ธนูCompound

English Version

เชิญทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิก
ท่านอื่นๆในชมรม TOAC ได้ที่ เว็บบอร์ดรอบกองไฟครับ


ธนูอาจแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักๆ คือ ประเภทที่อาศัยพลังงานซึ่งสะสมอยู่ใน Limb ส่งไปยังลูกธนูให้วิ่งไปยังเป้าหมาย โดยธนูแบบนี้ยังแบ่งออกได้อีก 2 แบบ คือแบบที่ Limb ตรง (Stright Limb) เช่น คันธนู Long Bowเป็นต้น และแบบที่ Limb โค้งกลับ หรือคัน Recurve

ธนู Recurve จะให้พลังงานสูงกว่าแบบ Stright Limb ในน้ำหนักแรงดึงเท่ากัน และการยิงจะนุ่มนวลกว่า

กับอีกประเภทหนึ่งที่ใช้พลังงานจากรอกทดแรงเป็นตัวส่งลูกธนู หรือที่เรียกว่า ธนู Compound

ภาพประกอบแสดงให้เห็นถึงส่วนประกอบของธนูแบบ Recurve และ Compound


Compound Bow

วันก่อนเจอตาเกิ้นมาขอคำแนะนำเรื่องซื้อธนู Compound ตอนแรกว่าผมว่าจะจัดชุดให้สักสองสามชุด ให้ไปเลือก มา
คิดอีกที ทำยังงั้นก็เหมือนคลุมถุงชนครับ เกิดจัดคู่ให้ไม่ถูกใจ เดี๋ยวจะมาว่าผมหาเจ้าสาวให้ไม่สวยอีก เลยเขียนแนะนำ
คร่าวๆให้ตัดสินใจจัดชุดเองเลยดีกว่า

Handle & Limb


ผมจะไม่ขอพูดถึงวัสดุที่ใช้ทำ Handle และ Limb นะครับ เพราะราคาและยี่ห้อจะเป็นเครื่องกำหนดวัสดุอยู่แล้ว คือ ถามซื้อคันราคาแพง ก็จะได้รุ่นที่ทำจากวัสดุที่ดีกว่า แต่โดยทั่วไปแล้ววัสดุที่ทำธนูทุกรุ่นจะมีความทนทานสูง ใช้งานได้
นานกว่า 10 ปีทั้งนั้นครับ......... เอาเป็นว่าวัสดุที่นิยมใช้ทำคันธนูจะต้องมีคุณสมบัติ เบา, ทนทาน, ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

จุดที่ควรให้ความสนใจของ Handle กับ Limb คือ ความยาวของคันธนูครับ (Axis to Axis Length) ธนู Compound จะมีความยาวตั้งแต่ 30 นิ้ว ถึง 46 นิ้ว ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย โดยธนูที่ยาวกว่า 40 นิ้วขึ้นไป จะเหมาะสำหรับนักธนูที่ยิงด้วยนิ้ว (Finger Release) ในขณะธนูที่สั้นกว่า 36 นิ้วจะเหมาะสำหรับยิงด้วยอุปกรณ์ช่วยยิงเท่านั้น (Release
Aid) เพราะเมื่อดึงสายมาแล้วมุมของสายจะแคบ หากยิงด้วยนิ้วจะบีบนิ้วจนจับไม่ถนัด และเจ็บนิ้วด้วย ขณะธนูที่ยาวมุม
ของสายจะป้าน การจับสายด้วย Release Aid อาจไม่แม่นยำ ส่วนธนูที่มีความยาวระหว่าง 41-37 นิ้วจะยิงด้วยนิ้วก็พอ
ไหว หรือยิงด้วย Release Aid ก็ยังได้ครับ

ธนูสั้นๆมีจุดเด่นที่มักจะให้ความเร็วของลูกธนูสูงกว่าธนูยาวๆ*, น้ำหนักเบา (บางคันหนักแค่ 1.2 กิโลกรัม), และคล่องตัว
กว่าสำหรับการใช้งานในป่าและนั่งห้าง แต่แรงกระแทกก็สูงกว่า และ Forgiveness** ก็น้อยกว่าด้วย, ธนูที่ยาวกว่ายัง
ดึงได้ Smooth กว่าอีกด้วย


PSE Shark Rimfire One Cam ยาว 40 1/2 นิ้ว กับ PSE Firestrom Lite ยาว 30 นิ้ว

* ความเร็วของลูกธนูเป็นที่มาของความแม่นยำสูงกว่า, แรงประทะที่เหนือกว่า
** Forgiveness คือ การให้อภัยต่อความผิดพลาดที่เกิดจากการยิง เช่น ไม่มี Follow Thought, ลดแขนซ้ายเร็วเกินไป หรือขยับแขนซ้ายในแนวซ้าย-ขวา รวมถึงความผิดพลาดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น แรงลม, ความกดอากาศ เป็นต้น หากมีข้อผิดพลาดดังกล่าวธนูที่ Forgiveness สูงๆจะช่วยให้ลูกธนูพลาดเป้าน้อยกว่า เช่น พลาดจาก 10 เป็น 8 หรือ 7 ขณะธนูที่ไม่มี Forgiveness อาจจะพลาดไปเป็น 4 หรือ 3 เลยก็ได้ แต่ธนูที่ Forgiveness สูงก็จะมีความแม่นยำต่ำ กลุ่มของลูกธนูใหญ่กว่าด้วยเช่นกัน

