Home ความคิดและมุมมอง

ความคิดและมุมมอง

ความงดงามที่ซ่อนอยู่

เมื่อรถจอดสนิท ผมก็ต้องรีบเปิดประตูลงไปบิดตัวให้กระดูกและสำไส้กลับเข้าที่ เวลา 17 ปีที่ผ่านดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้การเดินทางสู่บ้านนาเกียนง่ายขึ้นเลย แต่ 17 ปีนั้นก็นานมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย หมออนามัยสหายเก่าผู้มีฉายาในทีวีภายหลังจากที่เราได้เดินทางด้วยกันว่า “หมอผีบ้า” ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว เด็กหนุ่มผู้ช่วยหมอที่เคยไปด้วยกันก็กลายเป็นบาทหลวงที่โบสถ์ประจำหมู่บ้าน บ้านช่องที่เคยเป็นเรือไม้ไผ่ก็กลายเป็นบ้านที่สร้างใหม่อย่างมั่นคงแข็งแรง พะตี่นุเดินยิ้มร่าออกมาจากบ้าน “กินข้าวหรือยัง มากินข้าวกัน” โดยไม่ฟังคำตอบ พะตี่หันไปสั่งหลานสาวให้หุงข้าวทันที เรานั่งกินน้ำเย็นที่พะตี่ (ภาษากระเหรี่ยงแปลว่าลุง) รินให้ แล้วนั่งคุยกันที่ลานบ้าน ผมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือหลายๆอย่างในการที่เราจะมาจัดกิจกรรมเดินป่าที่ผ่านสันเขาไม่ไกลจากบ้านแก พะตี่นุรับปากจัดการให้หมด แถมยังบอกว่าไม่มีปัญหา คนแถวนี้ญาติๆแกทั้งนั้น รวมทั้งกำนันที่อยู่บ้านใกล้ๆนี่ด้วย “นอนนี่สักคืนซิ จะรีบไปไหน” พะตี่ชวนด้วยรอยยิ้ม ทั้งหมดนี้ดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่รู้จักกันมานาน...

“ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง”

"ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง" เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต่ายไปเดินเล่นที่ ถ.พระสุเมรุ มาคะ ไม่บ่อยครั้งนักที่ต่ายเลือกจะเดินทางเที่ยวเล่นในกรุงเทพ อาจจะเหมือนกับใครหลายๆ คนคะ ที่เวลาเรานึกถึงคำว่าเดินทางเมื่อไหร่ ภาพนั้นก็จะดูใหญ่โต ห่างไกล และไม่คุ้นเคย ทั้งที่จริงๆ แล้ว การเดินทางในที่ใกล้ แต่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถให้ความรู้สึกนั้นได้ไม่แพ้กัน ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันหยุดยาวไม่แพ้วันสงกรานต์ กรุงเทพจะกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นมาอีกเท่าตัว เพราะถนนที่ปริมาณรถเบาบาง ผู้คนไม่วุ่นวาย และเสียงรอบตัวที่เงียบลงอย่างน่าแปลกใจ ทำให้เรามองเห็นกรุงเทพได้อย่างเต็มตามากขึ้น และในความวุ่นวายที่เคยมี ต่ายได้เจอมุมสงบเล็กๆ มุมหนึ่งในที่ที่ใกล้แต่ไม่คุ้นเคยนี้จากคำชวนของเพื่อนต่างวัย...

เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับน้ำผึ้ง

จากการที่ผมได้มีโอกาสมาอบรมเรื่องการเลี้ยงผึ้งก็เลยได้เก็บเกร็ดความรู้เกี่ยวกับน้ำผึ้งมาฝากกันครับ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะครับ แต่เป็นความรู้ที่เชื่อถือได้อย่างมากเพราะจดจำมาจากผู้ชำนาญครับ ยาวหน่อยนะครับ เท่าที่ผมรู้ ไม่มีสูตรสำเร็จในการทดสอบน้ำผึ้งแท้จากน้ำผึ้งปลอมปน(เลี้ยงผึ้งด้วยน้ำตาล หรือผสมน้ำตาล) หรือน้ำผึ้งปลอมแบบปลอมแท้ๆ(น้ำตาลต้มผสมสารอื่น) การทดสอบเช่นหยดในกระดาษทิชชู่, หยดในน้ำ, ดูการแยกตกผลึกฯ ล้วนไม่สามารถบอกได้ทั้งสิ้นเพราะน้ำผึ้งแท้ๆจากดอกไม้ชนิดต่างๆจะมีคุณสมบัติต่างๆกันไป ส่วนของปลอมก็อาจจะทำเหมือนของจริงได้มากกว่าของจริงแม้กระทั่งที่ใส่ในรวงผึ้งมาก็ยังทำปลอมได้ คนที่ชำนาญจริงๆ(คนที่อยู่กับน้ำผึ้งทุกวัน) จึงจะสามารถดูและชิมออกว่าเป็นน้ำผึ้งแท้และมีอะไรปนหรือไม่ ดังนั้นอยากได้น้ำผึ้งแท้จริงทำได้อย่างเดียวคือซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จากข้อมูลที่ผมได้รับมาน้ำผึ้งป่าและน้ำผึ้งเลี้ยง มีส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างกัน แต่ความสะอาดของกระบวนการอาจจะแตกต่างกันมากและส่งผลถึงคุณภาพของน้ำผึ้งได้มากกว่า (อ่านข้อ 5 นะครับ) อันนี้บอกตรงๆครับว่ายังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์นักเพราะมีตัวแปรหลายอย่างเช่นความหลากหลายของน้ำหวานที่ไม่มีข้อสรุปและมีเรื่องของความเชื่อเข้ามามีส่วนอยู่มาก การตีผึ้งป่าไม่สามารถตีผึ้งแบบอนุรักษ์ได้ครับ น้ำผึ้งจะเก็บอยู่ส่วนบนสุดของรัง การเก็บน้ำผึ้งก็คือจะต้องตัดเอามาทั้งรังไม่ใช่แค่ส่วนเดียว การตีผึ้งจะทำให้นางพญาผึ้งตายเพราะหนีไม่ทัน...

ชีวิตของเราเลือกได้

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เมื่อได้เกิดมาในโลกนี้แล้วทุกคนจะต้องรู้จักเลือกว่าตนเองต้องการใช้ชีวิตแบบไหน ไม่ว่าจะรวยหรือจนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการ บางคนเลือกแล้วมีความสุขกับชีวิตในแบบที่ตนเองเลือก บางคนเลือกแล้วแต่ชีวิตกลับไม่มีความสุขไม่สมหวังตามที่คิดหรือใฝ่ฝันไว้ แต่มันจะไม่ถึงกับสายจนเกินไปถ้าคนๆนั้นรู้ตัวทันแล้วปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเสียใหม่ คนเราตอนที่ยังเป็นเด็กก็มักจะอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็อยากแต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่น มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อยากมีทรัพย์สินเงินทอง อยากมีชื่อเสียง อยากให้คนนับหน้าถือตา บางคนทำงานอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีเวลาให้ลูกเมีย ไม่มีเวลาแม้แต่หาความสุขให้ตัวเอง คิดแต่ว่าจะต้องทำงานให้ได้เงินเยอะๆ ยิ่งหาได้มากเท่าไรก็ยิ่งอยากได้มากขึ้น คิดว่าเงินคือสิ่งที่จะนำมาซึ่งความสุขในชีวิต ต้องทำงานจนกว่าอายุจะครบเกษียณอายุ บางคนถึงวัยเกษียณแล้วแต่ก็ยังไม่อยากเกษียณ ยังอยากทำงานเก็บเงินต่อทั้งที่มีทรัพย์สินและเงินทองมากมายเหลือใช้ ทั้งนี้เพราะใจมันร้องบอกว่ายังอยากที่จะมีมากกว่าที่มีอยู่ มีมากเท่าไรยิ่งดี บางคนไม่อยากเกษียณเพราะไม่รู้จะทำอะไรหลังเกษียณ กลัวจะเหงาไม่มีอะไรทำ กลัวจะไม่มีเพื่อน กลัวเป็นคนที่ไร้คุณค่า และพอแก่ชราลงไม่มีแรงเดินเหินไปไหนทำอะไรเองไม่ได้...

