Home

Something About Pottery I...หม้อสนาม
เตาและตะเกียง
เตาแคมปิ้งภาค 1
เตาแคมปิ้ง 2
เตาแคมปิ้ง Episode 3
SVEA 123R
เตาทหาร
Pottery I
ตะเกียงเจ้าพายุ
ซื้อตะเกียงมือสอง
ตะเกียงมือสอง 2
เล่นตะเกียง 1
รีวิว "ดาวเหนือ"
Coleman 200
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

"หม้อ(สนาม)ของหนู(เล)"

ต้องขอใช้ชื่อเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษครับ ชื่อเรื่องภาษาไทยมันจะดูเร้าใจพิกล หลังจากพยายามตั้งชื่อตั้งแต่
"เรื่องหม้อ หม้อ" หรือ "หม้อของหนู(เล)"..... เดี๋ยว rating ของ Thailandoutdoor จะกระฉูด หรือจะต้องเปลี่ยน
ชื่อเวปมาเป็น Thailand_X_Outdoor ทำให้ตาเกิ้นต้องไปเสียเงินลงทะเบียนชื่อ Website ใหม่อีก

จะว่าไปแล้วในบรรดาอุปกรณ์ camping ทั้งหลายทั้งปวงนั้น หม้อ(ข้าว)นับเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นยิ่งยวดเลยครับ
ไม่มีเต๊นท์ หรือเปล ยังขึงฟลายชีตปูผ้าใบนอนข้างกองไฟได้.. เตา/ตะเกียงก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเพราะฟืนก็เป็นสิ่งที่หา
ได้ในป่า (แต่ถ้าเจอฟืนเปียกก็เหนื่อยกันหน่อยละครับ) แต่ถ้าไม่มีหม้อละก้อ อดข้าวแน่นอนครับ เว้นเสียแต่ว่าไป
กับเจ้าป่าอย่างชาวกะเหรี่ยงก็พอจะรอดด้วยวิชาหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่....ดูง่ายๆขนาดนักเดินป่ามือโปรฯอย่าง
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังต้องหม้อสนามพกเป็นสมบัติประจำกายคู่กับข้าวสาร ปืนและเป้เลยครับ นับประสาอะไรกับ
นักเดินทางท่องป่ามือสมัครเล่นอย่างพวกเรา
 

