Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

บุกป่าหน้าหนาว

 

 

เรื่องราวประจำวันจากบันทึกของนักเรียนเดินป่ารุ่นที่เจ็ด

 

เมื่อ

 

เหมันตฤดู                ธันวาคม    ๒๔๙๕

 

 

        หนังสือเล่มนี้เสร็จเป็นรูปเล่มขึ้นมาได้ก็เพราะ

          สมชาย  ถิระธรรม

          ฉลอง  แพ่งสภา                        ถ่ายภาพ

          เอกวิทย์    ถลาง

          ม.ร.ว. สุรธวัช  ศรีธวัช              จดบันทึกประจำวัน

          ศิริสุข  เชาวสมิต                      ขยายและพิมพ์ภาพ

          สมชาย  ถิระธรรม                    เขียนภาพ

          ม.ร.ว. ทวีธวัช  ศรีธวัช              เรียบเรียงและทำเป็นเล่ม

 

 

 

 

                                ส่วนดีของหนังสือเล่มนี้

                        ผู้เรียบเรียง  และ  จัดทำจนเป็นรูปเล่ม

                                                ขอมอบให้กับ

 

 

 

                             คุณชาญ และ คุณสังวาลย์  ศิริพงษ์

 

 

ไทรโยคแปลง

งามไทรโยคงาม    ธรรมชาติสร้างลดสล้างสะพร่างตา

ดุจดังเทวามาเสกสรร    เหมือนอุทยานในชั้นฟ้า

ชมหมู่พฤกษาน่าน้าวใจ

งามวิไลแลละลิ่วทิววนา

แม้ม่านฟ้ามากั้นไว้

แก่งเขาโขดไพร    เนินไศลสลับเลื่อมล้ำ

ง้ำชะโงกโศรกสอง    รองรับกันเป็นชั้นช่อ     มองยิ่งล่อพนอตา

พาเพลิน    พิศเพียงเพ่งมอง    ยิ่งมองยิ่งจ้องยิ่งซึ้ง

ชมปักษา    พาคู่เคล้า    เฝ้าพนอ    คลอสำเนียงเพียงประโคม

โลมเล้าบรรเลง    พร่ำร้องเพลงไพร

น้ำใสไหลบ่ามัจฉาแหวกธาร    น้ำตกซ่านกระเซ็นซัดลาดฟอง

สูงแลหยาดละออง    สองทางโกรกธาร

เสียงกังวาล    เห็นตระกานไหลดังฉาดฉาน    ฉาดฉาน

ไหลดังฉาดฉ่า    สาดซ่าเนืองนอง

 

 

                                                            จากบทประพันธ์  ของ  วิม  อิทธิกุล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ็ดคนที่ไปใช้ชีวิตร่วมกันท่ามกลางความเหน็บหนาวของป่าไทรโยค

 

 

            ม.ร.ว.  ทวีธวัช            ศรีธวัช

 

            นาย     ฉลอง               แพ่งสภา

 

            ม.ร.ว.  สุรธวัช             ศรีธวัช

 

            นาย      ประกฤต          สิงหสุวิช

 

            นาย      เอกวิทย์             ถลาง

 

            นาย      สมชาย         ถิระธรรม

 

            นาย      จุฬา                 สิงหสุวิช

 

 

 

 

 

 

 

เหมันตฤดู                                            ธันวาคม                                  ๒๔๙๕

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคคล

ทั้ง

เจ็ด

 

 

 

 

เรื่องนี้

 

            เป็นแต่เพียงเหตุการณ์ณ์บางตอนของแต่ละบุคคล

                                                เป็นแต่เพียงเรื่องหยอกล้อกันฉันท์เพื่อนมิตร

            ทั้งนี้เพื่อให้หนังสือนี้หนาขึ้นอีก

                                                ทั้งนี้เพื่อใหหนังสือเล่มนี้มีรสชาติน่าอ่านยิ่งขึ้นอีก

            ขอได้โปรดอภัยให้ด้วย  ถ้าหากไม่เป็นที่พอใจท่าน

 

 

 

 

 

 

            นายมอม    เขียน

 

บุคคลที่หนึ่ง

 

ฉลอง  แพ่งสภา

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 “กัปตันหลอง” เป็นที่รักของเพื่อนๆที่ไปเที่ยวป่าทุกคราว “นายหลอง” เป็นที่นับถือของพวกกะเหรี่ยงย่าป่าก้างย่าง “คุณฉลอง” เป็นที่รู้จักกันดีของเจ้าของแพที่ไทรโยค เพื่อนทุกคนลงมติให้เขาเป็น ลู คอสเตลโล ดาราตลก เพราะหน้าตานั้นช่างเหมือนกันเหลือเกิน กัปตันหลองจะสดใสและร่าเริง ถ้าได้เดินทางไปสู่ป่าดงพงพี ไปป่าคราวนี้ได้รับตราประจำตัวคือ “เท้า” ซึ่งหมายความว่า พี่แกเดินเร็วและทนชะงัดนัก คำว่า “ปื้ดน้อยๆก็จะถึง” เล่นเอาพวกเราเหงื่อตกไปตามๆกัน ใครมีไม้ขีดไฟเบ็นซินรูปขวด “โคคา-โคลา” ช่วยแบ่งปันให้สักอันเถิด เพราะกัปตันของเราฝันถึงเจ้าสิ่งนี้มาหลายครั้งแล้ว

 

 

บุคคลที่สอง

 

ม.ร.ว.  ทวีธวัช  ศรีธวัช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            เขาไม่ใช่นักนิยมไพร แต่ถ้าใครชวนไปป่าดูชักจะฟิตจัดยอมลงทุนออกเงินจ่ายของสำรองไปก่อน  และมักจะเก็บเงินไม่ค่อยได้ ดูจะหรูหรามากกว่าเพื่อน  และก็นั่นแหละดูจะรุ่มร่ามมากกว่าเพื่อน  ทำไมล่ะ  ก็พี่แกเล่นบรรทุกเอาเครื่องมือเครื่องใช้ในการเดินป่าไปเสียเยอะแยะ  ผลคือเกือบโยนทิ้ง  เมื่อเครื่องเหล่านี้ชักหนักเข้าทุกที  ธุรการงานของเขาไม่สำคัญเลยถ้าหากจะได้เดินป่า  อยากรู้นักว่าพี่แกจะฟิตจัดไปได้สักกี่เที่ยว  ไปป่าครั้งนี้ได้ตราประจำตัวคือ  “ลม” แกชอบผายลมจนทนกันไม่ไหว ได้รับตำแหน่งชนะทุกครั้ง เพราะป่าคราวหนึ่งๆ “ปั้ก” ได้ไม่เกินสองคน คราวนี้ซวยมากถูกเห็บกัดเดินแอ้แย้ไปพักหนึ่ง

