Home

เมื่อ3พระลอ ไปตามไก่ที่เขาใหญ่
Headbanger
เขาใหญ่ครั้งที่ 7
Intanon 3
อินทนนท์ 2
อินทนนท์
เขาสอยดาว
ไปตามไก่
ดูนกครั้งแรกที่เขาใหญ่
Cardinal
Owl
นกเขนเทาหางแดง
นกแต้วแล้วแดงมลายู
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

..."เฮ้ย ตั้ม ไปเขาใหญ่ป่ะ"...

เสียงพี่หนุ่ม Young Zone ลอยมาตามลมมาเข้ามือถือผม ตอนสองทุ่มของวันศุกร์ที่ผ่านมา...

..."เมื่อไหร่ครับพี่ แล้วไปทำไม มีตัวอะไรเด็ดๆ เหรอครับ"...

..."ไปพรุ่งนี้เช้าเลย ตีสี่ครึ่ง ไปดูไก่ฟ้าพญาลอกัน"...

แล้วด้วยความใจง่าย ผมเลยเปลี่ยนแผนที่กะจะไปแจมกับพวก @กล้อง@ คนอื่นๆ ที่เพชรบุรี เปลี่ยนไปตาม
หาไก่ที่เขาใหญ่แทน

อันว่าเจ้าไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback) นั้น ผมก็ตามหามาตั้งแต่เริ่มดูนกเมื่อปีที่แล้ว ไปเขาใหญ่ทีไร
ก็ต้องไปด้อมๆ มองๆ หาอยู่เรื่อย แต่ก็แคล้วคลาดกันไปทุกที ไม่เห็นแม้แต่เงา เลยต้องไปถ่ายมาจากสวน
สัตว์แก้เซ็งไปก่อน (ดังที่เคยลงกระทู้ไปเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้)

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เพราะผมไปกับสองหนุ่มผู้ดวงดีสุดๆ ไม่ว่าจะต้องการดูนกตัวไหน สองคนนี้ก็
ได้เห็นได้ถ่ายแทบทุกตัวไป ขนาดขุนแผนอกสีส้มที่ว่าขี้อายๆ สองคนนี้ก็ถ่ายแบบเผาขน จนเบื่อ เลิกถ่ายไปเอง

สองคนที่ว่านี่ก็คือ พี่หนุ่ม Young Zone กับนายแสนดีนั่นเอง

แล้วในที่สุด เจ็ดโมงเช้าวันเสาร์ ผมก็มายืนอยู่ตรงทางขึ้นเขาเขียวพร้อมกับอุปกรณ์ครบชุดอีกครั้งจนได้...

สำหรับทางขึ้นเขาเขียวนี้ คนที่ไม่เคยไปอาจจะนึกภาพไม่ออก ก็เป็นถนนราดยางนี่ละครับ สองเลน ขนาดไม่
ใหญ่นัก ข้างทางหลายๆ ช่วงก็จะเป็นป่าดงดิบเลยทีเดียว สำหรับบริเวณที่ไก่ฟ้ามักจะออกมาโชว์ตัวนั้น ก็เป็น
ช่วงแรกของเส้นทาง โดยเข้าไปจากทางแยกเพียงไม่ถึงห้าร้อยเมตร ให้จอดรถไว้ตรงที่เป็นเขตบ้านพัก แล้ว
เดินไปตามถนนเรื่อยๆ เงียบๆ ถ้าโชคดี ก็อาจจะได้เห็นตัวเค้าครับ

วันนั้น พวกผมไปถึงก็เห็นนักดูนกกลุ่มนึง กำลังเดินลับหัวโค้งเข้าไปพอดี ก็เลยแบกกล้องเดินตามไปห่างๆ
แล้วกระจายกำลังกันทั้งสามคน ห่างกันประมาณห้าสิบเมตร เพื่อมองหาไก่ตามข้างทาง โดยมีพี่หนุ่มอยู่ไกล
ที่สุด แต่ใกล้กับนักดูนกกลุ่มนั้นที่สุด

