Home

ระบบโซนกับการถ่ายภาพสี
ถ่ายถาพ
ศิลปะการมองแบบเซน
Zone
Leica M6
การเก็บรักษาภาพถ่าย
ภาพถ่าย
Headbanger
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

โดย คนกรุงเก่า

           กล้องในยุคปัจจุบันนี้นับได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความทันสมัยมากทีเดียว ไม่ว่าจะ
เป็นเรื่องระบบโฟกัสอัตโนมัติ หรือการวัดแสง ถ้าจะกล่าวเฉพาะการวัดแสงก็จะพบว่าได้มี
การสร้างสรรค์ระบบการวัดแสงใหม่ๆขึ้นมาเพื่อให้สามารถถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง
การวัดแสงมากนัก ด้วยเทคโนโลยีชั้นเยี่ยมนี้ทำให้กล้องถ่ายภาพแบบ 35 mm SLR ในปัจจุบัน
มีความสะดวกต่อการใช้งานเกือบจะเทียบเท่ากล้องที่คนไทยมักเรียกกันว่า "กล้องปัญญาอ่อน"
เลยทีเดียว แม้ว่าเทคโนโลยีในกล้องไฮเทคจะสลับซับซ้อนเพียงใด มันก็ยังไม่สามารถทำงาน
แทนมนุษย์ได้ทั้งหมด
ช่างภาพที่คิดถ่ายภาพอย่างจริงจังก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีความเข้าใจหลักเกณฑ์
พื้นฐานทางด้านนี้

              
ถ้าจะกล่าวเฉพาะเรื่องการวัดแสง ก็ต้องบอกว่าระบบวัดแสงทั้งแบบเฉลี่ยหนัก
กลางหรือแบบแบ่งพื้นที่หลายส่วน รวมถึงระบบวัดแสงแบบRGB ก็ยังไม่ใช่เป็นหลักประกันได้
แน่นอนว่าภาพของคุณจะได้รับค่าแสงอย่างถูกต้อง ระบบวัดแสงเฉพาะจุดบวกกับความเข้าใจ
ของช่างภาพต่างหากที่จะสามารถทำให้เขามั่นใจได้ว่าภาพที่ออกมาจะเป็นไปตามที่เขาคิดไว้

           ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีไม่มีประโยชน์ เทคโนโลยีนั้นมีทั้งคุณและโทษ
เพียงแต่เราต้องใช้มันอย่างสร้างสรรค์และรับรู้ถึงข้อจำกัดบางอย่างของมันเท่านั้นเอง ในที่นี้
ผมจะขอพูดเจาะลึกในรายละเอียดของการวัดแสงกับระบบโซนที่คิดค้นโดย Ansel Adams
ช่างภาพขาวดำนามอุโฆษ โดยจะเน้นถึงการวัดแสงแบบเฉพาะจุดเท่านั้น เพราะเป็นระบบวัด
แสงที่เปิดโอกาสให้ช่างภาพได้วัดค่าแสงได้ละเอียดมากขึ้น ถ้าคุณไม่มีระบบวัดแสงแบบนี้ก็ไม่
เป็นไร เพราะคุณยังสามารถใช้ระบบวัดแสงที่มีในกล้องของคุณแทนได้ ไม่ว่าจะโดยการใช้
เลนส์เทเลช่วยให้พื้นที่วัดแสงของคุณแคบลงหรือโดยการเคลื่อนตัวเข้าไปวัดแสงใกล้ๆ

           ก่อนที่คุณจะอ่านบทความนี้ต่อไป คุณต้องมีความเข้าใจเรื่องค่าแสงดีพอสมควร
ต้องเข้าใจว่า ความไวแสงของฟิล์ม ความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสงมีผลต่อค่าแสงอย่างไร เช่น
ถ้าผมบอกว่า ค่าแสงที่ 1/125 sec. f/5.6 ISO 50 และ 1/30 sec. f/11 ISO 50 และ 1/125 f/8
ISO100 มีค่าเทียบเท่ากัน คุณก็ต้องเข้าใจในคำกล่าวนี้ หรือคุณก็ต้องเข้าใจว่า วัตถุที่วัดแสงได้
1/250 f/8 มีความสว่างหรือค่าการสะท้อนแสงมากกว่าวัตถุที่วัดแสงได้ 1/125 f/2.8 อยู่ 4 สต็อป
อย่างนี้เป็นต้น ถ้าคุณไม่เข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ คุณสามารถหาหนังสือถ่ายภาพทั่วๆไปมาอ่านได้ไม่
ยากนัก

ปฐมบทของระบบโซน

           เครื่องวัดแสงทั้งหลายนั้นจะอ่านค่าแสงออกมาเป็นค่าสีเทากลางเสมอ ค่าสีเทากลาง
ก็คือสีเทาที่สะท้อนแสง 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีโทนสีเช่นเดียวกับกระดาษ Gray Card ของ
Kodak นั่นหมายความว่า ถ้าคุณวัดแสงเฉพาะจุดไปที่กำแพงสีขาว และปรับค่าการรับแสง
ตามที่เครื่องวัดแสงบอก ภาพที่คุณจะได้ก็คือภาพกำแพงสีเทาที่สะท้อนแสง 18 เปอร์เซ็นต์
และถ้าคุณวัดแสงเฉพาะจุดไปที่ กระเป๋ากล้องสีดำ ภาพที่ได้ก็จะเป็นกระเป๋ากล้องสีเทาเช่นกัน