ผู้คนที่ไม่ต้องรู้จักกัน

“ไอ้หนุ่ม กินน้ำมั๊ยลุงเลี้ยงเอง” คุณลุงที่นั่งฝั่งตรงข้ามหันมาพูดกับผมแล้วกวักมือเรียกแม่ค้าที่เดินผ่านมา คำชวนนั้นทำให้ผมรู้แล้วว่าผมได้หลุดออกจากโลกไซเบอร์ไปแล้ว ทุกวันนี้เทคโนโลยี่ทำให้เรา”เชื่อมต่อ”กับผู้คนทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหน แต่ก็เป็นจริงว่าเรากลับอยู่ห่างคนที่อยู่รอบกายเรามากขึ้นทุกที ไม่ว่าผมจะเดินไปทางไหน บนท้องถนน, ในรถไฟลอยฟ้าหรือใต้ดิน เมื่อมองไปรอบตัวผมเห็นผู้คนล้วนแต่ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือของเขาโดยไม่แม้แต่จะมองคนรอบข้างว่าเป็นใคร และที่แย่ก็คือผมเองก็ทำเช่นนั้นครับ เคยลองคิดมั๊ยครับว่าหากเราจะลองพักจากเทคโนโลยี่แล้วออกไป “เชื่อมต่อ”กับผู้คนรอบๆตัวเราในอย่างที่มันเคยเป็นบ้างจะเป็นอย่างไร ผมคิดครับ แล้วผมก็ลองทำดู วันนี้ผมสะพายกล้องเล็กๆตัวหนึ่งออกเดินเล่นไปยังสถานีรถไฟเพื่อจะถ่ายรูปผู้คน ในตอนแรกผมรู้สึกลำบากใจอย่างมากที่จะต้องรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของคนโดยแอบถ่ายภาพของพวกเขา และภาพที่ได้ก็ดูจะขาดเรื่องราวขาดความหมาย จนกระทั่งผมลดกล้องลง แล้วมองไปรอบตัวด้วยตาเปล่า สบตากับผู้คน ส่งยิ้มให้กับคนที่ผมไม่รู้จัก ความรู้สึกของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เกือบทุกคนที่ผมยิ้มให้ ส่งสายตาตอบและส่งยิ้มกลับมา ผมเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน อาจจะแค่ผิวเผินแค่ “พี่จะไปไหนครับ” “บ้านพี่อยู่ที่นั่นเหรอครับ”...

เราได้รับปาฏิหารย์มาแล้วถึง 70 ปี

เช้าวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เมื่อได้ทราบข่าวว่าในหลวงทรงประชวรหนัก ผมนั่งเขียนข้อความนี้บน Facebook ด้วยความตั้งใจที่จะให้เพื่อนชาวต่างชาติเข้าใจว่าทำไมพวกเราชาวไทยจึง Post ภาพในหลวงของเราเต็ม Facebook ไปหมด มีข้อความดังนี้ "To my friend outside of Thailand. You might be surprised to see all...

คนที่ไม่เคยท้อ 

เรานั่งพักกันอยู่บนสันเขา ท่ามกลางแดดจ้าของเดือนมีนาคมที่ร้อนราวกับจะละลายทุกอย่างลงในพริบตา หุบเขาที่มองเห็นบางแห่งมีรอยถูกเผาไหม้เกรียม ผมและสหายอีก 5 คน มาอยู่กันที่นั้นด้วยความฝันร่วมกันว่าจะสร้างเส้นทางเดินป่าระยะไกลสักเส้นหนึ่งให้คนไทยได้เดินกันเหมือนกับที่มีในต่างประเทศ ความฝันของการสร้างเส้นทางนี้ไม่ใช่ชื่อเสียงของการพิชิตสิ่งใด แต่หากเราอยากให้คนในเมืองได้มาเห็นว่าต้นน้ำนั้นเป็นอย่างไรและได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติอย่างช่วยกันรักษาให้ยั่งยืน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เราอยากให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รายได้จากการนำทางและการจัดการเส้นทางนี้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางเพื่อให้เขาได้รับประโยชน์ทางตรงจากการคงอยู่ของผืนป่า และหวังว่าทั้งหมดจะนำไปสู่การร่วมกันรักษาและร่วมกันใช้ประโยชน์จากป่าต้นน้ำผืนนี้ไว้ด้วยแรงกายแรงใจของทุกฝ่าย ระหว่างที่เราพักเหนื่อยหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ คำถามที่ติดอยู่ในใจหลายๆคำถามจากสหายรุ่นน้องก็ทะยอยออกมา "แล้วถ้าทางอุทยานเขาไม่ให้เราเดินละครับ" "แล้วถ้าไม่มีคนมาเดินกับเราละครับ" "แล้าถ้าทำเสร็จแล้วชาวบ้านไม่สามารถดูแลจัดการกันเองต่อละค่ะ" "คนเขาจะเชื่อมั๊ยครับ ว่าเรามาช่วยเขาจริงๆไม่ได้หวังอะไรตอบแทน" คำถามที่ขาดคำตอบยังมีมากมาย อุปสรรค์ที่มองเห็นนั้นเรียงราย ผมไม่มีคำตอบอะไรที่จะดีไปกว่าที่จะบอกน้องว่า "เราลงมือทำกันดู ถ้าเราไม่สำเร็จ เราก็ทำกันใหม่อีก ที่สำคัญเราต้องไม่ท้อกันซะก่อน" "อย่าลืมนะว่า เราได้รู้จักคนหนึ่งที่ไม่เคยท้อ" พระองค์ท่านจะทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เราตลอดไป เครดิตภาพจากหนังสือ "50 ฝน"

