผมรู้ ไม่มีสูตรสำเร็จในการทดสอบน้ำผึ้งแท้จากน้ำผึ้งปลอมปน(เลี้ยงผึ้งด้วยน้ำตาล หรือผสมน้ำตาล) หรือน้ำผึ้งปลอมแบบปลอมแท้ๆ(น้ำตาลต้มผสมสารอื่น) การทดสอบเช่นหยดในกระดาษทิชชู่, หยดในน้ำ, ดูการแยกตกผลึกฯ ล้วนไม่สามารถบอกได้ทั้งสิ้นเพราะน้ำผึ้งแท้ๆจากดอกไม้ชนิดต่างๆจะมีคุณสมบัติต่างๆกันไป ส่วนของปลอมก็อาจจะทำเหมือนของจริงได้มากกว่าของจริงแม้กระทั่งที่ใส่ในรวงผึ้งมาก็ยังทำปลอมได้ คนที่ชำนาญจริงๆ(คนที่อยู่กับน้ำผึ้งทุกวัน) จึงจะสามารถดูและชิมออกว่าเป็นน้ำผึ้งแท้และมีอะไรปนหรือไม่ ดังนั้นอยากได้น้ำผึ้งแท้จริงทำได้อย่างเดียวคือซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จากข้อมูลที่ผมได้รับมาน้ำผึ้งป่าและน้ำผึ้งเลี้ยง มีส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างกัน แต่ความสะอาดของกระบวนการอาจจะแตกต่างกันมากและส่งผลถึงคุณภาพของน้ำผึ้งได้มากกว่า (อ่านข้อ 5 นะครับ) อันนี้บอกตรงๆครับว่ายังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์นักเพราะมีตัวแปรหลายอย่างเช่นความหลากหลายของน้ำหวานที่ไม่มีข้อสรุปและมีเรื่องของความเชื่อเข้ามามีส่วนอยู่มาก การตีผึ้งป่าไม่สามารถตีผึ้งแบบอนุรักษ์ได้ครับ น้ำผึ้งจะเก็บอยู่ส่วนบนสุดของรัง การเก็บน้ำผึ้งก็คือจะต้องตัดเอามาทั้งรังไม่ใช่แค่ส่วนเดียว การตีผึ้งจะทำให้นางพญาผึ้งตายเพราะหนีไม่ทัน...

Wilderness เราควรจะรักหรืออย่าไปยุ่งกับธรรมชาติ

เมื่อไหร่คือครั้งล่าสุดที่คุณและผมได้ยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ มองไปสุดสายตาแล้วไม่เห็นสิ่งรกตาและหูไม่ได้ยินเสียงรบกวนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์? เมื่อกว่า 50 ปีก่อน ในปี 1964 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลกออกมาฉบับหนึ่งชื่อว่า Wilderness Act เป็นกฎหมายที่น่าสนใจมากแต่น้อยคนจะเคยได้ยิน  Wilderness Act เป็นการกำหนดพื้นที่ที่ต้องการคงสภาพธรรมชาติบริสุทธิ์ไว้ให้ปราศจากสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าศิวิไลซ์  ปราศจากสิ่งถาวรที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาหรือได้ยินด้วยหู เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถแสวงหาความสงบหรือวิถีชีวิตดั่งเดิมได้ โดยมนุษย์สามารถเข้าสู่พื้นที่ได้ในฐานะผู้มาเยี่ยมเยียน แต่ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร นั่นหมายถึงว่าพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็น Wilderness จะปราศจากถนน ห้ามก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง ห้ามยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์กลไกไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนเข้าไป  แต่ก็หมายความว่า Wilderness ไม่ได้เป็นเขตหวงห้าม เพราะเป้าหมายสำคัญของการจัดตั้งส่วนหนึ่งคือ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าไปแสวงหาความสงบ,...

