Home

นกแต้วแล้วแดงมลายู
Headbanger
เขาใหญ่ครั้งที่ 7
Intanon 3
อินทนนท์ 2
อินทนนท์
เขาสอยดาว
ไปตามไก่
ดูนกครั้งแรกที่เขาใหญ่
Cardinal
Owl
นกเขนเทาหางแดง
นกแต้วแล้วแดงมลายู
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ในบรรดานกทุกวงศ์ที่พบได้ในประเทศไทย นกสุดโปรดของผมก็คือนกในวงศ์นกแต้วแล้ว (Family Pittidae) เนื่อง
จากสีสันอันสุดแสนจะแสบทรวง และพฤติกรรมการหากินที่กระโดดไปกระโดดมาตามพื้น แถมชอบทำท่าทางน่ารักๆ ชนิด
ที่นกในวงศ์อื่นไม่อาจจะเลียนแบบได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ถึงแม้จะมีปริมาณไม่น้อยนัก (ยกเว้นบางชนิดที่หายากถึงขั้นติด
อันดับโลก) แต่ก็เป็นนกที่เห็นตัวค่อนข้างยากและต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างพอสมควรถึงจะได้ดูกันอย่างสะใจ

ตัวผมเองนั้นค่อนข้างจะโชคดีที่มีโอกาสได้เห็นตัวเป็นๆ ของนกแต้วแล้วเกือบจะครบทุกชนิดที่พบได้ในประเทศไทยแล้ว
(ถึงแม้ว่าสองชนิดคือ นกแต้วแล้วเขียวเขมร และ นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำเงิน จะต้องถ่อไปตามหาถึงเวียดนามก็เอาเหอะ)
ยังขาดอยู่ก็เพียงสองชนิด คือ นกแต้วแล้วป่าโกงกาง (Mangrove Pitta) ซึ่งจริงๆ แล้วก็หาดูได้ไม่ยากนัก กับนกแต้ว
แล้วแดงมลายู (Garnet Pitta) สุดสวยที่หายากโคตรๆ ในบ้านเรา

เนื่องจากสถานะที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวแบบนี้ ผมจึงถึงกับประกาศออกมาว่า ชาตินี้ถ้ายังไม่เห็นนกแต้วแล้วแดงมลายู ผม
จะไม่ยอมลุยป่าโกงกางภาคใต้เพื่อตามหานกแต้วแล้วป่าโกงกางเป็นอันขาด!!!

จนแล้วจนรอดนับจากวันที่ลิสต์นกแต้วแล้วในไทยของผมเหลือแค่สองตัวนี่ ก็ปาเข้าไปจะสองปีแล้วผมยังไม่มีโอกาสได้ไป
ดูนกแต้วแล้วแดงมลายูซักที ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพราะว่าสถานการณ์ทางภาคใต้ของเราไม่สู้จะดีนัก ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์
ป่าฮาลา-บาลาซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกชนิดนี้ในบ้านเรากลายเป็นแดนสนธยาไปในบัดดล โครงการตามหานกแต้วแล้ว
ป่าโกงกางก็เลยต้องรอต่อไปอีก (ก็ดันประกาศออกไปซะอย่างดังลั่นขนาดนั้น) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน

จนกระทั่งผมได้ข่าวว่าจะต้องไปเข้าอบรมที่เมือง Balikpapan ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเวลา 4-5 วัน ก็ทำให้ความหวัง
ของผมเริ่มที่จะสดใสขึ้นมาทันทีครับ ทั้งนี้ก็เพราะผมทราบดีว่าที่เกาะบอร์เนียวนี้เป็นแหล่งที่นกแต้วแล้วแดงมลายูอาศัย
กันอยู่อย่างชุกชุม แถมชนิดย่อยที่นี่ (ชนิดย่อยหลัก P.g. granatina) ยังหน้าตาคล้ายกันกับชนิดย่อยที่อยู่ในบ้านเรา
(
P.g. coccinea) อีกด้วย (ต่างกันที่กระหม่อมสีแดงของบ้านเราจะลงมาจนเกือบถึงโคนปากบน และหน้าอกจะมีเกล็ด
สีแดงๆ ปนอยู่) ดังนั้นแทนที่จะเตรียมตัวมาเข้าอบรมผมกลับเตรียมแผนการเที่ยวป่าอินโดแทนซะ!!!

