ชีวิตและการเดินทาง

ชีวิตและการเดินทาง

ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ แต่นี่คือความฝัน

ถนนเส้นนั้นวิ่งผ่านเข้าไปในช่องเขาที่แห้งแล้ง หลายคนเรียกพื้นที่นี้ว่าทะเลทรายเพราะมันเป็นเขตเงาฝนที่ถูก Mount Rainier บังความชุ่มชื่นจากชายฝั่งทะเลไม่ให้เข้าไปถึง ตลอดเส้นทางหลายสิบกิโลเมตรนั้นแทบจะไม่มีบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆเลย แต่สิ่งที่ทำให้ทิวทัศน์ของถนนสายนั้นงดงามก็คือแม่น้ำ Yakima ที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามร่องเขา ทันใดที่รถเราข้ามเนินสูงและมุ่งหน้าลงสู่หุบเขาที่อยู่ข้าง หมู่อาคารหนึ่งก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าท่ามกลางความเวิ้งว้าง “คุณต้องไปเห็นสักครั้งนะ มันเป็นที่ที่มหัศจรรย์มาก และเป็นฟลายช็อปที่มีการจัดการดีที่สุดแห่งหนึ่ง ” Marc Bale สหายผมที่ทำงานที่บริษัท Sage ผู้ผลิตคันเบ็ดฟลายที่ดีที่สุดยี่ห้อหนึ่งกล่าวถึงสถานที่กลางทะเลทรายแห่งนี้ Red’s Fly Shop เป็นแหล่งชุมนุมของคนชอบชีวิตกลางแจ้งที่สร้างขึ้นมาด้วยความบ้าบิ่นของคนหลายๆคนมารวมตัวกัน จากที่รกร้างว่างเปล่า กลางถนนที่ไม่มีชุมชนใดๆตลอดระยะทาง 50 กิโลเมตร...

แคนูแค้มปิ้งลำน้ำน่าน

เรื่อง: ธัชรวี หาริกุล ภาพ: นัท สุมนเตมีย์ “ล่องแก่งแม่น้ำน่านที่พ่อเคยไปนะ สวยมาก สองข้างลำน้ำเป็นป่าตลอดทาง น้ำใสมองเห็นพื้นล่าง ปลาเยอะแยะหากินได้แทบทุกมื้อ ที่นอนก็เป็นหาดทรายสวย ตอนเช้าๆมีนกยูงลงมารำแพนให้เห็นเลย” ผมได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับการล่องแก่งแม่น้ำน่านมาตั้งแต่เด็กเป็นเวลาหลายสิบปีจนรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นนิยายปรัมปะรา เท่าที่จำความได้ พ่อพาเพื่อนๆไปล่องแก่งที่น่านกันหลายครั้ง แต่ผมด้วยความที่เป็นลูกชายคนเล็กที่ห่างจากพี่ๆมากจึงเด็กเกินไปที่จะไปด้วย ทุกครั้งพี่ๆและลุงๆทั้งหลายกลับมาถึงก็จะมีเรื่องเล่ามากมายมาฝากเด็กน้อยที่นั่งคอยอยู่ที่บ้าน เมื่อผมโตขึ้น พื้นที่ป่าในจังหวัดน่านก็กลายเป็นพื้นที่อันตรายของความขัดแย้งทางการเมืองอยู่นับสิบปี หลังจากนั้นเมื่อถามพ่อเกี่ยวกับเส้นทางสายนี้ พ่อก็บอกว่าคนที่มีเรือพาเที่ยวได้ต่างก็เลิกรากันไปหมดแล้ว จนถึงตอนนี้ พ่อจากผมไปสองปีแล้ว ผมเองตระเวนไปทั่วสารทิศแต่กลับไม่เคยไปล่องน้ำน่าน ลำน้ำที่ฝังใจอยากไปมาแต่เด็ก หากแต่ว่าหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีข่าวคราวของน้ำสายนี้ว่าเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด เพื่อนๆพ่อที่เคยไปเที่ยวด้วยกันก็จากไปหมดแล้ว รุ่นที่เด็กหน่อยก็ไม่มีใครจำได้ว่าเดินทางไปที่ไหนอย่างไรบ้าง ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้ของผม...