“Do you feel lucky punk เวอร์ชั่นคาวบอย”

อ่านเจอแล้วชอบมากครับ เลยแปลมาฝากกัน ตาแก่ขี่ลามาถึงหน้าร้านเหล้ากลางเมืองคาวบอยเพื่อจะหาเหล้าซดซะหน่อยหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน เขาผูกลาไว้หน้าร้านแล้วก็ตบฝุ่นฟุ้งไปจากตัว ทันใดนั้นก็มีไอ้หนุ่มมือปืนคนหนึ่งเดินออกมาจากร้าน หัวเราะร่า มือซ้ายถือขวดเหล้าเดินซด มือขวาถือปืนสั้นลูกโม่ ได้หนุ่มจ้องมองตาแก่แล้วก็หัวเราะ “ลุง เคยเต้นรำมั๊ย” ตาแก่เงยหน้าไอ้หนุ่มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เคยเต้น และไม่เคยคิดจะเต้นด้วย” เมื่อผู้คนต่างเข้ามารุมล้อมเพื่อดูหนังบู๊ฟรี ไอ้หนุ่มได้รับความสนใจก็กร่างต่อ “ตาแก่หน้าโง่ วันนี้เอ็งจะต้องเต้นรำ” พูดจบก็ยิงปืนลงไปที่พื้นตรงที่ตาแก่ยืนอยู่ ตาแก่ไม่อยากถูกยิงก็เลยเต้นกระโดดหย่องแหย่งเหมือนยืนอยู่บนกระทะร้อนๆ ผู้คนรอบข้างก็หัวเราะกันครื้นเครง พอยิงกระสนุหมดโม่ มือปืนหนุ่มก็เก็บปืนใส่ซอง ยกเหล้าขึ้นซด แล้วหันหลังจะกลับเข้าร้านเหล้า ตาแก่ หันไปที่ลา หยิบปืนลูกซองแฝดออกมา แล้วง้างนกทั้งสองลำกล้อง เสียงสองกริ๊กนั้นทำให้เสียงหัวเราะของผู้คนหยุดสนิททันที มือปืนหนุ่มก็ได้ยินเสียงนั้น เขาหันกลับมาช้าๆและสบตาเข้ากับรูโตๆสองรูของลำกล้องปืนลูกซองในมือของคนที่เขาเรียกว่าตาแก่ ปืนลูกซองกระบอกนั้นชี้หน้าไอ้หนุ่มนิ่งไม่มีสั่นไหว คนที่ถือมันกล่าวขึ้นนุ่มๆว่า “ไอ้หนู...

Wilderness เราควรจะรักหรืออย่าไปยุ่งกับธรรมชาติ

เมื่อไหร่คือครั้งล่าสุดที่คุณและผมได้ยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ มองไปสุดสายตาแล้วไม่เห็นสิ่งรกตาและหูไม่ได้ยินเสียงรบกวนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์? เมื่อกว่า 50 ปีก่อน ในปี 1964 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลกออกมาฉบับหนึ่งชื่อว่า Wilderness Act เป็นกฎหมายที่น่าสนใจมากแต่น้อยคนจะเคยได้ยิน  Wilderness Act เป็นการกำหนดพื้นที่ที่ต้องการคงสภาพธรรมชาติบริสุทธิ์ไว้ให้ปราศจากสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าศิวิไลซ์  ปราศจากสิ่งถาวรที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาหรือได้ยินด้วยหู เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถแสวงหาความสงบหรือวิถีชีวิตดั่งเดิมได้ โดยมนุษย์สามารถเข้าสู่พื้นที่ได้ในฐานะผู้มาเยี่ยมเยียน แต่ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร นั่นหมายถึงว่าพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็น Wilderness จะปราศจากถนน ห้ามก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง ห้ามยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์กลไกไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนเข้าไป  แต่ก็หมายความว่า Wilderness ไม่ได้เป็นเขตหวงห้าม เพราะเป้าหมายสำคัญของการจัดตั้งส่วนหนึ่งคือ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าไปแสวงหาความสงบ,...