เริ่มแรกก็ต้องหาข้อมูลก่อนครับ ข้อมูลนกในแถบภูมิภาคนี้ที่ไหนจะไปดีเท่ากับ Oriental Bird Club ซึ่งผมก็เป็นสมาชิก
 Mailing List ของเขาอยู่แล้ว ผมจึงส่ง e-mail ไปถามสมาชิกว่าแถวเมือง Balikpapan มีแหล่งดูนกใกล้ๆ ที่ไหนบ้าง
และมีโอกาสที่จะเจอนกแต้วแล้วแดงมลายูหรือไม่ ซึ่งก็โป๊ะเชะเลยครับ ผมได้รับคำตอบกลับมาจากคุณ Gabriella
Federiksson ซึ่งเป็นนักวิจัยสัตว์ป่า ว่าให้ลองมาดูที่ป่าที่เขาทำวิจัยอยู่เป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว นั่นคือ ป่าสงวนลุ่มแม่น้ำเวน
(Sungai Wain Protected Forest, Sungai อ่านว่า สุไหง แปลว่าแม่น้ำ) ซึ่งห่างจากเมือง Balikpapan เพียงแค่
15 กิโลเมตรเท่านั้นเองครับ

ลิสต์นกที่ผมอยากจะเห็นที่ผมลิสต์ส่งๆ ไปใน e-mail นั้น คุณ Gabriella บอกว่า มีหมดทุกตัวเลย แถมด้วยตัวเด็ดๆ
อื่นๆ อีกตั้งหลายตัว!!!

ป่าสงวนลุ่มแม่น้ำเวนนี่ จุดเด่นของเขาก็คือ
เป็นป่าที่ราบต่ำผืนสุดท้ายที่อยู่ในแถบนี้ครับ ซึ่งถ้านับในเขต Kalimantan ด้วยกันแล้ว ยังมีที่เหลืออีกที่นึงก็คือ Kutai
National Park ที่กว่าจะเดินทางไปถึงก็เสียเวลาไปแล้ววันกว่าๆ ทั้งนั่งรถ ทั้งต่อเรือ สู้มาที่นี่ไม่ได้นั่งรถแป๊บเดียวก็ถึง
แล้วครับ ป่าแห่งนี้ยังเป็นจุดที่เขาทำโครงการปล่อยลิงอุรังอุตังคืนสู่ธรรมชาติ และเป็นสถานีวิจัยให้กับนักวิทยาศาสตร์จาก
ทั่วโลก ซึ่งผลการวิจัยเด่นๆ ก็คือ การวิจัยเรื่องวิถีชีวิตของหมีหมา (Sun Bears) ซึ่งทำที่นี่เป็นที่แรกในโลกครับ
และนักวิจัยในโครงการนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น คือคุณ Gabriella นี่เอง

...และแล้วผมก็เดินทางมา Balikpapan ครับ

ตลอดเวลาที่เข้าอบรมใจผมนั้นจดจ่ออยู่กับวันเสาร์โน่นแล้ว เท่าที่ถามๆ ดูชาวเมือง Balikpapan ก็ดูเหมือนไม่ค่อยรู้จัก
ป่าแห่งนี้เท่าไหร่เหมือนกันครับ ไม่ว่าจะถามใครก็ทำหน้างงๆ หรือถ้ารู้จัก ก็จะยิ่งงงกว่าอีกว่าผมจะไปที่นั่นทำไม หุหุ แต่สุด
ท้าย ผมก็ให้รถโรงแรมพามาส่งที่ป่าสงวนจนได้ครับ

หลังจากผ่านด่านตรวจมาได้แค่นิดเดียว สัตว์ป่าชนิดแรกที่เห็นก็คือ หมูป่าครับ ท่าทางจะเป็นครอบครัวใหญ่ทีเดียวเพราะ
เห็นลูกหมูตัวเล็กๆ กระจายกันเดินข้ามถนนอยู่หลายตัว แต่ยังไม่ทันทำอะไรฝูงหมูก็ตื่นวิ่งหนีเข้าป่าไปครับ เพราะลุงคนขับ
รถเล่นไม่ชะลอเลย ป่าแห่งนี้มีหมูป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมเลยละครับ เดินไปทางไหนก็เจอ ไม่รู้จะเกี่ยวกันรึเปล่ากับที่ชาวบ้าน
แถวนี้ล้วนแต่เป็นชาวมุสลิม...

