ความคิดและมุมมอง

ความคิดและมุมมอง

วันที่น้ำตานอง

14 ตุลาคม พ.ศ.2559 คนไทยมาส่งเสด็จในหลวงกันเนืองแน่น หลายคนมานั่งรอทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนมาทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเดินกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ เมื่อขบวนผ่านมาทุกอย่างเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงสะอื้นเบาๆรอบตัว เมื่อขบวนผ่านไปแล้วหันไปทางไหนก็มีแต่น้ำตานองหน้า ผมมายิ้มได้อีกครั้งเมื่อเดินกลับตอนค่ำ ได้ยินนักเรียนหญิงสองคนคุยกันข้างหลัง "วันนี้มารอทั้งวัน แดดก็ร้อน คนก็เยอะ รถก็ติด นี่ยังไม่รู้จะกลับบ้านยังไงเลย" ผมกำลังหันกลับไปดูหน้าคนพูด กะว่าจะสอนเด็กเสียบ้าง ก็พอดีได้ยินประโยคต่อมาเสียก่อน "แต่เพื่อในหลวง เราทำได้" เราได้รับปาฏิหารย์มา 70 ปีและยังคงมีต่อไปครับ 14 ตุลาคม พ.ศ.2559 เป็นวันที่โศกเศร้าที่สุด แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าเป็นวันที่คนไทยรักกันที่สุด พระองค์จะสถิตอยู่ในใจเราตลอดไป

ผู้คนที่ไม่ต้องรู้จักกัน

“ไอ้หนุ่ม กินน้ำมั๊ยลุงเลี้ยงเอง” คุณลุงที่นั่งฝั่งตรงข้ามหันมาพูดกับผมแล้วกวักมือเรียกแม่ค้าที่เดินผ่านมา คำชวนนั้นทำให้ผมรู้แล้วว่าผมได้หลุดออกจากโลกไซเบอร์ไปแล้ว ทุกวันนี้เทคโนโลยี่ทำให้เรา”เชื่อมต่อ”กับผู้คนทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหน แต่ก็เป็นจริงว่าเรากลับอยู่ห่างคนที่อยู่รอบกายเรามากขึ้นทุกที ไม่ว่าผมจะเดินไปทางไหน บนท้องถนน, ในรถไฟลอยฟ้าหรือใต้ดิน เมื่อมองไปรอบตัวผมเห็นผู้คนล้วนแต่ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือของเขาโดยไม่แม้แต่จะมองคนรอบข้างว่าเป็นใคร และที่แย่ก็คือผมเองก็ทำเช่นนั้นครับ เคยลองคิดมั๊ยครับว่าหากเราจะลองพักจากเทคโนโลยี่แล้วออกไป “เชื่อมต่อ”กับผู้คนรอบๆตัวเราในอย่างที่มันเคยเป็นบ้างจะเป็นอย่างไร ผมคิดครับ แล้วผมก็ลองทำดู วันนี้ผมสะพายกล้องเล็กๆตัวหนึ่งออกเดินเล่นไปยังสถานีรถไฟเพื่อจะถ่ายรูปผู้คน ในตอนแรกผมรู้สึกลำบากใจอย่างมากที่จะต้องรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของคนโดยแอบถ่ายภาพของพวกเขา และภาพที่ได้ก็ดูจะขาดเรื่องราวขาดความหมาย จนกระทั่งผมลดกล้องลง แล้วมองไปรอบตัวด้วยตาเปล่า สบตากับผู้คน ส่งยิ้มให้กับคนที่ผมไม่รู้จัก ความรู้สึกของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เกือบทุกคนที่ผมยิ้มให้ ส่งสายตาตอบและส่งยิ้มกลับมา ผมเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน อาจจะแค่ผิวเผินแค่ “พี่จะไปไหนครับ” “บ้านพี่อยู่ที่นั่นเหรอครับ”...

