Home

เธอชื่อ...น้องอ้อม
ถ่ายถาพ
ศิลปะการมองแบบเซน
Zone
Leica M6
การเก็บรักษาภาพถ่าย
ภาพถ่าย
Headbanger
จำปาศักดิ์
ช่างภาพข้างถนน
มาเป็นช่างภาพข้างถนน
เธอชื่อ...น้องอ้อม
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]
00

ถ้าจะเปรียบเปรยให้เป็นหญิงสาวสักคน น้องอ้อม..เธอก็คงเป็นแค่เพียงหญิงสาวชาวบ้านหน้าตาธรรมดา เป็นสาว
วัยรุ่นที่ไม่มีอะไรใหญ่โตหวือหวา

หากว่าพอจะมีอะไรสะดุดตาอยู่บ้าง ก็คงเป็นทรวดทรงที่กระทัดรัด และนิสัยสงบเสงี่ยมเจียมตัว สุภาพเรียบร้อยราว
กับลูกสาวผู้ดีตกยาก เธอเปรียบได้ดังเม็ดพลอยน้ำงาม ที่ผ่านการอบรมบ่มเพาะ ถนุถนอม และเจียรไนมาอย่างปรานีต

กล้องธรรมดา.. แต่คลาสสิกเกินกว่าจะสะสม

01 -3

Olympus  OM1

เธอเปรียบเสมือนตัวแทนของปัจเจก โดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชนคลาคล่ำตามกระแสนิยมปริมาณและความฉาบฉวย
เหตุผลนั้นมีมากมายเหลือเกินครับ ที่จะเก็บสะสม น้องอ้อม เธอไว้เป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การถ่ายภาพ
แต่เธอควรค่าแก่การอยู่ในมือของตากล้อง  ผู้ที่หลงไหลการถ่ายรูปซะมากกว่าที่จะเก็บ วางโชว์ไว้ในตู้

..เดี๋ยวจะบอกครับว่าทำไม..

อิ..อิ.. เพราะสุภาษิตเขาว่าไว้ครับ   " ดูนางให้ดูแม่ " เพราะฉะนั้นก่อนจะดูน้องอ้อม  ต้องมาดูแม่ ซะก่อน..

//////////////////// ตอนที่ 1  ///////////////////

Olympus PEN
คุณเพ็ญ.. เธอเกิดขึ้นท่ามกลางความแร้นแค้น




ปีค.ศ.1945 สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ( WWII ) ทั้งเยอรมัน และญี่ปุ่น ตกเป็นฝ่ายปราชัย เป็นห้วงช่วงเวลาที่มีแต่
ความขาดแคลน ผู้คนต่างอยู่กันอย่างแร้นแค้น  สิ่งที่พอจะมีเหลืออยู่บ้างก็คือความบอบช้ำทางเศรษฐกิจ จากสงคราม
ที่ไม่เคยให้อะไรใคร  เลือดเนื้อเชื้อไขแห่งความทุกข์ยากเหล่านั้น ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความลำบากอัตคัต
ขัดสน  ..ความเป็นคลาสสิก เอกลักษณ์หลายสิ่งหลายอย่าง มักเกิดขึ้นจากช่วงเวลาแบบนี้

ทางฟากฝั่งเยอรมัน ขึ้นชื่ออยู่แล้วในอะไรที่เป็นต้นแบบ ของดี ๆ ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น
ปืนพาราเบลลั่ม
ปืนกลมือเบอร์กแมน
ตะเกียงเจ้าพายุ      Petromax      ก็เป็นพิมพ์นิยมจนถึงทุกวันนี้
ถ้าเป็นกล้อง แน่นอนว่าก็ Leica ไง


ทีนี้มาดูทางฝั่งญี่ปุ่นกันบ้าง ดูจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ญี่ปุ่นได้ชื่อเสียงที่เลวว่าเป็นนักก๊อปปี้ 
แต่จนกระทั่ง..

ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1956  วิศวกรหนุ่มคนหนึ่งนามเรียกขานว่า Yoshihisa  Maitani กำลังทำสิ่งที่แตกต่างออกไป
แทนที่จะเข้าทำงานกับบริษัทผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ตามที่ทูกทาบทาม และตามที่ร่ำเรียนมาทางวิศวกรรมเครื่องกล
เขากลับทำตามที่หัวใจเรียกร้อง โดยเริ่มงานกับบริษัทเล็ก ๆ Olympus Optical Co.ltd      

01-1  olympus_tokyologo02

โครงการแรกที่ Maitani ได้รับมอบหมายนั้นก็คือกล้องถ่ายรูปที่ขายได้ในราคาที่ต่ำกว่า 6,000 เยน 
ทั้งที่กล้องถ่ายรูปในราคาที่ต่ำที่สุดในสมัยนั้นยังมีค่าตัวถึง 23,000 เยน
( ซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับคนที่เรียนจบปริญญาตรี เงินเดือนเพียง 10,000 เยน ในตอนนั้น )