ผมชอบคันที่ธนูที่ยาว 37-38 นิ้วมากที่สุดครับ




ลักษณะของคันธนู

คันธนูจะมีสองลักษณะ เรียกว่า Deflex กับ Reflex (ดูจากรูป) คันธนูแบบ Deflex จะเหมาะสำหรับการยิงแข่งขัน
โดยจะมี Forgiveness สูงกว่า และ Smoothness มากกกว่า ส่วนคันแบบ Reflex จะให้ความเร็วของลูกธนูสูงกว่าแต่เกิดแรงกระแทกมากกว่าด้วย

PSE Mach Pro Target สุดยอดคันแข่งขัน เป็นคันธนูแบบ Deflex กับ PSE Venom คันธนูแบบ Reflex

ให้สังเกตบริเวณมือจับ (Grip) ครับ ธนูคันสีน้ำเงินทางซ้ายมือ ที่บอกว่าเป็นคันธนูแบบ Deflex มือจับจะอยู่แนวเดียวกับจุดยึด Limb กับ Handle หรือบางคันอาจอยู่ล้ำหน้าจุดดังกล่าว ในขณะที่คันลายพรางทางขวา ซึ่งเป็นคันแบบ Reflex มือจับจะอยู่ถัดไปจากจุดยึด Limb กับ Handle ครับ

ผมชอบ Feeling ของคัน Deflex มากกว่า แต่คันแบบ Reflex ก็ยิงมันดี โดยเฉพาะเวลาที่ฟอร์มสดๆ

หน้าต่างคันธนู

เรื่องนี้ก็อยู่ในส่วนของความยาวคันธนูครับ แต่ขอแยกมาพูดโดยเฉพาะ เพราะธนูที่ยาวเท่ากันแต่บางยี่ห้อจะออกแบบให้ Handle ยาว ทำให้หน้าต่างคันยาวกว่า และใช้ Limb สั้นแทน ซึ่งธนูที่ Limb สั้นกว่า Smoothness จะน้อย แรงกระแทกจะสูงกว่า Forgiveness ก็น้อยกว่า แต่หน้าต่างคันที่ยาวจะมีประโยชน์สำหรับยิงระยะไกลๆ เช่น 50 หลาขึ้นไป
เพราะยิ่งยิงไกลศูนย์ธนูจะอยู่ต่ำ พอหน้าต่างคันสั้น จะลดศูนย์ลงต่ำมากไม่ได้ ทั้งนี้หากคิดว่าจะหาธนู Hunting โดยเฉพาะหน้าต่างคันยาวๆก็ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ครับ เพราะระยะล่าโดยมากก็มักจะไม่เกิน 15-20 หลา

ดูรูปบน ตรงที่ติดศูนย์เล็งนั่นแหละครับที่เรียกว่าหน้าต่างคันธนู

ผมไม่เน้น Hunting ก็เลยหาคันที่หน้าต่างยาวไว้ก่อน เผื่อยิงแข่งขันได้ด้วยครับ


น้ำหนักของคันธนู

เรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับความยาวของคันธนูอีกนั่นแหละครับ และยังเกี่ยวพันกับราคาของคันธนูโดยตรงด้วย คือ ธนูราคาแพงก็จะทำด้วยวัสดุที่เบา และทนทานกว่าครับ ธนูที่น้ำหนักเบากว่าจะเกิดแรงกระแทกมากกว่าขณะที่ยิง จนต้องใช้อุปกรณ์ดูดซับแรงกระแทกอื่นๆมาช่วยครับ อย่างไรก็ตามเรานิยมเลือกคันธนูที่น้ำหนักเบา ไม่ใช่แค่ให้สะดวกเวลาถือเดินป่าครับ แต่เพื่อให้น้ำหนักคันธนูตกลงที่มือโดยตรงน้อยที่สุด และเราจะถ่วงที่ Stabilizer ให้หนัก เพื่อให้สมดุลกับแรงดึงแทน

อย่างไรก็ตามน้ำหนักของคันธนูไม่นับเป็นทางเลือก รักคันไหน มีตังค์เท่าไหร่ ก็ต้องได้น้ำหนักของคันนั้นมาด้วย เลือกไม่ได้ครับ


รอกทดแรง

รอกทดแรงสำหรับธนู Compound โดยทั่วไปจะแบ่งออกได้ 3 ชนิด คือ รอกกลม (Wheel), รอกวงรี (Synergy
Wheel) และรอกเบี้ยว (Cam)