หม้อทำกับข้าว

โฉมหน้าหม้อแม่-ลูกที่อยู่ในลังอุปกรณ์แค้มป์คาร์ของหนูเล

เรื่องของหม้อ(ข้าว)ที่ใช้คู่ครัวเคลื่อนที่เนี่ย จริงๆเราก็สามารถแบ่งประเภทได้หลายแบบ อย่างเช่นถ้าเราไปเที่ยว
แบบรถถึงที่พักแรมและไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ หม้อ(ข้าว)ที่เราใช้ก็คงเป็นหม้อหูขนาดใหญ่ที่แอบไปหยิบจากในครัว
ที่บ้านมาพร้อมกับเตาแก๊สปิคนิค ส่วนนักแค้มป์คาร์ตัวยงอย่างหนูเลที่ใช้รถกระบะ 4x4 ขนาดจ้อย (Suzuki Sporty)
และเตรียมพร้อมที่จะเที่ยวอยู่ตลอดเวลา (จริงๆคือขี้เกียจจัดของ) ก็ใช้ชุดหม้อแค้มปิ้งชนิดหม้อแม่-ลูก - หมายถึง
ในชุดมี 2 ใบ โปรดอย่าคิดมาก - ที่เป็นโภชนภัณฑ์ขายตามร้าน Outdoor ทั่วไป บรรจุอยู่ในลังมหัศจรรย์ของผม
พร้อมกับเครื่องมือประกอบการทำ/การกินอาหารอย่างอื่นอันได้แก่ มีด เขียง เตาแก๊ส / ตะเกียงแก๊ส แก๊สกระป๋อง
จาน ช้อน แก้ว ขวาน ฟลายชีต เชือก เปลนอนเล่น ฯลฯ โดยบนฝาลังมหัศจรรย์ใบนี้หนูเลเอาปากกาเมจิกเขียนตัว
 "U" (Utensil) ส่วนลังมหัศจรรย์อีกใบที่บนฝามีลายมือขยุกขยิกของหนูเลเป็นตัว "F"(Food) ก็มีตั้งแต่ข้าวสาร
ข้าวเหนียว มาม่า อาหารกระป๋องประจำครัวเช่นปลากระป๋องตราอะยัม หรือตราหกเต้า, คอร์นบีฟ, ปลาทูน่าใน
น้ำมันพืช, หอยลายกระป๋อง ฯลฯ ของหวานประจำวันอันได้แก่ ถั่วเขียว นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องปรุงต่างๆเช่น พริก
กระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว เรียกว่าถ้าไม่ลืมก็แอบจิ๊กจากครัวที่บ้านไป อย่างอื่นก็ได้แก่ เครื่องต้มยำ /แกงป่า
ซองตราโลโบ น้ำมันพืช น้ำปลา เกลือ น้ำตาล กาแฟซองชนิด 3ใน 1 และชาเย็นเนสทีพร้อมชงดื่มที่หนูเลชอบเอา
มาชงเป็นชาร้อนดื่ม...อร่อย... เรียกว่าจับเสื้อผ้าและเปลยัดใส่เป้ พร้อมขนลังมหัศจรรย์ 2ใบนี้ พร้อมผ้าพลาสติกปู
พื้นขึ้นท้ายรถ ก็ไปนอนเล่นแค้มป์คาร์เล่นตามอุทยานต่างๆได้แล้วครับ

หม้อสนาม

ตาเกิ้นกำลังขะมักเขม้นตั้งคานแขวนหม้อ

แต่ถ้าจะพูดถึงหม้อสำหรับนักเดินทางเที่ยวธรรมชาติ (ด้วย 2 ขาของตัวเอง) ประเภทที่ตาเกิ้นเรียกว่า "ทัวร์กิน-นอน"
...แต่กว่าจะได้กินจะได้นอนเดินแบกเป้กันเกือบขาดใจ...แล้วละก้อ หม้อสนามก็เป็นโภชนภัณฑ์ท่องไพรประจำกายที่
เหมาะสมที่สุดครับ เนื่องจากขนาดที่กะทัดรัด รูปทรงเหลี่ยมๆที่ไม่กินพื้นที่ เอาใส่เป้ไม่เกะกะ แข็งแรงทนทาน ราคา
ไม่แพง และที่สำคัญคือ หูหม้อที่ยาวและออกแบบให้ใช้สำหรับแขวนบนไม้คาน ทำให้สะดวกในการหุงหาอาหาร
ด้วยไฟฟืน โดยเฉพาะการหุงข้าวด้วยกองไฟ นอกจากนี้ เจ้าหม้อสนามก็ยังออกแบบให้มีฝา 2 ชั้น (ชั้นนอกชั้นใน)
ซึ่งเราสามารถเอาฝาชั้นในไว้ใส่กับข้าว หรือทำเป็นจานข้าวส่วนตัวได้อีก เรียกว่าออกแบบให้ใช้งานในป่าได้อย่าง
ลงตัวทีเดียวครับ ส่วนผู้ที่คิดค้นเจ้าหม้อสนามนี้ หนูเลก็ไม่ทราบครับว่าเป็นใคร รู้แต่ว่ามีใช้มานมนานหลายสิบปี
แล้ว เข้าใจว่าจุดกำเนิดของหม้อสนามน่าจะมาจากการออกแบบหม้อไว้ใช้ต้มน้ำทำอาหารสำหรับทหารราบของ
กองทัพในต่างประเทศ ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดทราบประวัติความเป็นมาก็ช่วยแจ้งหนูเลด้วย จะได้นำมาลงเพิ่ม หรือ
จะเขียนเรื่อง Something abt Pottery II ส่งมาให้ตาเกิ้นลงก็จะยิ่งดีใหญ่เลยครับ