พอจอดรถที่หน้าหน่วยพิทักษ์ป่าปุ๊บ นกใหม่ของผมก็บินมาเกาะปั๊บ นกกระติ๊ดสีดำ (Dusky Munia) กำลังทำรังอยู่บน
ต้นไม้หน้าหน่วยพอดีแต่รกชะมัดเลยครับ หาโอกาสถ่ายภาพอยู่ตั้งนานแต่ก็ไม่ได้ซักที เอาเป็นว่าลองจินตนาการถึงนก
กระติ๊ดขี้หมูที่ตัวสีดำๆ ทั้งตัวนั่นละครับ ใช่เลยละ

ป่าสงวนลุ่มแม่น้ำเวน เขาไม่อนุญาตให้เดินท่อมๆ เข้าไปเฉยๆ นะครับ จะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยเดินนำทางด้วย เพราะเคย
มีนักดูนกฝรั่งเข้าไปหลงอยู่ในป่ามาแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ไปกับผมนี่แทบจะไม่พูดภาษาอังกฤษเลยครับ แต่ก็พอจะคุยกันได้
แบบต้องเมื่อยมือหน่อย ป่าที่นี่ก็เป็นป่าที่ราบต่ำ เห็นปุ๊บก็รู้สึกคุ้นเคยทันทีครับ เพราะว่าเหมือนกับป่าที่ราบต่ำที่เขานอจู้จี้
บ้านเราเปี๊ยบเลย อย่างนี้ก็เข้าทางสิครับ ผมงัดสูตรเดิมที่ใช้ในป่าเขานอฯ นั่นคือ อยู่ใกล้ลำธารเข้าไว้ และมองหานกใน
ส่วนที่ต่ำๆ เป็นหุบๆ น้ำแฉะๆ จุดแรกที่หยุดแวะหลังจากที่ก้มหน้าก้มตาเดินเพราะสองข้างทางรกทึบจะแทบจะมองไม่เห็น
ตัวนกก็เป็นอย่างที่ว่าครับ เป็นพื้นที่แฉะๆ ข้างลำธาร นั่งปุ๊บ ก็ได้ยินเสียงผิวปากเบาๆ ยาวๆ ที่ค่อยๆ จางหายไป เสียงนี้ผม
เคยได้ยินมาแล้วครั้งนึงที่บาลา และยังจำหน้าตาเจ้าของเสียงได้จนทุกวันนี้ เขาคือ นกคอสามสี ที่ผมตั้งใจจะมาตามหานั่น
เองครับ นั่งฟังเขาร้องอยู่ได้ซักพัก เสียงก็ห่างออกไป แล้วก็เงียบ

ซักพักก็ได้ยินเสียงคุ้นๆ หูอีกครับ ได้ยินปุ๊บก็รู้ว่าเป็นนกใหม่ของผมแน่นอน นั่นคือ นกขุนแผนหัวดำ (Diard's Trogon)
ครับ พอลองผิวปากกลับไป แป๊บเดียวเจ้าของเสียงก็บินปรู๊ดมาเกาะเหนือหัวผมเก้าสิบองศาเป๊ะๆ เห็นแต่ก้นแดงๆ และหัวดำๆ
นิดหน่อย หมดปัญญาจะถ่ายครับ ก็เลยได้แต่นั่งมองตาปริบๆ อยู่อย่างนั้น

นั่งอยู่ตรงนั้นสองชั่วโมงจนแน่ใจว่าไม่น่าจะมีอะไรโผล่มาแล้ว ผมก็เดินต่อไปอีกครับ ก็เหมือนเดิมคือก้มหน้าก้มตาเดิน
ตามเจ้าหน้าที่อย่างเดียวเพราะป่าข้างทางรกทึบจะแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลย เดิน เดิน แล้วก็เดิน จนมาโผล่ตรงจุดพัก
กลางทางของนักวิจัย ตรงนี้เงียบกริบครับ ไม่เห็นนกซักตัว แต่มีค้างคาวตัวเล็กๆ เกาะอยู่ตามหลังคา และก็มีจิ้งจกตัวบัก
เอ้บ หน้าตาประหลาดอยู่ด้วยตัวนึง ก็เลยเป็นดาราจำเป็นกันไปตามเรื่อง