           Ansel Adams ปรมาจารย์ภาพขาวดำ ได้แบ่งโทนสีเทาออกเป็น 11 โซน ตั้งแต่โซน
0 ถึง โซน 10 โดยโซน 5 ก็คือค่าสีเทากลางที่ใช้เป็นมาตรฐานในเครื่องวัดแสงทั่วไปดังกล่าว
ข้างต้นนั่นเอง ซึ่งค่าสีเทากลางนี้จะมีค่าการสะท้อนแสงเท่ากับ 18 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า
ถ้ามีแสงมาตกกระทบเท่ากับ 100 หน่วย มันจะสะท้อนแสงออกมา 18 หน่วย และคุณก็รู้ว่า ถ้า
คุณลดค่าแสงลงจากค่าที่เครื่องวัดแสงบอก(โดยปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ไวขึ้น หรือหรี่รูรับแสง
ให้แคบลง) คุณก็จะได้ภาพที่มืดลงหรือมีสีเทาที่เข้มขึ้น และถ้าคุณเพิ่มค่าแสงขึ้น ก็จะได้ภาพ
ที่มีโทนสีที่สว่างขึ้นหรือมีสีเทาที่สว่างขึ้น Ansel Adams ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อลดค่าแสงจากที่
อ่านได้ในเครื่องวัดแสงลง 1 สต็อป คุณจะได้สีเทาที่จัดอยู่ในโซน 4 และถ้าเพิ่มค่าแสงขึ้น 1
สต็อปคุณก็จะได้สีเทาที่อยู่ในโซน 6 เป็นเช่นเรื่อยไป นั่นคือ โซน 4 จะมีค่าสีเทาที่เข้มกว่า โซน 5
หรือมีค่าการสะท้อนแสงน้อยกว่าโซน 5 อยู่ 1 สต็อป หรือโซน 8 จะมีค่าสีเทาที่สว่างกว่าโซน 5
หรือมีค่าการสะท้อนแสงมากกว่าโซน 5 อยู่ 3 สต็อป

           จากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้ว่า โซน 0 ถึง 10 นั้นก็คือค่าสีเทาที่ไล่จากเข้มไปอ่อน
สีเทาที่เข้มที่สุดก็คือสีดำ และสีเทาที่อ่อนที่สุดก็คือสีขาว และโซนแต่ละโซนอยู่ติดกันนั้นก็สว่าง
หรือเข้มต่างกันอยู่ 1 สต็อป ถ้าจะถามว่าสีดำหรือสีขาวจะอยู่ในโซนเท่าไรนั้น คำตอบมันขึ้น
อยู่กับชนิดของฟิล์มที่ใช้ ฟิล์มขาวดำ ฟิล์มสี หรือฟิล์มสไลด์ก็จะให้คำตอบที่แตกต่างกัน
สำหรับฟิล์มขาวดำนั้น Ansel Adams ได้บอกว่า โซน 0 ก็คือสีดำสนิท และโซน 10 ก็คือสีขาว
ที่ไม่มีรายละเอียด และยังบอกอีกว่า ช่วงโซนที่ยังให้รายละเอียดกับภาพอยู่ คือไม่ดำและขาว
จนขาดรายละเอียดก็คือ โซน 2 ถึง 8 ซึ่งเรียกว่า Textural Range

ระบบโซนกับภาพสี

           สิ่งที่ Ansel Adams ได้กำหนดไว้นั้นจะเกี่ยวข้องอยู่กับสีขาว เทา และดำ ทั้งนี้เพราะว่าเขา
เป็นช่างภาพขาวดำนั่นเอง คำถามจึงมีอยู่ว่าคุณจะเอาทฤษฎีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการถ่าย
ภาพสีได้อย่างไร ซึ่งประเด็นคำตอบนั้นก็คือ ถ้าคุณสามารถรู้ได้ว่าวัตถุสีอะไรควรจะอยู่ในโซน
เท่าไร หรือมีค่าการสะท้อนแสงแตกต่างจากโซน 5 อยู่กี่สต็อป คุณก็สามารถใช้ประโยชน์จาก
ทฤษฎีดังกล่าวได้ การที่ต้องอ้างอิงโซนอื่นๆกับโซน 5 นั้นก็เพราะว่า เครื่องวัดแสงทั่วไปจะ
อ่านค่าแสงเป็นค่าเทากลางโซน 5 เสมอ การอ้างอิงดังกล่าวจะทำให้คุณนำทฤษฎีนี้ไปใช้งานจริง
ได้ง่ายขึ้น ผมขอแนะนำเป็นหลักกว้างๆว่า สีอะไรบ้างที่มีค่าการสะท้อนแสงประมาณได้กับค่าสี
เทากลาง 18 เปอร์เซ็นต์ (โซน 5) ดังนี้

