ความคิดและมุมมอง

ความคิดและมุมมอง

“ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง”

"ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง" เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต่ายไปเดินเล่นที่ ถ.พระสุเมรุ มาคะ ไม่บ่อยครั้งนักที่ต่ายเลือกจะเดินทางเที่ยวเล่นในกรุงเทพ อาจจะเหมือนกับใครหลายๆ คนคะ ที่เวลาเรานึกถึงคำว่าเดินทางเมื่อไหร่ ภาพนั้นก็จะดูใหญ่โต ห่างไกล และไม่คุ้นเคย ทั้งที่จริงๆ แล้ว การเดินทางในที่ใกล้ แต่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถให้ความรู้สึกนั้นได้ไม่แพ้กัน ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันหยุดยาวไม่แพ้วันสงกรานต์ กรุงเทพจะกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นมาอีกเท่าตัว เพราะถนนที่ปริมาณรถเบาบาง ผู้คนไม่วุ่นวาย และเสียงรอบตัวที่เงียบลงอย่างน่าแปลกใจ ทำให้เรามองเห็นกรุงเทพได้อย่างเต็มตามากขึ้น และในความวุ่นวายที่เคยมี ต่ายได้เจอมุมสงบเล็กๆ มุมหนึ่งในที่ที่ใกล้แต่ไม่คุ้นเคยนี้จากคำชวนของเพื่อนต่างวัย...

ความทรงจำที่ประทับใจที่สังขละบุรี

รูปที่เห็นข้างบนนี้เป็นรูปที่ผมถ่ายผู้หญิงชาวมอญคนหนึ่งกับลูกๆของเธอ ดูแล้วก็เป็นรูปที่แสนจะธรรมดามากๆ และถ้าไม่บอกก็คงจะไม่ใครคาดเดาได้ว่ามันกลับเป็นรูปที่มีคุณค่าทางใจมากที่สุดสำหรับผมเมื่อเทียบกับบรรดารูปทั้งหมดที่ผมได้มีโอกาศไปถ่ายที่สังขละบุรี เป็นรูปที่ทำให้ผมรู้สึกหัวใจพองโตเมื่อมารู้ภายหลังว่ามันทำให้ผู้หญิงชาวมอญคนหนึ่งที่เป็นแม่คนมีความสุขมากๆ และทุกครั้งที่ดูรูปนี้ก็จะรู้สึกดีกับตัวเอง รู้สีกดีที่ได้ไปเจอและได้มีโอกาศได้ทำบางอย่างที่มีคุณค่าทางใจให้กับผู้หญิงที่เป็นแม่คนคนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นรูปที่ถ่ายที่งานทอดกฐินที่วัดสมเด็จ สังขละบุรี วันนั้นเป็นวันที่ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรีต่างร่วมแรงร่วมใจพากันไปทำบุญงานทอดกฐินที่วัด ที่ผมรู้ว่าวัดสมเด็จจะมีงานทอดกฐินวันนั้นก็เพราะว่าประมาณเจ็ดวันก่อนหน้านั้น ผม แม่มะลิและมะลิไปเดินเล่นที่สะพานไม้แล้วได้ไปเจอและรู้จักมักคุ้นกับมัคคุเทศก์น้อยสองพี่น้องที่น่ารักและน่าเขกหัว “พลอย สะพานมอญ” กับ “มอส สะพานมอญ” (แม่มะลิคือคนใกล้ชิดผมและเป็นหม่าหม๋าของมะลิ ส่วนมะลิเป็นหมาลาบราดอร์ของผมที่ตามไปเที่ยว งงไหมเอ่ย) มัคคุเทศก์น้อยทั้งสองชวนและรบเร้าให้พวกเราไปเที่ยวและถ่ายรูปที่วัดสมเด็จ พวกเขาบอกว่าพวกเราต้องไปงานทอดกฐินนี้ให้ได้เพราะจะมีชาวบ้านแต่งตัวใส่ชุดมอญสวยๆไปทำบุญที่วัดกันเยอะมากตั้งเช้า ด้วยความที่เป็นคนชอบดูวิถีชีวิตชาวบ้านอยู่แล้ว วันนั้นผม แม่มะลิและมะลิไปถึงวัดสมเด็จตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ว่าไปแล้ววันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะอยู่ที่สังขละบุรีเมื่อคราวที่ไปทริปสังขละบุรีครั้งนั้น...