คนที่ไม่เคยท้อ 

เรานั่งพักกันอยู่บนสันเขา ท่ามกลางแดดจ้าของเดือนมีนาคมที่ร้อนราวกับจะละลายทุกอย่างลงในพริบตา หุบเขาที่มองเห็นบางแห่งมีรอยถูกเผาไหม้เกรียม ผมและสหายอีก 5 คน มาอยู่กันที่นั้นด้วยความฝันร่วมกันว่าจะสร้างเส้นทางเดินป่าระยะไกลสักเส้นหนึ่งให้คนไทยได้เดินกันเหมือนกับที่มีในต่างประเทศ ความฝันของการสร้างเส้นทางนี้ไม่ใช่ชื่อเสียงของการพิชิตสิ่งใด แต่หากเราอยากให้คนในเมืองได้มาเห็นว่าต้นน้ำนั้นเป็นอย่างไรและได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติอย่างช่วยกันรักษาให้ยั่งยืน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เราอยากให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รายได้จากการนำทางและการจัดการเส้นทางนี้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางเพื่อให้เขาได้รับประโยชน์ทางตรงจากการคงอยู่ของผืนป่า และหวังว่าทั้งหมดจะนำไปสู่การร่วมกันรักษาและร่วมกันใช้ประโยชน์จากป่าต้นน้ำผืนนี้ไว้ด้วยแรงกายแรงใจของทุกฝ่าย ระหว่างที่เราพักเหนื่อยหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ คำถามที่ติดอยู่ในใจหลายๆคำถามจากสหายรุ่นน้องก็ทะยอยออกมา "แล้วถ้าทางอุทยานเขาไม่ให้เราเดินละครับ" "แล้วถ้าไม่มีคนมาเดินกับเราละครับ" "แล้าถ้าทำเสร็จแล้วชาวบ้านไม่สามารถดูแลจัดการกันเองต่อละค่ะ" "คนเขาจะเชื่อมั๊ยครับ ว่าเรามาช่วยเขาจริงๆไม่ได้หวังอะไรตอบแทน" คำถามที่ขาดคำตอบยังมีมากมาย อุปสรรค์ที่มองเห็นนั้นเรียงราย ผมไม่มีคำตอบอะไรที่จะดีไปกว่าที่จะบอกน้องว่า "เราลงมือทำกันดู ถ้าเราไม่สำเร็จ เราก็ทำกันใหม่อีก ที่สำคัญเราต้องไม่ท้อกันซะก่อน" "อย่าลืมนะว่า เราได้รู้จักคนหนึ่งที่ไม่เคยท้อ" พระองค์ท่านจะทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เราตลอดไป เครดิตภาพจากหนังสือ "50 ฝน"

“ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง”

"ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง" เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต่ายไปเดินเล่นที่ ถ.พระสุเมรุ มาคะ ไม่บ่อยครั้งนักที่ต่ายเลือกจะเดินทางเที่ยวเล่นในกรุงเทพ อาจจะเหมือนกับใครหลายๆ คนคะ ที่เวลาเรานึกถึงคำว่าเดินทางเมื่อไหร่ ภาพนั้นก็จะดูใหญ่โต ห่างไกล และไม่คุ้นเคย ทั้งที่จริงๆ แล้ว การเดินทางในที่ใกล้ แต่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถให้ความรู้สึกนั้นได้ไม่แพ้กัน ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันหยุดยาวไม่แพ้วันสงกรานต์ กรุงเทพจะกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นมาอีกเท่าตัว เพราะถนนที่ปริมาณรถเบาบาง ผู้คนไม่วุ่นวาย และเสียงรอบตัวที่เงียบลงอย่างน่าแปลกใจ ทำให้เรามองเห็นกรุงเทพได้อย่างเต็มตามากขึ้น และในความวุ่นวายที่เคยมี ต่ายได้เจอมุมสงบเล็กๆ มุมหนึ่งในที่ที่ใกล้แต่ไม่คุ้นเคยนี้จากคำชวนของเพื่อนต่างวัย...