  • สีเขียวที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป เช่น สีเขียวของใบไม้ ทุ่งหญ้า
  • สีน้ำตาล เช่น สีเปลือกไม้ ใบไม้แห้ง
  • สีแดง เช่นสีแดงของดอกไม้ต่างๆ
  • สีฟ้า เช่น ท้องฟ้าที่มีสีฟ้าเข้มๆ

           การที่คุณรู้ว่าวัตถุใดสีใดบ้างที่อยู่ในโซน 5 ก็จะทำให้คุณรู้ได้ไม่ยากว่าวัตถุใดสีใด
บ้างที่อยู่ในโซนอื่นๆ ก็โดยการเปรียบเทียบค่าการสะท้อนแสงของวัตถุนั้นกับวัตถุที่อยู่ในโซน 5
เช่น คุณรู้ว่าใบไม้สีเขียวอยู่ในโซน 5 และคุณก็อาจจะพอประมาณได้ว่า ถ้าเป็นใบไม้สีเหลือง
อ่อนก็น่าจะอยู่ประมาณโซน 5ครึ่ง หรือ 6 เพราะค่าการสะท้อนแสงของสีเหลืองนั้นน่าจะมาก
กว่าสีเขียวอยู่ประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งสต็อป

           แต่อย่าลืมว่า นี่คือข้อแนะนำคร่าวๆเท่านั้น เพราะโทนสีนั้นแตกต่างกันไปตาม
ธรรมชาติของวัตถุนั้นๆ เช่น ใบไม้ต่างๆก็มีโทนสีเขียวที่ไม่เท่ากัน และสิ่งที่ผมบอกว่าเป็นสี
เขียวไม่อ่อนไม่แก่คุณก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันเป็นสีเขียวอย่างไรแน่ ประสบการณ์และการจดบันทึก
ข้อมูลการวัดแสงขณะถ่ายภาพจะทำให้คุณเรียนรู้ได้ไม่ยากว่า วัตถุสีใดควรจะอยู่ในโซนเท่าไร
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งควรจะอันเดอร์หรือโอเวอร์เท่าไรจากค่าแสงที่เครื่องวัดแสงอ่านได้

           ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเครื่องวัดแสงทั่วไปจะอ่านค่าแสงออกมาเป็นโซน 5 ทั้งสิ้น
ในทางปฏิบัติ ถ้าคุณวัดแสงกับวัตถุที่อยู่ในโซน 5 และปรับค่าแสงตามนั้น ภาพวัตถุดังกล่าวก็
จะมีโทนสีที่ถูกต้องหรือเข้มอ่อนตามที่ตาคุณเห็น แต่ถ้าคุณวัดแสงที่วัตถุซึ่งอยู่ในโซนอื่น และ
คุณเชื่อค่าที่เครื่องวัดแสงบอก โทนสีของวัตถุในภาพที่จะได้ก็จะไม่เหมือนกับที่ตาคุณเห็นขณะ
ถ่ายมัน ดังตัวอย่างของกำแพงสีขาวหรือกระเป๋ากล้องสีดำที่กล่าวมาแล้ว

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณจะถ่ายภาพทุ่งหญ้าคายามถูกแสงแดดตอนเย็นซึ่งมีสีทอง ถ้า
คุณวัดแสงเฉพาะจุดไปที่ต้นหญ้า(สีทอง) และคุณเชื่อค่าแสงที่เครื่องวัดแสงบอกมา คุณอาจจะ
ได้ภาพหญ้าคาที่มีโทนสีเข้มกว่าภาพที่ตาคุณเห็น และเพื่อให้ได้ภาพที่มีโทนสีเหมือนตาเห็น
คุณอาจจะต้องเพิ่มค่าแสงไปอีก 1 สต็อป กล่าวคือ คุณให้หญ้าคาที่สะท้อนแสงสีทองอยู่ในโซน 6
(โอเวอร์กว่า โซน 5 อยู่ 1 สต็อป)

ความเปรียบต่าง(Contrast)ของฟิล์มและวิธีทดสอบ

           หลักการวัดแสงที่กล่าวมาแล้วนั้นยังไม่ได้พิจารณาถึงความเปรียบต่าง(Contrast)
ของฟิล์มซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่ชนิดและรุ่นของฟิล์ม เพื่อให้เข้าใจถึงความจริงข้อนี้
ผมจะให้คุณทดลองบางอย่างดังนี้ ให้คุณใช้ฟิล์มสไลด์ลองถ่ายภาพผ้าขนหนูสีขาว สีดำ และ
ใบไม้สีเขียวหรืออาจจะเป็นกระดาษสีเทามาตรฐาน(Gray Card)ก็ได้ โดยถ่ายสามสิ่งนี้ในภาพ
เดียวกันกลางแดดจ้า และลองวัดแสงไปที่ใบไม้หรือGray Card ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ปรับค่าแสงตามที่วัดได้ คุณจะได้ภาพที่ให้โทนสีของใบไม้หรือ Gray Card ถูกต้องตามที่ตา
เห็น แต่คุณอาจจะพบว่าผ้าขนหนูสีขาวหรือดำในภาพไม่มีรายละเอียดให้เห็นเลย ซึ่งจริงๆ
แล้วคุณไม่ได้วัดแสงผิด แต่นั่นเป็นเพราะฟิล์มที่คุณใช้ไม่สามารถให้รายละเอียดของวัตถุที่มี
ค่าการสะท้อนแสงแตกต่างกันมากๆได้(ผ้าขนหนูสีขาวมีค่าการสะท้อนแสงสูง ผ้าสีดำมีค่าการ
สะท้อนแสงต่ำ ส่วนGray Card มีค่าการสะท้อนแสงเท่ากับ 18 เปอร์เซ็นต์)