ไปดูชาวเขาปลูกสตรอเบอรี่

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จู่ๆก็อยากขึ้นไปนอนบนดอยอ่างขาง แต่เป็นคนขับรถไม่เป็น เพื่อนร่วมทางก็ไม่กล้าขับรถขึ้นไป ทำยังไงดี ด้วยความที่อยากขึ้นดอยจริงๆก็เลยจ้างรถตู้พาพวกเราขึ้นไปส่งบนดอย พอไปส่งถึงบนดอยแล้วก็ให้รถตู้กลับลงเขาไปโดยนัดกันว่าอีกสองสัปดาห์คนขับรถตู้ค่อยขึ้นไปรับพวกเราลงจากดอยอีกที เนื่องจากรู้ว่าการไปอยู่บนดอยโดยไม่มีรถนั้นมันไม่สะดวกและลำบากเวลาจะเดินทางไปที่ไหนๆบนดอย ก็เลยเอารถจักรยานพับได้ 24 speed ติดขึ้นไปกับรถตู้ด้วยหนึ่งคัน เอามันไปด้วยทั้งที่รู้ว่ารถจักรยานมันคงจะช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะทางบนดอยมันเป็นทางขึ้นเขาลงเขาแถมชันอีกต่างหาก เดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมเป็นช่วงหน้าฝน คนไม่ค่อยขึ้นไปเที่ยวดอยอ่างขางกัน แต่ผมกลับชอบเที่ยวดอยช่วงนี่แหล่ะ เพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้บนดอยดูเขียวขจีสบายตา อากาศไม่หนาวจนเกินไปแต่ก็ไม่ร้อน การจองห้องพักก็ไม่มีปัญหา มีห้องพักว่างเยอะแยะ เลือกห้องพักที่ชอบได้ตามใจชอบ แถมได้ราคาที่พักถูกลงครึ่งหนึ่งอีกด้วย อาหารการกินก็ไม่ต้องไปแย่งกับใคร จะเห็นคนขึ้นมาเที่ยวบ้างก็ช่วงเสาร์อาฑิตย์ บนดอยช่วงนี้เลยค่อยข้างเงียบสงบ ต่างกับช่วงหน้าหนาวอย่างเทียบกันไม่ได้...

วันที่น้ำตานอง

14 ตุลาคม พ.ศ.2559 คนไทยมาส่งเสด็จในหลวงกันเนืองแน่น หลายคนมานั่งรอทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนมาทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเดินกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ เมื่อขบวนผ่านมาทุกอย่างเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงสะอื้นเบาๆรอบตัว เมื่อขบวนผ่านไปแล้วหันไปทางไหนก็มีแต่น้ำตานองหน้า ผมมายิ้มได้อีกครั้งเมื่อเดินกลับตอนค่ำ ได้ยินนักเรียนหญิงสองคนคุยกันข้างหลัง "วันนี้มารอทั้งวัน แดดก็ร้อน คนก็เยอะ รถก็ติด นี่ยังไม่รู้จะกลับบ้านยังไงเลย" ผมกำลังหันกลับไปดูหน้าคนพูด กะว่าจะสอนเด็กเสียบ้าง ก็พอดีได้ยินประโยคต่อมาเสียก่อน "แต่เพื่อในหลวง เราทำได้" เราได้รับปาฏิหารย์มา 70 ปีและยังคงมีต่อไปครับ 14 ตุลาคม พ.ศ.2559 เป็นวันที่โศกเศร้าที่สุด แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าเป็นวันที่คนไทยรักกันที่สุด พระองค์จะสถิตอยู่ในใจเราตลอดไป