นั่งพักกินน้ำซักครู่จนหายเหนื่อย ก็เริ่มเดินกันต่อครับ เดิน เดิน เดิน แต่คราวนี้สภาพป่าเริ่มเปลี่ยนไป ทางเดินค่อยๆ
ลาดลงไปเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มชุ่มฉ่ำ ไปจนกระทั่งเฉอะแฉะ ตรงจุดนี้เริ่มจะเข้าเขตป่าพรุแล้วครับ ผมมองไปรอบๆ
ตัว ดูสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างโล่งแต่เต็มไปด้วยไม้พื้นล่างและมีกอระกำขึ้นเป็นระยะๆ มีต้นปาล์มอยู่กระจัดกระจาย ใช่เลยครับ
นี่มันลักษณะของป่าที่นกแต้วแล้วชอบชัดๆ ผมจึงบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะขอหยุดตรงนี้ซักพัก แล้วก็วางกล้อง วางกระเป๋า กางเก้าอี้
จากนั้นก็ผิวปากสองทีหยั่งเชิงแต้วแล้ว แล้วก็รอครับ

นี่คือสภาพเทรลตรงจุดที่ผมนั่งรอครับ

E3407202-0

หลังจากนั่งมองนกกะเต็นน้อยสามนิ้วหลังแดงบินผ่านไปผ่านมาอยู่หลายรอบ ผมก็ได้ยินเสียงที่อยากได้ยินในป่ามานาน
แสนนานครับ เสียงผิวปากเบาๆ คล้ายนกคอสามสี แต่จบลงด้วยเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยแบบห้วนๆ (ต่างกับนกคอสามสีที่ระดับ
เสียงเดียวกันตลอด และจะจบด้วยเสียงค่อยๆ จางลง) เสียงนี้ที่ผมนั่งฟังจากซีดีมาตั้งนาน ตอนนี้มันดังอยู่ข้างหน้าผมนี่เองครับ

แน่นอนครับ พระเอกของผมจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก นกแต้วแล้วแดงมลายู (Garnet Pitta) นั่นเอง

เสียงนั้นดังมาจากเนินเขาข้างหน้าผมห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร สภาพพื้นป่าที่ปกคลุมอย่างหนาแน่นไปด้วยไม้พื้นล่าง
ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจว่าโอกาสที่จะได้ภาพของเขาคงจะน้อย แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ขอดูให้เต็มตาก่อนละกัน

หลังจากเขาร้องอยู่สี่ห้าครั้ง ป่าก็กลับสู่สภาพเงียบสงบเหมือนเดิมครับ ผมงี้อยากจะตะโกนดังๆ เลยว่า เฮ้ย อย่าเงียบสิวะ
แต่ก็ทำได้แต่นั่งมองตาปริบๆ อยู่แบบนั้น เวลาผ่านไปอีกราวๆ สิบห้านาที เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก แต่คราวนี้ ใกล้มากๆ เลย
ครับ ประมาณว่าห่างไปแค่ตรงหน้านิดเดียวนี่เอง แล้วจู่ๆ อย่างไม่มีวี่แววมาก่อน ผมก็เห็นแถบสีแดงๆ กำลังเคลื่อนที่อยู่
ท่ามกลางต้นไม้เล็กๆ ห่างไปจากข้างหน้าผมซักไม่เกินสิบเมตร และทุกครั้งที่เสียงดังขึ้น แถบสีแดงนี่ก็จะหยุดอยู่กับที่ พอ
เสียงเงียบ แถบสีแดงนี่ก็จะเคลื่อนที่ต่อ

ผมยกไบนอคขึ้นส่องทันทีครับ แล้วก็ได้เห็นนกที่ผมรอคอยมาหลายปีเสียที แถบสีแดงที่เห็นนั่นคือส่วนกระหม่อมของนก
แต้วแล้วแดงมลายู ที่กำลังกระโดดอยู่ข้างหน้าผมนี่เองครับ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วอยู่ๆ เขาก็โดดมายืนอยู่กลางเทรล
ห่างจากผมไปทางซ้ายแค่ประมาณ 3-4 เมตรเท่านั้น!!!