รอกแต่ละชนิดจะมีข้อดีลดหลั่นกัน ดังนี้ครับ
Smoothness -> รอกกลม -> รอกวงรี -> รอกเบี้ยว
Forgiveness -> รอกกลม -> รอกวงรี -> รอกเบี้ยว
ความเร็วลูกธนู -> รอกเบี้ยว -> รอกวงรี -> รอกกลม
ความแม่นยำ -> รอกเบี้ยว -> รอกวงรี -> รอกกลม
แรงกระแทก -> รอกเบี้ยว -> รอกวงรี -> รอกกลม

นอกจากนี้ยังมีธนูรอกเดี่ยวหรือ Single Cam (One Cam – แล้วแต่ยี่ห้อ) ธนูรอกเดี่ยวจะมีรอกเฉพาะที่ Limb
ล่าง ส่วน Limb บนจะเป็นล้อ ธนูแบบนี้จะให้ความเร็วลูกธนูสูง ความแม่นยำสูง แรงกระแทกสูง ความนุ่มนวลต่ำ และ
Forgiveness ต่ำ

รอกกลม / รอกวงรี / รอกเบี้ยว / One Cam (ตามลำดับ)

ผมชอบธนูรอกวงรี และรอกเบี้ยวมากที่สุดครับ คือ ถ้าฟอร์มดีก็จะยิงรอกเบี้ยวครับ เอาความแม่นยำ ถ้าฟอร์มตกก็กลับมาซ้อมด้วยรอกวงรี หรือรอกวงกลม เอา Forgiveness ส่วนพวก One Cam ไม่ได้ซื้อไว้ เพราะไม่ชอบ Feeling ที่กระด้างมากๆครับ

Grip

แต่เดิมธนูมักจะให้ Normal มาด้วย โดยมี Low และ High Grip เป็น Option ให้ซื้อเพิ่ม ปรากฏว่า Grip ที่เป็น
Option ขายไม่ออกครับ เพราะคนทั่วไปนิยมใช้ Normal Grip อยู่แล้ว คนที่ชอบ High Grip ก็มักจะเอา Normal ไปดัดแปลงเอง Optional Grip เลยขายไม่ได้ ธนูในปัจจุบันจึงมักจะติด Low Grip มาเป็นมาตรฐาน และมี Normalกับ High Grip ให้เลือกซื้อเพิ่ม เวลาซื้อธนูก็ให้ลองจับ Grip ที่ให้มาเป็นมาตรฐานก่อนครับว่าถนัดมือหรือไม่ ถ้าไม่ถนัด
ก็ให้เลือกซื้อ Grip เพิ่มเติมมาด้วย ซึ่งก็มี Grip ยางแบบต่างๆให้เลือกอีกด้วยครับ หรือถ้าจะมาดัดแปลง Grip ที่ให้มาเอง
ก็ไม่ยาก โดนพอกด้วย Epoxy แล้วขัดให้เหมาะสมจากนั้นก็ลงสีใหม่ หรือจะหายางมาพันตามถนัด


Grip Pad กันลื่น และ Grip ที่ขายเป็น Option

Draw Weight

การแข่งขันยิงธนู Compound แบบ 3D หรือเป้าสามมิติ (ดูการตกแต่งคันธนูที่ใช้ครับ)

น้ำหนักของแรงดึง มีหน่วยเป็นปอนด์ น้ำหนักยิ่งมากยิ่งทำให้ธนูยิงได้แรงและไกลขึ้น แต่ก็ดึงสายหนักขึ้นด้วย สำหรับคันธนูCompound โดยมากจะปรับ Draw Weight ได้ การเลือกต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณจะซ้อมธนูมาก / น้อยแค่ไหน เพราะหากซ้อมบ่อยๆก็จะดึงธนูหนักได้มากขึ้น ก็ควรเลือกคันที่มีน้ำหนักสูง และเผื่อให้ปรับได้สูงขึ้นไปอีก แต่ถ้าซ้อมไม่บ่อยก็เลือกคันที่ยิงสบายๆไว้ก่อนครับ

สำหรับธนู Compound น่าจะเลือกคันที่มี Draw Weight ไม่ต่ำกว่า 45 ปอนด์ครับ เพราะคัน Re-curve ทั่วไปก็ยิงกันที่ราว 40 ปอนด์ขึ้นไปอยู่แล้ว


Draw Length

ดูคันสำหรับการแข่งขันอีกทีครับ

ความยาวของการดึง สำหรับธนู Compound จะแตกต่างจาก Re-curve คือ ความยาวของการดึงจะตายตัว หากเลือกซื้อมาสั้นหรือยาวกว่าความยาวในการดึงของตนเอง อาจทำให้ไม่สามารถใช้ธนูคันนั้นได้เลย หรืออาจต้องฝึกยิงกันใหม่ทีเดียว