ดูเหมือนว่าโปรเจคนี้มันช่างห่างไกลเกินฝัน แต่เขาก็ไม่ได้ย่อท้อ และไม่ได้ดูถูกงานต่ำไปกว่าความเป็นจริง เพราะ
ถ้าเป็นโครงการง่าย ๆ บริษัทอื่นก็คงทำขายกันนานแล้ว ..    Maitani เริ่มการวิเคราะห์จากพื้นฐานของปัญหา คือ
ตัวกล้องเอง เขาเริ่มด้วยการวิเคราะห์ส่วนประกอบพื้นฐาน การรวมกันของส่วนประกอบเหล่านี้ คือ กล่องทึบแสง
เลนส์ ชัตเตอร์ ไดอะแฟรม สื่อรับแสง     และจิตใจที่ผ่อนคลาย ของช่างภาพ ก็จะได้ผลเป็นภาพถ่ายที่ดี  เขาตั้งใจ
จะทำให้กล้องตัวนี้เป็นกล้องสำรอง หรือกล้องตัวที่สอง ของคนที่ใช้ Leica    ตัวกล่องหรือบอดี้ของกล้องต้อง
สามารถห้อยคอคู่กับ Leica IIIF ของเขาได้  ( อ้อลืมบอกไปครับ.. อีตา Maitani นี่ใช้ชีวิตอย่างลำบากยากแค้น
มากครับ  เขาเติบโตมาในโรงงานผลิตสาเกและโชยุเล็ก ๆ  ต้องประดิษฐกล้องBOXไว้ใช้เองตั้งแต่ 10 ขวบ บางทีก็
ต้องแอบขโมย Rolliflex ของพ่อไปใช้  ไหนจะต้องทำห้องมืดและล้างฟิล์มเองอีกหละ  พอโตขึ้นมาหน่อยตอน
เรียนอยู่ที่ WASEDA University โตเกียว ก็ต้องทนใช้ Leica IIIF ไปวัน ๆ   ..เฮ้อชีวิตช่างลำบากลำบนซะจริง )

02
03
04

Lieca IIIF

Y. Maitani

แม้ว่าจะเป็นโปรเจคกล้องราคาจะถูก แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำของเล่น  เลนส์  ต้องมีการวางชิ้นเลนส์แบบมีคุณภาพ
และใช้เนื้อแก้วอย่างดี Maitani เลือกการวางเลนส์แบบ Zeiss Tessar แทนที่จะใช้ชิ้นเลนส์เดี่ยวทีประหยัดต้นทุนกว่า 

05

การวางเลนส์แบบZeiss Tessar

ต่อมาคือชัตเตอร์ Maitani ให้ความสำคัญกับส่วนนี้มากเป็นพิเศษเพราะเขาเองใช้ Leica และพอใจกับน้ำหนักชัตเตอร์
และความรู้สึกมาก กล้องตัวนี้จะต้องให้ความรู้สึกในการลั่นชัตเตอร์เป็นอย่างเดียวกัน

Format ของฟิล์มจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยลดต้นทุนได้มาก เขาเลือกใช้ Format 18x24 หรือครึ่งของฟิล์ม135 แต่อันนี้ค่อน
ข้างเสี่ยงมากเพราะเคยมีบริษัทที่ออกกล้องรุ่นที่ใช้ Formatนี้แล้วเจ๊งไม่เป็นท่า แต่ปรากฏว่าเจ้านายยอมเล่นด้วยโดยให้
ลองทำดูอีกส่วนที่จะช่วยลดต้นทุนคือชุดเฟือง Maitani ลดชุดเฟืองออกจากแกนเลื่อนฟิล์มและอาศัยประสบการณ์ในโรงงาน
ลดจำนวนเฟืองที่ต้องใช้ให้เหลือน้อยที่สุด เขาเรียกการออกแบบนี้ว่าออกแบบตามแนวคิด Zero Gear Concept

ช่วงที่เขาทำงานตามแนวคิดของเขานั้น วิศวกรอื่นๆในแผนก ไม่ให้ความสนใจเนื่องจากคิดว่า ไม่มีทางสำเร็จ จนเมื่อได้
เห็นกล้องตัวต้นแบบแล้วจึงเริ่มยอมรับว่าแนวคิดของMaitani เป็นไปได้จริง

06
06-1 คุณเพ็ญ

คุณเพ็ญ  ( Olympus  PEN )

และในเดือนตุลาคม 1959  Olympus Pen วางตลาดและขายอย่างถล่มทลาย      Pen ได้ถูกพัฒนาต่อมาอีกหลายรุ่น
หลายรูปแบบ ปัจจุบันยังมีนักสะสมกล้องPen อยู่มากมายทั้งในและต่างประเทศ    มากกว่า 17,000,000  units ที่อยู่ใน
สายการผลิตตลอดเวลา20 ปีของเธอ