           จากความจริงดังกล่าว ทำให้คุณรู้ว่าสิ่งที่ตาคุณมองว่าสวยหรือมีรายละเอียดครบ
ถ้วน ภาพที่คุณถ่ายอาจจะไม่สวยเหมือนตาเห็นก็ได้ คุณจึงจำเป็นต้องรู้ค่าช่วงของโซนฟิล์มที่
คุณใช้อยู่นั้นสามารถเก็บรายละเอียดได้ (Textural Range) โดยวิธีการทดสอบดังนี้

           ถ่ายภาพวัตถุสีขาวที่มีรายละเอียด เช่น ผ้าขนหนูสีขาว โดยใช้ฟิล์มสไลด์ที่คุณคิด
จะทดสอบ จัดภาพให้เต็มเฟรม โฟกัสให้ชัด ปรับค่าแสงให้อันเดอร์กว่าค่าที่เครื่องวัดแสงอ่านได้
3 สต็อป เริ่มต้นถ่ายจากค่าแสงนี้เป็นค่าแรก จากนั้นถ่ายภาพต่อๆมาโดยแต่ละภาพให้เพิ่มค่า
แสงทีละครึ่งสต็อป ถ่ายไปจนกระทั่งภาพสุดท้ายมีค่าแสงที่โอเวอร์ 3 สต็อป นั่นคือคุณถ่ายไป
ทั้งหมด 13 ภาพ โดยเริ่มจากโซน 2 ถึงโซน 8 ซึ่งแต่ละภาพจะมีโทนสีห่างกันอยู่ครึ่งโซน(ครึ่ง
สต็อป) ฟิล์มที่ล้างออกมาคุณจะได้ภาพที่มีโทนสีเริ่มจากมืดจนขาดรายละเอียดจนถึงขาวจน
ขาดรายละเอียด โดยภาพที่ 7 จะเป็นโทนสีเทากลาง 18 เปอร์เซ็นต์ (โซน 5) จากนั้นตรวจดูว่า
ที่ภาพใดหรือโซนใดที่ภาพผ้าขนหนูเริ่มแสดงรายละเอียดให้เห็น ซึ่งจะมีอยู่สองภาพหรือสอง
โซน คือมืดแต่พอเห็นรายละเอียดกับสว่างแต่ยังมีรายละเอียด ช่วงโซนดังกล่าวก็คือสิ่งที่ Ansel
Adams เรียกว่า Textural Range นั่นเอง โดยทั่วไปฟิล์มสไลด์จะให้ค่า Textural Range ใกล้
เคียงกันคือประมาณ โซน 2 หรือ 3 ไล่ไปจนถึง โซน 7 หรือ 8 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือโอเวอร์และอัน
เดอร์ไม่เกิน 2-3 สต็อป แต่คุณควรจะทดสอบกับฟิล์มที่คุณใช้เป็นประจำจะดีกว่านำค่านี้ไปใช้
งานเลย เพราะจากแถบฟิล์มที่คุณทดสอบคุณยังได้รู้อีกว่า โซนแต่ละโซนมีโทนสีเป็นอย่างไร
ถึงแม้ว่าโทนสีที่ได้จากการทดสอบจะเป็นโทนสีเทา แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับสีอื่นๆได้

           ถ้าจะถ่ายภาพให้ได้ดีก็ต้องไม่เป็นคนเชื่อคนอื่นง่าย ทดลองด้วยตัวเองดีกว่าถามผู้อื่น
เชื่อผมเถิดครับ ...ไม่มี "ทางลัด" ในการถ่ายภาพหรอก