วันปีใหม่ กับใส้อั่วป้านาง

ผมเดินออกมาจากบ้านก็พบกับอากาศยามเช้าเย็นสดชื่นและความเงียบสงบร่มรื่นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่ปกคุลมระเบียงบ้าน บ้านหลังเล็กเชิงเขานี้เป็นบ้านที่พ่อผมซื้อไว้เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน มันแทบจะเป็นประเพณีปฏิบัติของครอบครัวเราไปแล้วที่จะมาอยู่ที่นี่กันอย่างสงบๆในวันหยุดยาวสิ้นปีที่ผู้คนต่างออกไปเฉลิมฉลองกันและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆก็คึกคักไปจนถึงแออัด ขณะที่ผมกำลังทำอาหารเช้าให้ลูกๆที่กำลังเพิ่งจะตื่นกันออกมา ก็มีรถกระบะคันหนึ่งมาจอดที่หน้าบ้าน คนที่เดินลงมาก็คือ ศรีไพร คนที่เข้ามาช่วยดูแลบ้านให้เป็นประจำตอนที่เราไม่ได้มากัน หลังจากทักทายกัน ศรีไพรก็เอ่ยคำถามที่ทำให้ผมแปลกใจขึ้นมา “คุณโทรไปสั่งใส้อั่วป้านางหรือครับ” ผมงงกับคำถามนั้น ชื่อ”ป้านาง” เป็นชื่อคุ้นหูที่ผมไม่ได้ยินมาหลายปี ป้านางเป็นแม่ค้าใส้อั่วแสนอร่อยในตลาดพร้าวที่พ่อผมติตใจรสชาดและต้องไปซื้อทุกครั้งที่มาบ้านนี้ “เปล่านี่ ผมไม่ได้โทรไปครับ” “ป้านางบอกว่าเมื่อวานมีคนโทรไปบอกว่าอยากจะสั่งใส้อั่ว บอกว่าโทรมาจากบ้านนี้ สัญญานไม่ค่อยดี แกโทรกลับก็ไม่ติด ก็เลยโทรมาที่หมู่บ้านแล้วฝากผมมาบอก” ศรีไพรบอกผมด้วยหน้าซื่อๆ ผมขับรถออกไปยังตลาดพร้าวด้วยความสงสัย บวกกับกังวลว่าเมื่อมีคนสั่งให้ป้านางทำใส่อั่วแล้วถ้าไม่ไปเอาแกก็น่าจะแย่ และแน่นอนผมก็อยากลิ้มลองใส้อั่วแสนอร่อยที่ไม่ได้ทานมานานหลายปี เมืองพร้าวยังคงสงบเงียบน่าอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแม้ผมจะไม่ได้แวะเวียนเข้ามาหลายปี ชีวิตยังคงไม่เร่งรีบ ผู้คนยังคงยิ้มแย้มและเป็นมิตร ผมยังพอจำได้ว่าแผงของป้านางในตลาดอยู่ตรงไหน “ป้านางมาขายตอนเช้ามืด ตอนนี้แกกลับไปบ้านแล้วละ มาอีกทีตอนเช้าพรุ่งนี้ซิ” แม่ค้าแผงข้างๆบอก เมื่อผมถามหาป้านาง “ตามไปที่บ้านก็ได้...