 

 

บุคคลที่สาม

 

ม.ร.ว.  สุรธวัช  ศรีธวัช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

            “หม่อมน้อง” หรือ “อู๊ด” ใครๆหลายคนทำนายว่า ไปป่าคราวนี้พรรคพวกจะต้องลำบากเพราะแกเป็นคนขี้โรค แต่ครั้นไปเข้าจริงๆแล้ว แกหอบของพะรุงพะรังเดินตัวปลิวจนกัปตันหลองบ่นอู้ ก่อนจะกลับพรรคพวกให้ตราประจำตัวคือ “กระดาษชำระ” ไม่ว่าจะกิน นอน หรือไปไหน แกเป็นกอดกระดาษชำระแจทีเดียว ทำไม มะขามป้อมป่านั่นสิทำพิษ หม่อมน้องกินเข้าไปสักสองกำมือเห็นจะได้ ยังงี้เอง มิน่าเล่า กระดาษชำระถึงได้เปลืองนัก

 

บุคคลที่สี่

 

เอกวิทย์    ถลาง

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            พ่อครัวเอกของเรา ฆ่าเวลาด้วยการจับกุ้งเล็กๆมาย่างไฟกินอย่างเอร็ดอร่อย วิทย์เป็นคนมีกรรม ถ้าลงได้ชำแหละเนื้อสัตว์ละเป็นกินไม่ลง อ้างว่า คาวของเนื้อติดจมูกอยู่เสมอ คราวนี้วิทย์ทำชื่อไว้มากในเรื่องการครัว ฟักทอง ฟักเขียว เป็นอาหารที่โปรดปรานของพวกเรา แต่ทั้งนี้ต้องเป็นฝีมือของวิทย์เท่านั้นนะ สมุดบันทึกของวิทย์มีข้อน่าคิด วิจารณ์ไว้ดีๆหลายตอน นอกจากจะได้ “ตรากุ้ง” ประจำตัวแล้วยังได้โบว์แดงอีกหลายอัน

 

 

บุคคลที่ห้า

 

สมชาย  ถิระธรรม

 

            “บ๊ะ” “นายบ๊ะ” “อ้ายบ๊ะ” แต่ไม่ยักกะมีใครเรียก “คุณบ๊ะ” เลย ยอดดาราประจำทีมเดินป่าครั้งที่เจ็ด ขบวนของเราครึกครื้นตลอดทางเพราะ “บ๊ะ” นี่เอง ใครอ่านแล้วอย่าไปบอกให้รู้นะเดี๋ยว “บ๊ะ” จะไล่เตะคนเขียน เรื่องมีอยู่ว่า “บ๊ะ” มักจะฝันตอนกลางคืนเเสมอๆ ถ้าใครไปเรียกปลุกเขาจะรับคำ “อือ” พร้อมกับเสียง “จยุ จยุ จยุ” ติดต่อกันไปหลายๆครั้ง เขามักจะแก้ตัวว่า “มันหนาวเหลือเกิน”

 

บุคคลที่หก

 

ประกฤต  สิหสุวิช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            “”อีเมะ” หรือ “นายเต๊ะ” ถ้าใครบอกว่าเขาเป็นโปลิโอจนแขนขวาเสียแล้วเป็นเดือดดาลยิ่งนัก ทั้งๆที่แขนขวาเสียแต่พี่แกสามารถใช้แขนซ้ายหิ้วเป้ จากวังโพธิ์ ถึง เขาพังได้อย่างสบาย เมะชอบนอนเป็นชีวิตจิตใจพร้อมกับจะบ่นเสมอว่า นอนไม่ค่อยหลับ เมะฟิตจัดเสมอไม่ว่าเขาจะไปล่าสัตว์อะไรกัน บนบก ในน้ำ ในอากาศ แต่เมะมักจะล่าถอยก่อนเสมอ การนอนเป็นอุปสรรคในการหาอาหารอย่างร้านแรงของเมะ ตราประจำตัวของเขาคือ “รูปคนนอน” เมะมีฝีมือในการยิงปืนลูกกรดได้ไม่เลวเลย อย่าดูถูกคนแขนเสียนะ

 

 

บุคคลที่เจ็ด

 

จุฬา  สิงหสุวิช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            “แดง” น้องเล็กของพวกเรา ท่าทางทะมัดทะแมงดีนัก ไม่เคยย่นย่อว่า ของหนัก เดินไกล แดงอึดดีนักแล แต่เรื่องหิวข้าวนี่สิ เล่นเอาแดงเปลี้ยไปหลายพัก แดงมักจะเริ่มลงมือกินข้าวก่อน และอิ่มทีหลังเสมอ เลยได้ตราประจำตัวเป็นรูป “จานกินข้าวกับช้อน” ไว้เป็นที่ระลึก แน่นอนที่สุดคือ แดงไม่เคยรู้เลยว่า เขาไปถึงไหนกันแล้ว รู้แต่ว่าไปไทรโยค และเห็นน้ำตกเป็นใช้ได้แล้ว

 

เทพเชิญ  ธงไชย                                           เรียบเรียงจากบันทึกจริง

 

 

เรื่องราวละเอียดมีอยู่ในตอนต่างๆ  ดังต่อไปนี้

 

            ตอนหนึ่ง       นักเดินป่ารุ่นที่เจ็ด

            ตอนสอง        อับโชค

            ตอนสาม        กุ้งที่พุเตย

            ตอนสี่             ลิ้มรสทองโยะ

            ตอนห้า          พรานนกเขา

            ตอนหก          จ้าวขมุลองใจ

            ตอนเจ็ด         ปลาดุกที่ก้างย่าง

            ตอนแปด       เดินเร็วตามลิง

            ตอนเก้า          ไม่มีเสียงนกยูงทองที่น้ำตกไทร

            ตอนสิบ          วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย

            บทส่งท้าย

 

            คำของผู้จัดทำ

 

 

 