แล้วเพียงไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น พี่หนุ่มก็ให้สัญญาณ ผมกับนายแสนดีก็ค่อยๆ เดินไปทันที ไปถึงก็เห็นนักดูนก
กลุ่มนั้นกำลังส่องกล้องดูในราวป่าข้างทางอย่างขมักเขม้น มองดูจากระยะประมาณห้าสิบเมตรนั้น ผมก็เห็น
แล้วครับ ไก่ฟ้าพญาลอ จริงๆ เป็นตัวผู้สองตัว ห่างจากริมถนนเพียงไม่ถึงสิบเมตร แต่เนื่องจากป่าค่อนข้างทึบ
มาก จึงไม่สามารถถ่ายภาพได้ เลยนั่งดูอยู่เฉยๆ นักดูนกกลุ่มนั้นทำสัญญาณให้ผมทราบว่า อีกฝั่งนึงก็มีเหมือน
กัน ผมจึงหันไปมอง แล้วก็เห็นอีกสามสี่ตัว โดยเป็นตัวเมียหนึ่งตัวเท่านั้นเอง ตัวผู้หลายๆ ตัว ต่างก็หากินไป
กระพือปีกไป ดูท่าทางจะเป็นช่วงที่กำลังเตรียมจับคู่ผสมพันธุ์ ไก่ทั้งหมด จึงไม่สนใจผู้คนที่นั่งดูอยู่เลย

นักดูนกกลุ่มนั้น หลังจากดูจนพอใจ ก็ทยอยกันกลับ แต่พวกผมสามคน ยังไม่ได้ถ่ายเลยซักใบ ก็เลยนั่งรอต่อ
ด้วยความหวังว่า คงจะมีไก่ซักตัวสองตัวที่ใจดี เดินออกมาที่โล่งๆ ให้พวกเราถ่ายได้บ้าง

และแล้ว ยังกับสวรรค์มีตา (หรือว่าเป็นความเฮงของสองคนนั่นผมก็ไม่ทราบได้) ไก่ตัวผู้ตัวนึง ก็เดินนวยนาด
ออกมาจากชายป่า มายืนจังก้ากลางถนน แถมยังยืนนิ่งๆ อยู่ตั้งนาน ไม่ได้มีอาการ "ไก่ตื่น" เลยแม้แต่น้อย
(ผมยังสงสัยอยู่ว่า คำนี้ มีที่มาจากไก่จริงๆ ในป่า แล้วเอาไปใช้เป็นแสลงในผับในบาร์ หรือว่า มีที่มาจากในผับ
ในบาร์ แล้วมาแสลงใช้กับในป่า อันนี้คงต้องรอผู้รู้มาชี้แจง)

ช่วงนั้นก็ตัวใครตัวมันละครับ กดกันเพลินไปเลย เจ้าไก่ตัวนี้ก็ใจดีเหลือเกิน ยืนอยู่เกือบห้านาทีได้ ก่อนจะเดิน
จากไปยังกระพือปีกโชว์อีกต่างหาก...

หลังจากนั้นก็เป็นมหกรรมไก่ รอบตัวของพวกเราที่นั่ง
อยู่กลางถนน มีไก่เต็มไปหมด ทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง ยัง
กับว่าพวกเราที่ตั้งใจไปดูไก่ กลับกลายเป็นโดนไก่ดูซะ
แล้ว (ความรู้สึกเดียวกับเวลาไปนั่งในเลาน์จที่โรงแรม
สยาม...) ระยะก็ใกล้มากจนถ่ายไม่ได้ เพราะจะเห็นแต่
หัวไก่ ก็เลยนั่งกันตัวแข็ง ปล่อยให้ไก่เดินดูพวกเราตาม
สบาย ซักพัก ไก่ทั้งหมดก็เริ่มเดินกลับเข้าป่าไป

โอ สุดยอดจริงๆ.....