คนที่ไม่เคยท้อ 

เรานั่งพักกันอยู่บนสันเขา ท่ามกลางแดดจ้าของเดือนมีนาคมที่ร้อนราวกับจะละลายทุกอย่างลงในพริบตา หุบเขาที่มองเห็นบางแห่งมีรอยถูกเผาไหม้เกรียม ผมและสหายอีก 5 คน มาอยู่กันที่นั้นด้วยความฝันร่วมกันว่าจะสร้างเส้นทางเดินป่าระยะไกลสักเส้นหนึ่งให้คนไทยได้เดินกันเหมือนกับที่มีในต่างประเทศ ความฝันของการสร้างเส้นทางนี้ไม่ใช่ชื่อเสียงของการพิชิตสิ่งใด แต่หากเราอยากให้คนในเมืองได้มาเห็นว่าต้นน้ำนั้นเป็นอย่างไรและได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติอย่างช่วยกันรักษาให้ยั่งยืน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เราอยากให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รายได้จากการนำทางและการจัดการเส้นทางนี้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางเพื่อให้เขาได้รับประโยชน์ทางตรงจากการคงอยู่ของผืนป่า และหวังว่าทั้งหมดจะนำไปสู่การร่วมกันรักษาและร่วมกันใช้ประโยชน์จากป่าต้นน้ำผืนนี้ไว้ด้วยแรงกายแรงใจของทุกฝ่าย ระหว่างที่เราพักเหนื่อยหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ คำถามที่ติดอยู่ในใจหลายๆคำถามจากสหายรุ่นน้องก็ทะยอยออกมา "แล้วถ้าทางอุทยานเขาไม่ให้เราเดินละครับ" "แล้วถ้าไม่มีคนมาเดินกับเราละครับ" "แล้าถ้าทำเสร็จแล้วชาวบ้านไม่สามารถดูแลจัดการกันเองต่อละค่ะ" "คนเขาจะเชื่อมั๊ยครับ ว่าเรามาช่วยเขาจริงๆไม่ได้หวังอะไรตอบแทน" คำถามที่ขาดคำตอบยังมีมากมาย อุปสรรค์ที่มองเห็นนั้นเรียงราย ผมไม่มีคำตอบอะไรที่จะดีไปกว่าที่จะบอกน้องว่า "เราลงมือทำกันดู ถ้าเราไม่สำเร็จ เราก็ทำกันใหม่อีก ที่สำคัญเราต้องไม่ท้อกันซะก่อน" "อย่าลืมนะว่า เราได้รู้จักคนหนึ่งที่ไม่เคยท้อ" พระองค์ท่านจะทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เราตลอดไป เครดิตภาพจากหนังสือ "50 ฝน"

ชีวิตที่ห้าวหาญของ Jumping General : James Gavin วีรบุรุษและยอดผู้นำตัวจริง

ยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปรวดเร็ว หลายอย่างก็เปลี่ยนไปให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น แต่บางอย่างก็เปลี่ยนไปและสูญหายอย่างน่าเสียดาย ผมกำลังพูดถึงความกล้าที่จะใช้ชีวิตห้าวหาญ กล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ดูเหมือนจะหายไปจากสังคมนี้เหลืออยู่เพียงในภาพยนต์ ในยุคนี้สมัยนี้เรามักจะมี Hero เป็นนักกีฬา, นักร้อง,​ดารานักแสดง, net idol หรือเจ้าสัวที่ร่ำรวย แต่หากได้มองย้อนไปในประวัติศาสตร์กันบ้างอาจจะได้เห็นวีรบุรุษแท้ๆที่ไม่เคยปรากฎตัวในหน้าโทรทัศน์หรือ Facebook คนเหล่านี้ล้วนมีความน่าสนใจและน่าทึ่งเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกล้าหาญ, ความเสียสละ และ ความเป็นผู้นำ ท่านนายพล James Gavin ผู้มีฉายาว่า Jumping General...