ไปดูชาวเขาปลูกสตรอเบอรี่

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จู่ๆก็อยากขึ้นไปนอนบนดอยอ่างขาง แต่เป็นคนขับรถไม่เป็น เพื่อนร่วมทางก็ไม่กล้าขับรถขึ้นไป ทำยังไงดี ด้วยความที่อยากขึ้นดอยจริงๆก็เลยจ้างรถตู้พาพวกเราขึ้นไปส่งบนดอย พอไปส่งถึงบนดอยแล้วก็ให้รถตู้กลับลงเขาไปโดยนัดกันว่าอีกสองสัปดาห์คนขับรถตู้ค่อยขึ้นไปรับพวกเราลงจากดอยอีกที เนื่องจากรู้ว่าการไปอยู่บนดอยโดยไม่มีรถนั้นมันไม่สะดวกและลำบากเวลาจะเดินทางไปที่ไหนๆบนดอย ก็เลยเอารถจักรยานพับได้ 24 speed ติดขึ้นไปกับรถตู้ด้วยหนึ่งคัน เอามันไปด้วยทั้งที่รู้ว่ารถจักรยานมันคงจะช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะทางบนดอยมันเป็นทางขึ้นเขาลงเขาแถมชันอีกต่างหาก เดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมเป็นช่วงหน้าฝน คนไม่ค่อยขึ้นไปเที่ยวดอยอ่างขางกัน แต่ผมกลับชอบเที่ยวดอยช่วงนี่แหล่ะ เพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้บนดอยดูเขียวขจีสบายตา อากาศไม่หนาวจนเกินไปแต่ก็ไม่ร้อน การจองห้องพักก็ไม่มีปัญหา มีห้องพักว่างเยอะแยะ เลือกห้องพักที่ชอบได้ตามใจชอบ แถมได้ราคาที่พักถูกลงครึ่งหนึ่งอีกด้วย อาหารการกินก็ไม่ต้องไปแย่งกับใคร จะเห็นคนขึ้นมาเที่ยวบ้างก็ช่วงเสาร์อาฑิตย์ บนดอยช่วงนี้เลยค่อยข้างเงียบสงบ ต่างกับช่วงหน้าหนาวอย่างเทียบกันไม่ได้...

ความเชื่อที่บ้านขอบด้ง

ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านเลยเลือกไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ใกล้ๆชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่บ้านขอบด้งอยู่สิบวัน จริงๆแล้วไม่ได้ถึงกลับไปอยู่กินนอนกับพวกเขาหรอกแต่พอดีคุณเจตน์ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเขาทำที่พักรีสอร์ทอยู่ติดกับหมู่บ้านเลยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่นั่น บ้านขอบด้งเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอดำที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลาหู่ (Lahu) อยู่บนดอยอ่างขางตรงเขตชายแดนไทย-พม่า ชาวเขาที่นี่ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม บ้านที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเพิงยกพื้นคล้ายกระต๊อบทำด้วยไม้และเป็นหลังคามุงจาก ฝาผนังบ้านส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ไผ่ พวกเขาเลี้ยงสัตว์พื้นบ้านเช่น หมู ไก่ และหมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองในหมู่บ้าน หมูที่พวกเขาเลี้ยงจะเป็นหมูดำซึ่งหมูดำนี้จะต้องมีในหมู่บ้านแบบขาดไม่ได้ ส่วนที่เห็นในรูปข้างล่างเป็นรูปลูกหมูดำตัวเล็กๆที่กำลังน่ารักน่าชังเชียว ที่แปลกใจคือไปเจอควายที่นี่ แปลกใจเพราะที่นี่ไม่ได้ทำนาปลูกข้าวจึงไม่มีความจำเป็นต้องมีควายไถนา เข้าใจว่าชาวเขาบางคนซื้อควายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยงเพื่อให้พวกมันออกลูกออกหลาน พอลูกควายโตแล้วก็เอาไปขายเอากำไร ชาวเขาที่นี่จะทำไร่สตรอเบอรี่กันเป็นส่วนใหญ่เพราะสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ยอดฮิตของคนที่ขึ้นมาเที่ยวบนดอยอ่างขาง สตรอเบอรี่จึงทำรายได้ให้กับพวกเขาเป็นกอบเป็นกำ ถ้าไปที่บ้านขอบด้ง พอเข้าเขตหมู่บ้านก็จะเห็นไร่สตรอเบอรี่เป็นพื้นที่ใหญ่เต็มหุบเขา ช่วงที่ไม่ใช่หน้าสตรอเบอรี่พวกเขาก็จะปลูกพืชผักสวนครัวแทน การที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆพวกเขาเลยได้เห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ชาวเขาเผ่ามูเซอดำส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม แต่เทคโนโลยี่และความทันสมัยที่เกิดขึ้นในโลกก็เริ่มทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวนี้ชาวเขามีโทรศัพท์มือถือใช้...