ชื่อที่ใช้ในบันทึก

 

ฉลอง   แพ่งสภา                                 กัปตัน

ม.ร.ว. ทวีธวัช   ศรีธวัช                       หม่อมพี่แอ๊ด

ม.ร.ว. สุรธวัช   ศรีธวัช                        หม่อมน้องอู๊ด

เอกวิทย์     ถลาง                              วิทย์

สมชาย  ถิระธรรม                               บ๊ะ

ประกฤต  สิงหสุวิช                             เมะ  ต๊ะ

จุฬา     สิงหสุวิช                                  แดง

 

ตอนหนึ่ง                     นักเดินป่ารุ่นที่เจ็ด

 

            “ไปไทรโยค” ของพวกเราภายใต้การนำของฉลอง แพ่งสภานั้น ดูวิตถารกว่าคนอื่นเขามาก ทำไมล่ะ ก็ส่วนมากเขาขึ้นรถไฟแล้วไปลงเรือต่อไปจนถึงไทรโยค ความแตกต่างกันมีดังประการฉะนี้ เขาไปเรือแต่เราเดินไป พวกเรากล้าที่จะคุยได้อย่างภาคภูมิใจได้ว่า มีคนสักกี่พวกกี่คนที่เดินไปไทรโยคอย่างพวกเรา โอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างนี้มีน้อยครั้งเหลือเกิน ดังนั้นเพื่อนฝูงหลายคนจึงฟิตจัดเป็นหนักหนา เมื่อเราป่าวหมู่เทวฤทธิ์ว่า จะไปไทรโยค ที่เราเดินไปนี้ไม่ใช่เดินตัวเปล่า เราไปเที่ยวบุกป่าอย่างชนิดที่เรียกว่า ตัวเราเองเป็นกันทุกอย่าง เป็นตั้งแต่เสนาธิการ ผู้บังคับบัญชา ตลอดจนกกระทั่งเป็นลูกหาบเอง เราไม่มีเงินพอที่จะจ้างลูกหาบ เราไม่คิดที่จะต้องประสบกับความวุ่นวายของพวกลูกหาบดังที่ได้เคยพบกันมาแล้ว เราไม่มีคนนำทาง พวกเราเป็นคนนำทางกันเอง เราไปป่าไม่ใช่มุ่งไปล่าสัตว์ป่า การล่าสัตว์เป็นแต่เพียงผลพลอยได้จากการเที่ยวป่าเท่านั้น เราต้องการทดลองใช้ชีวิตในแง่แห่งความลำบากยากเย็น ขณะที่เราเดินทางด้วยเท้า ไหล่ทั้งสองข้างระบมเพราะเป้ที่สถิตอยู่บนหลัง เท้าทั้งสองข้างเจ็บปวดเพราะรองเท้าทำพิษเอาบ้าง เดินไปเดินมาบ้าง เอวแทบจะขาดเพราะเข็มขัดกระสุน และมีดพกรั้งเอวอยู่ตลอดเวลา สะโพกแทบหักเพราะกระติกน้ำแกว่งตีอยู่ทุกครั้งตลอดระยะที่ก้าวเดิน แขนเมื่อยล้าเพราะปืนซึ่งเราจะโยนทิ้งเสียไม่ได้อย่างเด็ดขาด ท่านที่รัก การเดินทางแต่ละครั้งของเราเต็มไปด้วยการทนทุกข์ทรมาน แต่ก็สนุก ไม่ใช่เรามาขอความเห็นใจจากท่านผู้อ่าน แต่เรามาคุยถึงเรื่องพิเรนของพวกเราต่างหาก เป้ของพวกเราปรกติแล้ว มีข้าวสารครึ่งเป้ เครื่องกระป๋องสามสี่ชิ้น เสื้อผ้าสองสามชิ้น ถ้าพิจารณากันดูแล้วก็ไม่น่าจะหนักหนาอะไร แต่ลองดูซิ  ถ้ามันขึ้นไปสถิตอยู่บนหลังไหล่ของเราแล้วประกอบกับต้องเดินทางไปไกลๆเข้าด้วยแล้วละก็ เป้ก็คือภูเขาเราดีๆนี่เอง นี่เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ชอบทรมานตนเองโดยไม่มีเหตุผลที่จะมาอ้างอิงได้เพียงพอ เราได้แต่เพียงอ้างว่า เราต้องการเปลี่ยนรสของชีวิตประจำวันอันจำเจในกรุงเสียบ้างเท่านั้น

            นักเดินป่าชุดที่เจ็ดภายใต้การนำของ  ฉลอง แพ่งสภา เริ่มวางแผนกการที่จะออกบุกป่าในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๕ ทั้งนี้มี หม่อม เป็นตัวตั้งตัวตี หลังจากที่ได้ติดตามถามข่าวจากนักเดินป่ารุ่นก่อนๆแล้วปรากฏว่า ได้ผลจากสมาชิกรุ่นหกที่ยังติดต่อกันอยู่เสมอดังนี้คือ

            ฉลองและหม่อม เป็นอันว่าไม่ต้องพูดถึง เพราะฉลองเป็นคนนำทางและหัวหน้าทีม หม่อมเป็นผู้จัดการรวบรวมสมาชิกที่จะไปทนทุกข์ทรมานด้วยกันในป่า

            สันทัด อัทธเเสรี ปฏิเสธการเดินทางครั้งนี้เพราะมาเลเรียกำลังเข้าคุกคามเขาอย่างชนิดตั้งตัวไม่ติด และบ้านก็ไม่มีใครอยู่

            ปัญญา เทพปัญญา มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะดูหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบไล่ให้ได้ชั้น ม.๘ กับเขาสักที เลยไม่ไป

            อโนดา  มานิตยกุล มีเหตุผลที่จะไม่ไปเช่นเดียวกับ ปัญญา เทพปัญญา และที่แน่ที่สุดก็คือผู้ใหญ่ไม่อนุมัติให้เสียด้วย

            อนุชิต สินาดโยธารักษ์ ให้เหตุผลของการไม่ไปเช่นเดียวกับที่อโนดาได้อ้างอิงไว้ก่อนแล้ว

            วีระ  สิงหสุวิช บ่นกะปอดกะแปดว่า สอบได้เพียง ๒๖% ขอตัวเพื่อดูหนังสือสอบกันเป็นล่ำเป็นสันสักครั้งเดียวเท่านั้น