เผ่า Surf

ผมไม่เคยเล่น Surf แต่เฝ้ามองคนที่เล่น Surf อย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ หลังจากที่ได้เห็นพวกเขามากขึ้นและใกล้ขึ้นในทริปฮาวายครั้งนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าเขาคือเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างของชาวกลางแจ้ง แตกต่างจาก นักเดินป่า, นักดำน้ำ, นักดูนก, นักธนู,นักตกปลา ฯ (ถ้าสังเกตดูให้ดีคนเหล่านี้ก็แตกต่างกันเช่นกัน) พวกเขามีเพียงบอร์ดอันเดียวกับใจดวงโตที่จะพาเขาออกไปล่องลอยรอคลื่นอยู่กลางทะเล พวกเขาอยู่ใกล้ชิด,เฝ้ามองและเรียนรู้ธรรมชาติของคลื่นลมและทะเลอย่างลึกซึ้ง ร่างกายของพวกเขางดงามไปด้วยกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างธรรมชาติของการออกกำลังไม่ใช่ใหญ่โตผิดส่วนไปด้วยเครื่องมือหรืออาหารเสริม ที่เห็นได้ชัดในวันนี้ก็คือ ขณะที่ทั้งเกาะกำลังเตรียมตัวรับภัยพิบัติจากพายุ ANA ที่กำลังพัดเข้ามาใกล้และทำให้เกิดคลื่นลมแรง พวกเขากลับรู้สึกเหมือนงานเฉลิมฉลองและออกไปรอรับคลื่นใหญ่กันอย่างไม่มีความกลัว เมื่อเขาเดินกลับขึ้นฝั่ง ยิ่งเห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ไม่มีความนิยมในวัตถุเลย ดูเหมือนพวกเขาจะพอใจที่จะมีชีวิตอย่างอิสระที่ไร้พันธะวุ่นวาย ส่วนผมเองได้แต่มองอย่างชื่นชมอยู่ห่างๆ ครับ พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจริงๆ

บทเรียนจาก Rhodesia

ใครเคยได้ยินชื่อประเทศโรดีเซียบ้างครับ 99% ของผู้คนยุคนี้คงไม่เคยรู้จัก เพราะประเทศนี้มีอายุสั้นเพียง10 กว่าปี จากรุ่งเรืองสุดขีดจนล่มสลาย เรื่องราวของประเทศนี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยของเราครับ เอ้า เร่เข้ามา ผมจะเล่าให้ฟังคร้บ โรดีเซียเป็นประเทศในด้านใต้ของทวีปแอฟริกาซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปกครองของอังกฤษ ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกร้างซึ่งมีชนเผ่า Mashona และ Matabele ที่อยู่กันอย่างไม้เบื่อไม้เมาพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีบ้านเมืองอะไรจนกระทั่งเร่ิมมีชาวผิวขาวเข้ามาตั้งรกรากและเร่ิมเป็นชุมชนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมๆกับประเทศสิงค์โปร์ ความนี่สนใจในเรื่องของโรดีเซียเริ่มขึ้นตรงนี้ ด้วยเสรีภาพและโอกาสของประเทศใหม่แห่งนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนที่มีความสามารถจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, ทหาร เก่งๆ เข้าไปเป็นประชากรจนได้ประชากรที่มีคุณภาพดีมากๆ (เมื่อวัดแล้ว...