อย่างไรก็ตามคันธนู Compound โดยทั่วไปจะปรับ Draw Length ได้ เช่น 28, 29 และ 30 นิ้ว แต่การปรับ DrawLength จะมีผลกับ Draw Weight ด้วย เช่น คันธนูคันเดียวกันนี้สามารถหากปรับ Draw Length ที่ 28 นิ้วจะปรับDraw Weight ได้ระหว่าง 45-55 ปอนด์ แต่ถ้าตั้ง Draw Length ที่ 30 นิ้วจะปรับ Draw Weight ได้ระหว่าง 55-65 ปอนด์ เป็นต้น

Draw Length ในการยิงธนู Compound อาจจะไม่เท่ากับเมื่อยิงธนู Re-curve เพราะธนู Re-curve จะ Anchor โดยวางมือที่รั้งสายธนูไว้ที่ปลายคาง แต่ธนู Re-curve จะ Anchor ที่มุมปาก (กรณียิงด้วยนิ้ว) และหากยิงด้วย Release Aid ตำแหน่งของ Anchor จะขึ้นอยู่กับความถนัด

การยิงด้วย Release Aid ผมยังคง Anchor ไว้ใต้คาง แต่วางมือลึกกว่า Re-curve ที่จะ Anchor ตรงปลายคง แต่ผมจะ
Anchor ที่บริเวณกรามแทน ทำให้ Draw Length ยาวกว่ายิงคัน Re-curve 1 นิ้ว

การหา Draw Length ที่ถูกต้องควรจะทดลองด้วยตนเอง โดยเลือก Release Aid ที่ชอบก่อนด้วย

คำอื่นที่ควรรู้

Let-Off
มีหน่วยเป็น เปอร์เซ็นต์ คือ อัตราการทดแรงของรอก เช่น 80% ก็จะช่วยทดแรง เมื่อถึงสายสุดแล้วลง 80% เดิมเคยเชื่อกันว่าธนูที่ Let-Off มากๆความแม่นยำจะต่ำ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสูงขึ้น เรื่องนี้ไม่มีผลแล้วครับ แต่ธนูที่ Let-Off มากๆจะเกิดแรงกระแทกเวลายิงมากกว่า และเสียงจะดังกว่าด้วย

Brace Height
เป็นระยะจากส่วนที่เว้าที่สุดของ Grip ไปถึงสายธนู Brace Height ยิ่งน้อยก็จะทำให้ความเร็วลูกธนูสูงกว่า แต่ก็เกิดแรงกระแทกเวลายิงมากกว่า และ Forgiveness น้อยกว่าด้วย

Sight

ศูนย์เล็งของธนู Compound มีสองแบบ คือ ศูนย์สำหรับล่าสัตว์ และศูนย์สำหรับแข่งขัน ศูนย์แบบล่าสัตว์ก้านศูนย์จะสั้นกว่าศูนย์แข่งขัน และมีหลาย Pin แต่ละ Pin จะตั้งไว้สำหรับแต่ละระยะ เช่น 5 เมตร, 10 เมตร, 15 เมตร เป็นต้น
 ศูนย์สำหรับล่าสัตว์ยังจะแข็งแรงกว่า และมีการ์ดป้องกัน Sight Pin ด้วย

ศูนย์แบบ Hunting

ศูนย์แบบแข่งขัน

ขณะที่ศูนย์แข่งขันจะมี Pin เดียว ผู้ยิงจะต้องปรับทีละระยะด้วยตนเอง ก้านศูนย์ก็จะยาวกว่า ทำให้แม่นยำกว่า (ระยะศูนย์หน้า-หลังห่างกัน ความแม่นยำก็จะสูงขึ้น) ศูนย์แข่งขันจะมีหน้าต่างศูนย์ที่ยาวกว่า ทำให้เล็งระยะได้ไกลกว่า การแข่งขันธนูCompound อนุญาตให้ใช้แว่นขยาย (Scope) ได้ด้วย ศูนย์แข่งขันจึงมักจะติด Scope แทน Sight Pin

นอกจากนี้ยังมีศูนย์แบบอื่นๆ เช่น ศูนย์ล่าสัตว์ที่ติด Scope แทนที่จะมี Sight Pin หลายๆอัน และสามารถปรับระยะได้ง่ายกว่าศูนย์แข่งขัน (ศูนย์แข่งขันจะปรับได้ละเอียด) หรือศูนย์แบบ Red Dot, เลเซอร์ และ Holo Scope ก็มีให้เลือกใช้เหมือนศูนย์ปืน IPSC

ศูนย์ล่าสัตว์แบบติด Scope

ศูนย์ Red Dot


อยากแนะนำให้ลงทุนกับศูนย์แบบแข่งขันคุณภาพสูง เพราะศูนย์มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนคันไป 4-5 คัน ก็ยังคงใช้ศูนย์เดิม แล้วก็ซื้อศูนย์ Hunting ราคาไม่แพงนักมาสำรองไว้ 1 อัน