ตาเกิ้นกำลัง"ใส่ไฟ" (งานถนัด)ให้โชติช่วงท่วมหม้อ

ข้อเสียของเจ้าหม้อสนามก็เห็นจะได้แก่รูปทรงที่ค่อนข้างสูงปากแคบ และฝาหม้อที่เปิดยากทำให้เป็นที่ยาก
ลำบากต่อพ่อ/แม่ครัวประเภทชิมไปปรุงไปครับ วิธีการหุงข้าวหรือทำกับข้าวด้วยหม้อสนามก็คือพยายามเปิดฝา
หม้อให้น้อยสุด และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเปิดฝาหม้อตอนตั้งอยู่กลางกองไฟเพราะบรรดาเขม่าฟืนก็จะได้โอกาสกรู
กันลงไปทำให้รสชาติเปลี่ยนแล้วจะมาโทษว่าว่าพ่อครัวหัวป่า*อย่างหนูเลไม่เตือนนะครับ วิธีที่พ่อครัวสนามอาชีพ
(เจ้าหน้าที่ป่าไม้) ทำกันก็คือเตรียมเครื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย เช่นถ้าทำต้มยำปลากระป๋องก็ เอาหม้อสนามใส่น้ำ
ตั้งไฟ ระหว่างรอน้ำเดือด ก็จะเปิดกระป๋อง ทุบกระเทียม,ตะไคร้ ฉีกใบมะกรูด บีบมะนาว เกลือพร้อม พอน้ำเดือดก็
ยกหม้อลงจากไฟ เปิดฝา ปล่อยปลาและเครื่องปรุงลงหม้อ ชิมจนชอบ แล้วเอาไปตั้งไฟใหม่พอเดือดได้ที่ก็เอาลง
มาเปิดฝาเท่านี้ก็มีต้มยำพร้อมซดรสแซบแล้วล่ะครับ

ขยับหม้อออกจากไฟหลังจากที่ข้าวหม้อแรกเริ่มสุก

นูเลยังจำได้ว่าสมัยยังละอ่อนต่อการหุงข้าวด้วยหม้อสนาม เวลาหุงข้าวทีทุลักทุเล และเป็นที่ขัดหูขัดตาต่อนัก
ท่องไพรอาชีพที่พาเดิน-เจ้าหน้าที่ป่าไม้-เป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วงที่ต้มข้าวต้องคอยเปิดฝาหม้อสนามเพื่อ
คนข้าวไม่ให้ติดก้นหม้อ คนไปก็คอยชิมไปว่าข้าวเริ่มสุกหรือยัง พอข้าวเริ่มบานก็ทำการ"เช็ดน้ำ" รินน้ำข้าวออกใส่
ถ้วยเอามาใส่เกลือรับประทานก่อนอาหารเป็นออเดิร์ฟร้อนเป็นที่สนุกสนาน เมื่อเช็ดน้ำแล้วก็ทำการอุ่นข้าวไปเรื่อยๆ
จนข้าวระอุสุกได้ที่จึงอันเป็นเสร็จพิธี เรียกว่าจะได้กินข้าวแต่ละมื้อมือไม้พองโดยตลอด แถมยังต้องดูแลประคบ
ประหงมเจ้าหม้อข้าวชนิดไม่ให้ห่างตา เรียกว่าเผลอเมื่อไรเป็นข้าวไหม้ทุกที จนในที่สุดเมื่อสักเกือบ 10 ปีแล้ว
หนูเลก็ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์หุงข้าวด้วยหม้อสนามจากพี่ทิวา พิทักษ์ภูผา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ แห่งหน่วยพิทักษ์ป่า
ตะเคียนทอง ทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อพี่เค้าทนดูการหุงข้าวของพวกเราไม่ได้เลยทำการ on-the-job training ซะ 2 หม้อ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งตาเกิ้นและหนูเลก็ไม่เคยเสียหน้าเรื่องก้นหม้อเป็นลายข้าวสารอีกต่อไป...ฮ่า ฮ่า  สำหรับสูตร
การหุงข้าวนั้นก็อ่านได้จากภาคผนวกเลยครับ ส่วนท่านใดจะสนใจจะเชิญตาเกิ้นไปเป็นวิทยากรภาคปฏิบัติละก้อ
ท่านลองโทรไปชวนออกเดินค้นหา-พิชิตยอดเขา/น้ำตกใหม่ดูซิครับ รับรองไปแน่นอน แต่ถ้าจะชวนหนูเลละก้อขอ
ทริปเดินน้อยๆ น้ำห้วยใสไหลเย็น ร่มรื่นประเภทผูกเปลนอนได้ทั้งวัน นะครับ..

