Home ความคิดและมุมมอง

ความคิดและมุมมอง

video

Kodachrome

ผมเพิ่งดูภาพยนต์เรื่อง Kadachome จบ สนุกครับ ภาพยนต์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของเบน ช่างภาพผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากจนเป็นตำนานของช่างภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ (แสดงโดย Ed Harris ที่แสดงเก่งมาก) เขาป่วยเป็นมะเร็งในขั้นสุดท้าย และอยากจะเอาฟิล์ม Kodachome 4 ม้วนที่ถ่ายไว้นานมากแล้ว ไปล้างที่ Lab สุดท้ายใน Kansas ที่ยังเปิดให้บริการล้างฟิล์มชนิดนี้อยู่และกำลังจะต้องปิดบริการเพราะไม่มีเคมีที่จะใช้ล้างฟิล์มอีกต่อไป เขาติดต่อขอให้ลูกชายที่โกรธกันไม่พูดกันมาหลายสิบปีเป็นคนขับรถพาไปล้างฟิล์มที่นั่น พร้อมกับพยาบาลประจำตัวสาวสวย (อันนี้คงพอเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น) สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Kodacrome เป็นฟิล์มสไล์ดสีชนิดแรกๆที่ประสบความสำเร็จในวงกว้างทั้งในการถ่ายภาพและภาพยนต์...

จักรวาลที่ทับซ้อน

คุณเชื่อมั๊ยครับว่า Parallel Universe หรือจักรวาลที่ทับซ้อนกันอยู่มีจริง ผมเริ่มเชื่อนะ ตั้งแต่ปี 1954 นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Princeton นำเสนอทฤษฎีแหกคอกที่ช็อคผู้คนว่า มีจักรวาลที่เหมือนกับที่เราอยู่นี้เปี๊ยบ ขนานอยู่ในกาลเวลา โดยที่แตกสาขาไปจากจักรวาลที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ หรือบางทีจักรวาลที่เราอยู่นี้ก็อาจจะแตกตัวออกมาจากจักรวาลอื่นด้วยเหตุการบางอย่างที่มีผลลัพธ์ที่แตกต่าง (Alternate Outcome) เช่นอาจจะมีจักรวาลเส้นขนานที่ไดโนเสาร์ยังมีอยู่ขณะที่มนุษย์สูญพันธุ์ไป หรือ จักรวาลที่เยอรมันชนะสงครามโลก ฟังดูประหลาดมาก ผมเริ่มมองเห็นจักรวาลเส้นขนานนี้ได้ลางๆ หลายคนอ่านแล้วอาจจะเอาเข้าไปโยงเข้าไปสู่เรื่องศาสนา หรืออาจจะไปถึงเรื่องของไสยศาสตร์ เรื่องเหนือธรรมชาติไปโน่น ผมไม่ถึงขนาดนั้นนะ แต่ผมคิดว่าผมเจอเครื่องมือที่ใช้เดินทางสู่ Parallel...

ความงดงามที่ซ่อนอยู่

เมื่อรถจอดสนิท ผมก็ต้องรีบเปิดประตูลงไปบิดตัวให้กระดูกและสำไส้กลับเข้าที่ เวลา 17 ปีที่ผ่านดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้การเดินทางสู่บ้านนาเกียนง่ายขึ้นเลย แต่ 17 ปีนั้นก็นานมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย หมออนามัยสหายเก่าผู้มีฉายาในทีวีภายหลังจากที่เราได้เดินทางด้วยกันว่า “หมอผีบ้า” ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว เด็กหนุ่มผู้ช่วยหมอที่เคยไปด้วยกันก็กลายเป็นบาทหลวงที่โบสถ์ประจำหมู่บ้าน บ้านช่องที่เคยเป็นเรือไม้ไผ่ก็กลายเป็นบ้านที่สร้างใหม่อย่างมั่นคงแข็งแรง พะตี่นุเดินยิ้มร่าออกมาจากบ้าน “กินข้าวหรือยัง มากินข้าวกัน” โดยไม่ฟังคำตอบ พะตี่หันไปสั่งหลานสาวให้หุงข้าวทันที เรานั่งกินน้ำเย็นที่พะตี่ (ภาษากระเหรี่ยงแปลว่าลุง) รินให้ แล้วนั่งคุยกันที่ลานบ้าน ผมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือหลายๆอย่างในการที่เราจะมาจัดกิจกรรมเดินป่าที่ผ่านสันเขาไม่ไกลจากบ้านแก พะตี่นุรับปากจัดการให้หมด แถมยังบอกว่าไม่มีปัญหา คนแถวนี้ญาติๆแกทั้งนั้น รวมทั้งกำนันที่อยู่บ้านใกล้ๆนี่ด้วย “นอนนี่สักคืนซิ จะรีบไปไหน” พะตี่ชวนด้วยรอยยิ้ม ทั้งหมดนี้ดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่รู้จักกันมานาน...