เผ่า Surf

ผมไม่เคยเล่น Surf แต่เฝ้ามองคนที่เล่น Surf อย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ หลังจากที่ได้เห็นพวกเขามากขึ้นและใกล้ขึ้นในทริปฮาวายครั้งนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าเขาคือเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างของชาวกลางแจ้ง แตกต่างจาก นักเดินป่า, นักดำน้ำ, นักดูนก, นักธนู,นักตกปลา ฯ (ถ้าสังเกตดูให้ดีคนเหล่านี้ก็แตกต่างกันเช่นกัน) พวกเขามีเพียงบอร์ดอันเดียวกับใจดวงโตที่จะพาเขาออกไปล่องลอยรอคลื่นอยู่กลางทะเล พวกเขาอยู่ใกล้ชิด,เฝ้ามองและเรียนรู้ธรรมชาติของคลื่นลมและทะเลอย่างลึกซึ้ง ร่างกายของพวกเขางดงามไปด้วยกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติของการออกกำลังไม่ใช่ใหญ่โตผิดส่วนไปด้วยเครื่องมือหรืออาหารเสริม ที่เห็นได้ชัดในวันนี้ก็คือ ขณะที่ทั้งเกาะกำลังเตรียมตัวรับภัยพิบัติจากพายุ ANA ที่กำลังพัดเข้ามาใกล้และทำให้เกิดคลื่นลมแรง พวกเขากลับรู้สึกเหมือนงานเฉลิมฉลองและออกไปรอรับคลื่นใหญ่กันอย่างไม่มีความกลัว เมื่อเขาเดินกลับขึ้นฝั่ง ยิ่งเห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ไม่มีความนิยมในวัตถุเลย ดูเหมือนพวกเขาจะพอใจที่จะมีชีวิตอย่างอิสระที่ไร้พันธะวุ่นวาย ส่วนผมเองได้แต่มองอย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ ครับ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจริงๆ

รกร้างแต่ไม่ว่างเปล่า

พื้นที่ตรงนั้นถูกขนาบข้างไปด้วยโรงแรมหรู หากแต่ภาพที่ผมมองเห็นนั้นแตกต่างกันอย่างมาก พื้นที่ๆหลายคนอาจจะเรียกว่าที่รกร้าง เต็มไปด้วยต้นตาลและต้นมะพร้าวที่ยืนต้นตระหง่าน บอกให้รู้ว่าพวกมันอยู่มานานนับสิบๆปี พี่สาวท่านหนึ่งที่กำลังเดินเก็บบางอย่างจากพื้นหันมายิ้มกับผม รอยยิ้มที่ใสและจริงใจนั้นทำให้ผมกล้าที่จะเดินเข้าไปคุย เมื่อถามว่าพี่เขาเก็บอะไรก็ได้คำตอบที่น่าทึ่ง “เก็บเม็ดตาล เอาไปเพาะ พอมันขึ้นมาก็ไปขายเป็นจาวตาล” พี่ผู้ขายอีกคนเดินแบกกระสอบยิ้มมาแต่ไกล แล้วก็เสริมขึ้น “ลูกตาลออกเยอะมาก เก็บสดขายก็ได้ เก็บไม่ทันมันตกลงมาก ก็เก็บไปขายได้ เขาเอาไปทำขนมตาล บางส่วนก็เอาไปเลี้ยงวัว ลูกตาลนี่วัวกินแล้วอ้วนดี”เมื่อผมถามว่าที่ตรงนี้ใครเป็นเจ้าของ คำตอบก็เป็นตามที่ผมคาด “อ้อ คนกรุงเทพมาซื้อไว้หมดแล้ว เห็นว่าเขาจะสร้างคอนโด เจ้าของเดิมเขาขายย้ายไปปลูกบ้านอยู่บนที่ดอน เชิงเขาโน่นกันหมดแล้ว ที่มันแพงมาก ใครจะนั่งทับเงินอยู่ไหวละ”หาดทรายข้างหน้านั้นเป็นหาดที่ยังคงเป็นธรรมชาติ ลาดลงไปจากป่ามะพร้าวดงตาล...

