Tent logo02

Home

อุ้มผาง กลางสายฝน
อุ้มผาง กลางสายฝน
กินปลา เที่ยวเขื่อนป่าสัก
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

อุ้มผางเป็นชื่อที่เพยาว์ศรีได้ยินมานาน ตั้งแต่สมัยพ่อเป็นประธานคณะกรรมการก่อสร้างชุมสายโทรศัพท์ทั่วประเทศ
เมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน พ่อเล่าให้ฟังว่าสมัยนั้นออกเดินทางจากกรุงเทพ ล้อหมุนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ใช้เวลาเดิน
ทางทั้งวัน แล้วไปจอดอ้างแรมที่แม่สอดก่อน เพราะกว่าจะถึงก็พลับทุ่ม รวมระยะเวลาขาแรกแล้วกว่า 12 ชั่วโมง จาก
แม่สอดต้องใช้เวลาเดินทางไปอุ้มผางอีก 1 วัน เต็มๆ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าอำเภอชื่อแปลกๆในจังหวัดตากนี้ มัน
ไกลเกินราวกับอยู่คนละประเทศกับเรา

แต่พอชีวิตผ่านฤดูฝนไปสัก40กว่าครั้ง ปัญญาบรรเจิดกว่าตอนหนุ่ม เดินทางโชกโชนกว่าสมัยวัยรุ่น ทำให้เพยาว์ศรี
นึกได้ว่าเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้วเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ ช่วงล่าง หรือยาง มันสู้รถสมัยใหม่
ไม่ได้ ประกอบกับเป็นรถราชการ ใช้งานเกินคุ้ม แต่ปัญหาหลักทำให้การเดินทางใช้เวลาแสนนานน่าอยู่ที่คนขับซึ่งคง
จะเป็นข้าราชการเหมือนพ่อ ลองคิดดูว่ามีผู้โดยสารเป็นผู้อำนายการฝ่ายของรัฐวิสาหกิจเทียบเท่ากับรองอธิบดี นั่งอยู่
ด้านหลังสักสองสามคน คุณจะ "เกร็ง" ขนาดไหน รถหลวงก็ชราพอประมาณแต่คนนั่งชรากว่ารถ มิหนำซ้ำยังเป็นเจ้า
นายด้วย จะขับเร็วก็กลัวถูกตำหนิว่าประมาท ถึงเวลาเบรคทีก็กลัวเจ้านายหัวคว่ำคะมำทิ่ม พี่แกคงยอมเสียเวลาค่อยๆ
คลานไป ส่วนพ่อก็คงนั่งหลับนกตลอดทาง

ต้นเดือนกันยายน สองสัปดาห์ก่อนออกเดินทาง คุณอนุวัฒน์ เลขะวัฒนะ ผู้จัดการทั่วไป สโมสรขี่ม้า คนรักม้า ถนน
พระองค์เจ้าสาย รังสิตคลองสี่ ปทุมธานี (พิกัด N 13 59.740, W 100 41.143) มาสะกิดต่อมผจญภัย ชวนขี่แมงกะไซต์
ไปเที่ยวอุ้มผางกลางหน้าฝน จึงได้มีโอกาสศึกษาเส้นทางบนแผนที่อิเล็คโทรนิค MapSource Thailand ของบริษัท
ESRI (Thailand) รุ่นต้นแบบที่คุณวิชัยผู้จัดการฝ่ายการตลาด ส่งให้มาทดสอบ มาสรุปได้ว่าระยะทางจากกรุงเทพสู่
อุ้มผาง แท้จริงไม่ได้อยู่ไกลเหมือนที่เพยาว์ศรีเคยรู้สึกก่อนหน้า

IMG_0410

คุณอนุวัฒน์ เลขะวัฒนะ เจ้าของความคิด ขี่สองล้อ
สู่อุ้มผาง กลางสายฝน

อุ้มผาง ตั้งแต่อดีตกาลเป็นเมืองหน้าด่านชายแดนตะวันตก ติดกับประเทศเมียนม่าห์ (ก็เมืองพม่านั่นแหละ) มีพื้นที่
ประมาณ 4.3 ล้านตารางกิโลเมตร ถือได้ว่าเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนสยาม แต่มีผู้อาศัยแค่สองหมื่นกว่าคน พ
ื้นที่ 97 เปอร์เซ็นเป็นภูเขาครับ เพียงร้อยละสามเป็นที่ราบและลุ่มน้ำ

ประวัติการปกครองอุ้มผางค่อนข้างวกวน เดิมเป็นตำบลขึ้นอยู่กับจังหวัดอุทัยธานีมาถึงปี พ.ศ. 2411 ได้รับการยก
ฐานะมาเป็นตำบลแม่กลอง ในปี 2469 อำเภอแม่กลองถูกยุบกลายเป็นกิ่งอำเภอ แม่กลอง พร้อมกับโอนการปกครอง
จากอุทัยธานีไปขึ้นกับกำแพงเพชร พอถึงปี พ.ศ. 2499 เปลี่ยนชื่อเป็นกิ่งอำเภออุ้มผาง สุดท้ายในปี 2502 มาถึง
ปัจจุบัน ยกฐานะจากกิ่งอำเภอ มาเป็นอำเภออุ้มผาง และโอนให้ไปอยู่กับจังหวัดตาก วุ่นวาย วุ่นแซดดีนิ...