หม้อ(สนาม)ของหนู(เล)

พอข้าวสุกทั้ง 2 หม้อคราวนี้ก็อังไฟเพื่อให้ข้าวสวยได้ที่...Yummy

"ก้นดำ หม้อลาย" น่าจะพอใช้บรรยายสภาพหม้อสนามของหนูเลได้ครับ ไอ้เรื่องก้นหม้อสนามดำนั้น ผมว่าเป็นทุก
หม้อครับ นักเที่ยวอาชีพประเภทแค้มป์คาร์(แต่แค้มป์หลังจากเดินแบกของจากจุดจอดรถไปหลายวัน) เค้าไม่ยอม
ใช้หม้อใหม่หรอกครับ ดูเป็นมือใหม่ไม่โปรฯ ส่วนเจ้าหม้อสนามที่ขายในบ้านเราตามหลังกระทรวงหรือจตุจักรเนี่ยก็
แปลกครับ ปรกติโรงงานผลิตหม้อเค้าจะพ่นสีเขียวทหารมานัยว่าเป็นยุทธภัณฑ์จึงต้องใช้สีทหาร  ไอ้สีที่พ่นเนี่ยตัวดี
ครับ เพราะพอเอามาแขวนราวบนกองไฟสีที่พ่นบนหม้อก็จะโดนไฟเผาเหม็นตลบ อบอวนไปทั้งแค้มป์เลยครับ แล้วสี
ของหม้อสนามก้อจะค่อยๆเปลี่ยนสภาพเป็นสี "รมดำ" แท้ๆ ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านเพิ่งซื้อหม้อสนามมาใหม่ก็อย่าเพิ่ง
เอาไปออกทริปแบบนั้นนะครับ เดี๋ยวจะโดนดูแคลนว่าเป็น "มือใหม่"เอานะ  ให้เอาหม้อทำการรมดำบนเตาฟืนให้
หายเหม็นสีเคลือบหม้อก่อนแล้วจึงเอาไปใช้หุงข้าว/ต้มน้ำ จะปลอดภัยต่อสุขภาพกว่า แถมจะดูเป็นโปรฯ อีกต่างหาก