"อิ๊บอ๋ายละ ใกล้เกิน" ผมตะโกนก้องอยู่ในใจ ในขณะที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ได้แต่นั่งมองนกแต้วแล้วแดงมลายูตัว
นั้นที่กำลังมองผมอยู่เช่นกัน ท่าทางเขาไม่ได้ตื่นตกใจเลยแม้แต่น้อย ผมมองเขาด้วยตาเปล่าอย่างสะใจ นกอะไรจะสีสวยได้
ขนาดนี้ฟะเนี่ย กระหม่อมสีแดงสด คิ้วสีฟ้าเหลือบ หน้าดำ ปากดำ ปีกและหลังสีน้ำเงินเข้ม มีแถบสีฟ้าเหลือบที่ปีก ท้องสีแดง
จัด สวยซะจนผมได้แต่ตะลึงจนลืมความคิดที่จะถ่ายภาพเขาไปเลย หลังจากเขายืนนิ่งอยู่เพียงอึดใจ เขาก็เอียงคอเล็กน้อย
แล้วยืดตัว ทำคอโป่ง แล้วก็ร้องเสียงเหมือนผิวปากนั่นออกมา เสร็จแล้วก็โดดเข้าป่าด้านหลังผมไป ส่วนผมก็แทบจะไชโยโห่ร
้องออกมาดังๆ เลยละครับ

แต่ก่อนที่จะไชโยออกมาผมก็รู้สึกตัวว่า เฮ้ยยยยยยย นี่ตูมาเพื่อถ่ายภาพนะเฟ้ยยยยยยยย

พอตั้งสติได้ผมก็หันไปคว้ากล้อง นกก็ยังคงร้องอยู่แถวนั้น พร้อมกับที่ผมเริ่มได้ยินเสียงร้องอีกเสียงนึงอยู่ในบริเวณเดียว
กันนี่ละ ดูเหมือนว่านกสองตัวนี้คงจะจับคู่กันเรียบร้อยแล้วครับ นกตัวที่เพิ่งจะโผล่มาให้ผมเห็นเมื่อกี้นี้เริ่มที่จะวนรอบตัวผม
แล้วก็ร้องสลับกับเคลื่อนที่อยู่ตลอด ผมมองดูรอบๆ แล้วก็เห็นว่าน่าจะพอมีโอกาสถ่ายภาพได้บ้าง ถ้าเขามาเกาะกิ่งไม้เตี้ยๆ
แถวๆ นั้น ก็เลยยกกล้องไปเล็งไว้ครับ

เห็นกิ่งไม้โล่งๆ สูงจากพื้นซักศอกนึงนั่นมั้ยครับ ถ้าผมเป็นนกแต้วแล้วผมก็จะเลือกเกาะกิ่งนี้ละ ถ้าคุณเป็นผมในตอนนั้น
คุณจะเลือกเล็งตรงไหนดีครับ?

E3407202-1

เวลาผ่านไปอีกราวๆ ห้านาที นกก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ ตัวผมนี่เอง แล้วอยู่ๆ เขาก็บินตัดผ่านเทรลไปเกาะยังกิ่งไม้ที่
ผมเล็งมั่วๆ ไว้นั่น

โอ้โห จะไปเหลือเหรอครับ พอจัดองค์ประกอบได้ที่ ผมก็กดชัตเตอร์ถี่ยิบ เพียงไม่กี่วินาทีนกก็บินออกไป แต่นั่นก็นานเกิน
พอแล้วที่จะทำให้ผมได้ภาพมาฝากกันนี่ละครับ

พอถ่ายภาพเขาได้จริงๆ ผมกลับไม่ได้ไชโยโห่ร้องเหมือนอย่างที่คิดไว้ ทำได้แต่เพียงนั่งมองภาพจากจอ LCD พร้อมกับ
ชูกำปั้นขึ้นๆ ลงๆ อย่างสะใจจนเจ้าหน้าที่ทำหน้างงๆ ประมาณว่าไอ้นี่มันบ้ารึเปล่าฟะเนี่ย 555

หลังจากถ่ายภาพเขาได้แล้ว รู้มั้ยครับว่านกอะไรที่แว้บผ่านเข้ามาในหัวผมตอนนั้น?