ชื่ออำเภออุ้มผางก็มีประวัติน่าสนใจไม่น้อยครับ มาจากคำในภาษากะเหรี่ยง "อุ้มผะ" หมายถึงกระบอกไม้ไผ่ มีฝาปิด
เอาไว้ใส่เอกสารเดินทางที่ชาวพม่า และกะเหรี่ยงต้องพกติดตัว พร้อมให้เจ้าหน้าที่ไทยตรวจสอบเมื่อจะผ่านแดน เจ้า
เอกสารชุดดังกล่าวก็คงจะคล้ายๆพาสปอร์ตสมัยนี้แหละ

หลังจากตัดสินใจว่าจะไปอุ้มผาง ขั้นต่อไปคือเลือกยานพาหนะ คุณอนุวัฒน์และเพยาว์ศรี เห็นพ้องต้องกันว่าจักรยาน
ยนต์ที่เหมาะสมในการเดินทางครั้งนี้คือ แมงกะไซต์ชนิดทรหดสำหรับเดินทางไกล (Touring Enduro) ของบีเอ็มดับบลิว
รุ่น R1150GS อักษรอาร์เป็นรหัสบอกถึงประเภทของเครื่องยนต์เป็นระบบสองสูบนอนยัน (Flat Twin) ที่รู้จักกันในนาม
Boxer ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ตัวเลข 1150 ระบุขนาดของเครื่องยนต์หน่วยเป็นลูกบาตรเซนติเมตร
หรือซีซี อักษรสองตัวสุดท้ายจีเอส เป็นภาษาเยอรมัน G ย่อมาจาก Gelaende แปลว่าออฟโรด ส่วน S มาจาก Strasse
แปลว่าถนน พูดง่ายๆก็คือ จีเอส เป็นรถมีสองบุคลิก เปรียบเสมือนรถอเนกประสงค์ที่เราเรียกกันติดปากว่า SUV (Sport/
Utility Vehicle) นั่นแหละ

บนคันกลาง (Cross Bar) ของแฮนด์จีเอส ผมเกาะเครื่องรับจีพีเอสของการ์มินรุ่น สตรีตไพล็อต 2610 (Street Pilot
2610) สายสัญญาณเสียงต่อเข้ากับระบบสื่อสารจักรยานของออโต้คอม (AutoCom) ผู้ขี่สามารถฟังข้อมูลบอกเส้น
ทางจากจีพีเอส, คุยกับผู้โดยสาร, ต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือ และวิทยุสื่อสารเพื่อติดต่อกับยานพาหนะคันอื่น ผ่านสาย
สัญญาณของเครื่องอินเตอร์คอม ส่วนรถคุณอนุวัฒน์ใช้จีพีเอสการ์มินรุ่น จีพีเอส II และอุปกรณ์สื่อสารออโต้คอมรุ่น
เดียวกับเพยาว์ศรี

A87T2384

จีพีเอสของการ์มินรุ่น StreetPilot 2610 เป็นเพื่อนนำร่องให้กับเพยาว์ศรีและคณะ ตลอดเล้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร

นอกเหนือไปจากแมงกะไซต์สองคัน ขบวนของเรายังมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อ Toyota Land Cruiser ขับปิดท้ายขบวนโดย
ปรมาจารย์ออฟโรด บ.ก.บ.ห. (ย่อมาจากบรรณาธิการบริหารครับ อย่าปคิดมาก) คุณเฉลิมพล หรือจื้อ เอาท์เตอร์เวย์
แต่วงการอเวจีเรียกกันว่าป๋าจื้อ ขนสัมภาระอุปกรณ์ถ่ายรูปและเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆที่จำเป็นบ้างไม่จำเป็นบ้าง และ
เป็นรถโดยสารสำหรับผู้ติดตามรวมไปถึงลูกชาย อภิชัย หรือน้องหนุ่ม ซึ่งเป็นทั้งผู้ช่วยถ่ายภาพและผู้โดยสารขี่มอไซต์
เกาะท้ายเพยาว์ศรีเวลาขับผ่านถนนเรียบตรง ฝนไม่ตก พอฟ้ารั่ว ถนนเริ่มคดเคี้ยวเป็นงูก็จะโยนออกจากอานขี่ส่งกลับ
ขึ้นรถ เพื่อความปลอดภัย

บนหน้าปัดแลนด์ครุยเซอร์ติดตั้งเครื่องรับจีพีเอสของการ์มินรุ่น จีพีเอสแม็ป 60 ซีเอส (GPSMap 60 CS)  เนื่องจาก
รถคันนี้ติดแผ่นฟิล์มกรองแสงบนกระจกหน้าทำให้ 60 ซีเอส ไม่สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมได้ จำเป็นต้องติด
เสาอากาศภายนอกรถยนต์วางไว้บนหลังคาคู่กับเสาอากาศของวิทยุสื่อสารใช้คลื่น 245 เม็กกะเฮิร์ทซ์

