|
ตัวผมเองเริ่มรู้จักกล้องไลก้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังจากที่ไดฟังผู้อาวุโสชาว
อเมริกันคนหนึ่งบรรยายถึงประสพการณ์ ของแกที่มีกับไลก้า M3 ในฐานะช่างภาพสงครามจนทำให้ ผมตัดสินใจซื้อกล้อง M3 มือสองราคาสี่ร้อยเหรียญหรือประมาณหนึ่งหมื่นบาทในขณะนั้น ซึ่งก็นับ
ว่ามากโขสำหรับคนพลัดถิ่นที่ทำงานได้ชั่วโมงละห้าเหรียญอย่างผม แต่ก็คิดในใจว่าถ้าไม่พอใจก็ ขายต่อได้โดยไม่เจ็บตัว(มากนัก)
ได้กล้องมาแล้วผมก็จัดการเปิดแม็กกาซีนสั่งเลนส์ 90mm f2.8 Elmarit รุ่นเก่ามาทางไปรษณีย์ มา "ลองดู"อีกเหมือนกันเพราะร้านที่สั่งยอมให้ส่งคืนได้ภายในเจ็ดวัน
เมื่อเลนส์มาถึง ผมเกือบจะส่งมันคืนไปทันที่ทีเปิดกล่องออกดูเพราะกระบอกเลนส์ข้างนอกบุบบิบบู้บี้
ไปทั่ว หน้าตาก็โบราณ แถมว่าหัวเลนส์ยังหมุนออกจากกระบอกได้ง่ายๆจนทำให้ผมหมดศรัทธา มิน่าเล่าถึงได้ขายถูกนัก แต่เมื่อส่องดูก็ผบว่าเลนส์ยังใสแจ๋วแม้จะมีขนแมวบ้าง ผมจึงได้ตัดสินใจ
เอาฟิล์มสไลด์ใส่เจ้า M3 และ กล้อง Nikon คู่มือแล้วนำมันออกไปถ่ายเทียบกันระหว่าง เจ้า 90มม. บู้บี้ กับ 105 f2.5 Nikkor ตัวเก่ง
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ได้ดูฟิล์มที่ถ่ายมา ผมรู้สึกทันทีว่าตัวเองยังโชคดีอยู่บ้างที่ไม่ด่วนส่งเลนส์คืนไป ความ
คมชัดของภาพจากกล้องสองตัวอาจไม่ต่างกันมาก แต่สีของภาพจากไลก้ากลับมีสีสรรนุ่มนวลสมจริง กว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีผิวคน(ฟิล์มที่ใช้เป็นม้วนเดียวกัน) ดังนั้นเจ้าบู้บี้จึงกลายเป็น
เลนส์ตัวเก่งของผมไปในทันที นอกจากนี้ผมยังเริ่มติดใจกับความกระทัดรัดของ M3 อีกด้วย อีกหลาย ปีต่อมาหลังจากมีงานการทำผมจึงได้กัดฟันถอย M6 ออกมาเป็นกล้องคู่มือและทยอยซื้อเลนส์อีก2-3ตัว
|