07 sixty

แทรกด้วยบรรยากาศยุค Sixty สักหน่อยครับ จะได้เข้ากันหน่อย

ซากุระกลีบอ่อน.. ช่อเล็กกระทัดรัด

แนวคิดการออกแบบของ Maitani ได้รับการพิสูจน์เป็นครั้งแรก  และถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานอันยาวนาน  แนวคิด
เรื่องกล้องเล็กๆ ใช้ง่ายๆ กลไกน้อยๆ  นี่แหละที่ยังคงถูกประยุกต์ใช้อยู่ยืนยงมาตลอด  ตั้งแต่ Pen  Pen-F มาจนถึง OM  
แม้แต่ DSLR ของOlympus ปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้เห็นถึงความเล็กกระทัดรัดใน รุ่น E330 E410 เป็นต้น  ..นี่ยังไม่นับรวม
ความสงบเสงี่ยมเจียมตัวของระบบกลไกชัตเตอร์ เสียงที่นุ่มนวลสุภาพเรียบร้อยอันเป็นเอกลักษณ์มาจนถึงทุกวันนี้

08

Pen-Fในรองเท้าครับ เล็กกระทัดรัดสะใจ

จากคุณเพ็ญ..   มาเป็นคุณนายPEN-F

ถ้าใครจำได้ในปี 1959 ปีเดียวกับที่ Pen เกิด มีเหตุการณ์สำคัญในวงการกล้องเกิดขึ้น คือเป็นปีเกิดของ Nikon F   
ซึ่งสั่นสะเทือนวงการกล้องระดับบนอย่างมากมาย    ทุกบริษัทในญี่ปุ่นขณะนั้นพยายามพัฒนาSLR ของตนวางตลาด
ด้วยเช่นกันไม่เว้นOlympus  แต่โปรเจกต์นี้ถูกมอบหมายให้ทีมออกแบบคนละทีมกับของMaitani   เพราะเขายังต้อง
คั่วโปรเจคกล้อง Pen ที่กำลังไปได้สวย แต่ในขณะเดียวกันด้วยวิญญานนักออกแบบ Maitani ก็ร่างแผนรอจังหวะ
เสนอสร้างอยู่เงียบๆ  เมื่อเวลานั้นมาถึงก็นำเสนอ แบบร่างของโครงการพิสดาร ของเขากับหัวหน้าเพื่อขออนุมัติสร้าง
Half frame format (18x24) Single lens Reflex Camera / The Pen-F
ตามคาดนะครับ คนกำลังขึ้นหม้อ ขออะไรก็ได้เลยพ่อคุณ  อนุมัติครับ..   ง่ายจนMaitani ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า
เขาเองยังแปลกใจว่าการพัฒนากล้องPen-F เป็นไปอย่างไร้อุปสรรค ต่างจากPen ตัวแรก หน้ามือเป็นหลังมือ


ดูแบบภายนอกของPen-Fก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยๆเล่าเรื่องความพิสดารทางเทคนิคของมัน

09
09-2
09-1

ทีนี้มาดูความซับซ้อนของการออกแบบของPen-F

เริ่มด้วยFormatของฟิลมที่เป็นSingle frame(เมื่อเทียบกับฟิลมถ่ายภาพยนต์)หรือHalf frameเมื่อเทียบกับฟิลม135
ด้วยขนาดของฟิลมทำให้สามารถออกแบบให้ขนาดของกระจกสะท้อนภาพเล็กลงและ ระยะห่างระหว่างท้ายเลนส์ถึง
ระนาบฟิลมก็สั้นลงด้วย แต่นี่เป็นข้อดีด้านแนวคิดออกแบบ    ปัญหาคือไม่สามารถใช้ชุดกลไกกระจกสะท้อนและ
อุปกรณ์อื่นๆที่  Olympus มีอยู่ในสายการผลิตได้เลย

Maitani จึงคิดค้นชุดกระจกสะท้อนภาพแบบครีบปลา(สวิงในแนวระนาบ)และชุดPorroPrism   เพื่อนำภาพเข้าสู่
View finderใหม่ทั้งหมด สิ่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานคิดค้นที่ Originalมาก อย่างแรกของMaitani ในกล้อง
Pen-F ปัจจุบันถ้าเห็นงานเขียนทางเทคนิคการถ่ายภาพ ที่อ้างถึงช่องมองแบบPen-Fก็แบบนี้แหละครับ

