ตะเกียง”ม้าใช้” (Workhorse Lantern)

หนูเล


พฤษภาคม 2552

ดูรายละเอียดผลิตภัณท์ล่าสุดของ Coleman ได้ที่ ThailandOutdoor Shop ครับ

อุปกรณ์กลางแจ้ง

ThailandOutdoor Shop เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของผลิตภัณฑ์ Coleman

แน่นอนครับว่า ตะเกียง(สองตัว)นี้ ไม่ใช่ตะเกียงเจ้าพายุตัวโปรดของผม ไม่ใช่ตะเกียง Petromax อายุสัก 20-30 ปีแต่สภาพใหม่แกะกล่องไม่เคยจุด พร้อมกล่องกระดาษ original ที่เมื่อผมได้มา ก็แกะออกจากกล่อง ลูบคลำชื่นชม เสร็จแล้วก็ไล่เช็ดรอยนิ้วมือบนผิวตะเกียงทั้งหมด ด้วยเกรงว่าเหงื่อผมจะไปกัดผิวนิเกิ้ลของตะเกียง แล้วก็ห่อด้วยถุงพลาสติกใสอย่างดีเอาเก็บขึ้นหิ้งไว้ (จนตอนนี้ก็ยังนึกอยู่ว่าอยู่หิ้งตรงไหน) หรือไม่ใช่  ตะเกียง Optimus model 1200 ทองเหลืองทั้งตัว ที่มาพร้อมกับชุดแขวนผนัง ซื้อมาจากร้าน เอบี (ก็อีเบย์ไงครับ) ในราคา.. ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมา จุดเล่นเสียหนึ่งครั้ง แล้วก็ติดโชว์อยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน...

ตะเกียง Coleman Model 285 Dual Fuel สองไส้ ตะเกียง Workhorse ของผม

ท่านผู้อ่านที่มิตรร่วมแค๊มป์คาร์กับผม หรือเคยเจอกันในสถานที่แค๊มปิ้งคงจะเห็นผมขนแต่ตะเกียงสองตัวนี้ไปออกงานครับ ถ้าแค๊มป์คนน้อยก็ขนไปหนึ่งตัว ถ้าไปกันคณะใหญ่ ก็ขนไปสองตัว  ตะเกียงที่ไม่ได้ดูสวยงามสักเท่าไร(ในสายตาผม) แต่เจ้าสองตัวนี้แหล่ะครับ ที่เป็นตะเกียง “ม้าใช้” Workhorse Lantern ของผม

“ม้่าใช้”

ตะเกียง Coleman Duel Fuel สองไส้ พร้อมกล่อง Hardcase นี้ เรียกได้เต็มปากเลยครับว่าเป็น “ม้าใช้” อย่างแท้จริง แข็งแรง ทนทาน สู้งานหนัก กินง่าย อยู่ง่าย แรง แหม..ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกหมั่นไส้ในใจว่าทำไม่เปรียบตะเกียงยังกะยอดคนสู้งาน แข็งแรง คือโครงสร้างตะเกียงที่ถังน้ำมัน และหมวกตะเกียงเป็นเหล็ก เคลือบสีอย่างดีครับ น้องหนิมกินได้ยาก ทนทาน ผมแบกปุเลงๆอยู่ท้ายรถจิ๊บ หรือรถกระบะมาตลอด 4 ปีไม่เคยบุบ/แตกแต่อย่างใด แถมกระจกตะเกียงของ Coleman ก็ได้ชื่อว่าทนน้ำค้าง/ละอองฝนครับ สู้งานหนัก เคยจุดแขวนทิ้งไว้ข้ามคืนหลายต่อหลายครั้งสบายบริ๋อ..  กินง่าย น้ำมันเบนซิน 91/95 ไม่มีเกี่ยง อยู่ง่าย ต้องขอบคุณเจ้าเคสพลาสติกแข็ง พอใส่ตะเกียงในเคสแล้ว แข็งแรงปลอดภัย ช่วงระหว่างเดินทาง  และแถมผมเป็นคนที่”ดูแล” เจ้าม้าใช้ เป็น”อย่างดี” กล่าวคือ ก่อนออกทริปก็ดูว่ามีน้ำมันหรือไม่ ถ้าไม่มีเติมเสียให้เกือบเต็ม ขนใส่ท้ายรถไป  ถึงแค๊มป์ตอนเย็นย่ำก็เปิดเคสมาจุด แขวนทิ้งตากน้ำค้างไว้ทั้งคืนก็บ่อยครั้ง สายๆวันกลับก็เอาฝาเคสปิด ขนใส่ท้ายรถกลับบ้าน พอถึงบ้านก็แขวน(ทั้งเคสเลย)ไว้ข้างบ้าน ก่อนออกทริปหน้าก็ดูว่ามีน้ำมันหรือไม่..... เป็นไงครับ ดูแลอย่างดีไหม เนี่ยถ้าไม่ใช่ “สีทนได้” ก็คงจะมีแต่เจ้าม้าใช้นี่แหล่ะครับ และสุดท้ายคือ แรง ด้วยการใช้สองไส้ทำให้ตะเกียงขนาดย่อมนี้ได้ความสว่าง 4-500 แรงเทียนทีเดียว

