Home

เตาในดวงใจ SVEA 123R
เตาและตะเกียง
เตาแคมปิ้งภาค 1
เตาแคมปิ้ง 2
เตาแคมปิ้ง Episode 3
SVEA 123R
เตาทหาร
Pottery I
ตะเกียงเจ้าพายุ
ซื้อตะเกียงมือสอง
ตะเกียงมือสอง 2
เล่นตะเกียง 1
รีวิว "ดาวเหนือ"
Coleman 200
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เตาน้ำมันสนาม SVEA123

หากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมใน website ที่ขายอุปกรณ์ Outdoor ยักษ์ใหญ่อย่างเช่น campmor- http://www.campmor.com หรือ REI -  http://www.rei.com  ในส่วนของเตาน้ำมันสนาม อาจจะแปลกใจที่เห็น
เตาน้ำมันทองเหลืองรูปทรงกระบอกหน้าตาบ่งบอกถึงความโบราณและคลาสสิกวางขายอยู่รวมกับบรรดาเตาสารพัด
เขมือบ (Multi-Fuel) ที่เป็นรุ่นแยกถังที่มีหน้าตาล้ำสมัยยังกับยานอวกาศ  ประหนึ่งเหมือนเอาเจ้า VW Beetle (ไม่
ใช่ new Beetle นะครับ) รถโฟล์คเต่า ไปจอดประชันโฉม รวมกับบรรดา Benz SLK, หรือ Land Rover Free Lander
อย่างไรอย่างนั้นครับ

หนูเลเองก็ไม่เคยได้สนใจเตาสัญชาติไวกิ้งตัวนี้จนกระทั่งในตอนหลังที่เริ่มหลงไหลมาหมกมุ่นกับการหาข้อมูลเรื่อง
เตาสนามทำให้อ่านพบการกล่าวขวัญถึงเตาตัวนี้จาก website นักแค้มป์ต่างประเทศมากมายหลาย web ว่าเจ้า
SVEA123 ได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในเตาคู่ขวัญนักเดินทางอาชีพ หรือเตาคู่ทุกข์คู่ยากของนักไต่ยอดเขาทั้งหลาย
นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และแถมถ้านับอายุอานามกันแล้วเจ้าเตา SVEA123  ก็เป็นเตาสนามอายุอานาม
แก่ที่สุด (ผลิตมาไม่ต่ำกว่า 60 ปี) ที่ยังยืนหยัดขายอยู่ใน campmor ได้!! เรียกว่าถ้าไม่มีทีเด็ดแล้วละก้อ คงจะกลับ
ไปเลี้ยงหลาน..อยู่แต่ตามมุมร้านขายของเก่านานแล้ว

เตาน้ำมันสนามยุคที่ 2
ก่อนจะไปชื่นชมเจ้าเตา SVEA123 เนี่ย หนูเลขออนุญาตแปลงกายเป็นนักวิชาการด้านเตา(ห้ามแอบเติมไม้โทนะ)
โดยวิวัฒนาการของเตาน้ำมันสนามแบบสร้างแรงดันไอน้ำมัน (Gas Pressurized Stove) แบ่งออกได้เป็น 4 ยุค
คือ ยุคหิน ยุคสัมฤทธ์..เอ๊ย ยุคเตาสนามน้ำมันก๊าด(เผาหัวและเพิ่มแรงดันด้วยลูกสูบ) ยุคเตาสนามน้ำมันเบนซิน
(แบบเผาหัว) ยุคเตาสนามน้ำมันเบนซิน(แบบเพิ่มแรงดันด้วยลูกสูบแล้วพ่นออกมาเผาหัว) และเตาน้ำมันสนาม
แบบแยกถังที่เป็นตัวสารพัดเขมือบ (multi-fuel)

primus no.1 193502

โฉมหน้าเตาน้ำมันสนามยุคแรกอย่างเช่นเจ้า Primus แสนงามตัวนี้

เตาน้ำมันสนามยุคแรก ได้แก่เตาสนามน้ำมันก๊าด ต้องทำการอุ่นท่อส่งน้ำมันให้ร้อน ก่อน และต้องเพิ่มแรงดันอากาศในถังด้วยลูกสูบ ตัวอย่างเตาน้ำมันสนามยุคแรกนี้ได้แก่เตาทองเหลือง Optimus และคณะ  ดังรายละเอียดตามเตาแคมปิ้ง episode 3 ครับ