            ชวลิต  เตียวไพบูลย์ ให้คำตอบที่สั้นและเด็ดขาดที่สุดว่า ติดงานไปไม่ได้

            ศักดิ์  นิลภิรมย์ เป็นห่วงงานฉลองรัฐธรรรมนูญ โดยอ้างว่า ปีหนึ่งมีหนเดียวเท่านั้น ไปไทรโยคน่ะไปเมื่อไหร่ก็ได้

            ทวีวัฒน์  เลิศอัคฆากร ไปแน่ๆเพราะว่างงาน และพิศมัยในภาษากะเหรี่ยงยิ่งนัก

            ตกลงพวกเราได้สมาชิกเก่าร่วมเดินทางสามคนแล้ว ฉลอง หม่อม และทวีวัฒน์ นอกนั้นเป็นพวกหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเหยียบไทรโยคมาก่อนเลยทั้งนั้นเท่าที่ทาบทามไว้ก็เห็นจะมีดังต่อไปนี้

            ไพโรจน์  ปุสสะเทวะ (ตุ๋ย) หลังจากที่ได้ไปตระเวนเพชรบูรณ์มาสดๆร้อนๆ ก็อยากจะไทรโยคก่อนที่จะถูกราชการทหารเรียกตัวไป “ติ๊ดชึ่ง” สักที

            เอกวิทย์ ณ ถลาง นิสิตปี่ที่ ๔ ในคณะอักษรศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดเบื่อหน้าสาวๆที่ทั้งสวย และไม่สวยที่ตึกอักษรศาสตร์เหลือสติกำลังแล้ว จึงคิดอยากจะลองไปดูหน้าสาวๆกะเหรี่ยงเสียบ้าง

            ม.ร.ว. สุรธวัช ศรีธวัช มาจากแหล่งเดียวกันกับเอกวิทย์ คิดจะแก้ข้อหาที่กล่าวกันหนาหูว่า เขานั้นเป็นคนขี้โรค ด้วยการไปทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกาย ณ ป่าไทรโยคในฤดูหนาว

            สมชาย ถิระธรรม หนุ่มน้อยจากชลประทานเคยไปบุกป่าเขาใหญ่นครนายกมาแล้ว อยากจะไปลองล้มชิมรสป่าไทรโยคดูบ้าง

            เชาวลิต สิงหเจริญ อุปนายกสโมสรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บ่นอยู่เสมอว่า ไปกับผู้ใหญ่ไม่สนุก อยากจะไปกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันสักทีเท่านั้น

            มนู  สมิตะพินทุ นิสิตปี ๕ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่าขึ้นเหนือลงใต้ไปตะวันออกย่ำอีสานมาแล้ว คราวนี้อยากจะลองไปสุดทางตะวันตกดูบ้าง

            วิจิตร  เดชนิกร วิศวกรหนุ่มแห่งห้าง พี.เอส เทรดดิ้ง ซึ่งชอบออกป่าล่าสัตว์เสมอมา โดยเฉพาะทางด้านสัตหีบ ซึ่งมักจะเลยเถิดลงไปอาบน้ำทะเลด้วยทุกครั้ง  คราวนี้อยากอาบน้ำตกสักทีจึงคิดที่จะเดินเท้าไปไทรโยคสักครั้งเพราะทุกครั้งที่เขาออกป่าเป็นขี่รถยนต์ไปทุกที

            ทั้งเจ็ดคนนี้เป็นสมาชิกหน้าใหม่สำหรับ ป่าไทรโยค เขาทั้งเจ็ดยังไม่รู้จัก ถ้ำผี เขาพัง วังโพธิ์ หาดงิ้ว หนองบอน ก้างย่าง มะต้องสู้และท้ายที่สุดคือ  ไทรโยคเลย ความกระตือรือร้นที่ยังไม่ได้เคยหยียบย่างมาก่อนเลย ทำให้สมาชิกหน้าใหม่ทุกคนดูขมีขมันรับปากคำกันเป็นที่มั่นเหมาะยิ่งนัก และในที่สุดก็กันว่าจะให้คำตอบที่แน่นอนได้ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๕

            ครั้นถึงวันนัดปรากฏว่า ทวีวัฒน์ได้งานแล้วไปไม่ได้ เชาวลิตติดไปคุมร้านของจุฬาฯในงานฉลองรัฐธรรมนูญ มนูต้องไปทำธุระส่วนตัวด่วนที่ต่างจังหวัด วิจิตรต้องทำงานซ่อมหลังคาสโมสรราษฎร์สราญรมย์ ตกลงคนที่จะไปเพียงหกคนเท่านั้น คือ หลอง หม่อม ตุ๋ย สุรธวัช เอกวิทย์ และสมชาย วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ กำหนดไปจ่ายของ ฉลองเกิดไม่สบายจะงดการเดินทางครั้งนี้ แผนการต้องชะงักลงไปอีก แต่จดหมายจากเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นของคุณพ่อฉลองบอกให้ไปไทรโยคให้จงได้ แผนการจึงได้เริ่มดำเนินงานต่อไปอีก เรากำหนดออกเดินทางในวันพฤหัสบดี ที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๕ แน่นอนแล้วโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ต่อมาอีกสองสามวัน ตุ๋ยส่งข่าวด่วนมาว่า ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไปไม่ได้แน่ๆแล้ว อา จากสิบสองคน มาเหลือห้าคน ก่อนจะถึงวันเดินทางคงจะมีแต่ ฉลอง และหม่อมเท่านั้นกระมังที่สมัครจะไปด้วยกันจริงๆ ถึงแม้ว่าจะไปกันเพียงสองคนเท่านั้นเราก็จะต้องไปให้จนได้ เราไม่ยอมย่นย่อต่ออุปสรรคใดทั้งนั้น คำมั่นสัญญาที่เราได้ให้ไว้กับลุงดาคี เมื่อสามเดือนก่อนยังแว่วอยู่ในหูเราตลอดเวลา คำสั่งจากเพชรบูรณ์ทำให้เราต้องออกเดินทางอย่างแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่พร้อม ปืนลูกกรด .๒๒ ของบุญยิ่งที่จะให้ขอยืมก็เกิดเข็มแทงชนวนหักกว่าจะซ่อมเสร็จก็ราวๆปลายเดือนธันวาคม ซึ่งนั่นเป็นกำหนดที่เรากลับจากไทรโยคแล้ว ส่วนอาวุธปืนที่จะได้จากเพื่อนคนอื่นๆก็เหลวหมด แต่จะอย่างไรก็ตามเราจะต้องไปกันให้จงได้