10

สิ่งประดิษฐ์ต่อมาที่เป็นเอกลักษณ์ของPen-Fคือระบบชัตเตอร์ ในสมัยนั้นพวกSLRของบริษัทอื่นๆก็ใช้ระบบชัตเตอร์
คล้ายๆกันคือเป็นแบบที่มีการเคลื่อนที่ในแนวระนาบ  และทุกๆยี่ห้อก็มีข้อจำกัดคล้ายๆกันคือความเร็วสัมพันธ์แฟลช
ครับสมัยนั้นอย่างเก่งก็ 1/60 แต่  Maitani มองปัญหานี้ของกล้องอื่นเป็นโอกาสของ Pen-F     ระบบชัตเตอร์ใหม่ที่สุด
จึงได้ถูกคิดค้นขึ้น  ลักษณะพิเศษคือมีการเปิดรับแสงอย่างสมบูรณ์ในครั้งเดียว ทำให้การSynchแฟลชทำได้ในทุก
ความเร็ว แม้ในความเร็วสูงสุดของPen-Fคือ 1/500ข้อนี้ทำให้ในยุคนั้นPen-Fได้ชื่อว่าเป็นSLRที่Synchแฟลชเร็วที่สุด   
ระบบชัตเตอร์นี้มีชื่อว่า Rotary metal focal plane shutter ครับ  เป็นลิขสิทธ์เฉพาะของOlympus ครับ

และเชื่อหรือไม่ครับว่า ระบบซื่งคล้ายกันนี้ถูกนำมาใช้กับ E-10 ในปี 2000 เหมือนเป็นสิ่งที่ระลึกถึงMaitani อยู่ในกล้อง
Digital เชียวครับ

1102
11-103

มาดูรูประบบชัตเตอร์นี้กันครับ

PEN F นี่มีชุดอนุกรมเลนส์ขนาดใหญ่ทีเดียวครับ ลองไล่ดูก็มีตั้งแต่
20mm/F3.5, 25mm/F2.8, 25mm/F4.0, 38mm/F3.5 Macro, 38mm/F2.8, 38mm/F1.8, 40mm/F1.4, 42mm/F1.2,
50-90mm/F3.5 Zoom, 60mm/F1.5, 70mm/F2.0, 100mm/F3.5, 100-200mm/F5.0 Zoom, 150mm/F4.0,
250mm/F5.0, 400mm/F6.3, 800mm/F8 Reflex.
นอกจากนั้นยังมีผู้ผลิตอิสระทำอแดปเตอร์ให้Pen-Fสามารถใช้เลนส์ของNikon,Leica,Praktica, Exakta ได้ด้วย

12 penf family

ครอบครัว PEN F

PEN-F ถูกปรับปรุงและพัฒนาน้อยมาก คงเป็นเพราะความพิสดารของการออกแบบที่ลงตัว  ในรุ่น PEN-FT
เพิ่มเติมเพียงระบบวัดแสง TTL Metering ( ซึ่งยังคงความพิสดารไว้อย่างเหนียวแน่น  เช่นแถบวัดแสงอยู่นอก
View Finder ไม่บดบังภาพในกรอบช่องมอง )  ตลอดช่วงอายุของ PEN-F เธอไร้ซึ่งคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแม้
แต่ใครที่จะพยายามแม้เพียงเพื่อให้เหมือน    จนกระทั่งถึงทุกวันนี้  ก็ยังคงไม่มีอะไรที่เรียกว่ากล้องมาแทนเธอได
้เลย     การออกแบบ PEN-F ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและพัฒนากล้อง Olympus ในยุคต่อ ๆ มา
เหมือนสายเลือดที่ไม่มีวันสิ้นเชื้อ Maitani กล่าวในภายหลังว่า การออกแบบ Pen-F เกิดในสภาพแวดล้อมที่ดี
เป็นช่วงเวลาที่ไร้ซึ่งความกดดันใด ๆ



ด้วยความซับซ้อนของการออกแบบใหม่หมดทั้งระบบ   Maitani ได้รับทะเบียนลิขสิทธ์หลังจากพัฒนาPen-Fเสร็จ
สิ้น เป็นจำนวนถึง 50 ฉบับในยุคที่ญี่ปุ่นได้ชื่อเสียงที่เลวว่าเป็นนักก๊อปปี้

ในงานPhotokina ปี 1963 ก็มีบริษัทที่คิดเช่นนี้ครับLeitz แห่งเยอรมันนี เป็นหนึ่งในนั้น  ด้วยเหตุว่าปกติ Leica
มักจะเป็นเป้าหมายในการก๊อปปี้ แต่หลังจากวิศวกรของLeitzเข้าชม ( เรียกว่ามาจับผิดนั่นแหละ ) และทดสอบPen-F
ด้วยตัวเองกว่าสองชั่วโมง ก็ถึงกับเปล่งอุทานว่า "Excellent!" ครั้งนี้ตัวMaitani เองถือว่าเป็นความสำเร็จเป็นอย่าง
ยิ่งของเขาที่ได้รับการยอมรับจาก บริษัทที่เขาเองนับถือในความเป็นOriginal  นับแต่นั้นมาบรรดาวิศวกรของLeitz
ก็หมายตา Maitani และ Olympus เป็นพิเศษ ไม่ใช่ในฐานะนักก๊อปปี้ แต่เป็นบริษัทคู่แข่งที่มีศักยภาพที่จะเติบโต
ขึ้นมาทัดเทียมกัน