ผู้คนที่ไม่ต้องรู้จักกัน

“ไอ้หนุ่ม กินน้ำมั๊ยลุงเลี้ยงเอง” คุณลุงที่นั่งฝั่งตรงข้ามหันมาพูดกับผมแล้วกวักมือเรียกแม่ค้าที่เดินผ่านมา คำชวนนั้นทำให้ผมรู้แล้วว่าผมได้หลุดออกจากโลกไซเบอร์ไปแล้ว ทุกวันนี้เทคโนโลยี่ทำให้เรา”เชื่อมต่อ”กับผู้คนทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหน แต่ก็เป็นจริงว่าเรากลับอยู่ห่างคนที่อยู่รอบกายเรามากขึ้นทุกที ไม่ว่าผมจะเดินไปทางไหน บนท้องถนน, ในรถไฟลอยฟ้าหรือใต้ดิน เมื่อมองไปรอบตัวผมเห็นผู้คนล้วนแต่ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือของเขาโดยไม่แม้แต่จะมองคนรอบข้างว่าเป็นใคร และที่แย่ก็คือผมเองก็ทำเช่นนั้นครับ เคยลองคิดมั๊ยครับว่าหากเราจะลองพักจากเทคโนโลยี่แล้วออกไป “เชื่อมต่อ”กับผู้คนรอบๆตัวเราในอย่างที่มันเคยเป็นบ้างจะเป็นอย่างไร ผมคิดครับ แล้วผมก็ลองทำดู วันนี้ผมสะพายกล้องเล็กๆตัวหนึ่งออกเดินเล่นไปยังสถานีรถไฟเพื่อจะถ่ายรูปผู้คน ในตอนแรกผมรู้สึกลำบากใจอย่างมากที่จะต้องรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของคนโดยแอบถ่ายภาพของพวกเขา และภาพที่ได้ก็ดูจะขาดเรื่องราวขาดความหมาย จนกระทั่งผมลดกล้องลง แล้วมองไปรอบตัวด้วยตาเปล่า สบตากับผู้คน ส่งยิ้มให้กับคนที่ผมไม่รู้จัก ความรู้สึกของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เกือบทุกคนที่ผมยิ้มให้ ส่งสายตาตอบและส่งยิ้มกลับมา ผมเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน อาจจะแค่ผิวเผินแค่ “พี่จะไปไหนครับ” “บ้านพี่อยู่ที่นั่นเหรอครับ”...

ความเชื่อที่บ้านขอบด้ง

ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านเลยเลือกไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ใกล้ๆชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่บ้านขอบด้งอยู่สิบวัน จริงๆแล้วไม่ได้ถึงกลับไปอยู่กินนอนกับพวกเขาหรอกแต่พอดีคุณเจตน์ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเขาทำที่พักรีสอร์ทอยู่ติดกับหมู่บ้านเลยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่นั่น บ้านขอบด้งเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลาหู่ (Lahu) อยู่บนดอยอ่างขางตรงเขตชายแดนไทย-พม่า ชาวเขาที่นี่ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม บ้านที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเพิงยกพื้นคล้ายกระต๊อบทำด้วยไม้และเป็นหลังคามุงจาก ฝาผนังบ้านส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ไผ่ พวกเขาเลี้ยงสัตว์พื้นบ้านเช่น หมู ไก่ และหมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองในหมู่บ้าน หมูที่พวกเขาเลี้ยงจะเป็นหมูดำซึ่งหมูดำนี้จะต้องมีในหมู่บ้านแบบขาดไม่ได้ ส่วนที่เห็นในรูปข้างล่างเป็นรูปลูกหมูดำตัวเล็กๆที่กำลังน่ารักน่าชังเชียว ที่แปลกใจคือไปเจอควายที่นี่ แปลกใจเพราะที่นี่ไม่ได้ทำนาปลูกข้าวจึงไม่มีความจำเป็นต้องมีควายไถนา เข้าใจว่าชาวเขาบางคนซื้อควายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยงเพื่อให้พวกมันออกลูกออกหลาน พอลูกควายโตแล้วก็เอาไปขายเอากำไร ชาวเขาที่นี่จะทำไร่สตรอเบอรี่กันเป็นส่วนใหญ่เพราะสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ยอดฮิตของคนที่ขึ้นมาเที่ยวบนดอยอ่างขาง สตรอเบอรี่จึงทำรายได้ให้กับพวกเขาเป็นกอบเป็นกำ ถ้าไปที่บ้านขอบด้ง พอเข้าเขตหมู่บ้านก็จะเห็นไร่สตรอเบอรี่เป็นพื้นที่ใหญ่เต็มหุบเขา ช่วงที่ไม่ใช่หน้าสตรอเบอรี่พวกเขาก็จะปลูกพืชผักสวนครัวแทน การที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆพวกเขาเลยได้เห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ชาวเขาเผ่ามูเซอดำส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม แต่เทคโนโลยี่และความทันสมัยที่เกิดขึ้นในโลกก็เริ่มทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวนี้ชาวเขามีโทรศัพท์มือถือใช้...
- Advertisement -

I'M SOCIAL

0FansLike
5,140FollowersFollow
64,901FollowersFollow
15,076SubscribersSubscribe