ID 4 , ลิตเติ้ลบิ๊กฮอร์น และ วูนเด็ดนี

ผมเคยดูภาพยนต์เรื่อง ID4 หรือ Independence Day ภาคแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ในขณะที่กำลังสนุกสนานไปกับฉากแอ๊คชั่นมันส์ของหนังเรื่องนี้ อีกส่วนหนึ่งของสมองของผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า เหตุการณ์ในภาพยนต์นี้คล้ายคลึงไปกับเรื่องจริงบางเรื่อง สำหรับคนที่ไม่เคยชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมขอเล่าเรื่องย่อให้ฟังคร่าวๆครับ ว่า ID4  เป็นเรื่องสมมุติที่มีมนุษย์ต่างดาวจากดวงดาวอันไกลโพ้นได้ใช้ยานและอาวุธอันทันสมัยเกินกว่าที่มนุษย์โลกนี้จะรู้จัดหรือสามารถต้านทานได้พยายามเข้ามายึดครองโลกเพื่อจะ “สูบ”เอาทรัพยากรในโลกนี้กลับไปสู่ดวงดาวของพวกเขา แต่แน่นอนละ ในภาพยนต์เรื่องนี้มนุษย์โลกที่รวมตัวร่วมมือกันสู้แม้จะมีอาวุธและวิทยาการด้อยกว่าก็สามารถเอาชนะได้ เรื่องในชีวิตจริงที่ผมคิดว่าคล้ายกันแ(ต่ผลสุดท้ายไม่เหมือน) คือเรื่องราวของคนผิวขาวที่อพยบเข้าไปสู่ทวีปอเมริกาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสี่ร้อยปีก่อนหน้านี้ มันน่าสนใจมากเมื่อผมได้อ่านหนังสือที่ชื่อว่า “ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป” ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย คุณวันชัย...

ชีวิตของเราเลือกได้

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เมื่อได้เกิดมาในโลกนี้แล้วทุกคนจะต้องรู้จักเลือกว่าตนเองต้องการใช้ชีวิตแบบไหน ไม่ว่าจะรวยหรือจนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการ บางคนเลือกแล้วมีความสุขกับชีวิตในแบบที่ตนเองเลือก บางคนเลือกแล้วแต่ชีวิตกลับไม่มีความสุขไม่สมหวังตามที่คิดหรือใฝ่ฝันไว้ แต่มันจะไม่ถึงกับสายจนเกินไปถ้าคนๆนั้นรู้ตัวทันแล้วปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเสียใหม่ คนเราตอนที่ยังเป็นเด็กก็มักจะอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็อยากแต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่น มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อยากมีทรัพย์สินเงินทอง อยากมีชื่อเสียง อยากให้คนนับหน้าถือตา บางคนทำงานอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีเวลาให้ลูกเมีย ไม่มีเวลาแม้แต่หาความสุขให้ตัวเอง คิดแต่ว่าจะต้องทำงานให้ได้เงินเยอะๆ ยิ่งหาได้มากเท่าไรก็ยิ่งอยากได้มากขึ้น คิดว่าเงินคือสิ่งที่จะนำมาซึ่งความสุขในชีวิต ต้องทำงานจนกว่าอายุจะครบเกษียณอายุ บางคนถึงวัยเกษียณแล้วแต่ก็ยังไม่อยากเกษียณ ยังอยากทำงานเก็บเงินต่อทั้งที่มีทรัพย์สินและเงินทองมากมายเหลือใช้ ทั้งนี้เพราะใจมันร้องบอกว่ายังอยากที่จะมีมากกว่าที่มีอยู่ มีมากเท่าไรยิ่งดี บางคนไม่อยากเกษียณเพราะไม่รู้จะทำอะไรหลังเกษียณ กลัวจะเหงาไม่มีอะไรทำ กลัวจะไม่มีเพื่อน กลัวเป็นคนที่ไร้คุณค่า และพอแก่ชราลงไม่มีแรงเดินเหินไปไหนทำอะไรเองไม่ได้...