“สองไส้”

ชาวตะเกียงหรือชนกลางแจ้งที่คุ้นเคยกับตะเกียงเจ้าพายุ ไม่ว่าจะเป็นตะเกียงเก่าฝั่งยุโรป หรือนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชอบใช้ตะเกียงแก๊ส มักจะไม่คุ้นตากับตะเกียงสองไส้ บางคนไม่เคยใช้ก็พาลติติงไปว่าไม่ดีนัยว่า มีสองไส้เวลาต้องเปลี่ยนไส้ก็เปลืองเป็นสองเท่า โถ....ไส้ตะเกียงที่ดีๆน่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนกันบ่อยหรอกครับ ของผมเนี่ยก็สามปี หนเห็นจะได้  ถ้าสองไส้ไม่มีดีแล้ว Coleman  เจ้าแห่งตะเกียงเบนซินไม่ทำมาจนถึงทุกวันนี้หรอกครับ

(อ่านรายละเอียดข้อดีของตะเกียง Coleman 2 ไส้รวมทั้งประวัติ Coleman ได้ ที่นี่ ครับ)

“ม้าใช้ เข้าอู่”

ปีนี้ก็เป็นปีที่ 4 แล้ว ที่ผมได้แบกเจ้า “ม้าเขียว” Coleman 285 ไปทำหน้าที่ให้ความสว่างที่ชายหาดสัตหีบอยู่ 2 คืน พอตอนเก็บตะเกียงก็พบว่าไส้ทั้งสองที่ใช้งานมานานกว่า 3 ปีได้หมดอายุแล้ว คือก้นถุงใส้เริ่มขาด เห็นทีจะต้องเอา “เข้าอู่” คือเปลี่ยนไส้ ทำความสะอาด ตรวจสุขภาพกันสักครั้ง

เมื่อพบว่าไส้ตะเกียงของ “ม้าเล็ก”ขาดตรงก้นถุง (ภาพขวา) ต้องรีบเอามาเปลี่ยนครับ เพราะถ้ายังเอาไปใช้อีกอาจทำให้โป็ะแก้วร้าวหรือแตกได้

พอได้ฤกษ์ก้อทำการเปิดหมวก เอาโป็ะออก แล้วลงมือเปลี่ยนไส้ซะ

คราวนี้ก็ทำการตรวจสอบสภาพหมวกตะเกียงว่า กระเทาะ หรือน้องหนิมมาเยือนหรือไม่ สภาพยังดีครับ แม้ว่ามีรอยกระดำกระด่างจากการทำงาน

หลังจากรื้อไส้เก่าออก เราก็เอาไส้ตะเกียงใหม่มาใส่ครับ ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ใช้ไส้ Coleman ครับ ถึงราคาจะแพงกว่าแต่รับประกันว่ทนทานครับ นอกจากนี้ไส้แท้จะสว่างกว่าครับ