ระบบโซนกับการประยุกต์ใช้งาน

ภาพที่มีความเปรียบต่าง(Contrast)ไม่สูงมาก

           ในทางปฏิบัติ เมื่อคุณถ่ายภาพที่มีความเปรียบต่างไม่สูงเกินกว่าที่ฟิล์มจะรับได้
(เช่นถ่ายภาพเมื่อตอนครึมฝน หรือท้องฟ้าปิดแสงกระจายทั่วไป) คุณก็สามารถวัดแสงได้ตาม
ปกติ คือวัดแสงบริเวณที่คิดว่ามีค่าการสะท้อนแสงเท่ากับ 18 เปอร์เซ็นต์ หรือโซน 5 และปรับ
ค่าแสงตามนั้น หรือวัดแสงบริเวณอื่นที่มีค่าการสะท้อนแสงแตกต่างออกไป และชดเชยค่าแสง
เพิ่มเติมจากค่าที่เครื่องบอกมา เช่น วัดแสงไปที่วัตถุซึ่งอยู่ในโซน 6 และปรับค่าแสงให้โอเวอร์
ขึ้นไป 1 สต็อปจากค่าที่เครื่องวัดแสงบอก (เช่น เครื่องวัดแสงบอกว่า 1/125 f/5.6 เป็นค่าแสงที่
ถูกต้อง คุณก็ใช้ค่าแสงที่ 1/60 f/5.6) การที่จะรู้ว่าวัตถุที่คุณจะวัดแสงนั้นควรอยู่ในโซนเท่าไร(มี
ค่าการสะท้อนแสงมากหรือน้อยกว่า Gray Card อยู่กี่สต็อป)ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และการ
หมั่นสังเกต จะเห็นว่าการวัดแสงโดยวางวัตถุให้ถูกต้องตามโซนเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ เช่น
ถ้าคุณวัดแสงไปที่วัตถุที่สว่างกว่าโซน 5 อยู่ 1 สต็อป(โซน 6 นั่นเอง) และคุณเพิ่มค่าแสงขึ้น 1
สต็อปจากค่าที่เครื่องวัดแสงอ่านได้ คุณก็จะได้ภาพที่มีโทนสีตรงตามที่ตาคุณเห็น

           กล่าวโดยย่อก็คือคุณสามารถที่จะวัดแสงไปที่วัตถุใดก็ได้ ตราบเท่าที่คุณรู้ว่ามัน
ควรจะอยู่ในโซนเท่าไร และคุณก็ชดเชยค่าแสงตามนั้น ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องหาวัตถุที่มีค่าการ
สะท้อนแสงอยู่ในโซน 5 เพื่อที่จะวัดแสง เพราะในบางภาพบางสถานการณ์วัตถุที่อยู่ในโซน 5
อาจจะหาไม่ได้ เช่นอาจจะไม่มีใบไม้สีเขียว ดอกไม้สีแดง ท้องฟ้าสีเข้ม ให้คุณได้วัดแสง แต่มี
อยู่สิ่งหนึ่งที่คุณมีติดตัวตลอดเวลา และสามารถนำมาใช้ในการวัดแสงได้ นั่นก็คือ ฝ่ามือของคุณ
เอง โดยทั่วไปฝ่ามือของคน(ผิวทั่วไปแบบชาวเอเซีย)จะมีค่าการสะท้อนแสงตกอยู่ในโซน 6 คือ
โอเวอร์กว่า Gray Card อยู่ 1 สต็อป (แต่คุณสามารถทดสอบดูเองได้ว่าฝ่ามือของคุณอยู่ในโซน
เท่าไร โดยเทียบค่าแสงที่อ่านได้จากฝ่ามือกับค่าที่อ่านจาก Gray Card) ดังนั้นคุณสามารถที่จะ
วัดแสงที่ฝ่ามือของคุณแล้วชดเชยแสงเพิ่มขึ้น 1 สต็อปก็ได้ โดยต้องแน่ใจว่าแสงที่มากระทบ
ฝ่ามือกับแสงในภาพของคุณเหมือนกัน เช่นถ้าคุณอยู่ในที่ร่มแล้วคุณถ่ายภาพที่มีแดดออก คุณก็
ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้

           มีข้อน่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ การวัดแสงให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกับที่ตาคุณเห็นอาจ
จะไม่ได้ภาพที่สวยงามเสมอไป บางครั้งการจงใจทำให้ภาพอันเดอร์หรือโอเวอร์ก็อาจจะทำให้
ภาพดูดีกว่าก็เป็นได้ เช่น การถ่ายภาพรุ้งกินน้ำที่เกิดขึ้นกลางท้องนา ถ้าคุณทำให้รุ้งอันเดอร์ลง
เล็กน้อย รุ้งจะมีสีเข้มขึ้นอาจทำให้ภาพดูสวยขึ้นก็เป็นได้ การรู้ว่าเมื่อใดควรวัดแสงให้พอดี
และเมื่อได้ควรให้อันเดอร์หรือโอเวอร์ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และการหมั่นสังเกตเป็นหลัก

ภาพที่มีความเปรียบต่าง(Contrast)สูงมาก

           และถ้าคุณถ่ายภาพที่มีความเปรียบต่างสูง คุณก็ควรเช็คความเปรียบต่างของภาพ
ก่อนเพื่อดูว่าเกินกว่าที่ฟิล์มจะรับได้หรือไม่ การเช็คความเปรียบต่างก็ทำได้โดยการวัดแสงไป
ที่ส่วนที่มืดที่สุดและส่วนที่สว่างที่สุดที่คุณยังต้องการให้พอมีรายละเอียดอยู่บ้าง และดูว่าค่า
แสงที่ได้ในสองส่วนนี้ต่างกันอยู่กี่สต็อป(อยู่นอกช่วงTextural Rangeหรือไม่) จากนั้นก็จะรู้ว่า
มันเกินกว่าที่ฟิล์มจะรับได้หรือไม่ ถ้าเกินก็หมายความว่าคุณต้องยอมให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งของ
ภาพขาดรายละเอียดไป การที่จะยอมให้ส่วนมืด(Shadow)หรือส่วนสว่าง(Highlight)ของ
ภาพขาดรายละเอียดนั้นก็แล้วแต่ความต้องการของคุณ โดยทั่วไปถ้าเป็นฟิล์มสไลด์คุณมักจะ
ไม่ยอมให้มีส่วนที่โอเวอร์จนขาดรายละเอียดมากนัก นั่นคือคุณยอมให้ส่วนมืดขาดราย
ละเอียดมากกว่าที่จะให้ส่วนสว่างขาดรายละเอียด แต่ก็ไม่เสมอไป