IMG_0273
IMG_0343

เครื่องรับจีพีเอส การ์มินแม็ป 60 ซีเอส เพื่อนร่วมทาง
แสนดีที่ขาดเสียมิได้ โปรแกรม MapSource Thailand
เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท ESRI (Thailand) โดยคุณวิชัย
 แสงหิรัญวัฒนา รองผู้จัดการทั่วไป

เราเริ่มออกเดินทางจากสโมสรขี่ม้า บ้านคนรักม้า ล้อหมุนเวลาประมาณ 06.30 น. ที่ออกเช้าก็เพราะทางคู่ขนานถนน
พหลโยธินขาออก เต็มไปด้วยโรงงาน หากออกสายกว่านี้รถจะติด เพราะถนนจะเต็มไปด้วยรถบัสขนส่งคนงานเข้า
ย่านอุตสาหกรรม อีกประการหนึ่งเราต้องการมีเวลาท่องเที่ยว ถ่ายรูปในตัวเมืองแม่สอดก่อนค่ำ

สำหรับจักรยานยนต์ถึงแม้คันจะเท่ากับสามล้อ แต่กฎหมายไม่ให้ใช้ทางพิเศษต้องวิ่งบนถนนธรรมดา ออกจากคอก
ม้าคลองสี่ฝั่งใต้ ใช้ถนนรังสิต-นครนายก (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305) เลี้ยวขวาเข้าถนนพหลโยธิน (ทางหลวง
หมายเลข 1) ส่วนรถแลนด์ครุยเซอร์ศักดินาวิ่งทางพิเศษมอเตอร์เวย์ได้ ใช้วงแหวนรอบนอกตะวันออกขาออก ไปเจอ
กันที่ชุมทางต้นทางหลวง 32 สายเอเชีย มุ่งหน้าอำเภอบางปะอิน อยุธยา

ทางหลวงสาย 32 เชื่อมต่อ 5 จังหวัดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย เริ่มจากปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา,
 อ่างทอง, สิงห์บุรี สิ้นสุดและบรรจบกับถนนพหลโยธิน (หมายเลข 1) ที่อำเภอมโนรมย์ ทิศเหนือของชัยนาท สภาพ
อากาศกลางฤดูฝน ไม่ร้อนมากนักมีแดดสลับกับเงาเมฆที่กระจัดกระจาย นาฬิกาข้อมือ Suunto บอกอุณหภูมิกลาง
แจ้งอยู่ที่ประมาณ 30-34 องศาเซลเซียส

หากคุณเดินทางด้วยมอเตอร์ไซต์ ใช้เส้นทาง 32 ช่วงระหว่างอยุธยาและอ่างทอง ให้ระวังลมพัดขวางถนนจะค่อนข้าง
แรง โดยเฉพาะขณะที่คุณแซงรถใหญ่เช่นรถบัส หรือรถบรรทุก บีเอ็มดับบลิว อาร์1150จีเอส น้ำหนักรถรวมคนขับร่วม
400 กิโลกรัม ยังถึงกับส่าย พื้นผิวจราจรขาออกมุ่งหน้าทิศเหนือค่อนข้างเรียบ แต่ขากลับเข้ากรุงเทพ ถนนช่องทาง
ซ้ายบางช่วงจะขรุขระเสียหาย ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ทั้งหลุมบ่อบนถนนและยานพาหนะที่เปลี่ยนช่องทางกระทันหัน

เมื่อใดก็ตามที่ผมเดินทางขึ้นเหนือใช้ถนนสาย 32 ผมมักจะใช้ปั๊มน้ำมันเจ็ท ที่อำเภอบางปะหัน พระนครศรีอยุธยา
หน้าวัดตลาดแก้ว (พิกัด N14 28.523 E100 31.927) เป็นจุดรวมพล เติมน้ำมันให้กับรถและคาเฟอีนให้คน สถานี
บริการแห่งนี้โอ่โถงกว้างขวาง ห้องน้ำสะอาดมาตรฐานเจ็ทครับ ภายในยังมีร้านกาแฟสดและเคาน์เตอร์เอาไว้ให้
สมาชิกมนุษย์มดง่าม นั่งพักอาศัยแอร์เย็นๆจิบคาปูชิโน่หลบแดด ก่อนออกห้อท่องถนนหลวง