ความทรงจำที่ประทับใจที่สังขละบุรี

รูปที่เห็นข้างบนนี้เป็นรูปที่ผมถ่ายผู้หญิงชาวมอญคนหนึ่งกับลูกๆของเธอ ดูแล้วก็เป็นรูปที่แสนจะธรรมดามากๆ และถ้าไม่บอกก็คงจะไม่ใครคาดเดาได้ว่ามันกลับเป็นรูปที่มีคุณค่าทางใจมากที่สุดสำหรับผมเมื่อเทียบกับบรรดารูปทั้งหมดที่ผมได้มีโอกาศไปถ่ายที่สังขละบุรี เป็นรูปที่ทำให้ผมรู้สึกหัวใจพองโตเมื่อมารู้ภายหลังว่ามันทำให้ผู้หญิงชาวมอญคนหนึ่งที่เป็นแม่คนมีความสุขมากๆ และทุกครั้งที่ดูรูปนี้ก็จะรู้สึกดีกับตัวเอง รู้สีกดีที่ได้ไปเจอและได้มีโอกาศได้ทำบางอย่างที่มีคุณค่าทางใจให้กับผู้หญิงที่เป็นแม่คนคนหนึ่งที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นรูปที่ถ่ายที่งานทอดกฐินที่วัดสมเด็จ สังขละบุรี วันนั้นเป็นวันที่ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรีต่างร่วมแรงร่วมใจพากันไปทำบุญงานทอดกฐินที่วัด ที่ผมรู้ว่าวัดสมเด็จจะมีงานทอดกฐินวันนั้นก็เพราะว่าประมาณเจ็ดวันก่อนหน้านั้น ผม แม่มะลิและมะลิไปเดินเล่นที่สะพานไม้แล้วได้ไปเจอและรู้จักมักคุ้นกับมัคคุเทศก์น้อยสองพี่น้องที่น่ารักและน่าเขกหัว “พลอย สะพานมอญ” กับ “มอส สะพานมอญ” (แม่มะลิคือคนใกล้ชิดผมและเป็นหม่าหม๋าของมะลิ ส่วนมะลิเป็นหมาลาบราดอร์ของผมที่ตามไปเที่ยว งงไหมเอ่ย) มัคคุเทศก์น้อยทั้งสองชวนและรบเร้าให้พวกเราไปเที่ยวและถ่ายรูปที่วัดสมเด็จ พวกเขาบอกว่าพวกเราต้องไปงานทอดกฐินนี้ให้ได้เพราะจะมีชาวบ้านแต่งตัวใส่ชุดมอญสวยๆไปทำบุญที่วัดกันเยอะมากตั้งเช้า ด้วยความที่เป็นคนชอบดูวิถีชีวิตชาวบ้านอยู่แล้ว วันนั้นผม แม่มะลิและมะลิไปถึงวัดสมเด็จตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ว่าไปแล้ววันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะอยู่ที่สังขละบุรีเมื่อคราวที่ไปทริปสังขละบุรีครั้งนั้น...

“ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง”

"ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง" เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต่ายไปเดินเล่นที่ ถ.พระสุเมรุ มาคะ ไม่บ่อยครั้งนักที่ต่ายเลือกจะเดินทางเที่ยวเล่นในกรุงเทพ อาจจะเหมือนกับใครหลายๆ คนคะ ที่เวลาเรานึกถึงคำว่าเดินทางเมื่อไหร่ ภาพนั้นก็จะดูใหญ่โต ห่างไกล และไม่คุ้นเคย ทั้งที่จริงๆ แล้ว การเดินทางในที่ใกล้ แต่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถให้ความรู้สึกนั้นได้ไม่แพ้กัน ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันหยุดยาวไม่แพ้วันสงกรานต์ กรุงเทพจะกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นมาอีกเท่าตัว เพราะถนนที่ปริมาณรถเบาบาง ผู้คนไม่วุ่นวาย และเสียงรอบตัวที่เงียบลงอย่างน่าแปลกใจ ทำให้เรามองเห็นกรุงเทพได้อย่างเต็มตามากขึ้น และในความวุ่นวายที่เคยมี ต่ายได้เจอมุมสงบเล็กๆ มุมหนึ่งในที่ที่ใกล้แต่ไม่คุ้นเคยนี้จากคำชวนของเพื่อนต่างวัย...

วันปีใหม่ กับใส้อั่วป้านาง

ผมเดินออกมาจากบ้านก็พบกับอากาศยามเช้าเย็นสดชื่นและความเงียบสงบร่มรื่นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ปกคุลมระเบียงบ้าน บ้านหลังเล็กเชิงเขานี้เป็นบ้านที่พ่อผมซื้อไว้เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน มันแทบจะเป็นประเพณีปฏิบัติของครอบครัวเราไปแล้วที่จะมาอยู่ที่นี่กันอย่างสงบๆในวันหยุดยาวสิ้นปีที่ผู้คนต่างออกไปเฉลิมฉลองกันและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆก็คึกคักไปจนถึงแออัด ขณะที่ผมกำลังทำอาหารเช้าให้ลูกๆที่กำลังเพิ่งจะตื่นกันออกมา ก็มีรถกระบะคันหนึ่งมาจอดที่หน้าบ้าน คนที่เดินลงมาก็คือ ศรีไพร คนที่เข้ามาช่วยดูแลบ้านให้เป็นประจำตอนที่เราไม่ได้มากัน หลังจากทักทายกัน ศรีไพรก็เอ่ยคำถามที่ทำให้ผมแปลกใจขึ้นมา “คุณโทรไปสั่งใส้อั่วป้านางหรือครับ” ผมงงกับคำถามนั้น ชื่อ”ป้านาง” เป็นชื่อคุ้นหูที่ผมไม่ได้ยินมาหลายปี ป้านางเป็นแม่ค้าใส้อั่วแสนอร่อยในตลาดพร้าวที่พ่อผมติตใจรสชาดและต้องไปซื้อทุกครั้งที่มาบ้านนี้ “เปล่านี่ ผมไม่ได้โทรไปครับ” “ป้านางบอกว่าเมื่อวานมีคนโทรไปบอกว่าอยากจะสั่งใส้อั่ว บอกว่าโทรมาจากบ้านนี้ สัญญานไม่ค่อยดี แกโทรกลับก็ไม่ติด ก็เลยโทรมาที่หมู่บ้านแล้วฝากผมมาบอก” ศรีไพรบอกผมด้วยหน้าซื่อๆ ผมขับรถออกไปยังตลาดพร้าวด้วยความสงสัย บวกกับกังวลว่าเมื่อมีคนสั่งให้ป้านางทำใส่อั่วแล้วถ้าไม่ไปเอาแกก็น่าจะแย่ และแน่นอนผมก็อยากลิ้มลองใส้อั่วแสนอร่อยที่ไม่ได้ทานมานานหลายปี เมืองพร้าวยังคงสงบเงียบน่าอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแม้ผมจะไม่ได้แวะเวียนเข้ามาหลายปี ชีวิตยังคงไม่เร่งรีบ ผู้คนยังคงยิ้มแย้มและเป็นมิตร ผมยังพอจำได้ว่าแผงของป้านางในตลาดอยู่ตรงไหน “ป้านางมาขายตอนเช้ามืด ตอนนี้แกกลับไปบ้านแล้วละ มาอีกทีตอนเช้าพรุ่งนี้ซิ” แม่ค้าแผงข้างๆบอก เมื่อผมถามหาป้านาง “ตามไปที่บ้านก็ได้...