ในหลวงกับสัปปะรด

วันหนึ่งประมาณสองปีที่แล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟังว่าพ่อเขาเป็นชาวอเมริกันที่นำพันธุ์สัปปะรดจากฮอนดูรัสมาปลูกในโครงการณ์หลวงเป็นครั้งแรกที่ประจวบเมื่อหลายสิบปีก่อน พื้นที่ที่ในหลวงทรงริเริ่มโครงการณ์พระราชดำริที่ประจวบนั้นเป็พื้นที่แห้งแล้ง ฝนไม่ตกชาวบ้านยากจนเพราะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น จึงทรงโปรดให้ทดลองนำสัปปะรดซึ้งเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมามาปลูก ชาวอเมริกันท่านนี้นำเนื้อเยื่อพันธุ์สัปปะรดมาในหลอดแก้ว มาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่โครงการณ์หลวง ทำงานกันอย่างหนักจนสามารถขยายพันธุ์ปลูกลงในพื้นที่ได้นับพันไร่ ในขณะที่โครงการณ์หลวงก็ทำการประชาสัมพันธ์ว่าสัปปะรดคือพืชเศรฐกิจตัวใหม่ที่มีราคาดีและจะนำมาให้เกษตรกรปลูก ขณะที่สัปปะรดรุ่นแรกกำลังงอกงาม และอีกไม่กี่วันในหลวงจะทรงเสด็จ ก็เกิดเหตุที่ช็อคทีมงาน นั่นก็คือมีมือดีเข้ามาขโมยกวาดเอาสัปปะรดไปนับร้อยๆไร่ในช่วงข้ามคืน และกวาดจนหมดพื้นที่ในอีกไม่กี่วันต่อมา ทีมทำงานกังวลกันมากกว่าในหลวงจะทรงกร้ิวถ้าเสด็จมาเห็นว่าสัปปะรดที่ใช้เวลาเตรียมมานับปีโดนขโมยไปหมด วันที่ในหลวงเสด็จ ชาวอเมริกันท่านนี้ยืนรับเสด็จอยู่ห่างๆ เขาเล่าว่าแทนในหลวงจะทรงกริ้วเมื่อได้รับรายงานข่าวการโขมยสัปปะรด กลับทรงยิ้มในเวลาเสี้ยววินาที หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับ คำสั่งที่ทีมงานทุกคนได้รับคือให้เพาะสัปปะรดให้มากที่สุดแล้วนำมาลงในพื้นที่เดิมอีก ใครจะขโมยก็ไม่เป็นไร จากนั้นการปลูกสัปปะรดจึงขยายออกไปอย่างรวดเร็ว (จากต้นพันธุ์ที่ขโมยไปจากไร่ของโครงการณ์หลวงนั่นแหละ) โดยที่ไม่ต้องไปจัดการแจกจ่ายหรือประชาสัมพันธ์อะไรเลย และนั้นแหละเขาจึงได้เข้าใจว่าการปลูกสัปปะรดให้คนขโมยไปปลูกนั้นอาจเป็นความตั้งใจของพระองค์อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว ได้ฟังชาวต่างชาติมาเล่าถึงในหลวงอย่างชื่นชมเช่นนี้ ทำให้ผมถึงกับพูดไม่ออก ในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่เกิดมาในฐานะสูงส่งที่ไม่ต้องทำงานตลอดชีวิตก็ได้แต่กลับทุ่มเททำงานหนักทั้งชีวิตเพื่อคนอื่นโดยมิเคยหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทรงพระเจริญ
- Advertisement -

POPULAR POSTS

MY FAVORITES

I'M SOCIAL

0FansLike
11,229FollowersFollow
65,987FollowersFollow
19,058SubscribersSubscribe