Home ความคิดและมุมมอง

ความคิดและมุมมอง

ชีวิตที่ห้าวหาญของ Jumping General : James Gavin วีรบุรุษและยอดผู้นำตัวจริง

ยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปรวดเร็ว หลายอย่างก็เปลี่ยนไปให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น แต่บางอย่างก็เปลี่ยนไปและสูญหายอย่างน่าเสียดาย ผมกำลังพูดถึงความกล้าที่จะใช้ชีวิตห้าวหาญ กล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ดูเหมือนจะหายไปจากสังคมนี้เหลืออยู่เพียงในภาพยนต์ ในยุคนี้สมัยนี้เรามักจะมี Hero เป็นนักกีฬา, นักร้อง,​ดารานักแสดง, net idol หรือเจ้าสัวที่ร่ำรวย แต่หากได้มองย้อนไปในประวัติศาสตร์กันบ้างอาจจะได้เห็นวีรบุรุษแท้ๆที่ไม่เคยปรากฎตัวในหน้าโทรทัศน์หรือ Facebook คนเหล่านี้ล้วนมีความน่าสนใจและน่าทึ่งเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกล้าหาญ, ความเสียสละ และ ความเป็นผู้นำ ท่านนายพล James Gavin ผู้มีฉายาว่า Jumping General...

รกร้างแต่ไม่ว่างเปล่า

พื้นที่ตรงนั้นถูกขนาบข้างไปด้วยโรงแรมหรู หากแต่ภาพที่ผมมองเห็นนั้นแตกต่างกันอย่างมาก พื้นที่ๆหลายคนอาจจะเรียกว่าที่รกร้าง เต็มไปด้วยต้นตาลและต้นมะพร้าวที่ยืนต้นตระหง่าน บอกให้รู้ว่าพวกมันอยู่มานานนับสิบๆปี พี่สาวท่านหนึ่งที่กำลังเดินเก็บบางอย่างจากพื้นหันมายิ้มกับผม รอยยิ้มที่ใสและจริงใจนั้นทำให้ผมกล้าที่จะเดินเข้าไปคุย เมื่อถามว่าพี่เขาเก็บอะไรก็ได้คำตอบที่น่าทึ่ง “เก็บเม็ดตาล เอาไปเพาะ พอมันขึ้นมาก็ไปขายเป็นจาวตาล” พี่ผู้ขายอีกคนเดินแบกกระสอบยิ้มมาแต่ไกล แล้วก็เสริมขึ้น “ลูกตาลออกเยอะมาก เก็บสดขายก็ได้ เก็บไม่ทันมันตกลงมาก ก็เก็บไปขายได้ เขาเอาไปทำขนมตาล บางส่วนก็เอาไปเลี้ยงวัว ลูกตาลนี่วัวกินแล้วอ้วนดี”เมื่อผมถามว่าที่ตรงนี้ใครเป็นเจ้าของ คำตอบก็เป็นตามที่ผมคาด “อ้อ คนกรุงเทพมาซื้อไว้หมดแล้ว เห็นว่าเขาจะสร้างคอนโด เจ้าของเดิมเขาขายย้ายไปปลูกบ้านอยู่บนที่ดอน เชิงเขาโน่นกันหมดแล้ว ที่มันแพงมาก ใครจะนั่งทับเงินอยู่ไหวละ”หาดทรายข้างหน้านั้นเป็นหาดที่ยังคงเป็นธรรมชาติ ลาดลงไปจากป่ามะพร้าวดงตาล...

“Do you feel lucky punk เวอร์ชั่นคาวบอย”