เวลาประมาณ 8.50น. เรามาถึงเขตจังหวัดสิงห์บุรี เฮียจื้อ วิทยุแจ้งสมาชิกมดง่ามที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาบิดให้ชะลอ
ความเร็ว เข้าจอดรับประทานอาหารเช้าที่ร้านขายต้มเลือดหมูโด่งดังชื่อ เล็กชวนชิม (พิกัด N14 53.773 E100 25.255)
อยู่บนสาย 32 ฝั่งขาออก ก่อนถึงแยกตัดกับถนน 335 เข้าตัวเมืองสิงห์บุรี ประมาณ 850 เมตร ร้านนี้อาหารอร่อย
ห้องน้ำสะอาด จากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าจังหวัดชัยนาท
จากสุดเส้นทางสาย 32 เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1 พหลโยธินที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ระยะทาง 25 กิโลเมตร
ด้านซ้ายมือมีถนนสาย 122 เลี่ยงเมืองสภาพใหม่เอี่ยม หากท่านผู้อ่านไม่มีความจำเป็นต้องเข้าตัวเมืองนครสวรรค์
แนะนำใช้เส้นทางที่ว่านี้ ไม่ต้องผ่าเข้ากลางชุมชนให้เสียเวลา ได้ยินเสียงแว่วๆจากวิทยุสื่อสารในรถ Land Cruiser
ว่าผู้โดยสารอยากซื้อขนมโมจิ ของอร่อยประจำจังหวัด ตลอดข้างทาง 122 มีร้านขายของฝากเรียงรายเป็นระยะๆครับ
ที่สำคัญ ร้านเหล่านี้ตั้งอยู่นอกไหล่ทางจราจร ไม่ได้เป็นแผงลอยอยู่ข้างถนน จอดซื้อสินค้าได้อย่างปลอดภัย สะดวก
โยธิน

ถนนสาย 105 มุ่งหน้าแม่สอดแยกออกจากถนนพหลโยธิน หมายเลข 1 ที่อำเภอห้วยนึ่ง จังหวัดตาก จากต้นทาง
105 ไปจนถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติห้วยลานสาง เป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร ถนนยังพอคงความเป็นเส้น
ตรง ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเลที่ต้นทาง 130 เมตร ไต่ขึ้นเรื่อยๆไปถึง 230 เมตร

จากห้วยลานสางระยะทาง 16 กิโลเมตรถึงตลาดดอยมูเซอ คุณจะเริ่มสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติของภาคเหนือ ระดับ
ความสูงไต่ขึ้นไปจนถึง 850 เมตร ประกอบกับเมฆฝนดำทะมึนที่ระดับไม่กี่ร้อยเมตรปกคลุมยอดเขา ทำให้อุณหภูมิ
ลดลงเหลือเพียง 24 องศา ความร้อนที่ระอุขึ้นจากถนนคราอยู่บนพหลโยธินหายไปสิ้น กลิ่นควันพิษของไอเสียรถ
เปลี่ยนมาเป็นกลิ่นไอดิน กลิ่นต้นข้าวที่ปลูกเขียวขจีทั้งสองฝั่งถนน  สลับกับกลิ่นฟืนที่ชาวบ้านทั้งไทยและกระเหรี่ยง
จุดเพื่อหุงหาอาหารกลางวัน

เราจอดพักที่ตลาดดอยมูเซอ เพยาว์ศรีถือโอกาสปรับหน้าจอเครื่องรับจีพีเอสเพิ่มกำลังขยายของแผนที่ นอกเหนือไป
จากแนะนำเส้นทางสู่จุดหมาย ในสภาพถนนลัดเลาะเทือกเขาที่เราไม่สามารถมองเห็นอีกด้านของโค้ง แผนที่จีพีเอส
สามารถบอกให้รู้ได้ว่าโค้งข้างหน้ามีลักษณะเช่นใดก่อนไปถึง ทำให้ผู้ขี่มีโอกาส "แต่งตัว" ชิดขอบทางด้านนอก แตะ
เบรก เปลี่ยนเกียร์ ลดความเร็วให้เหมาะสมกับคุณลักษณะของถนน เตรียมตัว "เท" เข้าโค้ง

บนถนนสาย 105 จากตลาดดอยมูเซอ ระยะทาง 50 กิโลเมตร ถึงวงเวียนปากทางเข้าอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
เป็นทางคดเคี้ยวลงเขา ความสูงลดระดับมาเหลือเพียงประมาณ 240 เมตร เราตรงเข้าโรงแรมเพื่อลงทะเบียน และ
เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความชื้นจากเม็ดฝน ขี่แมงกะไซต์มาทั้งวันเพยาว์ศรีขอสบายบ้าง เลยเปลี่ยนมานั่งรถ
โตโยต้า แลนด์ครุยเซอร์โดยมีบอกอเหลิมเป็นโชเฟอร์ ออกจากโรงแรมใช้ถนนอินทรคีรี บรรจบกับถนนสาย 105 ก่อน
ถึงสนามบินแม่สอด มุ่งหน้าชายแดนไทย-พม่า

แม่น้ำเมยเป็นเส้นแบ่งเขตฝั่งตะวันตกระหว่างไทยกับประเทศเมียนมาร์ ตลาดริมเมยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสะพาน
มิตรภาพฯ สินค้าที่ขายมีตั้งแต่เครื่องมือขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เน้นราคาถูกคุณภาพก็ตามราคา
อาหาร และสินค้าพื้นเมือง ได้แก่เสื้อผ้าไปจนถึงเครื่องประดับ  สินค้าพื้นเมืองน่าจะเป็นของซื้อไว้ใช้เองหรือเป็นฝาก
ที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคืออาหารสำเร็จรูป เช่นขนมถุง และเครื่องกระป๋อง เพราะที่ซื้อมาทั้งหมดจาก
หลายร้าน เก่าหมดอายุกินไม่ได้ต้องโยนทิ้งลงถังขยะ