           หรือคุณอาจจะไม่ถ่ายภาพนั้นเลยก็ได้ถ้าคุณคิดว่าภาพที่จะได้มันไม่ตรงตามที่คุณ
จินตนาการไว้แต่แรก คุณอาจจะเช็คค่าแสงของบริเวณอื่นๆที่คุณสนใจด้วยซึ่งจะทำให้คุณรู้ว่า
ส่วนต่างๆของภาพอยู่ในโซนเท่าไรบ้าง การรู้ถึงสิ่งนี้จะมีประโยชน์คือ มันจะทำให้คุณรู้ด้วยว่า
ภาพที่ออกมาจะให้โทนสีเป็นอย่างไร และจะยังพอเห็นรายละเอียดมากน้อยแค่ไหนใน
บางบริเวณของภาพ หรือภาพที่ออกมาจะเป็นไปอย่างที่คุณคิดไว้หรือไม่ กระบวนการมอง
เห็นภาพที่จะได้หรืออยากได้ก่อนที่คุณจะลงมือกดชัตเตอร์นั้นก็คือ สิ่งที่ Ansel Adams เรียกว่า
Previsualization นั่นเอง

ถ้าถามว่าคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าภาพแบบไหนมีความเปรียบต่างสูงเสี่ยงต่อการสูญ
เสียรายละเอียดในบางส่วนไป คำตอบก็คือ แรกๆคุณอาจจะต้องเช็คความเปรียบต่างของภาพ
ทุกภาพที่คุณถ่ายเพื่อตรวจสอบดู แต่เมื่อคุณเริ่มมีประสบการณ์ในการวัดแสงมากขึ้น เพียง
คุณมองด้วยตาคุณก็รู้แล้วว่า ภาพไหนคุณไม่จำเป็นต้องเช็คความเปรียบต่างของภาพให้เสีย
เวลา หรือภาพไหนบ้างที่เพียงแต่คุณวัดแสงไปที่วัตถุโดยวางวัตถุนั้นในโซนที่ควรจะเป็นก็จะ
ได้ภาพที่ดี

           สมมติว่าคุณทดสอบหาช่วง Textural Range ของฟิล์มได้ว่า มันอยู่ในช่วง โซน 3 ถึง
โซน 7 (4 สต็อป) และหลังจากที่คุณเช็คความเปรียบต่างของภาพพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน
ภาพหนึ่งแล้วปรากฏว่ามันเกินกว่าช่วง Textural Range คือเกิน 4 สต็อป และคุณตัดสินใจ
รักษารายละเอียดของส่วนสว่างเอาไว้ โดยยอมให้ส่วนมืดบางส่วนมืดจนขาดรายละเอียดไป
วิธีการวัดแสงก็ทำได้โดยการให้คุณวัดแสงเฉพาะจุดไปที่ส่วนสว่างที่สุดที่คุณยังอยากให้เห็น
รายละเอียดอยู่บ้าง ซึ่งอาจจะเป็นส่วนของท้องฟ้าด้านบน แล้วคุณก็เพิ่มค่าแสงให้ส่วนนี้โอเวอร์
2 สต็อปเพื่อวางให้มันอยู่ในโซน 7 ซึ่งคุณได้ทดสอบมาแล้วว่าที่โซนนี้ฟิล์มของคุณยังคงให้ราย
ละเอียดได้บ้าง การทำเช่นนี้ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าบริเวณสว่างของภาพจะยังพอเห็นราย
ละเอียดอยู่บ้าง จากนั้นก็เป็นอันเสร็จเรื่องการวัดแสง

ระบบโซนกับการใช้ฟิลเตอร์ครึ่งซีก

           ฟิลเตอร์ครึ่งซีกนั้นจะช่วยลดความเปรียบต่างของภาพลงได้ประมาณ 1 ถึง 3 สต็อป
ตามแต่รุ่นและยี่ห้อที่ใช้ คุณสามารถวัดแสงได้อย่างแม่นยำพร้อมทั้งคาดเดาได้ว่าภาพที่
ออกมาจะเป็นไปตามที่คุณต้องการ ดังตัวอย่างนี้

           คุณกำลังจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นภาพหนึ่ง หลังจากที่คุณเช็คความเปรียบต่าง
ของภาพแล้วพบว่า มันมีค่าถึง 6 สต็อป และคุณตัดสินใจที่จะใช้ฟิลเตอร์ครึ่งซีกสีเทาที่ลดแสง
ส่วนบนลง 2 สต็อปเข้าช่วย ซึ่งคุณจะพบว่ามันทำให้ภาพของคุณเห็นรายละเอียดในทุกส่วนที่
คุณต้องการ (ฟิล์มรับความเปรียบต่างได้ 4 สต็อป และฟิลเตอร์ช่วยได้อีก 2 สต็อป รวมเป็น 6
สต็อปเท่ากับความเปรียบต่างของภาพจริงๆ) โดยให้คุณวางส่วนมืดไว้ที่โซน 3 (วัดแสงไปที่
ส่วนมืด แล้วทำอันเดอร์ 2 สต็อป) แล้วถ่ายภาพตามค่าแสงที่ปรับไว้ ถ้าคุณทำเช่นนี้จะทำให้
ส่วนสว่างในภาพอยู่ในโซน 9 ซึ่งถ้าไม่ใช้ฟิลเตอร์ส่วนสว่างในภาพจะขาดรายละเอียดแน่นอน
แต่ในที่นี้คุณใช้ฟิลเตอร์ลดแสงส่วนสว่างลง 2 สต็อป ทำให้ส่วนสว่างในภาพตกมาอยู่ในโซน 7
ดังนั้นทุกส่วนในภาพจะตกอยู่ในช่วงโซน 3 ถึง 7 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟิล์มสามารถให้รายละเอียดได้

           กล่าวโดยย่อก็คือ ให้คุณวางส่วนมืด(ที่คุณยังต้องการให้พอมีรายละเอียดอยู่บ้าง)ไว้
ในโซน 3 (ซึ่งได้จากการทดสอบหาช่วง Textural Range)เพื่อให้ส่วนดังกล่าวพอมีราย
ละเอียดอยู่บ้าง และส่วนสว่างในภาพฟิลเตอร์ครึ่งซีกจะช่วยคุณเอง การที่ฟิลเตอร์จะช่วยได้
มากน้อยเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับความเปรียบต่างของภาพและการลดค่าแสงของฟิลเตอร์ที่คุณใช้
ด้วย

           ฟิลเตอร์ครึ่งซีกนั้นจะมีประโยชน์สำหรับภาพบางประเภทเท่านั้น นั่นคือภาพที่มี
เส้นแบ่งระหว่างส่วนมืดกับส่วนสว่างค่อนข้างชัดเจนหรือเป็นเส้นตรง เช่นภาพพระอาทิตย์ขึ้น
หรือตก ซึ่งเส้นแบ่งส่วนมืดกับส่วนสว่างก็คือเส้นขอบฟ้านั่นเอง ในภาพทั่วๆไปคุณก็ไม่สามารถ
ใช้ฟิลเตอร์ชนิดนี้ได้

           ขอกล่าวถึงฟิลเตอร์ครึ่งซีกให้มากขึ้นอีกคือ ฟิลเตอร์ครึ่งซีกสีเทาของบางยี่ห้อนั้น
ให้สีเพี้ยนจากความเป็นจริงเช่น ของ Cokin ที่ผมเคยใช้จะเพี้ยนไปทางสีน้ำตาลเล็กน้อยแต่
สังเกตได้ชัดเจน ส่วนของ Tiffen หรือของ LEE นั้นสีค่อนข้างจะตรง ส่วนการใช้ฟิลเตอร์ครึ่ง
ซีกแบบแผ่นนั้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.Singh-Ray.com โดย Galen Rowell

บทส่งท้าย

           จะเห็นว่าระบบโซนนี้จะสามารถช่วยให้คุณหยั่งรู้ได้ล่วงหน้าว่าภาพที่ออกมาหน้า
ตาจะเป็นเช่นไร เมื่อแรกที่คุณฝึกใช้วิธีนี้อาจจะรู้สึกยุ่งยากซับซ้อน หรือเสียเวลานานเกินไป
แต่รับรองว่าเมื่อคุณฝึกไปนานๆแล้วคุณจะชำนาญไปเอง และจะทำให้คุณเข้าใจเรื่องการวัด
แสงอย่างลึกซึ้งด้วย ผมจะขอสรุปการวัดแสงด้วยระบบโซนให้โดยย่อดังนี้

           เริ่มจากคุณต้องตัดสินใจก่อนว่าคุณจะวางส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพอยู่ในโซนไหน
(ซึ่งทำได้โดยการเพิ่มหรือลดค่าแสงโดยเทียบกับโซน 5 เป็นหลัก เช่น การวางส่วนหนึ่งของ
ภาพไว้ในโซน 4 ทำได้โดยการลดแสงจากค่าที่เครื่องวัดแสงบอกลง 1 สต็อป) การจะวางส่วน
หนึ่งส่วนใดของภาพให้อยู่ในโซนไหนนั้นก็ต้องพิจารณาถึง ช่วง Textural Range ของฟิล์มที่ใช้
ความเปรียบต่างของภาพที่จะถ่าย ความสวยงามของโทนภาพ คำถามต่อไปนี้คุณอาจจะต้อง
ถามตัวเองอยู่เสมอขณะวัดแสง คือ