อ่านเจอแล้วชอบมากครับ เลยแปลมาฝากกัน ตาแก่ขี่ลามาถึงหน้าร้านเหล้ากลางเมืองคาวบอยเพื่อจะหาเหล้าซดซะหน่อยหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน เขาผูกลาไว้หน้าร้านแล้วก็ตบฝุ่นฟุ้งไปจากตัว ทันใดนั้นก็มีไอ้หนุ่มมือปืนคนหนึ่งเดินออกมาจากร้าน หัวเราะร่า มือซ้ายถือขวดเหล้าเดินซด มือขวาถือปืนสั้นลูกโม่ ได้หนุ่มจ้องมองตาแก่แล้วก็หัวเราะ “ลุง เคยเต้นรำมั๊ย” ตาแก่เงยหน้าไอ้หนุ่มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เคยเต้น และไม่เคยคิดจะเต้นด้วย” เมื่อผู้คนต่างเข้ามารุมล้อมเพื่อดูหนังบู๊ฟรี ไอ้หนุ่มได้รับความสนใจก็กร่างต่อ “ตาแก่หน้าโง่ วันนี้เอ็งจะต้องเต้นรำ” พูดจบก็ยิงปืนลงไปที่พื้นตรงที่ตาแก่ยืนอยู่ ตาแก่ไม่อยากถูกยิงก็เลยเต้นกระโดดหย่องแหย่งเหมือนยืนอยู่บนกระทะร้อนๆ ผู้คนรอบข้างก็หัวเราะกันครื้นเครง พอยิงกระสนุหมดโม่ มือปืนหนุ่มก็เก็บปืนใส่ซอง ยกเหล้าขึ้นซด แล้วหันหลังจะกลับเข้าร้านเหล้า ตาแก่ หันไปที่ลา หยิบปืนลูกซองแฝดออกมา แล้วง้างนกทั้งสองลำกล้อง เสียงสองกริ๊กนั้นทำให้เสียงหัวเราะของผู้คนหยุดสนิททันที มือปืนหนุ่มก็ได้ยินเสียงนั้น เขาหันกลับมาช้าๆและสบตาเข้ากับรูโตๆสองรูของลำกล้องปืนลูกซองในมือของคนที่เขาเรียกว่าตาแก่ ปืนลูกซองกระบอกนั้นชี้หน้าไอ้หนุ่มนิ่งไม่มีสั่นไหว คนที่ถือมันกล่าวขึ้นนุ่มๆว่า “ไอ้หนู...

วันที่น้ำตานอง

14 ตุลาคม พ.ศ.2559 คนไทยมาส่งเสด็จในหลวงกันเนืองแน่น หลายคนมานั่งรอทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนมาทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเดินกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ เมื่อขบวนผ่านมาทุกอย่างเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงสะอื้นเบาๆรอบตัว เมื่อขบวนผ่านไปแล้วหันไปทางไหนก็มีแต่น้ำตานองหน้า ผมมายิ้มได้อีกครั้งเมื่อเดินกลับตอนค่ำ ได้ยินนักเรียนหญิงสองคนคุยกันข้างหลัง "วันนี้มารอทั้งวัน แดดก็ร้อน คนก็เยอะ รถก็ติด นี่ยังไม่รู้จะกลับบ้านยังไงเลย" ผมกำลังหันกลับไปดูหน้าคนพูด กะว่าจะสอนเด็กเสียบ้าง ก็พอดีได้ยินประโยคต่อมาเสียก่อน "แต่เพื่อในหลวง เราทำได้" เราได้รับปาฏิหารย์มา 70 ปีและยังคงมีต่อไปครับ 14 ตุลาคม พ.ศ.2559 เป็นวันที่โศกเศร้าที่สุด แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าเป็นวันที่คนไทยรักกันที่สุด พระองค์จะสถิตอยู่ในใจเราตลอดไป