เช้าวันที่สองของการเดินทาง สายฝนโปรยปรายตั้งแต่สุริยายังไม่ส่องแสง เหมือนกับเป็นสิ่งบอกเหตุว่า การเดินทาง
สู่อุ้มผาง อีก 1,300 โค้งข้างหน้าไม่ธรรมดา คณะเดินทางรอจนถึงเวลาประมาณ 9.30 น. พระพิรุนท่านยังทำงานไม่
หย่อน จึงตัดสินใจเริ่มออกเดินทางตามถนนสาย 1090 จุดหมายแรกของเราคือ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ

ทางเขาน้ำตกพาเจริญ (พิกัด N16 29.914 E98 44.794) เลยสามแยกถนนสาย 1090 ตัดกับ 1206 ประมาณ 5
กิโลเมตร หรือเป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร จากวงเวียนทางเข้าอำเภอแม่สอด อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 660
เมตร เป็นน้ำตกหินปูนที่เกิดจากลำห้วยน้ำไหล มารวมกับแหล่งน้ำซับ มีลักษณะคล้ายกับขั้นบันไดขึ้นดอย มีความ
สูงถึง 97 ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นแอ่งน้ำ คณะเดินทางหยุดถ่ายรูป บริโภคบรรยากาศจนเป็นที่พอใจ แล้วออกเดินทางต่อ

IMG_0250

น้ำตกพาเจริญ 97 ชั้นของความงามธรรมชาติ เปรียบเสมือนบันไดจากสวรรค์ทอดลงสู่พื้นดิน

ถนน 1090 จากทางเข้าน้ำตกพาเจริญไต่ความสูงขึ้นเรื่อยๆ พอมาถึงอำเภอพบพระ ความมันส์เริ่มบังเกิด เส้นทาง
เลี้ยวลด มีโค้งทุกประเภท หักข้อศอก โค้งซ้าย หักขวา หักแล้วไต่ขึ้นเขา ฯลฯ มิหนำซ้ำฝนก็ยังกระหน่ำตกตลอดเวลา
อาจจะกล่าวได้ว่าตำรับตำราที่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับการขี่จักรยานยนต์ วันนี้มีโอกาสนำมาใช้ครบถ้วนทุกกระบวนท่า
สภาพถนนที่เปียกชื้นประกอบกับความคดเคี้ยวเสมือนขดเชือกที่คุณโยนลงกับพื้น ทำให้การขี่ต้องใช้สมาธิพอๆกับ
นั่งวิปัสสนา

DSC00011

ความเขียวชอุ่ม ชุ่มชื่น อุดมสมบูรณ์ของอุ้มผางกลางฤดูฝน
ภาพ: อภิชัย กมลคนธ์

DSC00037

เส้นทาง 1090 จากแม่สอดสู่อุ้มผาง คดเคี้ยว แถมเปียกชื้นไปด้วยฝน ให้ความตื่นเต้นไปอีกแบบ
แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง และที่สำคัญต้องไม่ประมาท
ภาพ: อภิชัย กมลคนธ์

48 กิโลเมตรจากน้ำตกพาเจริญ ที่ความสูง 1087 เมตร เรามาถึงหน่วยบริการข้อมูลทางหลวง (พิกัด N16 24.467
E99 00.384) ที่จอดรถลาดยางกว้างขวางพื้นระนาบเรียบ สามารถจอดมอไซต์ได้โดยไม่ต้องกลัวล้ม มีห้องน้ำ มาม่า
กระป๋องพร้อมน้ำร้อน กาแฟ และน้ำอัดลมไว้บริการให้ท่าน แถมยังมีโทรศัพท์สาธารณะอีก 2 ตู้ ให้คุณโทรบอกคนที่
บ้านว่า คุณปลอดภัยอยู่ระหว่างเดินทาง โทรศัพท์มือถือนั่นหรือ ไม่ว่าจะเป็นระบบเอไอเอส ดีแทก ออเร็จ เลม่อน
บานาน่า ปาปาย่า มันตายสนิท เด๊ดสะมอเร่ ตั้งแต่ทางเข้าน้ำตกพาเจริญแล้ว

DSC00026
DSC00027

หน่วยบริการข้อมูลทางหลวง (พิกัด N16 24.467 E99 00.384) บนถนนสาย 1090 ที่จอดรถกว้างขวางสามารถ
จอดมอไซต์ได้ มีห้องน้ำ บะหมี่กระป๋องไว้บริการให้ท่าน แถมยังมีโทรศัพท์สาธารณะอีก 2 ตู้
ภาพ: อภิชัย กมลคนธ์

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย มนุษย์มดง่ามเพยาว์ศรีและคุณอนุวัฒน์บิดตามถนนสาย 1090 หลักกิโลเมตรที่ 113
เรามาถึงยอดเขาความสูง 1330 เมตร  ห่างไปอีก 2 กิโลเมตรมีที่พักสายตรวจ กม. 15 สภอ. อุ้มผาง (พิกัด N16 14.
669 E98 59.909) มีห้องน้ำและที่จอดรถ คุณสามารถเดินยืนเส้นสาย กินลมชมวิวได้ตามใจชอบครับ