ชีวิตที่ห้าวหาญของ Jumping General : James Gavin วีรบุรุษและยอดผู้นำตัวจริง

ยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปรวดเร็ว หลายอย่างก็เปลี่ยนไปให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น แต่บางอย่างก็เปลี่ยนไปและสูญหายอย่างน่าเสียดาย ผมกำลังพูดถึงความกล้าที่จะใช้ชีวิตห้าวหาญ กล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ดูเหมือนจะหายไปจากสังคมนี้เหลืออยู่เพียงในภาพยนต์ ในยุคนี้สมัยนี้เรามักจะมี Hero เป็นนักกีฬา, นักร้อง,​ดารานักแสดง, net idol หรือเจ้าสัวที่ร่ำรวย แต่หากได้มองย้อนไปในประวัติศาสตร์กันบ้างอาจจะได้เห็นวีรบุรุษแท้ๆที่ไม่เคยปรากฎตัวในหน้าโทรทัศน์หรือ Facebook คนเหล่านี้ล้วนมีความน่าสนใจและน่าทึ่งเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความกล้าหาญ, ความเสียสละ และ ความเป็นผู้นำ ท่านนายพล James Gavin ผู้มีฉายาว่า Jumping General...

คนที่ไม่เคยท้อ 

เรานั่งพักกันอยู่บนสันเขา ท่ามกลางแดดจ้าของเดือนมีนาคมที่ร้อนราวกับจะละลายทุกอย่างลงในพริบตา หุบเขาที่มองเห็นบางแห่งมีรอยถูกเผาไหม้เกรียม ผมและสหายอีก 5 คน มาอยู่กันที่นั้นด้วยความฝันร่วมกันว่าจะสร้างเส้นทางเดินป่าระยะไกลสักเส้นหนึ่งให้คนไทยได้เดินกันเหมือนกับที่มีในต่างประเทศ ความฝันของการสร้างเส้นทางนี้ไม่ใช่ชื่อเสียงของการพิชิตสิ่งใด แต่หากเราอยากให้คนในเมืองได้มาเห็นว่าต้นน้ำนั้นเป็นอย่างไรและได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติอย่างช่วยกันรักษาให้ยั่งยืน ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เราอยากให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รายได้จากการนำทางและการจัดการเส้นทางนี้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางเพื่อให้เขาได้รับประโยชน์ทางตรงจากการคงอยู่ของผืนป่า และหวังว่าทั้งหมดจะนำไปสู่การร่วมกันรักษาและร่วมกันใช้ประโยชน์จากป่าต้นน้ำผืนนี้ไว้ด้วยแรงกายแรงใจของทุกฝ่าย ระหว่างที่เราพักเหนื่อยหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ คำถามที่ติดอยู่ในใจหลายๆคำถามจากสหายรุ่นน้องก็ทะยอยออกมา "แล้วถ้าทางอุทยานเขาไม่ให้เราเดินละครับ" "แล้วถ้าไม่มีคนมาเดินกับเราละครับ" "แล้าถ้าทำเสร็จแล้วชาวบ้านไม่สามารถดูแลจัดการกันเองต่อละค่ะ" "คนเขาจะเชื่อมั๊ยครับ ว่าเรามาช่วยเขาจริงๆไม่ได้หวังอะไรตอบแทน" คำถามที่ขาดคำตอบยังมีมากมาย อุปสรรค์ที่มองเห็นนั้นเรียงราย ผมไม่มีคำตอบอะไรที่จะดีไปกว่าที่จะบอกน้องว่า "เราลงมือทำกันดู ถ้าเราไม่สำเร็จ เราก็ทำกันใหม่อีก ที่สำคัญเราต้องไม่ท้อกันซะก่อน" "อย่าลืมนะว่า เราได้รู้จักคนหนึ่งที่ไม่เคยท้อ" พระองค์ท่านจะทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เราตลอดไป เครดิตภาพจากหนังสือ "50 ฝน"