            พุธ ที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๙๕

                        ฉลองและหม่อมร่วมกันไปจ่ายของต่างๆ เพื่อจะเป็นสะเบียงของเราในการเดินทาง การจ่ายของครั้งนี้ดูกร่อยๆพิกล ไม่คึกคักวุ่นวายเหมือนรุ่นที่หกเลย จำนวนคนที่จะไปก็ยังไม่ทราบแน่นอน คงจ่ายของอย่างเสี่ยงที่สุด ถ้าแบกไม่ไหวก็เปิดเลี้ยงกันเเสียก่อนออกเดินทางก็แล้วกัน ปรากฏว่าเรามีเนื้อกระป๋องสามกระป๋อง กาแฟผง และไมโลผงอย่างละหนึ่งกระป๋อง นมข้นครึ่งโหล เครื่องเวชชภัณฑ์คุณน้าของหม่อมจัดแจงหาให้หลายอย่างซึ่งทำให้ทุ่นเงินไปมิใช่น้อย หม่อมจ่ายของส่วนตัวหลายอย่างเช่นเคย กำหนดนัดจะออกเดินทางไปค้างที่บ้านฉลอง ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

                        ๑๖.๐๐ น. ที่บ้านหม่อมกำหนดนัดไม่มีใครมาเลย มีแต่สุรธวัชมาเยี่ยมๆกรายๆดูว่ามีใครไปบ้าง เอ๊ะ!! นี่เราจะไปกันสองคนเอาจริงๆหรือนี่ ดีเหมือนกัน ลองดูบ้าง สองคนจะเป็นอย่างไรบ้าง ระหว่างที่ขนของมากองไว้หน้าบ้านรอพวกที่จะร่วมเดินทางไปด้วย จุฬา (แดง) เกิดสนใจในเป้ และข้าวของนานาประการออกปากขอร่วมเดินทางไปด้วย พอตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แดงก็ไปขออนุญาตผู้ใหญ่และจัดของทันที ประกฤต (เต๊ะ) ซึ่งนั่งออกโรงร่วมวงอ้าปากหวอฟังวีระเล่าถึงรสชาติของการเดินทางคราวที่แล้ววิ่งตื๋อหัวเราะหึๆมาขอร่วมขบวนไปด้วย เอาซีน่าไม่หวงไม่ห้ามหรอกใครจะไปก็ได้ แต่ขออย่างเดียวเท่านั้น อย่าบ่นนะ ทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งลำบาก เมื่อตกลงเรียบร้อยแล้วเราก็ได้สมาชิกเพิ่มเติมอีกสองคน

                        ๑๗.๐๐ น. ฉลองยังไม่กลับมาจากธุระตามที่นัดกันไว้ สุรธวัชเตรียมตัวขนข้าวของมารอแล้ว

                        ๑๗.๑๐ น. เอกวิทย์มาสมทบด้วย อ๊ะ เราร่วมจะไปกันทุกคนแล้วนะ ไม่แคร์ใครแล้ว เราเอาชนะจนได้ พรุ่งนี้เราต้องนั่งอยู่บนรถไฟสาย ธนบุรี วังโพธิ์อย่างแน่นอน

                        ๑๘.๐๐ น. เราออกเดินทางออกจากบ้านหม่อมไปบางกระบือบนรถประจำทาง พวกเราโดยเฉพาะสัมภาระถูกผู้โดยสารที่ร่วมคันเดียวกันจ้องดูด้วยความประหลาดใจ เมื่อเราถึงบ้านฉลองเรียบร้อยแล้วหม่อมกับแดงก็รีบไปรับสมชายที่บ้านซอยองครักษ์ทันที สมชาย (บ๊ะ) บ่นพึมพำที่มาผิดเวลานัดไปกว่าสองชั่วโมง ปืนลูกกรด .๒๒ มอสเบอร์ บ๊ะ เป็นผู้หามาได้กระบอกหนึ่งแล้ว รวบรวมพลพรรคได้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าได้เจ็ดคนเท่านั้น พอแล้ว ยังดีกว่า ๕ คน ๓ คน หรือ ๒ คน ไปเถิดเราไปเลี้ยงฉลองชัยชนะของเราด้วยกันเถิด เครื่องมือเครื่องใช้พร้อมแล้ว อาหารเย็นเต็มกระเพาะมาจากบางลำภู เรากลับมาถึงบ้านฉลองอีกครั้งหนึ่ง จัดเข้าของลงเป้ แบ่งสรรปันส่วนกันถึงใจแล้วก็อาบน้ำนอน เอาแล้วเริ่มเกิดกลียุค มุ้งไม่พอยุงชุมเหลือทน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อู๊ด วิทย์ เต๊ะ นอนมุ้งเดียวกัน หม่อม บ๊ะ แดง นอนอีกมุ้งหนึ่ง อ้าว!! แล้วฉลองล่ะ ไม่เป็นไรตำแหน่งกัปตันยกให้แกแล้ว หัวหน้าทีมต้องทนยุงได้ซีน่า ในที่สุดกัปตันของเราก็ยอมเสียสละออกจากวงการมุ้งไปนอนคุมโปงอยู่คนเดียว เสียงตบยุง เสียงบ่นพึมพำค่อยๆหายไป ยังคงเหลือแต่เสียงหายใจยาวอย่างไม่ค่อยจะเป็นสุขนักดังขึ้นเป็นระยะๆ สลับกับเสียงกรนทั้งที่ดังและค่อย พร้อมกันนั้นก็มีเสียงกัดฟันประกอบไปด้วย

 

                        นี่เราเตรียมตัวไปไทรโยคกันแน่แล้วหรือ

 

 

 

 

 

 

ปทานุกรมไทรโยค

ไปดักปลา                                           ภาษากระเหรี่ยงใช้                   เลโกย่ะ

นาฬิกา                                                 ภาษากระเหรี่ยงใช้                   นารี่

พระจันทร์                                           ภาษากระเหรี่ยงใช้                   ตะล้อ

ไปเที่ยว                                               ภาษากระเหรี่ยงใช้                   แลหะ

ตะเกียง                                                            ภาษากระเหรี่ยงใช้                   โซกเด๊อ