IMG_0290
IMG_0292

เพยาว์ศรีและคุณอนุวัฒน์ เลขะวัฒนะ บนถนนสาย 1090 ก่อนพระพิรุนจะโปรย

IMG_0312

ฝนจ้าฝน มาพร้อมกับความหนาวเย็น สนุกตื่นเต้นไปอีกแบบ

DSC00060

ดอยหัวหมด อยู่บนถนนสาย 1090 หนึ่งในสถานที่น่าท่องเที่ยวภายในอำเภออุ้มผาง
ภาพ: อภิชัย กมลคนธ์

ในขณะที่ความสูงของเส้นทางสู่อุ้มผางลดลง ความสวยงามของธรรมชาติเพิ่มความตระการตาขึ้นเรื่อยๆ เมฆฝนปก
คลุมหุบเขาซึ่งเขียวขจีไปด้วยต้นไม้และใบหญ้า แซมด้วยสีเทาของหลังคาบ้านทำด้วยใบต้นสัก เรียกกันว่าใบตองตึง
ที่อำเภอแม่กลอง 3 กิโลเมตรก่อนถึงปากทางเข้าอำเภออุ้มผาง คุณชูศักดิ์ หทัยสุทธิ คนกรุง(เทพ)แต่เบื่อความแออัด
อพยพมาหาธรรมชาติ เปิดรีสอร์ตชื่อ แคมป์สุขเสถียร (พิกัด N16 03.170 E98 51.296) ทำหน้าที่เป็นไกด์ และเพื่อน
ร่วมทาง ยืนอมยิ้มรอคณะอยู่หน้าทางเข้า พอถึงที่พัก คุณชูฯก็แนะนำให้พวกเรารีบนอนแต่หัววัน เพราะเส้นทางในวัน
รุ่งขึ้นต้อง "เดินเท้า" ไกลหลายลี้ เอ๊ะ อย่างไรกัน ก็ก่อนออกจากกรุงเทพฯ พรรคพวกบอกว่า พอถึงอุ้มผางแล้วจะพาไป
ล่องแก่ง แล้วขึ้นหลังช้างไปดูน้ำตกทีลอซูนี่นา เอ...

IMG_0305
IMG_0309

ภาคที่เราจะได้ลงเรือ เนี่ย จริงครับ เช้าวันที่สาม คุณชูศักดิ์พาเรานั่งรถไปที่ตลิ่ง ลำแม่น้ำกลอง มีเรือยางจอดรอสอง
ลำพร้อมทีมงานประกอบด้วย คุณกงไกร คำลือ (เก๋) หน้าที่พ่อครัว, คุณชูชาติ  คำสุข (ชาติ) ไกด์, คุณพเยาว์  มูลเขียว
(เยาว์) ไกด์, คุณหนึ่งผู้ช่วยพ่อครัว และนักนิยมไพรอีกสองท่าน คุณหม่อง วันนิวัติ อัศธนไพศาล เจ้าของโรงงานเครื่อง
ประดับ แถวดิโอลด์สยาม และตากล้องระดับถ้วยพระราชทาน ม. เชียงใหม่ คุณอ้วน สุเมธี เพชร์อำไพ รูปสวยๆประกอบ
บทความอุ้มผางฉบับนี้ ส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของคุณอ้วนนี่แหละ

DSC00063

เรือยางจัดหาโดยแคมป์สุขเสถียร พาคณะล่องลำน้ำแม่กลอง

หนังสือแนะนำท่องเที่ยว Trips Magazine ฉบับพิเศษ ฉลองครบรอบ 4 ปี ระบุว่าลำน้ำแม่กลองมีต้นกำเนิดบนเทือก
เขา ตำบลโมโกร อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เป็นลำห้วยหลายสายมารวมกันที่ปากห้วยแม่จัน แล้วไหลลงทิศใต้เข้า
เขตจังหวัดกาญจนบุรี เปลี่ยนชื่อเป็นแม่น้ำแควใหญ่ ไหลไปรวมกับแม่น้ำแควน้อยกลับมาเป็นลำน้ำแม่กลอง แล้ว
ไหลออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม

เราล่องลำน้ำแม่กลอง ไปถึงอำเภอท่าทรายเป็นระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร ผ่านร่องเขาบางแห่งสูงเสียดฟ้า
บางแห่งแคบจนกลายเป็นแก่งกระทั่งจีพีเอส 60 ซีเอส ไม่สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมได้ สายน้ำนำเราผ่าน
น้ำตกทีลอจ่อ หรือน้ำตกสายฝน เราสามารถเข้าใกล้จนน้ำที่ตกลงจากหน้าผาเป็นเสมือนม่านฝน ใกล้ๆกับทีลอจ่อ
จะมีน้ำตกสายรุ้ง