Pin Sight

Pin ศูนย์ก็มีให้เลือกหลายแบบด้วย เช่น เป็นก้านเล็กๆ ทำให้ไม่บังเป้าขนาดเล็ก หรือแบบที่เรืองแสงในความมืด (ฟอสฟอรัส) และแบบที่เรืองแสงเมื่อมีแสงน้อย (Fiber Optic) แล้วก็มีหลายสีให้เลือก เพื่อตั้งแต่ละสีตามระยะต่างๆ อันนี้ก็เลือกเองตามความชอบใจครับ

Sight Pin แบบ Fiber Optic

ผมมีแบบ Fiber Optic แต่ไม่ชอบสีซีดๆเวลายิงตอนกลางวัน แต่พอในร่ม หรือตอนเย็นจะเห็นได้ชัดเหมือนติดหลอดไฟเล็กๆที่ปลายศูนย์เลย


Peep Sight

ศูนย์รู หรือศูนย์หลังของธนู – ธนู Compound อนุญาตให้ติดศูนย์หลังได้แม้ในการแข่งขัน โดยศูนย์หลังจะติดไว้กับสายธนู ตรงตำแหน่งลูกตาของคนยิง ซึ่ง Peep Sight นี้จะมีแบบที่มีเชือกหรือยางดึง เพื่อจัดให้รูตรงกับลูกพอดี และแบบที่ไม่มีเชือกดึง

ศูนย์รูจะมีแบบรูใหญ่และรูเล็กด้วย โดยรูเล็กจะเล็งง่าย และให้ความแม่นยำกว่า แต่จะใช้ดีเฉพาะเมื่อมีแสงสว่างพอเพียง
เท่านั้น จึงเหมาะสำหรับการแข่งขัน ส่วนรูใหญ่จะเหมาะกับล่าสัตว์ครับ

 

Peep Sight

ผมชอบแบบรูเล็ก ที่ไม่มีเชือกดึง แต่ตั้งยาก ต้องใช้เวลามากกว่าจะตั้งศูนย์ไม่ให้สายธนูบังศูนย์ได้ แต่ถ้าตั้งได้แล้วก็จบ จนกว่าจะเปลี่ยนสายธนูชุดใหม่ แต่ถ้าเลือกศูนย์รูแบบมีเชือกดึงก็ขอให้เลือกเป็นเชือก เพราะยางจะขาดง่ายยิ่งเจอกับแดดของเมืองไทย แต่เคยเห็นบางคนใช้ไส้ไก่รถจักรยานแทน ซึ่งทนกว่า อย่างไรก็ตามผมไม่มั่นใจว่าเชือกหรือยางจะไปฟาดกับคันทำให้ Handle หรือ Limb เป็นรอยหรือไม่

Stabilizer

Stabilizer แบบ Hunting


Stabilizer ก็มีให้เลือกทั้งแบบแข่งขันและแบบล่าสัตว์ โดยแบบล่าสัตว์จะเป็นท่อนสั้นๆ เพื่อไม่ให้เกะกะ ซึ่งมีให้เลือกทั้งที่เป็นแท่งเหล็กธรรมดาๆ ไปจนถึงเป็นช็อคอัพไฮดรอลิก ทั้งนี้สำหรับคันธนูที่มีความเร็วสูง แรงกระแทกหนักๆ ก็ควรจะหาStab แบบที่เป็นไฮดรอลิกมาช่วยลดแรงกระแทก แต่ถ้าเลือก Stab แบบธรรมดาๆ ควรเลือกที่ก้าน Stab เบาๆ อย่างกรณีของ Stab ล่าสัตว์ก็ควรจะเจาะก้านเพื่อลดน้ำหนัก และให้น้ำหนักตกที่ส่วนปลายแทน เพื่อ Balance น้ำหนักกับแรงดึง ปลาย Stab ควรเพิ่มน้ำหนักได้ตามความต้องการด้วย

สำหรับ Stab แบบแข่งขันจะมีก้านยาว น้ำหนักเบา ทำให้ถือคันธนูได้นิ่งกว่า สมดุลย์กับน้ำหนักของแรงดึงได้ดีกว่า ก้าน Stab แบบแข่งขันมีให้เลือกทั้งที่เป็น Carbon, อลูมิเนียม หรือวัสดุอื่นๆ ตามแต่ราคา อย่างไรก็ตาม Stab แบบแข่งขันของคัน Compound นิยมใช้ Stab สั้นกว่า Re-curve

หากเป็นไปได้หาไว้ทั้งสองแบบ หากคิดว่าจะยิงในแนวแข่งขันมากกว่าก็ลงทุนกับ Stab แข่งขัน แล้วซื้อแบบล่าสัตว์ราคาถูกๆหรือปานกลางเก็บไว้สักอัน เผื่อเอาธนูไปยิงเล่นในป่า (ใส่คู่กับศูนย์แบบล่าสัตว์)