กระพือปีกโชว์ Fireback เสียดายที่เห็นแค่หน่อยเดียวเอง

หลังจากอิ่มหนำเต็มที่กับไก่ฟ้า และผลาญฟิล์มหมดไปคนละม้วนกว่าๆ แล้ว ก็ไปกันต่อ โดยตั้งใจจะไปถ่าย
ขุนแผนหัวแดงที่ค่ายพักกองแก้ว แต่พอไปถึง ก็เจอกับนักศึกษาเต็มไปหมด ก็เลยคิดว่าขุนแผนคงไม่มาแน่
เราเลยเปลี่ยนจุดหมายไปเป็นผากล้วยไม้แทน แต่ก่อนจะไป ก็นั่งคุยกับนักศึกษาเหล่านั้นซักเล็กน้อย ไหนๆ
ก็มาแล้วนี่

พอไปถึงลานกางเต๊นท์ผากล้วยไม้ ยังไม่ทันตั้งตัว ก็เห็นนกขนาดใหญ่บินข้ามหัวไป เห็นแค่แว้บเดียวก็จำได้
แล้วครับ นกกก หรือ นกกาฮัง (Great Hornbill) นั่นเอง ตัวเบ้อเริ่มเลย บินเข้าไปยังต้นไทรต้นใหญ่ข้างลาน
กางเต๊นท์ เพื่อกินลูกไทรที่สุกอยู่เต็มต้น พวกผมก็รีบประกอบกล้องถ่ายกันใหญ่ครับ แต่ไกลเหลือเกิน ต้อง
ครอปมาเพียบ...

จากนั้นก็ไปกินข้าว พอกินเสร็จ ก็เห็นนกขนาดใหญ่อีกเช่นกัน บิน
กลับมาจากต้นไทรข้ามลานกางเต๊นท์ไป แต่ตัวนี้สีดำทมึนทีเดียว
 ไม่มีลายสีเหลืองใต้ปีก ไม่มีหนอกสีเหลืองสดใส แต่มีถุงใต้คอสีม่วง
อ้อๆ เจ้ากู๋กี๋ หรือนกเงือกกรามช้าง (Wreathed Hornbill) ตัวเมีย
นั่นเอง ถ้าเป็นตัวผู้จะมีถุงใต้คอสีเหลือง ขนรอบตา และหน้าอกก็
มีสีเหลืองอ่อนด้วย

ดูกู๋กี๋อยู่ได้ซักพัก ก็พลันมีนกตัวใหญ่เหมือนกันแต่เล็กกว่ากู๋กี๋เยอะ บินพรุบเข้าไปในต้นไทร ผมยกไบนอคส่อง
ดู ก็ใจเต้นตึ๊กตั๊ก นกใหม่ๆๆๆๆ เจ้านี่ก็เป็นนกเงือกเหมือนกัน แต่มีสีน้ำตาลทั้งตัว นกเงือกสีน้ำตาล (Brown
Hornbill) นกเงือกชนิดเดียวในเมืองไทยที่มีสีน้ำตาลสมดังชื่อ เค้ามากันสองตัวครับ แต่ถ่ายไม่ได้เลย เพราะ
เกาะอยู่หลังพุ่มรกๆ ถ่ายมาก็เห็นแต่หลังสีน้ำตาลๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ ก็มีนกแก๊กบินเข้าออกต้นไทรต้นนี้อยู่เรื่อยๆ สรุปว่าวันนั้น ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เราพบนกเงือก
ทั้งสี่ชนิดที่พบในเขาใหญ่ได้ในต้นไทรเพียงต้นเดียว สุดยอดครับ