ร้านกล้อง where everybody know your name

เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อนรุ่นน้องที่เป็นหุ้นส่วนกัน ถามผมในระหว่างพักการประชุมวางแผนของบริษัทเล็กๆของเราที่เพิ่งตั้งขึ้นมาว่า “พี่ครับ พี่คิดว่าบริษัทไหนในเมืองไทยที่พี่คิดว่าดี และเราควรเอาเป็นตัวอย่างบ้างครับ” คำตอบจากผม ทำให้สหายผู้นั้นแปลกใจอย่างมาก เพราะเขาคงคาดหวังว่าผมจะเอ่ยชื่อ บริษัทใหญ่สุดดัง อย่างบริษัทนำ้มัน, บริษัทปูน หรือแม้แต่บริษัท Computer ชั้นเยี่ยมที่ผมทำงานด้วยเกือบ 20ปี คำตอบผมคือ “Fotofile” ครับ มาครับ ผมจะเล่าเรื่อง “ร้าน” นี้ให้ฟัง อาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้ผมได้ไปพบพาร้านนี้เข้าตั้งแต่วันแรกๆที่ร้านเปิดเมื่อ 25 ปีมาแล้ว...

เราได้รับปาฏิหารย์มาแล้วถึง 70 ปี

เช้าวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เมื่อได้ทราบข่าวว่าในหลวงทรงประชวรหนัก ผมนั่งเขียนข้อความนี้บน Facebook ด้วยความตั้งใจที่จะให้เพื่อนชาวต่างชาติเข้าใจว่าทำไมพวกเราชาวไทยจึง Post ภาพในหลวงของเราเต็ม Facebook ไปหมด มีข้อความดังนี้ "To my friend outside of Thailand. You might be surprised to see all...

วันที่น้ำตานอง

14 ตุลาคม พ.ศ.2559 คนไทยมาส่งเสด็จในหลวงกันเนืองแน่น หลายคนมานั่งรอทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนมาทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเดินกลับบ้านเป็นระยะทางไกลๆ เมื่อขบวนผ่านมาทุกอย่างเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงสะอื้นเบาๆรอบตัว เมื่อขบวนผ่านไปแล้วหันไปทางไหนก็มีแต่น้ำตานองหน้า ผมมายิ้มได้อีกครั้งเมื่อเดินกลับตอนค่ำ ได้ยินนักเรียนหญิงสองคนคุยกันข้างหลัง "วันนี้มารอทั้งวัน แดดก็ร้อน คนก็เยอะ รถก็ติด นี่ยังไม่รู้จะกลับบ้านยังไงเลย" ผมกำลังหันกลับไปดูหน้าคนพูด กะว่าจะสอนเด็กเสียบ้าง ก็พอดีได้ยินประโยคต่อมาเสียก่อน "แต่เพื่อในหลวง เราทำได้" เราได้รับปาฏิหารย์มา 70 ปีและยังคงมีต่อไปครับ 14 ตุลาคม พ.ศ.2559 เป็นวันที่โศกเศร้าที่สุด แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าเป็นวันที่คนไทยรักกันที่สุด พระองค์จะสถิตอยู่ในใจเราตลอดไป