วันที่น้ำตานอง

14 ตุลาคม พ.ศ.2559 คนไทยมาส่งเสด็จในหลวงกันเนืองแน่น หลายคนมานั่งรอทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนมาทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเดินกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ เมื่อขบวนผ่านมาทุกอย่างเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงสะอื้นเบาๆรอบตัว เมื่อขบวนผ่านไปแล้วหันไปทางไหนก็มีแต่น้ำตานองหน้า ผมมายิ้มได้อีกครั้งเมื่อเดินกลับตอนค่ำ ได้ยินนักเรียนหญิงสองคนคุยกันข้างหลัง "วันนี้มารอทั้งวัน แดดก็ร้อน คนก็เยอะ รถก็ติด นี่ยังไม่รู้จะกลับบ้านยังไงเลย" ผมกำลังหันกลับไปดูหน้าคนพูด กะว่าจะสอนเด็กเสียบ้าง ก็พอดีได้ยินประโยคต่อมาเสียก่อน "แต่เพื่อในหลวง เราทำได้" เราได้รับปาฏิหารย์มา 70 ปีและยังคงมีต่อไปครับ 14 ตุลาคม พ.ศ.2559 เป็นวันที่โศกเศร้าที่สุด แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าเป็นวันที่คนไทยรักกันที่สุด พระองค์จะสถิตอยู่ในใจเราตลอดไป

ไปดูชาวเขาปลูกสตรอเบอรี่

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จู่ๆก็อยากขึ้นไปนอนบนดอยอ่างขาง แต่เป็นคนขับรถไม่เป็น เพื่อนร่วมทางก็ไม่กล้าขับรถขึ้นไป ทำยังไงดี ด้วยความที่อยากขึ้นดอยจริงๆก็เลยจ้างรถตู้พาพวกเราขึ้นไปส่งบนดอย พอไปส่งถึงบนดอยแล้วก็ให้รถตู้กลับลงเขาไปโดยนัดกันว่าอีกสองสัปดาห์คนขับรถตู้ค่อยขึ้นไปรับพวกเราลงจากดอยอีกที เนื่องจากรู้ว่าการไปอยู่บนดอยโดยไม่มีรถนั้นมันไม่สะดวกและลำบากเวลาจะเดินทางไปที่ไหนๆบนดอย ก็เลยเอารถจักรยานพับได้ 24 speed ติดขึ้นไปกับรถตู้ด้วยหนึ่งคัน เอามันไปด้วยทั้งที่รู้ว่ารถจักรยานมันคงจะช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะทางบนดอยมันเป็นทางขึ้นเขาลงเขาแถมชันอีกต่างหาก เดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมเป็นช่วงหน้าฝน คนไม่ค่อยขึ้นไปเที่ยวดอยอ่างขางกัน แต่ผมกลับชอบเที่ยวดอยช่วงนี่แหล่ะ เพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้บนดอยดูเขียวขจีสบายตา อากาศไม่หนาวจนเกินไปแต่ก็ไม่ร้อน การจองห้องพักก็ไม่มีปัญหา มีห้องพักว่างเยอะแยะ เลือกห้องพักที่ชอบได้ตามใจชอบ แถมได้ราคาที่พักถูกลงครึ่งหนึ่งอีกด้วย อาหารการกินก็ไม่ต้องไปแย่งกับใคร จะเห็นคนขึ้นมาเที่ยวบ้างก็ช่วงเสาร์อาฑิตย์ บนดอยช่วงนี้เลยค่อยข้างเงียบสงบ ต่างกับช่วงหน้าหนาวอย่างเทียบกันไม่ได้...

ID 4 , ลิตเติ้ลบิ๊กฮอร์น และ วูนเด็ดนี

ผมเคยดูภาพยนต์เรื่อง ID4 หรือ Independence Day ภาคแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ในขณะที่กำลังสนุกสนานไปกับฉากแอ๊คชั่นมันส์ของหนังเรื่องนี้ อีกส่วนหนึ่งของสมองของผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า เหตุการณ์ในภาพยนต์นี้คล้ายคลึงไปกับเรื่องจริงบางเรื่อง สำหรับคนที่ไม่เคยชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมขอเล่าเรื่องย่อให้ฟังคร่าวๆครับ ว่า ID4  เป็นเรื่องสมมุติที่มีมนุษย์ต่างดาวจากดวงดาวอันไกลโพ้นได้ใช้ยานและอาวุธอันทันสมัยเกินกว่าที่มนุษย์โลกนี้จะรู้จัดหรือสามารถต้านทานได้พยายามเข้ามายึดครองโลกเพื่อจะ “สูบ”เอาทรัพยากรในโลกนี้กลับไปสู่ดวงดาวของพวกเขา แต่แน่นอนละ ในภาพยนต์เรื่องนี้มนุษย์โลกที่รวมตัวร่วมมือกันสู้แม้จะมีอาวุธและวิทยาการด้อยกว่าก็สามารถเอาชนะได้ เรื่องในชีวิตจริงที่ผมคิดว่าคล้ายกันแ(ต่ผลสุดท้ายไม่เหมือน) คือเรื่องราวของคนผิวขาวที่อพยบเข้าไปสู่ทวีปอเมริกาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสี่ร้อยปีก่อนหน้านี้ มันน่าสนใจมากเมื่อผมได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า “ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป” ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย คุณวันชัย...