หลังจากนั้นฝนก็เทลงมา พอฝนหยุด พวกเราก็ออกไปตามล่าหาไก่ฟ้าหลังขาว ที่ได้ข่าวว่าชอบปรากฎตัวหลัง
ฝนตก พอออกไปดู แทนที่จะเห็นไก่ฟ้าหลังขาว กลับกลายเป็นไก่ฟ้าพญาลอหนึ่งตัวแทน แต่ความตื่นเต้น
อย่างเมื่อตอนเช้าไม่มีอีกแล้วครับ ประกอบกับตัวนี้ขี้อาย โผล่หัวมาให้เห็นหน่อยเดียว แล้วก็กลับเข้าพุ่มไป
ก็เลยไม่ได้ถ่ายมา

จากนั้นก็ไม่มีอะไรเด่นๆ อีก จนกระทั่งแสงหมด ก็เดินทางกลับ ก่อนกลับ ก็ไปแวะกินข้าวเย็นที่ร้านเดิม ครัว
หญ้าคา ตรงทางขึ้นเขาใหญ่ด้านปากช่อง หลังจากที่ได้ฟังคำบอกเล่าว่า ลูกสาวน่ารักมากกก ซึ่งก็จริงครับ
น่ารักจริงๆ กินกันเพลินไปเลย ถ้าไป อย่าลืมสั่งขาหมูทอดกรอบ สุดยอดดดดดดดดดด

กลับมาถึงกรุงเทพ แต่ฟิล์มยังเหลือติดกล้อง ผมเลยไปหาอะไรถ่ายใกล้ๆ บ้าน ไปลงตัวเอาที่วัดเทียนถวาย
เพราะอยากไปมานานแล้ว พอไปถึง ก็ตกใจ ไหนหว่า ป่ายางที่เค้าว่ากันว่านกแก้วโม่ง (Alexandrine
Parakeet) อาศัยอยู่ เพราะเห็นเพียงต้นยางแห้งๆ ไม่กี่ต้น กับลานโล่งๆ ที่ดูเหมือนว่าเพิ่งจะปรับสภาพมา
ไม่นานมานี้เอง...

ยืนหันรีหันขวางอยู่ซักห้านาที ก็ได้ยินเสียงแหลมๆ ตริ้ว ตริ้ว ดังมาก มองไปตามเสียง ก็เห็นนกตัวเขียวๆ
หางยาวแหลมเฟี้ยว บินไปทางต้นยางไม่กี่ต้นนั่น ใช่แล้วครับ นกแก้วโม่งนั่นเอง ผมรีบประกอบกล้อง เดินเข้า
ไปเพื่อหามุมถ่ายทันที เจอแค่สามตัวครับ เป็นตัวผู้สองตัวเมียหนึ่ง แล้วก็มีเหยี่ยวแดง (Brahmy Kite) คู่นึง
บินโฉบไปมาอยู่บริเวณนั้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จ ก็ออกไปหาน้ำกิน แล้วแวะไปวัดไผ่ล้อมดูนกปากห่างซักพัก
ก็กลับมาที่วัดเทียนถวายอีก คราวนี้เจอแค่สองตัวครับ ตัวผู้หนึ่ง ตัวเมียหนึ่ง กับเหยี่ยวสองตัว ที่ตอนนี้ดูท่า
ทางขี้เกียจๆ เหมือนจะอิ่ม... ไม่แน่ใจว่าเพิ่งจะจัดการกับเจ้าตัวที่สามไปรึยังไงก็ไม่ทราบได้....

ผมว่าอีกไม่นาน นกแก้วโม่งที่วัดเทียนถวาย คงจะกลายเป็นเพียงแค่
ตำนานบทนึงเท่านั้น ใครมีโอกาศควรจะรีบไปดูครับ ไม่รู้จะทำยังไง
เหมือนกัน เพราะดูท่าทาง ทางวัดไม่ได้ให้ความสนใจกับพวกเค้าเลย..

หมดแล้วครับ ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้าครับผม

Headbanger
3 เมษายน 2544

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com