ความจริงที่มีหลายด้าน

เสียงเอะอะในแค้มป์ทำให้ผมตื่นขึ้นจากเปล แค้มป์ของเราครั้งนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายงาม เราล่องแพไม้ไผ่ผ่านป่าใหญ่มาแล้วสองวันเต็มๆจนไม่แน่ใจว่าเรายังอยู่ในเขตไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เมื่ออยู่กลางป่าลึกเช่นนี้เส้นแบ่งเขตก็ดูเหมือนจะเลือนลาง ผมเดินเข้าไปหากลุ่มคนที่มุงกันอยู่ที่ชายแค้มป์นั้น เมื่อเดินเข้าไปใกล้ผมก็เห็นได้ว่ามีสัตว์ตัวหนึ่งนอนอยู่กลางวง มันคือเก้งตัวผู้ขนาดย่อมๆที่มีรอยเลือดเปรอะอยู่ข้างลำตัว และกลางวงนั้นก็มีชายร่างสูงถือปืนกระบอกยาวนั่งอยู่ด้วย ใบหน้าของเขายิ้มอย่างที่ผมไม่สามารถเข้าใจ ผู้คนรอบข้างก็มองเขาอย่างชื่นชม เพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพเหมือนพี่ชายซึ่งเป็นผู้นำคณะของเราในครั้งนั้นบอกผมว่า ชายผู้ถือปืนนั้นชื่อพะโด่ทูเป็นพรานจากหมู่บ้านกระเหรี่ยงห้วยม่วงที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ มาล่าสัตว์แล้วมาเจอคณะของเราซึ่งมีเพื่อนๆของเขาหลายคนร่วมอยู่ด้วยจึงแวะเข้ามาขอพักด้วย ผมกลับไปนอนด้วยภาพเก้งนอนตายที่ยังติดตา แม้ว่าผมจะเข้าใจได้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่กินเนื้อสัตว์กันอยู่ทุกวันและเนื้อที่ผมกินก็มาจากสัตว์ที่ต้องถูกฆ่า แต่ผมก็เติบโตมาในรอยต่อของยุคสมัย ขณะที่พ่อพาพี่ชายคนโตเข้าป่าล่าสัตว์ ผมที่ยังเด็กเกินกว่าที่จะไปด้วยก็นั่งดูละคร “กฎแห่งกรรม” ที่พยายามเล่าเรื่องว่าสัตว์ก็ล้วนมีครอบครัวและรักชีวิต การล่าก็เป็นบาปและย่อมมีผลกรรมตามสนอง แต่ก็ได้อ่านนวนิยายเที่ยวป่าล่าสัตว์ไปด้วยพร้อมๆกัน เมื่อผมตื่นขึ้นมาอีกทีในรุ่งเช้า เก้งตัวนั้นถูกแปรสภาพไปหมดจนไม่มีอะไรเหลือให้เห็น นอกจากเศษขน ส่วนหนึ่งของเนื้อที่พะโด่ทูแบ่งให้ก็กลายเป็นอาหารของเราด้วยในวันต่อมา ผมพลันนึกถึงคำพูดของใครคนหนึ่งที่บอกว่า “บาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่ที่คนกิน"   หลายปีต่อมา ต่างสถานที่และต่างเวลา เราเดินกันมาหลายวันในป่าสูง...

“มนุษย์เดินช้าที่ หิมาลัย” ตอนที่ 2

"Trekking in the NEPAL HIMALAYA" ตอนที่ 2 : "นมัสเต LUKLA" เช้าวันถัดมา เราตื่นตี 3 ครึ่ง เพื่อลงมาขึ้นรถหน้าโรงแรมตอนตี 4 เพราะเรามีไฟล์บินเครื่องบินเล็กจากเมืองกาฐมัณฑุไปลงที่ลุกลา เราแบกเป้ใบเขื่องของเราลงมาแบบสบายๆ เราเรียกเด็กที่ดูแลหน้าฟร้อนด้วยเสียงเบาจนเกือบจะกระซิบให้เค้าช่วยเรียกแท็กซี่ที่บอกไว้เมื่อวานให้เราหน่อย เด็กหนุ่มกระเด้งตัวออกมาจากโซฟาและรีบเดินออกไปเรียกรถให้เราด้วยความกระตือรือล้น เรารออยู่เพียง 5 นาที ก็มีแท็กซี่ป๋องแป๋งคันจิ๋วสีเหลืองอ่อนที่คิดว่าอดีตเคยเป็นสีขาวมาก่อน มาจอดเทียบประตูโรงแรม เด็กหนุ่มหน้าฟร้อนยังคงช่วยเรายกกระเป๋าขึ้นรถจนเรียบร้อย...