วงสนทนาพร้อมชิม"ยอดข้าว"ระหว่างรอข้าวสุก, พี่เสธ.อช.กุยบุรี-ตาเกิ้น

ส่วนหม้อลาย-ก้นหม้อด้านใน-ลายเป็นเม็ดข้าวสารเนี่ยก็หายากครับ เพราะลายนี้เกิดจากเมล็ดข้าวก้นหม้อที่ขาด
น้ำและอยู่กลางกองไฟเป็นเวลานานจนเกิดปฏิกริยาทางเคมีแปลงสภาพคาร์โบรไฮเดรดของเมล็ดข้าวที่เกือบจะสุก
กลายเป็นคาร์บอนอันมีโมเลกุลที่มีพันธะแนบแน่นกับโลหะอลูมิเนียมของก้นหม้อ ..พูดภาษาง่ายๆก็คือข้าวก้นหม้อ
ไหม้อย่างรุนแรง จนขัดไม่ออกครับ นัยว่ามัวแต่นั่งคุยกันจนไม่เบิ่งว่าเกิดอะไรกะอาหารหลักมื้อเย็น แถมยังนั่งเหนือ
ลมและจมูกตันอีกต่างหากจึงไม่ได้กลิ่นไหม้ขนาดนั้น ดังนั้นหม้อสนามของหนูเลจึงมีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ในหม้อ
สนามทั่วไป ถ้าท่านใดสนใจอยากได้ไว้ครอบครองก็เอาหม้อใหม่มาแลกสิครับ

 บรรยากาศรอบแค้มป์อันแสนเรียบง่ายตามแบบ "ทัวร์ กิน-นอน"

เขียนคุยซะเหมือนเป็นโปรฯหม้อสนาม จริงๆหนูเลก็ไม่ได้เอาเจ้าหม้อสนามออกโรงเสียนาน เคยไปอยู่ในห้องเก็บของ
ที่บ้านตาเกิ้นเป็นปีเลยครับ เพราะหลังจากที่เลิกแบกเป้ไปเที่ยวกันเองหันไปเที่ยวกับพี่หน่อย แห่งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า
และพันธุ์พืช ก็ไม่ต้องทำอาหาร... พี่หน่อยจัดการหุงหาให้หมดอันเป็นการ spoil ลูกทริปเป็นอย่างมาก..อิ อิ  ยิ่งหนูเล
หันมาพกลังมหัศจรรย์ไปนอนแค้มป์คาร์แล้วยิ่งห่างจากหม้อ หนูเลก็เพิ่งเอาออกมาขัดๆถูๆ ใช้งานใหม่อีกทีเมื่อปีกลาย
เมื่อไปเดินชมดงยางที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี นัยว่าเป็นทริปซ้อมมือซ้อมน่องก่อน(เผลอไปตกปากรับคำ)ไปหุงข้าวกิน
บนยอดโมโกจูครับ

กระติกน้ำทหารรุ่นนี้ซื้อมาจากร้านแดงรัสเซียครับ มีก้นกระติกแปลงร่างกลายเป็นหม้อสนามใบย่อมได้
ตาเกิ้นกับผม vote ให้ value worth และ practical เต็ม 10 เลย

แปลกแต่จริงครับ จากสถิติหุงข้าวด้วยหม้อสนามของหนูเล 10 หนหลังสุดเนี่ย  ไม่เคยมีข้าวไหม้ติดหม้อข้าวเลยครับ สวยเรียงเม็ดน่ากิน (10-0) ในขณะที่หุงด้วยหม้อธรรมดาโดยใช้เจ้า"เตาจิ๋ว" เตาแก๊สกระป๋อง ปรากฎว่า 2 ครั้งหลังสุดเนี่ยไหม้ตลอด 2 หน (0-2) สงสัยหนูเลคงจะต้องขายเตาสนามที่สะสมไว้หันไปใช้ฟืนดีกว่า..

หนูเล
มีค. 46

* หัวป่า น. คนทำอาหาร คำแปลจากพจนานุกรมครับ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าหนูเลเป็นยอดพ่อครัวนะครับ แต่เป็นแค่
คนทำอาหารระดับ cook level 1 หรือที่ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า "พอแหลกล่าย"

ภาคผนวก: สูตรการหุงข้าวด้วยหม้อสนาม (สูตร พี่ทิวา พิทักษ์ภูผา แห่งหน่วยพิทักษ์ป่าตะเคียนทอง)
หุงข้าวเจ้านะครับ.. เคยมีคนสอนหนูเลหุงข้าวเหนียวด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำ On-the-Job Training เลยไม่มั่นใจ
เคยลองหุงแล้วกลายเป็นข้าวกวน.. เลยไม่แน่ใจว่าจำสูตรผิด หรือคนหุงม่ายล่ายเลื่อง..