ความจริงที่มีหลายด้าน

เสียงเอะอะในแค้มป์ทำให้ผมตื่นขึ้นจากเปล แค้มป์ของเราครั้งนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายงาม เราล่องแพไม้ไผ่ผ่านป่าใหญ่มาแล้วสองวันเต็มๆจนไม่แน่ใจว่าเรายังอยู่ในเขตไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เมื่ออยู่กลางป่าลึกเช่นนี้เส้นแบ่งเขตก็ดูเหมือนจะเลือนลาง ผมเดินเข้าไปหากลุ่มคนที่มุงกันอยู่ที่ชายแค้มป์นั้น เมื่อเดินเข้าไปใกล้ผมก็เห็นได้ว่ามีสัตว์ตัวหนึ่งนอนอยู่กลางวง มันคือเก้งตัวผู้ขนาดย่อมๆที่มีรอยเลือดเปรอะอยู่ข้างลำตัว และกลางวงนั้นก็มีชายร่างสูงถือปืนกระบอกยาวนั่งอยู่ด้วย ใบหน้าของเขายิ้มอย่างที่ผมไม่สามารถเข้าใจ ผู้คนรอบข้างก็มองเขาอย่างชื่นชม เพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพเหมือนพี่ชายซึ่งเป็นผู้นำคณะของเราในครั้งนั้นบอกผมว่า ชายผู้ถือปืนนั้นชื่อพะโด่ทูเป็นพรานจากหมู่บ้านกระเหรี่ยงห้วยม่วงที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ มาล่าสัตว์แล้วมาเจอคณะของเราซึ่งมีเพื่อนๆของเขาหลายคนร่วมอยู่ด้วยจึงแวะเข้ามาขอพักด้วย ผมกลับไปนอนด้วยภาพเก้งนอนตายที่ยังติดตา แม้ว่าผมจะเข้าใจได้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่กินเนื้อสัตว์กันอยู่ทุกวันและเนื้อที่ผมกินก็มาจากสัตว์ที่ต้องถูกฆ่า แต่ผมก็เติบโตมาในรอยต่อของยุคสมัย ขณะที่พ่อพาพี่ชายคนโตเข้าป่าล่าสัตว์ ผมที่ยังเด็กเกินกว่าที่จะไปด้วยก็นั่งดูละคร “กฎแห่งกรรม” ที่พยายามเล่าเรื่องว่าสัตว์ก็ล้วนมีครอบครัวและรักชีวิต การล่าก็เป็นบาปและย่อมมีผลกรรมตามสนอง แต่ก็ได้อ่านนวนิยายเที่ยวป่าล่าสัตว์ไปด้วยพร้อมๆกัน เมื่อผมตื่นขึ้นมาอีกทีในรุ่งเช้า เก้งตัวนั้นถูกแปรสภาพไปหมดจนไม่มีอะไรเหลือให้เห็น นอกจากเศษขน ส่วนหนึ่งของเนื้อที่พะโด่ทูแบ่งให้ก็กลายเป็นอาหารของเราด้วยในวันต่อมา ผมพลันนึกถึงคำพูดของใครคนหนึ่งที่บอกว่า “บาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่ที่คนกิน"   หลายปีต่อมา ต่างสถานที่และต่างเวลา เราเดินกันมาหลายวันในป่าสูง...
- Advertisement -

I'M SOCIAL

0FansLike
5,140FollowersFollow
64,917FollowersFollow
15,119SubscribersSubscribe