คุณเพ็ญ.. เธอเป็นเพียงตำนาน

แม้แต่คนในตำนาน  Eugene Smith ช่างภาพสงครามหัวเห็ด ก็ใช้ PEN-F

13

ยูจีน สมิท   และผลงาน

14 april1945smith
14-1 1944smith

เป็นตัวอย่างภาพที่แกถ่ายไว้ในช่วงสงครามแปซิฟิก ซึ่งบ่งบอกสภาพของชีวิตจริงๆ ได้ชัดเจนและมีพลัง
ประสบการณ์เฉียดตายที่ใกล้คุณสมิทที่สุดนี่เมื่อวันที่ 23 พฤษภา 1945 บริเวณฝั่งตะวันออกของเกาะโอกินาวา
ระหว่างถ่ายภาพประกอบบทความเรื่อง "A Day in the Life of a Front Line Soldier" แกเจอสะเก็ดระเบิดของญี่ปุ่น
เข้าเต็มๆหน้าครับ สะเก็ดพุ่งเข้าฉีกสองข้างแก้มทะลุฟันผ่านไปถึงลิ้น โชคดีที่ตาไม่บอดเพราะจุดที่โดนต่ำกว่านั้นมา
นิดเดียว ( สงสัยว่าจะได้กล้องบังเอาไว้นะ )  ระหว่างที่คนอื่นหลบสะเก็ดระเบิด  คุณน้าสมิทนี่แกดันทะลึ่งยืนพรวด
ขึ้นถ่ายรูปครับ แกให้สัมภาษณ์ในโรงพยาบาลต่อมาว่า ตอนนั้นแกไม่ก้มเพราะเห็นจังหวะว่าจะเก็บภาพได้ดีที่สุด
เพราะหลักการของแกคือระหว่างที่คนอื่นก้มลงนี่แกจะยืนขึ้นเก็บภาพ ก็คิดนะครับว่าอาจจะโดนเข้าสักวัน ก็โดนจริงๆ  
นักข่าวเดนตายตัวจริงเสียงจริง  ผ่านมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ หลายสมรภูมิ แต่สุดท้ายไม่ยักตายด้วยคมกระสุนแฮะ
กลายเป็นว่าเส้นเลือดสมองแตกตาย สงสัยว่าเพราะไอ้ที่แกคีบอยู่มั้งครับ

1502
15-1

ผลงานของสมิทที่ถือว่าโดดเด่นและมีคุณกับสังคมอย่างมากมาย    เป็นผลงานในช่วงหลังที่เขาย้ายไปพำนักที่ ญี่ปุ่น  
ซึ่งเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเขา หลังสงครามในญี่ปุ่น  สิ่งที่คุกคามความเป็นอยู่ของคนในชาติ กลับไม่ใช่ระเบิด
จากสัมพันธมิตร   ..แต่เป็นความเห็นแก่ตัวของคนในชาติเอง

16

Eugene Smith " Tomoko in her Bath " , 1972

ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆชื่อ มินามาตะ เขาได้พบสภาพความเป็นอยู่ที่โหดร้ายซึ่งเป็นผลมาจากน้ำทิ้งที่ประกอบด้วย
สารปรอทและโลหะหนักอื่นจากโรงงานอุตสาหกรรม เด็กที่เกิดล้วนพิกลพิการจากเหตุนี้ ภาพและเรื่องราวที่เขาถ่ายทอด 
มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างเกี่ยวกับผลกระทบของโรงงานอุตสาหกรรมต่อสภาพแวดล้อมของชุมชน    ภาพ
นี้ถือกันว่าเป็น พิเอต้า* ของงานภาพถ่ายเลยนะครับ หนูโทโมโกะในภาพที่แม่อุ้มอยู่นี่เธออายุเพียงแค่ 16 เห็นแล้ว
สะเทือนใจไหมครับ


Pen ปิดสายการผลิตลงเมื่อปี 1970  เธอกลายเป็นตำนานไปพร้อม ๆ กับการสิ้นสุดลงของยุค Half frame  SLR