ในหลวงกับสัปปะรด

วันหนึ่งประมาณสองปีที่แล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟังว่าพ่อเขาเป็นชาวอเมริกันที่นำพันธุ์สัปปะรดจากฮอนดูรัสมาปลูกในโครงการณ์หลวงเป็นครั้งแรกที่ประจวบเมื่อหลายสิบปีก่อน พื้นที่ที่ในหลวงทรงริเริ่มโครงการณ์พระราชดำริที่ประจวบนั้นเป็พื้นที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตกชาวบ้านยากจนเพราะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น จึงทรงโปรดให้ทดลองนำสัปปะรดซึ้งเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมามาปลูก ชาวอเมริกันท่านนี้นำเนื้อเยื่อพันธุ์สัปปะรดมาในหลอดแก้ว มาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่โครงการณ์หลวง ทำงานกันอย่างหนักจนสามารถขยายพันธุ์ปลูกลงในพื้นที่ได้นับพันไร่ ในขณะที่โครงการณ์หลวงก็ทำการประชาสัมพันธ์ว่าสัปปะรดคือพืชเศรฐกิจตัวใหม่ที่มีราคาดีและจะนำมาให้เกษตรกรปลูก ขณะที่สัปปะรดรุ่นแรกกำลังงอกงาม และอีกไม่กี่วันในหลวงจะทรงเสด็จ ก็เกิดเหตุที่ช็อคทีมงาน นั่นก็คือมีมือดีเข้ามาขโมยกวาดเอาสัปปะรดไปนับร้อยๆไร่ในช่วงข้ามคืน และกวาดจนหมดพื้นที่ในอีกไม่กี่วันต่อมา ทีมทำงานกังวลกันมากกว่าในหลวงจะทรงกร้ิวถ้าเสด็จมาเห็นว่าสัปปะรดที่ใช้เวลาเตรียมมานับปีโดนขโมยไปหมด วันที่ในหลวงเสด็จ ชาวอเมริกันท่านนี้ยืนรับเสด็จอยู่ห่างๆ เขาเล่าว่าแทนในหลวงจะทรงกริ้วเมื่อได้รับรายงานข่าวการโขมยสัปปะรด กลับทรงยิ้มในเวลาเสี้ยววินาที หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับ คำสั่งที่ทีมงานทุกคนได้รับคือให้เพาะสัปปะรดให้มากที่สุดแล้วนำมาลงในพื้นที่เดิมอีก ใครจะขโมยก็ไม่เป็นไร จากนั้นการปลูกสัปปะรดจึงขยายออกไปอย่างรวดเร็ว (จากต้นพันธุ์ที่ขโมยไปจากไร่ของโครงการณ์หลวงนั่นแหละ) โดยที่ไม่ต้องไปจัดการแจกจ่ายหรือประชาสัมพันธ์อะไรเลย และนั้นแหละเขาจึงได้เข้าใจว่าการปลูกสัปปะรดให้คนขโมยไปปลูกนั้นอาจเป็นความตั้งใจของพระองค์อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ได้ฟังชาวต่างชาติมาเล่าถึงในหลวงอย่างชื่นชมเช่นนี้ ทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก ในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่เกิดมาในฐานะสูงส่งที่ไม่ต้องทำงานตลอดชีวิตก็ได้แต่กลับทุ่มเททำงานหนักทั้งชีวิตเพื่อคนอื่นโดยมิเคยหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทรงพระเจริญ
- Advertisement -

POPULAR POSTS

MY FAVORITES

I'M SOCIAL

0FansLike
11,229FollowersFollow
65,987FollowersFollow
23,122SubscribersSubscribe