เจ้า SVEA123 จัดเป็นเตายุคที่2 ยุคเดียวกับเตาทหารรัสเซียครับ

เตายุคที่ 2  ได้แก่ เตาสนามน้ำมันเบนซิน(แบบเผาหัว)ขนาดพกพา โดยเตายุคที่ 2 นี้เกิดจากความต้องการของ
กลุ่มสิงห์มอเตอร์ไซค์ในยุโรป(ราวๆปี 192x)  ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวไปค้างแรมตามที่ต่างๆ ที่อยากจะ
ได้เตาอุ่นอาหารขนาดเล็กพกพาไปมาสะดวก และใช้น้ำมันเบนซินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชนิดเดียวกับมอเตอร์ไซด์และ
เนื่องจากน้ำมันเบนซินมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำมันก๊าด จึงสามารถออกแบบให้เพียงแค่เผาหัว(จริงๆคืออุ่นน้ำมันให้
เกิดแรงดันไอน้ำมันในช่อง chamber )โดยไม่ต้องอาศัยการอัดแรงดันอากาศในถัง

ข้อเสียของการจุดเตาประเภทนี้คือคือต้องพกแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการเผาหัวไปด้วย เพื่อความสะดวก
ในการใช้งานฝรั่งหัวใสเค้าเลยทำเจลแอลกอฮอล์บรรจุหลอดยาสีฟันใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาหัวแทน เนื่องจากพกพาง่า
ยและไม่หกเลอะเทอะ ตัวอย่างเตายุค 2 ได้แก่เตารัสเซีย  และเจ้าเตา SVEA123

ตัวอย่างเตายุคที่3 ที่ผม(เคย)พกติดตัวอยู่เสมอคือเจ้าเตา Coleman Peak1

เตายุคที่  3 เป็นเตาน้ำมันเบนซินที่ทำการเพิ่มแรงดันไอน้ำมันในถังด้วยลูกสูบ เนื่องจากการอุ่นน้ำมันด้วยการเผา
หัวนั้นมีความยุ่งยากในการพกพาแอลกอฮอล์ และกว่าเตาจะเข้าสู่เสถียรต้องใช้เวลาพักหนึ่ง ดังนั้นเตายุคที่ 3 จึง
ได้ทำการออกแบบให้มีลูกสูบเพื่ออัดความดันอากาศในถัง โดยวิธีการจุดคืออัดความดันในถังเพียงเล็กน้อย และ
เปิดวาล์วให้หัวเตาพ่นละอองน้ำมัน(เบนซิน)ออกมา เพื่อใช้น้ำมันเบนซินจากในถังมาเป็นเชื้อเพลิงเผาหัว เมื่อจุด
ไฟเผาหัว ก็ทำการเพิ่มความดันในถังด้วยปั๊มลมเพื่อช่วยให้เตาเข้าสู่เสถียรได้เร็วกว่าวิธีเผาหัวเพียงอย่างเดียว ข้อดี
อีกประการหนึ่งของเตายุค 3 ก็คือไม่ตกพกแอลกอฮอล์เพิ่ม

ตัวอย่างเตายุค 3 ได้แก่เจ้าเตาลูนาร์โมดูล (Coleman PEAK1) ของผม

เจ้าเตา Omnifuel ยุคที่4 ตัวนี้ถ้าอยากดูก็ไปขอตาเกิ้นชมได้ครับ

เตายุคที่ 4 หรือยุคปัจจุบัน ได้แก่เตาสารพัดเขมือบ (Multi-Fuel Stove) เนื่องจากความต้องการของนักท่องธรรมชาติ
ที่อยากได้เตาที่ใช้น้ำมันได้หลายหลากประเภท รวมทั้งการแยกถังน้ำมันออกจากหัวเตาซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูง
กว่าเดิม แถมเตาแบบแยกถังนี้สามารถเติมน้ำมันหรือเปลี่ยนถังได้ง่ายกว่า จะพกถังน้ำมันเพิ่มเป็นถังสำรองก็ได้
ตัวอย่างเตายุคปัจจุบัน ที่นักเดินป่ามือโปรเมืองไทย (และต้องมีตังส์ด้วย)รู้จักกันดีได้แก่เตา MSR Dragonfly ครับ