ยาแก้ไข้                                               ภาษากระเหรี่ยงใช้                   กะซี้

สบู่                                                       ภาษากระเหรี่ยงใช้                   ชะเปียะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนสอง                      อับโชค

 

            พฤหัสบดี  ที่     ธันวาคม  ๒๔๙๕

                        ๐๕.๐๐ น. พวกเราทุกคนตื่นนอน แปรงฟัน ล้างหน้า จัดเข้าของไม่มีการเอะอะเจี๊ยวจ๊าวมากมายเหมือนรุ่นที่หก เรายกขบวนออกไปขึ้นรถรางประจวบกับรถรางคันแรกจะออกกันอยู่แล้ว พึ่บ พั่บ พล๊อบ แพล๊บ เราขึ้นไปนั่งป๋ออยู่บนรถเรียบร้อยแล้ว รถรางวิ่งปุเลงปุเลงเร็วกว่าตอนกลางวันมากเพราะไม่ต้องรอหลีก รถพาเราผ่านบ้านท่านผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ ผ่านไปด้วยความชิงชังด้วยความเศร้าใจ เมืองไทยกำลังตกอยู่ในชะตาร้ายหรืออย่างไรหนอ มีผู้แทนราษฎรเหมือนมีตอไม้ เรื่องที่จะทำประโยชน์ให้กับปวงชนชาวไทยนั้นช่างน้อยนัก คอยแต่จะจ้องหาโอกาสกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก แต่เป็นของธรรมดาโลก เมื่อมีคนชั่วก็ต้องมีคนดีอยู่บ้าง เผอิญคนดีๆมักจะไม่มีสิทธิเข้ามาอยู่ในบ้านอันหรูหราเหล่านี้เพราะไปหน้าด้านแย่งกับเขาไม่ค่อยทัน นี่ คนดีมันซวยอย่างนี้ รถรางยังคงพาเราฝ่าความมืดต่อไปอีก สี่เสา......เทเวศน์.........บางขุนพรหม.......บางลำภู เอาละลงกันเสียที อย่าลืมของเอาไว้เป็นอันขาด เราหอบหิ้วเข้าของตรงไปขึ้นรถรางสายรอบเมืองทันที รถต้องรอหลีกอีกประมาณ ๑๐ นาที ระหว่างนี้เราก็โม้กันต่อไป วิทย์วิจารณ์ “ซิ้ม” ที่นั่งอยู่ตรงหน้าว่า “ชาติก่อนถ้าแกจะเป็นนางมณโฑ” พวกเรานั่งพิจารณากันอยู่เป็นนานจึงได้หัวเราะกันออกมาอย่างครื้นเครง เมื่อตีความหมายของซีเนียร์อักษรศาสตร์ออก เล่นเอาซิ้มคนนั้นตีหน้าเซ่อๆอยู่พักใหญ่ รถมาเข้าหลีกแล้ว เรานั่งโต้ลมหนาวที่พัดเฉื่อยๆมาจากลำน้ำเจ้าพระยา........ท่าช้างวังหน้า........พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ...........ทุ่งพระเมรุ.........กำแพงชราของชาวโดม........ท่าพระจันทร์ ถึงแล้วจุดหมายปลายทางสำหรับรถราง เราลงกันที่นี่หอบของพะรุงพะรังไปลงเรือยนต์ข้ามฟากไปสถานีธนบุรีทันที หม่อมแยกไปซื้อตั๋วโดยสาร เอกวิทย์ สุรธวัชไปซื้อสมุดจดบันทึก นอกนั้นเฝ้าของ ตั๋วได้แล้วขนของขึ้นรถไฟเร็วๆอีกสิบนาทีรถจะออก อ้าว คุณหนวด พ...ชอบสนุกคนเก่านั่นเอง บ๊ะ พบกันอีกแล้วเสียงทักทายดังขรม

            “อย่ายิงเก้งให้หมดป่านาคุณ”

                        นั่นแน่ พี่หนวดหยอกเราเข้าให้แล้วไงล่ะ อีกห้านาทีรถจะออกของเรียบร้อย อ้าว อู๊ดหายไปไหนล่ะ วิ่งไปดูที่ชานชาลา เอ ไม่มีแฮะ ถ้าจะหนีกลับบ้านแล้วกระมัง อ้อ เดินมาโน่น

                        “แฮ่ะ แฮ่ะ ขึ้นรถไฟผิดขบวน ดันผ่าไปขึ้นเอารถสายประจวบเข้าได้” อู๊ดพูดพลางยิ้มแหยๆ