เมื่อผูกใส้เสร็จแล้ว ก็ตัดด้ายให้เรียบร้อย คราวนี้ก็พร้อมจะเผาไส้ และจุดตะเกียงแล้ว

เริ่มจากเดิมน้ำมันในถังก่อนครับ หลังจากนั้นก็ปั้มลมในถัง 20-30 ครั้ง  เอาไฟแช๊คจุดเผาไส้ พอไส้ไหม้เกือบหมดก็เปิดวาล์วครับ ไส้ก็จะลุกสว่างขึ้นมา

ก่อนเปลี่ยนไส้ หลายคนจะทำการ”นวดไส้” คือเอามือมานวดให้ไส้ไม่แฟบ นัยว่า เวลาจุดแล้วไส้จะป่องกลมสวยงาม บางคนก็นวดด้วยแอลกอฮอล์ครับเวลาเผาไส้จะง่ายและเร็ว  

เมื่อเผาไส้และจุดตะเกียง”ม้าเล็ก”เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ได้เวลาซ่อมบำรุง”ม้าใหญ่”บ้าง เนื่องจากผมได้ทำการเปลี่ยนใส่อุปกรณ์เสริม “กระจกฝ้า” ให้กับ “ม้าใหญ่” เพื่อให้แสงนวลไม่แสบตา แต่ด้วยความที่ “ใช้อย่างเดียว” ไม่เคยตรวจดูเลยว่าไส้ที่ใส่ไป 2-3 ปีได้หมดสภาพและไส้แตกไปแล้ว พอถึงแค๊มป์ก็ปั้มจุดตะเกียงเลยครับ แถมเปิดความสว่างซะเต็มที่ ผลลัพธ์ก็คือเปลวไฟที่รั่วจากจุดที่ไส้แตกออกมาเผากระจกครับ เผาไปนานๆเข้าก็ “เป๊ะ” กระจกร้าว เรียบร้อยโรงเรียน Coleman ครับ

ตรวจสอบสภาพหมวก ”ม้าใหญ่” พบว่ามีรอยกระเทาะของสีเคลือบอยู่ 2-3 จุดครับ แต่น้องหนิมยังไม่มา อันนี้ต้องระวังครับสำหรับตะเกียง Coleman และตะเกียงเหล็กทั้งหลาย เมื่อเจอจุดกระเทาะแบบนี้ ควรหาน้ำยาป้องกันสนิมมาทาซะ

ขั้นตอนการเปลี่ยนไส้ก็เหมือนกับ”ม้าเล็ก”ครับ ขันสกรูที่หัวออกเพื่อเปิดหมวกตะเกียง ถอดโป๊ะออก ก็เห็นใส้ที่หมดสภาพแล้ว รื้อไส้เก่าออก ทำความสะอาดและใส่ไส้ใหม่เข้าไป เท่านี้ก็พร้อมจะจุดแล้วครับ

จุดเผาไส้พอไหม้ดีแล้วก็เปิดวาล์วครับ เปิดไม่ต้องสุด (เพราะช่วงแรกไฟอาจจะลุกแรงแบบนี้) พอร้อนได้ที่ไส้ก็จะเปล่งสุกสว่าง พร้อมใช้งานครับ

หลังจากที่ทำความสะอาดตัวตะเกียง เปลี่ยนไส้ เช็คลูกยางวาล์วลม และทดลองจุด และทิ้งไว้สักพัก (เพื่อดูว่าตะเกียงมีรอยรั่วหรือไม่) ก็พบว่าเจ้าม้าใช้ทั้ง 2 ยังคงปรกติพร้อมออกทริปกับผมเช่นเคยครับ นอกจากสีกระเทาะที่หมวกตะเกียง”ม้าใหญ่”แล้ว ส่วนอื่นยังค่อนข้างสมบูรณ์ครับ อย่างงี้พอจะเอาไปแข่งความทน กับ”สีทนได้” ไหมครับ

ว่าแต่ว่าวันนี้คุณมี “ตะเกียงม้าใช้” พร้อมร่วมออกทริปกับคุณหรือยังครับ  : )