  • มีส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพขาดรายละเอียดหรือไม่ และถ้ามี คุณสมควรที่จะถ่าย
    ภาพนี้หรือไม่ ?
  • ภาพที่คุณจะถ่ายนี้มีความเปรียบต่างสูงมากหรือไม่ ?
  • คุณต้องการถ่ายภาพให้ออกมามีโทนสีเหมือนที่ตาคุณเห็นหรือไม่ หรือการทำให้
    อันเดอร์ลงเล็กน้อยจะสวยกว่า ?
  • ตัวแบบหรือซับเจ็คของคุณควรอยู่ในโซนเท่าไร ?
  • ส่วนใดในภาพที่สะท้อนแสงประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ เทียบเท่า Gray Card หรือ
    โซน 5 ?
  • วัตถุที่คุณใช้วัดแสงควรอยู่ในโซนเท่าไร และคุณต้องชดเชยแสงจากค่าที่เครื่องวัด
    แสงบอกมาเท่าไร ? ...ฯลฯ

ของแถม

           จะขอกล่าวถึงประโยชน์ของเครื่องวัดแสงภายนอกแบบเฉพาะจุด ถามว่าจำเป็น
หรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ แต่มีประโยชน์ในการวัดแสงแบบโซนกับการถ่ายภาพทิวทัศน์ สมมติคุณ
กำลังถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกดิน แน่นอนว่าสภาพแสงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าคุณใช้ระบบวัดแสง
ในตัวกล้องและต้องการวัดแบบโซนตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งที่คุณต้องทำคือเล็งกล้องไปที่
ส่วนต่างๆของภาพเพื่อเช็คโซน จัดองค์ประกอบ กดชัตเตอร์ เมื่อแสงเปลี่ยนไปคุณก็ต้องทำ
ตามขั้นตอนนี้อีก ซึ่งถ้าแสงเปลี่ยนเร็วมากคุณอาจจะถ่ายภาพไม่ทัน แต่ถ้าใช้เครื่องวัดแสงภาย
นอกขั้นตอนจะเป็นดังนี้ จัดองค์ประกอบภาพ ใช้เครื่องวัดแสงเช็คโซน กดชัตเตอร์ แสงเปลี่ยน
เช็คโซน กดชัตเตอร์... โดยไม่ต้องไปยุ่งกับการจัดองค์ประกอบภาพใหม่เลยเพราะเราใช้เครื่อง
วัดแสงภาพนอกในการเช็คโซน ...นี่คือเสน่ห์ของมันที่ผมหลงใหล

           อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ การวัดแสงแบบโซนจะง่ายขึ้นถ้าระบบวัดแสงแบบแมนนวล
ของคุณมีบาร์กราฟแสดง ส่วนใหญ่จะแสดงที่ +- 2 สต๊อป ซึ่งเทียบเท่ากับโซน 3 - โซน 7 แต่
ถ้าให้ดีน่าจะแสดงได้ +- 3 สต๊อป (โซน 2 - 8) เพราะจะใกล้เคียงกับช่วง Textural Range
ของฟิล์มส่วนใหญ่พอดี

           ส่วนข้อดีของการวัดแสงเฉพาะจุดในระบบโซนเทียบกับระบบวัดแสงแบบอื่นก็คือ
มันทำให้คุณ Previsualize ภาพที่กำลังจะถ่ายได้ดีกว่า ถ้าคุณใช้ระบบวัดแสงแบบอื่นคุณต้อง
เรียนรู้การเฉลี่ยน้ำหนักของการวัดแสงไปตามส่วนต่างๆของภาพให้ดี ไม่ว่าจะเป็น 5 ส่วน 8
ส่วน 21 ส่วน แบบหนักกลาง หรือหนักตามจุดโฟกัส แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาเช่นกัน
และเมื่อคุณเปลี่ยนกล้องรุ่นใหม่ที่มีการแบ่งส่วนในการวัดแสงใหม่ๆ คุณก็ต้องมาเรียนรู้มันใหม่
จะเห็นว่าการวัดแสงเฉพาะจุดในระบบโซนง่ายกว่า ยั่งยืนกว่า ดีกว่า ใช้ความเร็วไม่ต่าง
กัน(ถ้าฝึกจนชิน)

           ผมคะเนว่าจะต้องใช้ฟิล์มประมาณ 30 ม้วนถ่ายภาพตามสภาพแสงต่างๆกัน
แล้วจะชำนาญกับการวัดแสงแบบนี้ อาจจะต้องจดบันทึกข้อมูลการวัดแสงให้ละเอียด มีการ
วาดภาพประกอบว่าส่วนใดตกอยู่ในโซนอะไร พร้อมทั้งศึกษาฟิล์มที่ล้างมากับข้อมูลดังกล่าว
สำคัญคืออย่าขี้เกียจหรือบอกว่าไม่มีเวลาในการจดข้อมูล

           เมื่อคุณเข้าใจเรื่องการวัดแสงและฝึกจนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว ก็จะทำให้
ขั้นตอนทางเทคนิคในการถ่ายภาพจบไป เหลือแต่ส่วนที่ยากที่สุดก็คือเรื่องศิลปะ มุมมอง
องค์ประกอบ ซึ่งสอนกันไม่ได้

           ...ได้แต่ขอให้ทุกท่านค้นพบตัวเอง โดยใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อ ใช้ใจแทนแผนที่ และมี
ร่างกายเป็นพาหนะ อาจจะ 20 ปี 30 ปี หรือกระทั่งตลอดชีวิตก็แล้วแต่ฟ้าลิขิต...

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com