"เจ้าคอปเตอร์"

นี่แหละครับ โฉมหน้าเจ้าคอปเตอร์ของผม ดูหล่อไหมครับ

เพื่อนๆร่วมกันให้สมญานามนี้ แก่เจ้าเตา Svea123 ทันทีที่ผมจุดเตาติดเรียบร้อย เพราะเสียงไอน้ำมันเบนซิน
ที่ถูกฉีดออกมาจากหัวเตาแล้วสันดาปเกิดเป็นพลังงานความร้อนและพลังงานเสียง "บึบ บึบ บึบ..." อย่างเป็น
จังหวะทำให้ฟังคล้ายกับเสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์แหวกอากาศ เรียกว่าถ้าคอหนังสมครามหากมาได้ยินเสียง
เจ้าคอปเตอร์แล้วรับรองชวนให้นึกถึงฉากเริ่มต้นของหนังเรื่อง Apocalypse Now เลยละครับ

หลักการทำงานของเจ้าคอปเตอร์ก็เหมือนกับเตารัสเซียทุกประการ แต่การออกแบบเตานั้นออกจะท้าทายกว่าเตา
รัสเซีย(หรือ Optimus8R) มาก ในขณะที่เตารัสเซียนั้นทำการแยกถังน้ำมันออกห่างจากหัวเตาแถมยังมีแผ่นโลหะ
ทำหน้าที่เป็นฉากกั้นความร้อนไม่ให้เปลวไฟจากหัวเตาลามเลียมาโดนถัง แต่เจ้า SVEA123 กลับใช้ถังน้ำมันทำ
หน้าที่เป็นถ้วยอุ่นน้ำมัน!! โดยออกแบบให้หัวเตานั้นติดตั้งอยู่กลางด้านบนถังน้ำมันและถังบริเวณรอบหัวเตาเป็น
แอ่งเว้าลงไปเพื่อทำหน้าที่เหมือนเป็นถ้วยใส่แอลกอฮอล์ในการอุ่นน้ำมันเบนซินให้ร้อน(ในต่างประเทศใช้เจลแอล
กอฮอล์บรรจุในหลอดยาสีฟัน)  นั่นก็หมายความว่าเวลาจุดแอลกอฮอล์อุ่นน้ำมันก็ทำการจุดไฟอยู่บนถังน้ำมัน
เบนซินนั้นเอง!! ดังนั้นก่อนที่ท่านคิดจะจุดเจ้าSVEA123 โปรดแน่ใจว่าฝาถังน้ำมันได้ปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว ไม่เช่น
นั้นอาจจะโดนข้อหาเผาป่าโดยไม่เจตนาจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้.. เหอะ เหอะ...

การออกแบบตามแนวคิด KISS ของเจ้า SVEA123

หนูเลเขียนไปเหมือนกับเจ้าเตา SVEA123 นี้ดูจะไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย แต่ถ้าออกแบบไม่ปลอดภัยและไม่เจ๋ง
จริงแล้วละก้อ รับรองเจ้า SVEA ก็หอบเสื่อกลับบ้านไปนานแล้วครับ ข้อดีของการที่ให้ถังน้ำมันอยู่ติดกับหัวเตาคือ
ความเสถียรของเตาที่สูงในขณะที่ทำการหรี่ไฟ เจ้าความเสถียรของเตา SVEA123 นี้ทำให้มันไปกินรวบเตาสนาม
ตัวอื่นๆ เมื่อนำไปใช้บนยอดดอยสูงๆที่พวกนักปีนเขาชอบไปพิชิตกัน และจำนวนชิ้นส่วนที่น้อยกว่าก็เป็นไปตาม
หลักการ "KISS- Keep It Simple, Sweetheart!!" หรือง่ายๆแต่ใช้งานได้ดี สิ่งที่ตามมาก็คือความทนทานที่มาก
กว่า (เพราะมีชิ้นส่วนน้อยกว่า) และต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่านั่นเองครับ