Arrow Rest


ที่พักลูกธนู ก็มีหลายแบบหลายราคาให้เลือก ทั้งนี้แบบที่ราคาแพงจะสามารถปรับแต่งได้ละเอียดกว่า และทนกว่า และก็มีแบบที่เมื่อปล่อยสายธนูแล้ว Arrow Rest จะทิ้งตัวลงก่อนที่ลูกธนูจะพุ่งออกจากคันด้วย (Fallaway) โดยมีสายดึงไปติดที่สายธนู แต่ผมไม่ชอบเพราะเกะกะ เลยไม่เคยทดสอบ

การเลือก Arrow Rest แนะนำให้เลือกในราคาระหว่าง 50-70 USD เพราะจะปรับแต่งง่าย และมีความคงทน

Arrow Rest บางยี่ห้อจะมี Option สำหรับล็อกลูกธนู (Auto Lock) ขายเพิ่ม สำหรับวางลูกธนูไว้บนที่พัก แล้วจะล็อกติดไว้ให้ลูกธนูไม่ตกจาก Rest จนกว่าจะดึงลูกธนูจึงจะหลุดจากล็อก

Over Draw

เป็นอุปกรณ์ที่ยืด Arrow Rest ออกมา เพื่อให้สามารถใช้ลูกธนูได้สั้นลง สำหรับเพิ่มความเร็วของลูกธนู และทำให้สามารถ
ใช้ลูกธนูได้ใหญ่ขึ้น (เพิ่มแรงปะทะ) แต่ก็ทำให้ Forgiveness ลดลงมาก และมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดระหว่างยิงง่ายขึ้น

ไม่แนะนำให้ใช้ Over Draw เลย จนกว่าจะยิงได้ดีมากๆๆๆๆๆแล้ว ค่อยว่ากันใหม่ครับ


Release Aid

อุปกรณ์ช่วยยิง มีให้เลือกหลายแบบจนตาลาย ขอแยกเป็นแบบที่กำไว้กับมือ แล้วใช้นิ้วโป้งกดปุ่มยิง หรือยิงด้วยการพลิกมือกับแบบที่ล็อกกับข้อมือ แล้วมีไกแบบปืน

แบบที่กำไว้กับมือ แล้วใช้นิ้วโป้งกดปุ่มยิง

แบบแรกมีจุดเด่นตรงที่เก็บ Release Aid ไว้ในกระเป๋ากาง พอจะยิงก็ล้วงออกมาหยิบใช้ง่ายๆ แต่แบบที่สองต้องล็อกติดกับข้อมือ หากไม่ได้ติดไว้กับข้อมือจะหยิบใช้ยากกว่า แต่ถ้าติดไว้มือขวาก็จะไม่ว่าง หยิบจับของไม่ถนัดนัก ข้อเสียของแบบแรกคือจะรับน้ำหนักของแรงดึงด้วยนิ้วมือ (คล้ายการยิงด้วยนิ้วแบบเดิม) ถ้าธนูแรงดึงสูงๆอาจจะเจ็บมือ หรือลื่นหลุดมือได้
(ก็เหมือนกับการยิงธนูแบบดั้งเดิมนั่นแหละ) แต่แบบล็อกติดกับข้อมือ จะออกแรงดึงด้วยข้อมือ ทำให้ออกแรงดึงได้มากกว่าเดิม เช่น ปกติยิงที่ 60 ปอนด์ แต่เมื่อออกแรงดึงจากข้อมืออาจยิงได้ถึง 65 ปอนด์ ซึ่งก็ต้องแลกกับการหยิบใช้ยาก และ
เกะกะมือ


แบบนี้เป็นถุงมือเลย น่าใช้มาก จำได้ว่าสามารถพับเอา Release Aid ไปเก็บไว้ด้านหลัง เพื่อให้ไม่เกะกะมือได้ด้วย (ไม่ยืนยัน)

สำหรับ Release Aid ต้องเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่ง จะซื้อมาใช้ทั้งสองแบบแล้วแต่กรณีไม่ได้ เพราะมีผลต่อการยิงโดยตรง ทำให้ยิงไม่ถนัด และตำแหน่ง Anchor ก็อาจแตกต่างกันด้วย การเลือกซื้อขอให้เลือกแบบที่ปรับแต่งเซียร์ไกได้ง่ายๆ และละเอียด


แบบที่รัดกับข้อมือ ผมใช้แบบนี้อยู่อันนึง ชอบตรงที่สามารถปรับระยะระหว่างแถบรัดข้อมือกับตัว Release ได้ครับ