ในหลวงกับสัปปะรด

วันหนึ่งประมาณสองปีที่แล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟังว่าพ่อเขาเป็นชาวอเมริกันที่นำพันธุ์สัปปะรดจากฮอนดูรัสมาปลูกในโครงการณ์หลวงเป็นครั้งแรกที่ประจวบเมื่อหลายสิบปีก่อน พื้นที่ที่ในหลวงทรงริเริ่มโครงการณ์พระราชดำริที่ประจวบนั้นเป็พื้นที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตกชาวบ้านยากจนเพราะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น จึงทรงโปรดให้ทดลองนำสัปปะรดซึ้งเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมามาปลูก ชาวอเมริกันท่านนี้นำเนื้อเยื่อพันธุ์สัปปะรดมาในหลอดแก้ว มาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่โครงการณ์หลวง ทำงานกันอย่างหนักจนสามารถขยายพันธุ์ปลูกลงในพื้นที่ได้นับพันไร่ ในขณะที่โครงการณ์หลวงก็ทำการประชาสัมพันธ์ว่าสัปปะรดคือพืชเศรฐกิจตัวใหม่ที่มีราคาดีและจะนำมาให้เกษตรกรปลูก ขณะที่สัปปะรดรุ่นแรกกำลังงอกงาม และอีกไม่กี่วันในหลวงจะทรงเสด็จ ก็เกิดเหตุที่ช็อคทีมงาน นั่นก็คือมีมือดีเข้ามาขโมยกวาดเอาสัปปะรดไปนับร้อยๆไร่ในช่วงข้ามคืน และกวาดจนหมดพื้นที่ในอีกไม่กี่วันต่อมา ทีมทำงานกังวลกันมากกว่าในหลวงจะทรงกร้ิวถ้าเสด็จมาเห็นว่าสัปปะรดที่ใช้เวลาเตรียมมานับปีโดนขโมยไปหมด วันที่ในหลวงเสด็จ ชาวอเมริกันท่านนี้ยืนรับเสด็จอยู่ห่างๆ เขาเล่าว่าแทนในหลวงจะทรงกริ้วเมื่อได้รับรายงานข่าวการโขมยสัปปะรด กลับทรงยิ้มในเวลาเสี้ยววินาที หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับ คำสั่งที่ทีมงานทุกคนได้รับคือให้เพาะสัปปะรดให้มากที่สุดแล้วนำมาลงในพื้นที่เดิมอีก ใครจะขโมยก็ไม่เป็นไร จากนั้นการปลูกสัปปะรดจึงขยายออกไปอย่างรวดเร็ว (จากต้นพันธุ์ที่ขโมยไปจากไร่ของโครงการณ์หลวงนั่นแหละ) โดยที่ไม่ต้องไปจัดการแจกจ่ายหรือประชาสัมพันธ์อะไรเลย และนั้นแหละเขาจึงได้เข้าใจว่าการปลูกสัปปะรดให้คนขโมยไปปลูกนั้นอาจเป็นความตั้งใจของพระองค์อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ได้ฟังชาวต่างชาติมาเล่าถึงในหลวงอย่างชื่นชมเช่นนี้ ทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก ในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่เกิดมาในฐานะสูงส่งที่ไม่ต้องทำงานตลอดชีวิตก็ได้แต่กลับทุ่มเททำงานหนักทั้งชีวิตเพื่อคนอื่นโดยมิเคยหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทรงพระเจริญ

ความเชื่อที่บ้านขอบด้ง

ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านเลยเลือกไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ใกล้ๆชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่บ้านขอบด้งอยู่สิบวัน จริงๆแล้วไม่ได้ถึงกลับไปอยู่กินนอนกับพวกเขาหรอกแต่พอดีคุณเจตน์ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเขาทำที่พักรีสอร์ทอยู่ติดกับหมู่บ้านเลยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่นั่น บ้านขอบด้งเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลาหู่ (Lahu) อยู่บนดอยอ่างขางตรงเขตชายแดนไทย-พม่า ชาวเขาที่นี่ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม บ้านที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเพิงยกพื้นคล้ายกระต๊อบทำด้วยไม้และเป็นหลังคามุงจาก ฝาผนังบ้านส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ไผ่ พวกเขาเลี้ยงสัตว์พื้นบ้านเช่น หมู ไก่ และหมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองในหมู่บ้าน หมูที่พวกเขาเลี้ยงจะเป็นหมูดำซึ่งหมูดำนี้จะต้องมีในหมู่บ้านแบบขาดไม่ได้ ส่วนที่เห็นในรูปข้างล่างเป็นรูปลูกหมูดำตัวเล็กๆที่กำลังน่ารักน่าชังเชียว ที่แปลกใจคือไปเจอควายที่นี่ แปลกใจเพราะที่นี่ไม่ได้ทำนาปลูกข้าวจึงไม่มีความจำเป็นต้องมีควายไถนา เข้าใจว่าชาวเขาบางคนซื้อควายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยงเพื่อให้พวกมันออกลูกออกหลาน พอลูกควายโตแล้วก็เอาไปขายเอากำไร ชาวเขาที่นี่จะทำไร่สตรอเบอรี่กันเป็นส่วนใหญ่เพราะสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ยอดฮิตของคนที่ขึ้นมาเที่ยวบนดอยอ่างขาง สตรอเบอรี่จึงทำรายได้ให้กับพวกเขาเป็นกอบเป็นกำ ถ้าไปที่บ้านขอบด้ง พอเข้าเขตหมู่บ้านก็จะเห็นไร่สตรอเบอรี่เป็นพื้นที่ใหญ่เต็มหุบเขา ช่วงที่ไม่ใช่หน้าสตรอเบอรี่พวกเขาก็จะปลูกพืชผักสวนครัวแทน การที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆพวกเขาเลยได้เห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ชาวเขาเผ่ามูเซอดำส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม แต่เทคโนโลยี่และความทันสมัยที่เกิดขึ้นในโลกก็เริ่มทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวนี้ชาวเขามีโทรศัพท์มือถือใช้...