ธารน้ำร้อน เป็นบ่อน้ำพุ (อุ่น) อยู่บนริมตลิ่งลำน้ำแม่กลอง มีขนาดค่อนข้างเล็ก คณะเดินทางไปเยี่ยมในช่วงวันทำงาน
ไม่ค่อยมีคนเท่าไรนัก แต่หากมาฤดูท่องเที่ยว คงจะต้องแก่งแย่งชิงดีกันพอดูทีเดียว จากนั้นเราก็จะผ่านแก่งอนุบาล
ชื่อตะโค๊ะบิ๊ บางทีก็สะกด ตะโครบิ ตามด้วยผาบ่อง เป็นรูขนาดใหญ่บนหน้าผาเกิดจากลมและฝนที่กัดเซาะเขาหินปูน

เราพักรับประทานอาหารเที่ยงที่อำเภอหินทราย ขณะกินข้าวกล่อง เพยาว์ศรีก็สอดส่ายตาหา "ช้าง" ที่อนุวัฒน์บอกว่า
จะพาเราไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางแต่ก็ไม่พบสักกะตัว อดรนทนไม่ไหวเลยถามคุณชูฯ แกมองผมด้วยสายตา
เศร้าๆ พร้อมเอื้อนโอษฐ์บอกข่าวร้ายว่า ช้างนะไม่มีหรอก รถก็ไม่มีเพราะเขตฯเขาปิดถนนระหว่างฤดูฝน เราต้องเดิน
เท้าไปที่พัก ระยะทางเพียงแค่ 11 กิโลเมตร เอง!!!!!

กินข้าวผัดกะเพราไก่ ไข่ดาว อาหารสิ้นคิดยอดนิยมไปพลางแช่งชักหักกระดูกขอให้เพื่อนสำลักข้าว สักพักทำใจได้
เอาวะ ผีถึงป่าช้าแล้วนี่ จะกลับก็ไม่ได้ ครั้นจะอยู่ตรงตลิ่งก็ไม่มีที่ให้นอน ยอมรับความจริงก้มหน้าเดินเข้าป่ามุ่งหน้า
สู่ถนน ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางเป็นลูกรัง บางแห่งอยู่ในสภาพพังเสียหาย เป็นโคลนเละ นี่ขนาดมีแค่รถบรรทุก
ขนเสบียงสำหรับเจ้าหน้าที่เข้ามาเพียงสัปดาห์ละครั้ง สามกิโลเมตรแรกยังเป็นทางเรียบ คิดอยู่ในใจว่าอย่างนี้ยังพอไหว

แต่เมื่อถึงหัวเลี้ยวกิโลเมตรที่สี่ เป็นโค้งตัวเอสขึ้นเขาชันกว่า 30 องศาสภาพเป็นเช่นนี้ไปอีก 6 กิโลฯ เพยาว์ศรีก้มหน้า
ก้มตาเดินไม่พูดไม่จากับใครทั้งสิ้น เพราะต้องเก็บแรงไว้ยกขา หอบเสียจนเจ็บกระบังลม เริ่มแรกหน้าแดงหลังๆกลาย
เป็นซีด สมาชิกคณะฯและทีมคุณชูศักดิ์แอบปรึกษากันว่าจะทำสะเหรี่ยงหามขึ้นไปหรือว่ารอให้หมดลมแล้วขุดหลุมฝัง
เพยาว์ศรีไว้แถวนี้ มาดามหลงดีใจ นึกว่ากลับไปครั้งนี้คงถูกหวยได้รับมรดกแน่นอน ฝ่ายเพื่อนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคุณ
อ้วน หรือคุณหม่องพยายามเอาใจช่วย พอเราเผลอต่างยกมือท่วมหัว ภาวนาอย่าให้เพื่อนใหม่ขาดใจตายต่อหน้าต่อตา

ต้องยอมรับความอดทนและความรู้สึกรับผิดชอบของทีมงาน เพยาว์ศรีแค่เดินขึ้นเขาตัวเปล่าใจแทบจะขาด ตั้งแต่
เริ่มออกเดินทางคุณชูศักดิ์และทีมงานต้องพาย คัดท้ายเรือยาง แบกเสบียงอาหาร และยังต้องรับภาระขนของขึ้นเขา
ให้กับพวกเราอีกด้วย พอถึงที่พัก ในขณะที่เรานอนแบบหมดแรงเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากนรก ทั้งไกด์และพรรคพวกยัง
ต้องมากางเต๊น หุงข้าว หาอาหาร ไม่มีเสียงกระซิบบ่น แสดงอาการหงุดหงิด แม้เหงื่อจะไหลย้อยทั่วใบหน้า ก็ยังยิ้ม
แย้มแจ่มใส สร้างความประทับใจให้กับพวกเราสุดๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า เราเดินจากแค้มป์ภายในที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางไปสู่น้ำตกทีลอซู วัดเป็น
เส้นตรงระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร เส้นทางเป็นป่าทึบขนาดจีพีเอสรับสัญญาณดาวเทียมไม่ได้แม้แต่ดวงเดียว
พื้นป่าเป็นโคลนยืนแทบไม่ติด ประมาณ 1 กม. เรารู้สึกเหมือนอยู่กลางพายุไต้ฝุ่น เสียงมันกัมปนาทกึกก้องไปทั่วป่า
เดินไปอีกสักพัก เบื้องหน้าปกคลุมไปด้วยละอองน้ำ แสงแดดที่เล็ดลอดกระทบกับหยดน้ำในอากาศ กลายเป็นรุ้ง 7 สี
และแล้วเราก็มาถึงน้ำตกที่ได้ชื่อว่างามที่สุดในทวีปเอเซีย (พิกัด N15 55.644 E98 45.225)