                        ๑๖.๔๕ น. รถไฟที่มีแต่ที่นั่งชั้นสามขบวนเดียวในประเทศไทย จากธนบุรี ถึงวังโพธิ์ ค่อยๆเคลื่อนออกจากชานชาลาสถานีธนบุรี ไม่มีใครมาส่งเราตามเคย จะมาบ่นหาสวรรค์วิมานอะไรกันล่ะ ก็พวกคุณไปป่าไม่ได้บินไปนอก แถมออกแต่เช้าเสียด้วย ใครเขารีบตื่นนอนมาส่งคุณเล่า ไม่เป็นไรไม่มาส่งน่ะดีแล้ว เดี๋ยวพูดโยเยสมาชิกจะปลีกตัวไม่ยอมไปด้วยละก็ จมธรณีเลย รถไฟวิ่งชึ่กชั่กต่อไปเรื่อยๆตามสะดวกสบาย สถานีแรกรถหยุดสองสามนาที บางระมาด สถานีเล็กๆ รถไฟสายนี้หยุดทุกสถานีจนน่าเบื่อ บางระมาดมีแต่ป้ายรถยนต์รางและที่พักผู้โดยสารเท่านั้นรถขบวนนี้ก็ยังหยุด เห็นถ้าจะเป็นรถยนต์รางแน่แล้วกระมัง เรากำลังจะห่างกรุงเทพฯออกไปทุกทีแล้ว ชุมทางตลิ่งชัน จอดอีกแล้วแถมต้องรอหลีกอีกด้วย นั่งรอรถมาเข้าหลีกสนทนากันไปตามประสาคนจะออกป่าอยู่พักใหญ่ รถก็เคลื่อนออก ผ่านทุ่งนา สวนผัก อากาศยังมืดครึ้มอยู่ นึกถึงกรุงเทพฯ อีกสี่วันเท่านั้นสวนลุมพินีก็คงจะคึกคัก งานฉลองรัฐธรรมนูญ ประกวดนางสาวไทย ลีลาศ รถไฟเล็ก ออกร้าน ปีนี้ได้ข่าวว่าจะมีการออกสลากกินแบ่งประจำวันอีกด้วย บ๊า น่ากลัวสนุกสนานกันใหญ่ พวกเราไม่กล้าปฏิเสธว่าถ้าเผื่ออยู่กรุงเทพฯจะไม่เที่ยวงานเลย เรายังเป็นปุถุชนธรรมดาอยู่ มีงานก็ต้องเที่ยว แต่มาเที่ยวป่าเสียอย่างนี้ถูกเงินกว่าหลบความหรูหราเสียบ้างก็ดูจะโก้ดีมิใช่น้อย สถานีอะไรอีกล่ะ อ้อ บ้านฉิมพลี วิมานฉิมพลี เออจริงสินะ วิมานฉิมพลี กรุงเทพมหานคร บางกอกราตรี วิมานฉิมพลีของคนไทย ท่านจะต้องการอะไร สุรารึ แม่โขง แม่น้ำสุพรรณ ค่างโหน เหล้าโรง สารพัดเหล้า นารีรึ อย่างไหนล่ะ สาวสังคมอันโอ่อ่าชูคอระหง พาร์ตเน่อร์เต้นรำตามสถานลีลาศต่างๆ หญิงงามเมือง บางกะปิ หญิงราวชั่วสะพานไม้เผาหรือจะต้องการหญิงอมโรคแถวหัวลำโพง เฉลิมนคร มีให้ท่านเลือกทุกอย่างเอาสนามไหน สระปทุมหรือนางเลิ้งได้ทั้งนั้น กีฬาบัตรรึ ตั้งแต่สลากกินแบ่ง สลากกินรวบ โป จับยี่กี หวย ไพ่ มีนานาประการ นี่ละวิมานฉิมพลีของเมืองไทย นี่เป็นมุมมืดมุมหนึ่งเท่านั้น จอดอีกแล้ว แก่จอดจริงแฮะรถขบวนนี้ยิ่งกว่ารถรางของการไฟฟ้ากรุงเทพฯเสียอีก ศาลาธรรมสพน์ อืม ชื่อแปลกดี ธรรมสพน์ไม่ใช่ทำศพ อ๋อ ธรรมสพน์ ธรรมสวนะ ศาลาฟังธรรมวันพระนั่นเอง สาธุ พวกเรานี่ตายไปแล้วคงไม่ได้พบพระเป็นแน่ ไปนี่ก็จะไปล่าสัตว์กันอีกแล้ว เอาเถอะหนุ่มๆไม่เป็นไร แก่ตัวไปค่อยเข้าวัด รถกระฉึกกระฉักต่อไปอีกโคลงเคลงโยกเยกไปตามรางอันยาวเหยียดเรื่อยไป เสียงหีบเพลงปากบรรเลงเพลงต่างๆดังขึ้นเป็นระยะตามอารมณ์ของผู้บรรเลง เมะ เริ่มเข้าสู่นิทรารมณ์อีกแล้ว ฝันดีเถิดอีเมะเอ๋ย เมื่อคืนนอนได้ ๕-๖ ชั่วโมงเท่านั้น วันนี้ทั้งวันต้องนอนให้คุ้มทีเดียว รถวิ่งต่อไปผ่านศาลายา วัดสุวรรณ คลองมหาสวัสดิ์ แล้วก็บรรลุถึงวัดงิ้วราย

                        ๐๗.๒๐ น. ชั่วโมงหนึ่งบนรถไฟช่างน่าเบื่อหน่ายจริงๆ รถจอดรอหลีกอีกตามเคย คนโดยสารเพิ่มจำนวนขึ้นอีกจากสถานีนี้ พวกหนึ่งดูเหมือนจะเป็นข้าราชการที่ถูกโยกย้ายไปรับราชการที่กาญจนบุรี เสียงคุยขโมงโฉงเฉงฟุ้งไปหมด โป๊ก!! ใบหน้าของท่านข้าราชการผู้นั้นกระทบกับกระจกหน้าต่างรถไฟอย่างเต็มเหนี่ยว เออ จะเบ่งอวดใครๆสักหน่อยโผล่หน้าต่างออกไปสั่งเสียก็กลับเป็นไก่ให้เขาฮาเล่น รถออกวิ่งต่อไปอีก ข้ามลำน้ำนครชัยศรี รถก็มาจอดที่นครชัยศรีอีก ถึงที่นี่ทำให้นึกถึงคำพังเพยหรือคำขวัญอะไรทำนองนั้น “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย ผ้าดำดี” แต่อาจารย์ ม...สุมนชาติ สวัสดิกุล แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำเสียใหม่ว่า “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย นักมวยดี” อ๊ะอ๊ะ ลูกสาวสวยคู่กับนักมวยดีนี่ไม่ค่อยจะน่าดูนัก ดูเป็นการคุมเชิงลูกสาวสวยไปในตัว ทางที่ดีอย่าไปยักคิ้วหลิ่วตากับลูกสาวสวยแถวนั้นก็แล้วกัน ดีไม่ดี นักมวยดีแกจะแจกหมากให้ละก็เป็นต้องอมตุ่ยไปไทรโยคกันแน่ๆ ยังไม่เห็นรถแฉลบเป็นใช้ได้ ที่ท่าคงมีเรือแล่นแฉลบไปแฉลบมาเยอะแยะกระมัง ต้นสำโรง ก็ผ่านมาแล้ว

                        ๐๘.๐๘ น. นครปฐม เราคงทำการสักการะองค์พระปฐมเจดีย์กันทั่วทุกคน คำอธิษฐานในใจไม่สามารถจะได้ยินได้ แต่เข้าใจว่าคงจะอธิษฐานขอพรพระปฐมให้คุ้มครองภัยอย่างให้บังเกิดตลอดระยะทางที่เราจะไปกระมัง ผ่านสถานี โพรงมะเดื่อ แล้วก็คลองบางตาล เรากินข้าว (แกง) เช้ากันที่นี่ คงมีการโต้อารมณ์ระหว่างแม่ค้าขายไก่ย่างกับพวกเราตามเคย ๔ ไม้ ๕ บาท ๗ ไม้ ๗ บาท ไม่ได้ก็ไม่เอา เคยซื้อได้นี่น่าเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวค่อยสงบลงเมื่อรถออกจากสถานี