บทเรียนจาก Rhodesia

ใครเคยได้ยินชื่อประเทศโรดีเซียบ้างครับ 99% ของผู้คนยุคนี้คงไม่เคยรู้จัก เพราะประเทศนี้มีอายุสั้นเพียง10 กว่าปี จากรุ่งเรืองสุดขีดจนล่มสลาย เรื่องราวของประเทศนี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยของเราครับ เอ้า เร่เข้ามา ผมจะเล่าให้ฟังคร้บ โรดีเซียเป็นประเทศในด้านใต้ของทวีปแอฟริกาซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปกครองของอังกฤษ ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกร้างซึ่งมีชนเผ่า Mashona และ Matabele ที่อยู่กันอย่างไม้เบื่อไม้เมาพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีบ้านเมืองอะไรจนกระทั่งเร่ิมมีชาวผิวขาวเข้ามาตั้งรกรากและเร่ิมเป็นชุมชนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมๆกับประเทศสิงค์โปร์ ความนี่สนใจในเรื่องของโรดีเซียเริ่มขึ้นตรงนี้ ด้วยเสรีภาพและโอกาสของประเทศใหม่แห่งนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนที่มีความสามารถจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, ทหาร เก่งๆ เข้าไปเป็นประชากรจนได้ประชากรที่มีคุณภาพดีมากๆ (เมื่อวัดแล้ว...

เผ่า Surf

ผมไม่เคยเล่น Surf แต่เฝ้ามองคนที่เล่น Surf อย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ หลังจากที่ได้เห็นพวกเขามากขึ้นและใกล้ขึ้นในทริปฮาวายครั้งนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าเขาคือเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างของชาวกลางแจ้ง แตกต่างจาก นักเดินป่า, นักดำน้ำ, นักดูนก, นักธนู,นักตกปลา ฯ (ถ้าสังเกตดูให้ดีคนเหล่านี้ก็แตกต่างกันเช่นกัน) พวกเขามีเพียงบอร์ดอันเดียวกับใจดวงโตที่จะพาเขาออกไปล่องลอยรอคลื่นอยู่กลางทะเล พวกเขาอยู่ใกล้ชิด,เฝ้ามองและเรียนรู้ธรรมชาติของคลื่นลมและทะเลอย่างลึกซึ้ง ร่างกายของพวกเขางดงามไปด้วยกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติของการออกกำลังไม่ใช่ใหญ่โตผิดส่วนไปด้วยเครื่องมือหรืออาหารเสริม ที่เห็นได้ชัดในวันนี้ก็คือ ขณะที่ทั้งเกาะกำลังเตรียมตัวรับภัยพิบัติจากพายุ ANA ที่กำลังพัดเข้ามาใกล้และทำให้เกิดคลื่นลมแรง พวกเขากลับรู้สึกเหมือนงานเฉลิมฉลองและออกไปรอรับคลื่นใหญ่กันอย่างไม่มีความกลัว เมื่อเขาเดินกลับขึ้นฝั่ง ยิ่งเห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ไม่มีความนิยมในวัตถุเลย ดูเหมือนพวกเขาจะพอใจที่จะมีชีวิตอย่างอิสระที่ไร้พันธะวุ่นวาย ส่วนผมเองได้แต่มองอย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ ครับ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจริงๆ

ร้านกล้อง where everybody know your name

เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อนรุ่นน้องที่เป็นหุ้นส่วนกัน ถามผมในระหว่างพักการประชุมวางแผนของบริษัทเล็กๆของเราที่เพิ่งตั้งขึ้นมาว่า “พี่ครับ พี่คิดว่าบริษัทไหนในเมืองไทยที่พี่คิดว่าดี และเราควรเอาเป็นตัวอย่างบ้างครับ” คำตอบจากผม ทำให้สหายผู้นั้นแปลกใจอย่างมาก เพราะเขาคงคาดหวังว่าผมจะเอ่ยชื่อ บริษัทใหญ่สุดดัง อย่างบริษัทนำ้มัน, บริษัทปูน หรือแม้แต่บริษัท Computer ชั้นเยี่ยมที่ผมทำงานด้วยเกือบ 20ปี คำตอบผมคือ “Fotofile” ครับ มาครับ ผมจะเล่าเรื่อง “ร้าน” นี้ให้ฟัง อาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้ผมได้ไปพบพาร้านนี้เข้าตั้งแต่วันแรกๆที่ร้านเปิดเมื่อ 25 ปีมาแล้ว...

คนที่ไม่เคยท้อ 

เรานั่งพักกันอยู่บนสันเขา ท่ามกลางแดดจ้าของเดือนมีนาคมที่ร้อนราวกับจะละลายทุกอย่างลงในพริบตา หุบเขาที่มองเห็นบางแห่งมีรอยถูกเผาไหม้เกรียม ผมและสหายอีก 5 คน มาอยู่กันที่นั้นด้วยความฝันร่วมกันว่าจะสร้างเส้นทางเดินป่าระยะไกลสักเส้นหนึ่งให้คนไทยได้เดินกันเหมือนกับที่มีในต่างประเทศ ความฝันของการสร้างเส้นทางนี้ไม่ใช่ชื่อเสียงของการพิชิตสิ่งใด แต่หากเราอยากให้คนในเมืองได้มาเห็นว่าต้นน้ำนั้นเป็นอย่างไรและได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติอย่างช่วยกันรักษาให้ยั่งยืน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เราอยากให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รายได้จากการนำทางและการจัดการเส้นทางนี้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางเพื่อให้เขาได้รับประโยชน์ทางตรงจากการคงอยู่ของผืนป่า และหวังว่าทั้งหมดจะนำไปสู่การร่วมกันรักษาและร่วมกันใช้ประโยชน์จากป่าต้นน้ำผืนนี้ไว้ด้วยแรงกายแรงใจของทุกฝ่าย ระหว่างที่เราพักเหนื่อยหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ คำถามที่ติดอยู่ในใจหลายๆคำถามจากสหายรุ่นน้องก็ทะยอยออกมา "แล้วถ้าทางอุทยานเขาไม่ให้เราเดินละครับ" "แล้วถ้าไม่มีคนมาเดินกับเราละครับ" "แล้าถ้าทำเสร็จแล้วชาวบ้านไม่สามารถดูแลจัดการกันเองต่อละค่ะ" "คนเขาจะเชื่อมั๊ยครับ ว่าเรามาช่วยเขาจริงๆไม่ได้หวังอะไรตอบแทน" คำถามที่ขาดคำตอบยังมีมากมาย อุปสรรค์ที่มองเห็นนั้นเรียงราย ผมไม่มีคำตอบอะไรที่จะดีไปกว่าที่จะบอกน้องว่า "เราลงมือทำกันดู ถ้าเราไม่สำเร็จ เราก็ทำกันใหม่อีก ที่สำคัญเราต้องไม่ท้อกันซะก่อน" "อย่าลืมนะว่า เราได้รู้จักคนหนึ่งที่ไม่เคยท้อ" พระองค์ท่านจะทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เราตลอดไป เครดิตภาพจากหนังสือ "50 ฝน"
- Advertisement -

POPULAR POSTS

MY FAVORITES

I'M SOCIAL

0FansLike
10,583FollowersFollow
65,298FollowersFollow
15,600SubscribersSubscribe