1702

Eugene Smith "A Walk to Paradise Garden." , New York 1946

* เดวิด และพิเอต้า ( The Pietro ) ประติมากรรมแกะสลักอันโด่งดังของไมเคิลแองเจลโล่

//////////////////// ตอนที่ 2  ///////////////////


Olympus OM
น้องอ้อม เธอเกิดมาเพื่อเป็น.. ตัวเธอ

01-202

ฮ่า ๆ พาไปวนเล่นในป่ามาพักใหญ่ ก็เพื่อจะได้รู้จักที่มาที่ไปซะก่อน   ทีนี้ก็มารู้จักนางเอกตัวจริงกันซักทีนะครับ
ขณะที่ Maitani ทำการพัฒนากล้อง Pen,Pen-F Series นั้น  ทีมออกแบบกล้องอีกทีมก็ทำการพัฒนาโครงการFull
Frame SLR  ควบคู่กันไปด้วย             ในชื่อ Olympus FTL  ซึ่งได้นำความอัปยศยิ่งมาสู่บริษัท เพราะดันลอกแบบ
Canon Ftb มาทื่อๆ ไร้ความเป็นเอกลักษณ์โดยสิ้นเชิง  อยู่ได้ไม่นานก็ต้องปิดสายการผลิตลง  เพราะทนความ
อับอายไม่ไหว

18

นี่คือหน้าตาของ Olympus FTL ครับ

ในปี1970   ช่วงที่ FTLออกมาให้คนก่นด่ากันระงมนั้น     Maitani ได้แต่มองโครงการนั้นอย่างสลดใจ   สิ่งที่เขาเพียร
พยายามสร้างสมมา  กลับไม่ได้เป็นบทเรียนให้แก่เพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมงานเลยหรือไร  ดังนั้นเพื่อเป็นการกอบ
กู้ชื่อเสียงของ Olympus  กลับคืนมา   เขาจึงซุ่มศึกษาและพัฒนาโครงการFull Frame SLR อย่างเงียบๆ ในรูปแบบ
ที่เป็นตัวของตัวเอง  เพราะคนอย่างเขาย่อมไม่เดินซ้ารอยใคร     ความแตกต่างในโครงการของเขาก็คือ การพัฒนา
ระบบของกล้องถ่ายภาพทั้งระบบที่สามารถตอบสนองการใช้งานและความต้องการของมืออาชีพได้   ประสบการณ์
จากPen-F ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์

และแล้วก็มาถึงจุดกำเนิดของน้องอ้อม .. ตลอดอายุของเธอทั้ง 14 ปีกว่าจะค่อย ๆ หายไปจากหน้าร้านต่าง ๆ และ
กลายเป็นตำนานในที่สุด กล้อง  SLRในขณะนั้นทั้งใหญ่เทอะทะ หนัก และเสียงดัง  ซึ่งทุกคนก็ดูเหมือนยอมรับ
กันเป็นปกติว่าถ้าเป็นSLR มันก็เป็นอย่างนั้น

Maitani มองว่าทั้งหมดนั่นคือโจทย์ของเขา    ระบบที่เขาจะพัฒนาจะต้องเล็ก คล่องตัว เบา และมีระบบกลไกที่นุ่ม
นวล แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยระบบกลไกแบบมืออาชีพ   M-System ได้รับอนุมัติให้พัฒนา และออกสู่ตลาดครั้งแรกในปี
1972  

19

M1

19-1

ด้วยการคิดและการออกแบบที่แตกต่างของMaitani นี่เองที่ทำให้  Penta Prism Housing ถูกคิดค้นขึ้น 

20

รูป Cross section แสดง Penta Prism

ผลึกปริซึมห้าเหลี่ยมทำให้สามารถลดระยะทางของแสงที่เดินทางจากกระจกสะท้อน เข้าสู่ช่องมองภาพได้โดยที่ภาพ
ไม่ถูกบิดเบือน มันถูกฝังไว้ใต้บริเวณ Housing หรือบริเวณกะโหลกของกล้อง ทำให้สามารถลดขนาดของกล้องได้
เท่าที่ควรจะเป็น   ซึ่งก็คือจุดเด่นหนึ่งของ  Olympus M-System   สอดคล้องกับการออกแบบ การวางปุ่มและฟังก์ชั่น
ต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนใคร Manual Shutter speed Ring อยู่ติดกับ Lense Mount   พ่วงด้วยการปรับรูรับแสง Aperture
ให้หมุนปรับได้ที่ตัวเลนส์เลย เหลือปุ่มหมุนด้านบนตัวกล้องเพียงปุ่มเดียว  ซึ่งใช้ปรับ ASA หรือค่าความไวแสง  ทำให้
M-1 มีความกระทัดรัดมากที่สุด เป็นเอกลักษณ์ที่เป็นหนึ่ง  แม้ต่อมาค่ายอื่น ๆ จะพยายามทำเลียนแบบ แต่ก็ทำได้ไม่
ดีเท่า ในความโดดเด่นนี้เองทำให้บางคนถึงกับกล่าวว่า  M นี่ก็มาจากชื่อย่อของ Maitani นี่เอง