ผู้คนที่ไม่ต้องรู้จักกัน

“ไอ้หนุ่ม กินน้ำมั๊ยลุงเลี้ยงเอง” คุณลุงที่นั่งฝั่งตรงข้ามหันมาพูดกับผมแล้วกวักมือเรียกแม่ค้าที่เดินผ่านมา คำชวนนั้นทำให้ผมรู้แล้วว่าผมได้หลุดออกจากโลกไซเบอร์ไปแล้ว ทุกวันนี้เทคโนโลยี่ทำให้เรา”เชื่อมต่อ”กับผู้คนทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหน แต่ก็เป็นจริงว่าเรากลับอยู่ห่างคนที่อยู่รอบกายเรามากขึ้นทุกที ไม่ว่าผมจะเดินไปทางไหน บนท้องถนน, ในรถไฟลอยฟ้าหรือใต้ดิน เมื่อมองไปรอบตัวผมเห็นผู้คนล้วนแต่ก้มลงมองโทรศัพท์มือถือของเขาโดยไม่แม้แต่จะมองคนรอบข้างว่าเป็นใคร และที่แย่ก็คือผมเองก็ทำเช่นนั้นครับ เคยลองคิดมั๊ยครับว่าหากเราจะลองพักจากเทคโนโลยี่แล้วออกไป “เชื่อมต่อ”กับผู้คนรอบๆตัวเราในอย่างที่มันเคยเป็นบ้างจะเป็นอย่างไร ผมคิดครับ แล้วผมก็ลองทำดู วันนี้ผมสะพายกล้องเล็กๆตัวหนึ่งออกเดินเล่นไปยังสถานีรถไฟเพื่อจะถ่ายรูปผู้คน ในตอนแรกผมรู้สึกลำบากใจอย่างมากที่จะต้องรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของคนโดยแอบถ่ายภาพของพวกเขา และภาพที่ได้ก็ดูจะขาดเรื่องราวขาดความหมาย จนกระทั่งผมลดกล้องลง แล้วมองไปรอบตัวด้วยตาเปล่า สบตากับผู้คน ส่งยิ้มให้กับคนที่ผมไม่รู้จัก ความรู้สึกของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เกือบทุกคนที่ผมยิ้มให้ ส่งสายตาตอบและส่งยิ้มกลับมา ผมเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน อาจจะแค่ผิวเผินแค่ “พี่จะไปไหนครับ” “บ้านพี่อยู่ที่นั่นเหรอครับ”...

ไปดูชาวเขาปลูกสตรอเบอรี่

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จู่ๆก็อยากขึ้นไปนอนบนดอยอ่างขาง แต่เป็นคนขับรถไม่เป็น เพื่อนร่วมทางก็ไม่กล้าขับรถขึ้นไป ทำยังไงดี ด้วยความที่อยากขึ้นดอยจริงๆก็เลยจ้างรถตู้พาพวกเราขึ้นไปส่งบนดอย พอไปส่งถึงบนดอยแล้วก็ให้รถตู้กลับลงเขาไปโดยนัดกันว่าอีกสองสัปดาห์คนขับรถตู้ค่อยขึ้นไปรับพวกเราลงจากดอยอีกที เนื่องจากรู้ว่าการไปอยู่บนดอยโดยไม่มีรถนั้นมันไม่สะดวกและลำบากเวลาจะเดินทางไปที่ไหนๆบนดอย ก็เลยเอารถจักรยานพับได้ 24 speed ติดขึ้นไปกับรถตู้ด้วยหนึ่งคัน เอามันไปด้วยทั้งที่รู้ว่ารถจักรยานมันคงจะช่วยอะไรไม่ได้มากเพราะทางบนดอยมันเป็นทางขึ้นเขาลงเขาแถมชันอีกต่างหาก เดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมเป็นช่วงหน้าฝน คนไม่ค่อยขึ้นไปเที่ยวดอยอ่างขางกัน แต่ผมกลับชอบเที่ยวดอยช่วงนี่แหล่ะ เพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้บนดอยดูเขียวขจีสบายตา อากาศไม่หนาวจนเกินไปแต่ก็ไม่ร้อน การจองห้องพักก็ไม่มีปัญหา มีห้องพักว่างเยอะแยะ เลือกห้องพักที่ชอบได้ตามใจชอบ แถมได้ราคาที่พักถูกลงครึ่งหนึ่งอีกด้วย อาหารการกินก็ไม่ต้องไปแย่งกับใคร จะเห็นคนขึ้นมาเที่ยวบ้างก็ช่วงเสาร์อาฑิตย์ บนดอยช่วงนี้เลยค่อยข้างเงียบสงบ ต่างกับช่วงหน้าหนาวอย่างเทียบกันไม่ได้...
- Advertisement -

POPULAR POSTS

MY FAVORITES

I'M SOCIAL

0FansLike
11,229FollowersFollow
65,987FollowersFollow
25,700SubscribersSubscribe