นั่นละครับ นกแต้วแล้วตัวสุดท้ายของบ้านเราที่ผมยังไม่เคยเห็น นกแต้วแล้วป่าโกงกางนั่นเองครับ!!! ฮ่าๆๆ ได้เวลาไป
ตามหากันซักทีหลังจากที่อั้นมานาน

เวลาที่เหลือก็หมดไปกับการตามหานกแต้วแล้วหัวสีฟ้า (Blue-headed Pitta) ซึ่งเป็น endemic ของเกาะบอร์เนียว
และก็เป็นไปตามความคาดหมายครับ นั่นก็คือ ไม่มีวี่แววแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะบอกว่าได้ยินเสียงและเห็นตัว
อยู่บ่อยๆ แถวๆ ที่ผมไปนั่งรออยู่นั่นก็ตาม แต่ก็ยังดีที่ได้เห็นนกกางเขนดงหางแดง (Rufous-tailed Shama) ที่หายาก
มากๆ ของบ้านเราแบบจะจะเลยทีเดียว แล้วก็ตามเคยครับ พอค่อยๆ จะคว้ากล้องก็บินแว่บหายลับไปเลย นอกจากนี้ยังมี
นกแต้วแล้วอกเขียว (Hooded Pitta) ชนิดย่อยหลักหัวดำปี๋ที่โผล่มาให้เห็นแบบรกสุดๆ อีกหนึ่งตัวด้วยครับ

E3407202-2

นกแต้วแล้วแดงมลายู (Garnet Pitta) ชนิดย่อยหลัก Pitta granatina granatina

E3407202-29

ขอบคุณมากครับทุกท่าน ภาพแต้วแล้วตัวนี้มีก็ท่าเดิมๆ นี่ละครับ เขาเกาะอยู่แค่แป๊บเดียวเอง พอได้ภาพที่พอใจแล้ว
เวลาที่เหลือผมก็ขอชมเขาด้วยสองตาให้เต็มอิ่มละครับ หุหุ มาดูอย่างอื่นกันบ้างละกัน

E3407202-30

ค้างคาวอะไรก็ไม่รู้ครับ ตัวนิดเดียว เกาะกันอยู่เป็นฝูงเลยครับสิบกว่าตัว แต่เลนส์ผมถ่ายมาได้แค่ทีละตัวนี่ละครับ

E3407202-31

นกตัวอื่นๆ ถ่ายยากมากครับ แค่ดูยังยากเลยเพราะว่าป่ารกมากๆ มีตัวนี้ที่ออกมาใกล้มาก แทบจะโดดขึ้นมายืนบนขาผมอยู่แล้วอ่ะ

E3407202-32

ตัวนี้เป็นนกตัวแรกที่ถ่ายได้ในป่านี้เลยครับ

E3407202-33

เจ้านี่ผมยังไม่เคยถ่ายตอนเขาเกาะเลยครับ ตอนบินเห็นตะโพกสีเทาชัดเจนด้วย แต่ถ่ายไม่ยักกะได้แฮะ 555

E3407202-34

งูอะไรก็ไม่รู้ครับ

E3407202-36

ปิดท้ายด้วยภาพสุดท้ายก่อนจะกลับครับ เป็นป่าส่วนนอกที่โดนไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อหลายปีมาแล้ว

Headbanger

11 เมษายน 2548

ขอขอบคุณ

- คุณ Gabriella Federiksson สำหรับข้อมูลและคำแนะนำต่างๆ มากมาย

- Sungai Wain Protected Forest Management Board ที่อนุญาตให้ผมเข้าไปดูนกและถ่ายภาพได้ตามสบาย

- บริษัทผมที่ช่วยออกค่าเครื่องบิน อิอิ

- นกหลายๆ ตัวที่ออกมาต้อนรับผม โดยเฉพาะนกแต้วแล้วแดงมลายูใจกล้าตัวนั้น ไม่งั้นคงไม่ได้ภาพมาฝากกันละครับ

- และเช่นเคยครับ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่อุตส่าห์สละเวลาอ่านมาจนจบ นานๆ ผมจะเขียนยาวๆ แบบนี้ซักทีหวังว่าคงไม่น่าเบื่อนักนะครับ

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com