แบบรัดข้อมือเหมือนกัน แต่ผมไม่ชอบแบบนี้ เพราะปรับระยะไม่ได้

ผมเลือกใช้ Release Aid แบบล็อกติดกับข้อมือ เพราะไม่ค่อยมีโอกาส Hunting ด้วยธนู โดยจะเลือกแบบที่เมื่อล็อกติด
กับข้อมือแล้วตัว Release Aid จะอยู่ในอุ้งมือ ไม่ยื่นยาวไปจากมือ ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกับการดึงสายธนูด้วยมือ และทำให้
ได้ Draw Length เพิ่มด้วย

ลูกธนู

ขอให้ดูจากลูกธนูที่เหมาะสมจากตารางของผู้ผลิตลูกธนู เพื่อให้ซื้อลูกธนูขนาดที่เหมาะสมกับแรงดึง และความยาวของการดึง
ซึ่งลูกธนูก็จะมีให้เลือกแบบที่เป็นอลูมิเนียม และคาร์บอน ลูกคาร์บอนจะให้แรงประทะที่สูงกว่าลูกอลูมิเนียม แม้จะมีขนาดเล็กกว่าก็ตาม เพราะน้ำหนักที่เบาทำให้สามารถใช้หัวลูกที่หนักกว่าได้ แต่ก็ทำลายเป้าธนูได้ดีกว่าลูกอลูมิเนียมด้วย ลูกคาร์บอนยังบินต่ำกว่าในระยะที่เท่ากัน แต่ลูกก็ผอมกว่า ทำให้แรงลมมีผลกับการยิงน้อยกว่า แต่ลูกคาร์บอนก็เสียหายง่ายกว่า หากยิงกลุ่มแน่นๆแล้วลูกธนูกระทบกัน ลูกอลูมิเนียมอย่างมากก็แค่บุบ แต่ยังใช้งานได้ หากเป็นลูกคาร์บอนจะแตกหัก

ให้เลือกซื้อลูกธนูที่สามารถรองรับแรงดึงสูงสุดของคันที่ซื้อ แม้ว่าขณะนี้คุณจะยิงด้วยน้ำหนักต่ำสุด และจะต้องหามน้ำหนักของลูกธนูอยู่บ้างก็ตาม เพราะหลังจากการฝึกซ้อมระยะหนึ่งคุณจะขึ้นน้ำหนักแรงดึงได้ และจะถึงจุดสมดุลเอง ไม่เช่นนั้นเมื่อคุณเพิ่มแรงดึงคุณจำเป็นจะต้องซื้อลูกธนูใหม่ (แพงและหาซื้อยากในเมืองไทยด้วย)

ตารางเลือกลูกธนูอลูมิเนียมของ Easton

ผมจะใช้ลูกอลูมิเนียมสำหรับซ้อม และใช้ในภาคสนาม ส่วนลูกคาร์บอนจะใช้สำหรับแข่งขันเท่านั้น ส่วนการล่าสัตว์ผมก็ไม่กล้าใช้ลูกคาร์บอนครับ ไม่รู้ว่าผงคาร์บอนจะหลุดไปติดกับเนื้อสัตว์หรือไม่ และถ้ากินเข้าท้องไปจะมีผลเสียกับร่างกายในระยะยาว
หรือเปล่า........... เรื่องนี้ผมว่าผมประสาทไปเองครับ เพราะเราก็ไม่ได้ใช้ลูกธนูจิ้มอาหารกินทุกวันซะเมื่อไหร่ แต่ขนาดมีดที่ใบเป็นสีดำ ผมยังไม่นิยมเอาไปตัดหั่นอาหารเลย

                                         ส่วนประกอบอื่นๆของลูกธนู

หัวลูกธนู คำนวณให้เหมาะสมกับขนาดของลูกธนู และแรงดึง + ความยาวของการดึง ส่วนรูปร่างของหัวลูกธนู ซึ่งก็มีลักษณะ เช่นเดียวกับหัวลูกปืน ก็ขอให้เลือกตามความพอใจครับ

Board Head หรือหัวลูกธนูสำหรับล่าสัตว์ อันนี้ก็เลือกซื้อตามความชอบใจเองละกัน ขอให้คำนึงถึงน้ำหนักที่เหมาะสม
เป็นหลัก แต่การจูนธนูให้ยิง Board Head ได้ดีนี่ยากชะมัด ลองนึกถึงลูกธนูที่มีปีก 2 ชุด ข้างหน้ากับข้างหลังสิ มันจะวิ่งยังไง

ปีกลูกธนู (Vane) ให้เลือกที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ดีกว่าทำจากขนนก (Feather) แม้ว่าบางคนจะบอกว่าปีกขนนกทำให้ลูกธนูทรงตัวดีกว่า ทำให้ Forgiveness สูงกว่า แต่นั่นก็นิดหน่อยมาก ขณะที่ Vane จะมีความคงทนดีกว่า เลือกสีที่ชอบใจ สำหรับธนู Compound มักจะใช้ปีกยาว 5 นิ้ว ลองให้ทางร้านคำนวณน้ำหนักรวมกับหัวลูกธนูด้วย (แต่ไม่จำเป็นนัก)