หลายคนพยายามถ่ายทอดความรู้สึกว่าหายเหน็ดเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งทันทีที่ได้พบกับความยิ่งใหญ่ของทีลอซู โกหก
ครับ มุสาทั้งเพ โธ่ ทีลอซูมันน้ำตกนะเพ่ ไม่ใช่ยาม้าจะได้กินปุ๊บ หายเหนื่อยปั๊บ

00002_RT8

น้ำตกทีลอซู อลังการ ตระการตา สวยที่สุดในเอเซีย 1 ใน 6 อภิมหาน้ำตกของโลก

แต่ต้องยอมรับว่า ครั้งแรกเมื่อได้เห็น เพยาว์ศรียืนจ้อง อ้าปากหวอ ลืมหายใจไปสองสามวินาที.... มันตระการตาจริงๆ
ความเหนื่อยน่ะไม่ได้หายไปไหน เพียงลืมไปชั่วขณะ

00004_RT8

น้ำตกทีลอซู ทรัพย์สมบัติของคนไทยทั้งชาติ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องดูแลรักษาเพื่อให้ลูกหลานมีโอกาสชมเชย

บอกไม่ได้ว่ามิติของทีลอซูแท้จริงใหญ่โตขนาดไหน  เพราะแม้กระทั่งการท่องเที่ยงแห่งประเทศไทยก็ยังสับสน ป้าย
สองอันติดห่างกันไม่เกิน 20 เมตรยังให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ป้ายสีเขียวบอกว่า ทีลอซูกว้างประมาณ 5 สนามฟุตบอล
(หรือเท่ากับ 500 เมตร) สูงประมาณ 200-300 เมตร ป้ายโลหะสีเงินบอกว่ากว้างประมาณ 300 เมตร สูง 200-400
เมตร สงสัยพี่แกมาสำรวจต่างเวลา คนหนึ่งมาตอนหน้าแล้ง อีกคนมาตอนฤดูฝน คณะเดินทางดูดซับบรรยากาศพอ
เป็นสังเขปแล้วก็แยกย้ายกันทำงาน คุณอ้วนถ่ายด้วยกล้องนิค่อน เอฟ90 เก็บภาพบนฟิล์มสไลด์ ส่วนเฮียจื้อใช้กล้อง
แคนน่อน หนึ่งดีเอส สุดแสนหวงของเพยาว์ศรี เก็บภาพเป็นไฟล์ดิจิตอลที่ความละเอียด 11 ล้านพิกซ์เซล ส่วนเพยาว์ศรี
เดินจับสัญญาณดาวเทียมเพื่อหาพิกัด

IMG_0358

เพยาว์ศรีสาธิตเครื่องรับจีพีเอสการ์มินให้แก่คุณชูศักดิ์ หัวหน้าทีมแคมป์สุขเสถียร ยืนเหล่อยู่ข้างหลัง
คือคุณหม่อง วันนิวัติ อัศธนไพศาล

เที่ยวคราวนี้ ใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะพักจนหายเหนื่อย แต่บอกได้เลยว่าคุ้มค่าทุกนาที เหมือนดูทีวีสีช่องอะไรไม่รู้
ได้ความประทับใจทั้งบรรยากาศ ทัศนียภาพ และที่สำคัญที่สุดเราได้คนแปลกหน้ามาเป็นเพื่อนร่วมทาง ได้รับน้ำใจ
และความห่วงใย ตลอดการเดินทาง จนปัจจุบันกลายเป็นเพื่อนร่วมชีวิต ได้รับมอบความจริงใจ ยังแวะมาเยี่ยมเยียน
มีผลไม้ ของใช้ติดมือมาฝาก แสดงให้เห็นถึงความผูกพันสมานชิดสนิทแนบต่อเนื่องจากเวลาที่เราอยู่ร่วมกันตลอด
3 วัน กลางป่าอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

IMG_040102

คนแปลกหน้าที่กลายเป็นเพื่อนร่วมทาง และสุดท้ายเพื่อนร่วมชีวิต

"เพยาว์ศรี"
krirk@thailandoutdoor.com

ขอบพระคุณ
* สโมสรขี่ม้า คนรักม้า 555 ถนนพระองค์เจ้าสายฯ รังสิต คลองสี่ ธัญบุรี ปทุมธานี โทรศัพท์ 0 2577-6801
* คุณวิชัย แสงหิรัญวัฒนา รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท ESRI (Thailand) Co., Ltd. โทรศัพท์ 0-2678-0707
* คุณชูศักดิ์ และคุณประภาศรี หทัยสุทธิ แคมป์สุขเสถียร อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โทรศัพท์ 0-1811-1166,
0-1953-0982 โทรสาร 0-55-561-285
* บริษัท เวิลด์ทริป จำกัด โทรศัพท์ 0-2208-9919

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com