วัสดุทำจากทองเหลือง และอลูมิเนียมเกือบทั้งหมด
ทำให้ SVEA123 อายุยืน

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของเจ้า SVEA123 คือส่วนประกอบหลักของเตาทั้งหมดทำมาจากโลหะปลอดสนิม จะเรียก
ว่าเกือบจะเป็นเตา Marine type Stove ก็ได้ครับ โดยชิ้นส่วนเตาและที่บังลม(ซึ่งมี 3 ขาหมุนออกมาทำหน้าที่เป็น
ขาตั้งหม้อ)ทำด้วยทองเหลือง ส่วนฝาครอบเตาซึ่งเอามาต่อด้ามก็แปลงกายเป็นหม้อใบขนาดจิ๋ว (ไม่พอเอาไป
ทำบะหมี่กลางดงหรอกครับ พอแค่ต้มน้ำทำกาแฟ 1 แก้ว) ก็ทำด้วยอลูมิเนียม สำหรับก้านต่อวาล์วปรับไฟและ
ขาวางหม้อนั้นทำด้วยเหล็กที่มีส่วนผสมต้านสนิม (แต่ถ้าโดนน้ำเกลือก็คงไม่รอด)ซึ่งก็ทนทายาดพอสมควร ดังนั้น
จึงไม่แปลกที่นักแค้มปิ้งหรือนักตกปลาในต่างประเทศหลายคนที่ยังคงใช้เตา SVEA123 มรดกจากปู่หรือพ่อกัน
อยู่ในขณะที่เตาสนามน้ำมันเบนซินตัวอื่นๆที่ส่วนประกอบของเตาทำมาจากเหล็กหรือสังกะสีจึงไม่ค่อยจะสืบทอด
มาถึงลูกหลานสักเท่าไร

ด้วยความสูงของเตา+หม้อเพียง 5 นิ้ว
ทำให้ SVEA123 ถูกจัดเป็น"เตาจิ๋ว แต่แจ๋ว"ครับ

จุดเด่นประการสุดท้ายของ SVEA123 คือขนาดที่เล็กกระทัดรัดมากเมื่อเทียบกับเตาน้ำมันสนามในอดีต-ปัจจุบัน
 แต่หนูเลไม่ได้บอกว่าเจ้า SVEA123 เนี่ยตัวเล็กสุดนะครับ เดี๋ยวจะโดนเซียนนักสะสมเตาค้อนเอาได้ เพียงแต่
เจ้าเตาน้ำมันสนาม "จิ๋ว"ตัวอื่นยังไม่ "แจ๋ว"พอ ด้วยเหตุนี้เจ้า SVEA จึงได้ครองความเก๋าอยู่ได้จนถึงวันนี้

เก่าไป-ใหม่มา

แน่นอนครับว่าเจ้า SVEA123 ก็หนีไม่พ้นสัจธรรมของการ "เกิด-เสื่อม-สูญ" ไม่แตกต่างจากสิ่งอื่นๆในโลกนี้  ใน
ขณะที่เตาน้ำมันแยกถังรุ่นใหม่ๆซึ่งเป็นเตาสารพัดเขมือบ (Muti-fuel)  ช่วยให้นักเดินทางอาชีพตัดความกังวล
ในเรื่องประเภทเชื้อเพลิงที่ต้องไปหาเอาดาบหน้า หรือความง่ายดายในการใช้งานของเตาแก๊สสนาม ทำให้นัก
เดินทางเริ่มหมดความนิยมเตาน้ำมันเบนซินสนาม ส่งผลให้บริษัท SVEA จำต้องปิดกิจการลงและขายตราสินค้า
พร้อมลิขสิทธ์การผลิต SVEA123R ให้แก่ บริษัท Optimus ซึ่งเป็นคู่แข่งสัญชาติเดียวกันไป ตอนนี้ SVEA123R
จึงได้กลายเป็นเพียงชื่อสินค้ารุ่นหนึ่งของผลิตภัณฑ์ Optimus เท่านั้น

ผมเองก็ติดใจกับความสะดวกสบายของแก๊สกระป๋องจนนิสัยเสีย แต่ถ้าถามผมว่าจะเลือกพกเตาตัวไหนของผม
ใส่เป้ออกไปเดินป่าไกลๆแล้วละก้อ เจ้า SVEA123R เป็นคำตอบสุดท้ายครับผม!

หนูเล
ธค. 45

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com