ท้ายลูกธนู (Nock) ซื้อมาให้มากพอ เพราะไม่รู้ว่าที่บ้านเราจะมีขนาดและแบบที่ใช้กับลูกธนูที่คุณซื้อมาหรือไม่..........
ปกติผมจะสต๊อกไว้ประมาณ 200 ชิ้นต่อปี (เผื่อยิงน็อคแตกเดือนละ 20 ตัว – แต่ถ้าฟอร์มไม่มาจริงๆบางเดือนน็อคแตกแค่
2-3 ตัวเองครับ)

อุปกรณ์อื่นๆ

กล่องใส่ธนู แบบที่เป็นพลาสติกใบละแค่ 30 USD เอง ถ้าแบบผ้าคอนดูร่าซื้อที่หลังวังฯถูกว่าเยอะครับ

เครื่องตั้งปีกลูกธนู ถ้าซีเรียสจริงๆก็หามาด้วย เผื่อยิงเล่นที่บ้านแล้วปีกขาดจะได้ซ่อมเองได้ แต่ถ้ามีลูกพอก็ไม่จำเป็น เก็บ ลูกเสียๆไว้แล้วเอามาให้ผมซ่อมให้ หรือจะไปให้ร้านArchery Thaiซ่อมก็ได้

กาวติดปีกลูกธนู น่าจะซื้อมาไว้สักหลอด เผื่อซ่อมลูกธนูเองชั่วคราว แบบปีกลุ่ย ออกมานิดหน่อย แต่ไม่หลุดออกมา หรือกรณีอยู่กลางป่า กลางดง ก็ติดปีกกันง่ายๆ ไม่ต้องมีเครื่องตั้งปีกก็ยังไหว และยังใช้สำหรับติด Nock ด้วย (กรณีลูกธนูใช้น็อคแบบติดกาว ไม่ใช่แบบเสียบ)


Quiver ที่ติดลูกธนูกับคันธนู ไม่ควรซื้อเด็ดขาด หา Belt Quiver สวยๆสักอันดีกว่า

Bowstring Wax ขี้ผึ้งสำหรับทาสายธนู เพื่อยืดอายุ ควรมีติดตัวไว้อย่างยิ่ง


ที่ดึงสายธนูสำหรับ Release Aid ช่วยให้สายธนูไม่พังง่าย แต่จำได้ว่าเคยเห็นที่สมาคมใช้เชือกมัดเอง ไม่เสียตังค์ด้วย  แต่ไม่แน่ใจว่าใครทำได้ ยังไงน่าจะซื้อติดตัวไว้สัก 2-3 อัน

สายธนู ซื้อสำรองมาสักชุด แล้วเอาไปให้staffที่Archery Thaiวัดขนาด แล้วจดไว้เลย เผื่อสายชำรุดจะได้สามารถทำสายธนูที่เท่ากับสายจริงได้


Slide ที่รองสายธนูไม่ให้ถูกับ Cable Guard มีขายแบบมีล้อ และสารพัดแบบ ซื้อมาเก็บไว้สักตัว เผื่อตัวที่ให้มากับคันเสียหาย แต่สำหรับคันบางรุ่นที่ไม่มี Slide ติดมาด้วย จำเป็นต้องซื้อติดมาอย่างยิ่งครับ (แต่คิดว่าธนูรุ่นใหม่น่าจะมี Slide
ติดมาด้วยทุกรุ่น)


Armguard หาซื้อเท่ๆมาใส่เล่นสักอันก็ดีเหมือนกัน




Bow Sling สายคล้องมือกันคันธนูหล่น ความจริงใช้เชือกถักเองก็ได้ แต่ที่มีขายเป็นลายพรางก็สวยเข้ากับคันธนูดี......... ตัดสินใจเองครับ

Limb Save เป็นลูกยางติดกับตัวล็อก Limb กับ Handle ช่วยลดแรงกระแทก ทำให้ Limb อายุยืนขึ้น หากเลือกใช้
คันธนูประเภทแรงและเร็วสุดๆก็น่าจะหาไว้ และอาจจะดูอุปกรณ์พวก Dampening อื่นๆมาด้วยก็ได้.......... จริงๆแล้วผม
คิดว่าไม่จำเป็น ติดแล้วคันธนูดูเทอะทะด้วย แต่ถ้าอยากรักษาคันธนูหาไว้ก็ดีครับ


ว่าจะเขียนสั้นๆ ทำไปทำมายาวเหมือนกันแฮะ........... ถ้าใครอยากจะคุยกันเรื่องธนู, มีปัญหา
อยากถามหรือจะชวนกันไปยิงธนูก็เชิญโพสท์เข้ามาที่ เว็บบอร์ดรอบกองไฟนะครับ


                                                                                                                    เอ็ม

                                                                                                              ตุลาคม 2547