21

เทียบขนาดกับ Canon

21-1

เทียบกับNikon FG

เมื่อ Leica  v.s. Olympus

22
22-1

ปี ค.ศ. 1972   M1 โชว์ตัวครั้งแรกในงานPhotokina    ตามคาด Leitz สนใจเช่นเคย  แต่คราวนี้มีปัญหาตรงที่ว่า  
Leica  ก็มีชุดอนุกรม M ของตัวเอง               ทางOlympus ก็เปิดตัว  M-1   เป็น System camera ครบระบบซึ่งคง
ไม่หยุดที่ M-1 แน่ๆ   ทางLeitzเลยต้องขอเจรจากับ  Olympus    งานนี้ไม่ใครก็ใครจะต้องถอยกันสักข้างล่ะครับ
ผลคือ Olympus ยอมเปลี่ยนชื่อรุ่นจาก M-1 เป็น OM-1    แต่ในขณะนั้นมีกล้อง M-1 ประมาณ 10,000 ตัวถูกผลิต
วางตลาดไปแล้ว  ก็ต้องเลยตามเลยละครับ   ทีนี้ในตลาดมือสองปัจจุบัน กล้อง M-1 จึงถือเป็น 1 ในกล้องสะสมที่
หายากมากตัวหนึ่งนะครับ

0102

เกือบจะไม่ได้ชื่อน้องอ้อมซะแล้วนะครับ.. 
ระบบOMขายดีมาตลอดและมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง   ก้าวขึ้นมาเป็นระบบหลักระบบหนึ่งในวงการถ่ายภาพ  
มีสโลแกนของOlympus บอกว่า จากแบคทีเรียถึงจักรวาล   ในปีแรกที่วางตลาด OM ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง
ปีต่อมาก็มีการวางตลาด OM-2 กล้องมืออาชีพที่มีระบบชัตเตอร์อัตโนมัติ ระบบวัดแสงกับระบบชัตเตอร์ที่ยังเป็น
เอกลักษณ์  แต่เน้นความสำคัญให้ถ่ายภาพได้ง่าย และมีคุณภาพ

ถ่ายง่ายแค่ไหน National Geographic ยืนยันด้วยช่างภาพท่านนี้นะครับ

23
Ron_Koko_photo_NG78_cover

คุณKo-Ko

น้องอ้อม.. กับการเดินทางสู่ยอดเขาเอเวอร์เรส

ระบบ OM ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดที่ว่า "FROM COSMOS TO BACTERIA" ซึ่งมันจะต้องทำงานได้ในทุกสภาวะ
แม้แต่ที่ขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้ในทุกๆ อุณหภูมิทั้งสูงสุดหรือต่ำสุด   ดังนั้นMaitani จึงเลือกใช้ Molybdenum
Solid Lubricant แทนที่จะใช้น้ำมันหล่อลื่นปกติในการหล่อลื่นชิ้นส่วน นอกจากจะให้ความรู้สึกที่ดีในการกดชัตเตอร์
ยังสร้าง Reliability ของกล้องได้อีกด้วย    Maitani ให้ตัวอย่างในการใช้งานที่สภาวะสุดขีด โดยนักปีนเขา ผู้โด่งดัง   
Mr.Yasuo Kato.   ( Kato เป็นนักไต่เขาที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสได้เป็นคนแรกในฤดูมรสุม  เป็นผู้ที่สามารถ
พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสได้ถึงสามครั้งในฤดูกาลที่แตกต่างกัน   แต่โชคไม่ดีที่เขาเสียชีวิต ขณะไต่กลับลงมาครั้งสุดท้าย
ในฤดูหนาวในปี 1982 )

24

ปี 1975 ในขณะที่ Leica  ส่อแววว่ากำลังจะไป พร้อม ๆ กับ R3 ซะแล้ว Olympus  OM กลับไปได้ดี และมีพัฒนาการ
เติบโตขึ้นมา ทั้ง OM-2 ที่มีระบบ TTL Flash Metering  และ OM-1n ซึ่งปรับปรุง Hot Shue สำหรับFlash ก็เป็นกล้อง
ที่สมควรมีไว้ในครอบครอง    OM-2n มี LED แสดง Compensation Warning Indicator และ OM-2sp ที่มีระบบวัด
แสงแบบSpot Metering ก็ดูจะเหมาะสมกับคนชอบวัดแสงแบบโหด ๆ    หลังจาก OM-2  ไปแล้วก็เข้าสู่ยุคออโต้เข้าว่า
ที่อะไร ๆ ก็ต้องออโต้ให้หมด  หลายต่อหลายค่ายพยายามเข็น Auto Focus และระบบอัตโนมัติอีกมากมายเท่าที่จะขน
กันออกมาได้  แต่ OM-4 และ OM-3 ก็ยังคงมี ในสิ่งที่ Olympus ควรจะมี