    1. เทข้าวสารลงไปครึ่งหม้อ ซาวข้าว (หรือจะไม่ซาวก็ได้ถ้าใช้ข้าวสะอาด) แล้วเติมน้ำให้เต็มหม้อ สูตรนี้จะ
    หุงข้าวได้เต็มหม้อสนามพอดี เหมาะสำหรับคนหิวโซ (เดินมาสัก 10 กม.) กินได้ 4-5 คน
    2. แต่ถ้าสมาชิก 4 คนไม่หิวมาก หรือสมาชิกเป็นประเภทกินข้าวน้อย (หันไปกินยอดข้าวแทน) ก็เทข้าวสาร
    เต็ม 1 ฝานอกของหม้อสนาม แล้วเติมน้ำ 2 ฝา ตามสูตรข้าวหนึ่งน้ำสอง
    3. เอาใส่ไฟแรงเต็มที่ เอาไปวางกลางกองฟืนได้เลยครับ ไม่ช้าไม่นาน น้ำในหม้อก็จะเริ่มเดือดทะลักออก
    จากฝาหม้อโดยจะเห็นน้ำและไอน้ำพุ่งออกตามขอบฝาหม้อ
    4. ตอนนี้สำคัญสุด จะได้เปิบข้าวไหม้หรือดิบก็ตอนนี้ละครับ พอไอน้ำที่ต้มข้าวเริ่มเหือดต้องรีบเอาหม้อ
    ข้าวออกจากไฟ จุดสังเกตุคือจากน้ำ/ไอน้ำที่พรั่งพรูออกมามาก เปลี่ยนกลายเป็นเหลือไอน้ำน้อยๆ และจุด
    บอกว่าข้าวไหม้แล้วนั่นคือกลิ่นไหม้ อิอิ
    5. เอาหม้อข้าวออกจากกองไฟ แล้วเอาไปอังไฟห่างๆ ให้ข้าวระอุ หมุนหม้อไปมาเพื่อให้ข้าวระอุทั่วหม้อ
    ประมาณ 5 นาที  เท่านี้ก็จะได้ข้าวสุกอร่อยน่ากิน เรียงเม็ดสวยมาก แถมไม่มีติดก้นหม้อเลยครับ

ส่วนสูตรการหุงข้าวจากหม้อสนาม ได้มีคุณมือเก่าได้แต่งไว้เป็นกลอนอย่างไพเราะ post อยู่ใน www.trekkingthai.com
(คลังกระทู้เก่า) หนูเลขออนุญาต copy มาให้อ่านกันครับ

ความคิดเห็นที่ 22
ตอบพรานถึก ควายทุยคุยเรื่องหม้อ
อย่างไรหนอ จะได้กิน ข้าวสวยศรี
ต้องเติมน้ำ เหนือข้าว ให้พอดี
สักสององคุลี อย่าเกินไป

ก่อไฟรอ หม้อแขวนตั้ง อย่าพลั้งเผลอ
ให้น้ำเอ่อ เดือดล้น จนหยุดไหล
เปิดฝา*กมาดง ในทันใด
โดยใช้ไฟ อ่อน ๆ จะเข้าที

แล้วจะได้ ข้าวสุก ที่แสนสวย
ล้อมวงช่วย กันกิน อย่าเลี่ยงหนี
ใครหุงข้าว ไม่เป็น ตามวิธี
ได้ข้าวสี เกรียมไหม้ ใจสคราญ

อีกหม้อใหม่ บอกให้ อีกซักนิด
ก่อนจะคิด ใช้หุง ปรุงอาหาร
เทน้ำส้ม ต้มในหม้อ ให้นาน ๆ
จะช่วยการ ใช้งาน ให้ดีเอย

ได้รางวัลกินฟรีไหมท่านพรานถึกที่เคารพ
โดย มือเก่า เมื่อ 8 ส.ค. 44, 00:32 น.

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com