Old man and the son

สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเส้นทางที่ทอดไปบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดตา เสียงไม้เท้าเดินป่าดังต๊อกแต๊กไปตามจังหวะเดินของพวกเราแต่ละคน “ปั๊ป ขอหยุดรอสักพักนะครับ เดี๋ยวเดินตามไป เดินช้าแล้วเมื่อยมากครับ” เด็กชายบอกผมด้วยหน้าตาหงุดหงิดเล็กน้อย จะเรียกว่าเด็กชายก็คงไม่ถูกนัก ลูกชายผมอายุ 22 เขาเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว “ตามสบายครับ อย่าทิ้งห่างนักนะครับ” ผมพยักหน้า เมื่อตอนเริ่มออกเดิน เขาออกเดินไปในกลุ่มหน้าของคณะเราตามประสาชายหนุ่มที่อยากจะโลดแล่นออกไป ผมเองเป็นคนเรียกเขาให้มาเดินปิดท้ายกับพ่อ เพื่อจะช่วยดูแลคนในคณะ ผมอยากจะสอนลูกชายให้เข้าใจว่าการเดินหลังขบวนและคอยดูแลคนทุกคนในคณะให้ถึงแค้มป์ได้ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าการที่จะเป็นเป็นผู้นำกลุ่มหรือการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าแข็งแรงโดยการเดินนำไปข้างหน้า และบทเรียนนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของชีวิต แต่ผมก็ไม่ได้อธิบายเป็นคำพูด เพราะผมเข้าใจดีว่าชายหนุ่มวัยนี้ไม่ต้องการฟังบทเรียนอะไรจากพ่อมากนัก การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินป่าที่ไกลที่สุดในชีวิตของผม เส้นทางเดินเทรลที่ชื่อ “King’s Trail” ทางตอนเหนือของสวีเดนในดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลที่เรียกขานกันว่า Swedish Lapland ดินแดนที่เต็มไปด้วยความทุรกันดารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว...

รกร้างแต่ไม่ว่างเปล่า

พื้นที่ตรงนั้นถูกขนาบข้างไปด้วยโรงแรมหรู หากแต่ภาพที่ผมมองเห็นนั้นแตกต่างกันอย่างมาก พื้นที่ๆหลายคนอาจจะเรียกว่าที่รกร้าง เต็มไปด้วยต้นตาลและต้นมะพร้าวที่ยืนต้นตระหง่าน บอกให้รู้ว่าพวกมันอยู่มานานนับสิบๆปี พี่สาวท่านหนึ่งที่กำลังเดินเก็บบางอย่างจากพื้นหันมายิ้มกับผม รอยยิ้มที่ใสและจริงใจนั้นทำให้ผมกล้าที่จะเดินเข้าไปคุย เมื่อถามว่าพี่เขาเก็บอะไรก็ได้คำตอบที่น่าทึ่ง “เก็บเม็ดตาล เอาไปเพาะ พอมันขึ้นมาก็ไปขายเป็นจาวตาล” พี่ผู้ขายอีกคนเดินแบกกระสอบยิ้มมาแต่ไกล แล้วก็เสริมขึ้น “ลูกตาลออกเยอะมาก เก็บสดขายก็ได้ เก็บไม่ทันมันตกลงมาก ก็เก็บไปขายได้ เขาเอาไปทำขนมตาล บางส่วนก็เอาไปเลี้ยงวัว ลูกตาลนี่วัวกินแล้วอ้วนดี”เมื่อผมถามว่าที่ตรงนี้ใครเป็นเจ้าของ คำตอบก็เป็นตามที่ผมคาด “อ้อ คนกรุงเทพมาซื้อไว้หมดแล้ว เห็นว่าเขาจะสร้างคอนโด เจ้าของเดิมเขาขายย้ายไปปลูกบ้านอยู่บนที่ดอน เชิงเขาโน่นกันหมดแล้ว ที่มันแพงมาก ใครจะนั่งทับเงินอยู่ไหวละ”หาดทรายข้างหน้านั้นเป็นหาดที่ยังคงเป็นธรรมชาติ ลาดลงไปจากป่ามะพร้าวดงตาล...
- Advertisement -

I'M SOCIAL

0FansLike
5,140FollowersFollow
64,901FollowersFollow
15,076SubscribersSubscribe