26

OM-4 ที่เป็นระบบ Multi Spot Metering มีระบบวัดแสงออโต้แบบไดนามิก   OM-4Ti  แกร่งเพราะเป็นไททาเนียม
ในขณะที่ OM-3 ที่ออกมาตามหลัง จะละม้ายคล้ายกับ OM-1 มากกว่าแต่มีลูกเล่นเติมเข้าไปให้ทันสมัยขึ้น  นี่ยังไม่
นับ OM เลขสองหลัก  และยังไม่ได้เขียนไปถึงเลนส์นะครับเนี่ย    สงสัยจะต้องเขียนกันเป็นปี   ( ตาเกิ้นแอบค้อน
เพราะกว่าผมจะส่งต้นฉบับให้พี่  นี่ก็ต้องทวงแล้วทวงอีก )

27

มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงต้องรำลึกถึงผู้มีพระคุณกันหน่อย   ตอนMaitaniจะจบการศึกษา มีบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง   ท่านชื่อ
Mr.Eiichi Sakurai ครับ ตำแหน่งขณะนั้นท่านเป็นCamera Designer and Director and Head of the Camera
Development Division ในบริษัท Olympus ครับ   ท่านเป็นผู้เชิญพ่อหนุ่มMaitaniเข้าร่วมทำงานด้วยตนเองในการ
พบกันครั้งแรก  ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญมากในชีวิตการงานของMaitani  เป็นBack up ที่แข็งมากละครับ เพราะ
ตำแหน่งสุดท้ายของท่านก่อนเกษียร จาก Olympus ท่านดำรงตำแหน่ง เป็น Senior Executive  Director ท่าน
เสียชีวิตแล้วเมื่อปี1998 ครับ

28 Eichii

อันนี้รูปของMr.Eiichi Sakurai ครับ

ตัวคุณ Maitani เอง ภายหลังจากความสำเร็จของ OM System ซึ่งได้สร้างยุคทองให้กับ Olympus ในช่วงนั้น OM1,
OM2 ก็พัฒนารุ่นย่อยมาเรื่อยๆและขายดีมาตลอด   ระบบOMกลายมาเป็นระบบหลักระบบหนึ่งในวงการ  เขาได้ก้าว
ขึ้นมาเป็น Chief of Camera Designer ในปี 1973 Maitani ใช้เวลาถึง 17 ปี ในการก้าวขึ้นมาแทน Mr.Eiichi Sakurai
ผู้แนะนำเขาเข้าสู่บริษัทนี้ ซึ่ งในเวลานั้นเองMr.Eiichi Sakurai ก็ดำรงตำแหน่งเป็น Senior Executive Director
ซึ่งจะเกษียณอายุในปีต่อมา 

ขอหมายเหตุเรื่องเวลานี้ไว้สักนิดนะครับ   ถ้าจำได้ความสำเร็จของ Maitani จากการออกแบบนี่ ปาเข้าไปถึง 3 โครงการ
แล้วนะครับ   เพิ่งจะได้เลื่อนขั้น เก่งอย่างไรก็ต้องรอเวลาครับ  ระบบอาวุโสนี่แข็งจริงๆ  ครับ.. 17ปี


ณ วันนี้ น้องอ้อม เธอปิดฉากลงแล้วในสายการผลิต คงเหลือไว้แต่เพียงตำนานเล่าขาน พร้อม ๆ กับยุคแห่งกล้องฟิล์ม
ที่กำลังเลือนหายไปตามกระแสปริมาณนิยมและโลกยุคดิจิตอล โลกยุคแห่งความฉาบฉวยที่ซึ่งปัจเจกชนกำลังเลือน
หายท่ามกลางฝูงชนคลาคล่ำ

คงยังมีแต่คนกลุ่มเล็ก ๆ ที่พอจะหาความสุขจากการนั่งเฝ้ามองโลกแห่งกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ซึมซับเอาแก่นแท้แห่ง
ความเป็นจริง   หลายคนมีความสุขที่ยังได้เห็นเธอวางโชว์อยู่ในตู้    แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ยังโลดแล่นไปในสถานที่และ
ในโอกาสต่าง ๆ  เธอยังคงเดินทาง ไป ..ไปเพื่อเก็บบันทึกเรื่องราวและความทรงจำไว้... ตราบเท่าที่กล้องชั้นดีพึงจะ
เป็น


สำหรับผมแล้ว กับน้องอ้อม OM-1 เธอไม่ใช่เป็นเพียงกล้องถ่ายรูป  ..แต่เธอยังเป็นสิ่งแทนความปราถนาดีส่งผ่านจาก
คนรุ่นหนึ่ง สู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

เธอเป็นสิ่งที่พี่ .. มีให้น้อง

29 fuji 100ss3602

TOONG

เรียบเรียง จากบทความของคุณ Nithi แห่ง ThaiDphoto.com
และ  Frankin, Karold ; User's Guide to Olympus Modern Classics ; 1997

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com