                        ๐๘.๔๕ น. หนองปลาดุก อนุสรณ์แห่งทารุณกรรมของทหารพระจัรพรรดิ์ ผู้เรียบเรียงยังจำได้ติดหูติดตาได้ว่า ณ สถานีแห่งนี้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองยังไม่ดุเดือดร้ายแรงนัก ผู้เรียบเรียงได้โดยสารรถไฟไปเที่ยวหัวหิน รถจอดสถานีนี้นานพอควร ด้วยความสงสารต่อพวกเชลยขาวต่างประเทศ เราโยนบุหรี่และผลไม้บางชนิด พวกเชลยดีอกดีใจก้มลงเก็บ นายทหารร่างแคระของกองทัพงิเปิดฉากทารุณอวดเราเข้าแล้ว เราต้องเบือนหน้าหนีเพราะแซ่ที่หวดลงไปอีกหลายทีนั้น ทำให้หลังของเชลยมีเลือดสดๆทลักออกมาแดงฉาน รถยังคงวิ่งต่อไปอีกภาพต่างๆเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่สถานีหนองปลาดุกค่อยๆเลือนหายไป กิโลเมตร ๖๗

                        ๐๙.๐๕ น. รถเริ่มแล่นแยกออกทางสายใต้เข้าสู่ทางรถไฟสายมรณะ เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังลั่น ขณะที่รถเลี้ยวโค้งเข้าสู่สถานีบ้านโป่งใหม่ รถกระฉึกกระฉักต่อไป ผ่านลูกแก ท่ามะกา ท่าเรือน้อย ท่าม่วง ตอนนี้ดูมีท่าเยอะเหลือเกิน ทุ่งทอง ใบยาสูบพื้นเมืองอันเขียวชะอุ่มพริ้วรับลมหนาวดูไปสุดสายตา บางครั้งไร่ยาสูบก็ถูกสลับด้วย ไร่ละหุ่ง ไร่ถั่วลิสง เรานึกชมในใจ อา เมืองไทย ทุ่งทอง ดินดี แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าของพืชผลบนแผ่นดินไทย หรือเจ๊ก ถ้าเป็นคนไทยก็ดูน่าสดชื่น น่าภูมิใจที่คนไทยได้เป็นเจ้าของพืชผลบนแผ่นดินไทย แต่ถ้าเป็นของเจ๊กก็อีกนั่นแหละ แผ่นดินไทย พืชไทย แต่เงินที่ได้จากการขายพืชเป็นของเจ๊ก ทำไมคนไทยจึงไม่คิดต่อสู้เขากันให้เต็มที่เล่า ใครจะได้เป็นวีระบุรุษผู้เบียดเจ๊กให้ตกทะเลกลับบ้านเมืองของเขา ใครจะกล้าทำในเมื่อผู้บริหารราชการแผ่นดินเองยังเห็นเจ๊กดีกว่าบิดาของตัวเอง ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ เมืองไทยแต่ชื่อ ที่แท้นั้นหรือคือเจ๊ก ตื่นจากภวังค์เมื่อรถจอดที่เขาดิน เขาจริงๆ ไม่ใช่สวนสาธารณะ เขาดินวนาที่กรุงเทพฯ เขาดินที่นี่ไม่มีคดีลามกอนาจารเกิดขึ้น ต่างกับเขาดินในกรุงเทพฯ รถวิ่งต่อไปอีกยิ่งห่างกรุงเทพฯออกไป ใจก็ดูแตกฉานซ่านเซ็นออกไปทุกที ความคิดนานาประการทั้งดีและชั่วเข้ามาประดังกันอยู่ในสมอง นาครธรรม วิมานฉิมพลี กรุงเทพพระมหานคร รัฐบาลระบอบเสรีประชาธิปไตย จับคนไทยที่เป็นคอมมิวนิสต์ เรื่องวุ่นวายทั้งนั้น ฝ่ายหนึ่งต้องการแย่งเก้าอี้ ฝ่ายหนึ่งรักษาเก้าอี้ ผลคือรบกัน พวกที่ไม่ได้แย่งเก้าอี้กันกับเขาด้วยแพ้ ตาย โน่นอะไรล่ะ ปล่องสูงทีเดียว บ๊ะ โรงงานกระดาษกาญจนบุรีไม่รู้จักหรอกหรือ อ้าว นี่ก็ถึงปากแพรกแล้วซี จริงแล้วรถจอดพอดีโผล่หน้าออกไปมอง ปากแพรกจริงๆนั่นแหละ รถออกวิ่งต่อไปเบื้องหน้าโน้น ขุนเขาใหญ่น้อยแลสลับซับซ้อนอยู่ที่ริมขอบฟ้า ทิวเขาข้างหน้านั่นแหละ เราจะต้องบุกเข้าไป ฝ่าเข้าไป เดินทางด้วยเท้าทั้งสองของเรา นึกเลยเถิดไปเรื่อยๆ มนุษย์เรานี่ก็แปลกอยู่บ้านสบายๆไม่ชอบ ชอบมาหาความลำบากใส่ตนเอง อยู่บ้านกินนอนสบายแท้ๆไม่ชอบ ยังไงถึงได้คิดวิตถารมาเดินดงเล่นเช่นพวกเรานี้เล่า เพื่อนฝูงอยู่ทางกรุงเทพฯคงนึกหัวเราะอยู่เสมอ งานก็กำลังจะสนุกเป็นที่เพลิดเพลินเช่นนี้เสียเล่า ไม่มีใครที่จะให้คำตอบแก่เพื่อนฝูงได้ดีเท่าพวกเรา ขอตอบแต่เพียงว่าต่างคนก็ต่างจิตต่างใจ เหตุผลยังคงไม่สมควรเป็นแน่ แต่นั่นแหละคือเหตุผลสั้นๆของเรา คิดเอาเองก็แล้วกัน เสียงหวูดรถไฟดังสนั่น ดังแล้วดังอีกจนปวดแก้วหู อ้อ นี่จะถึงกาญจนบุรีแล้วละซิ ใช่แน่แล้ว รถกำลังพาเราผ่านทุ่งกางเขนอันขาวโพลน พวกเรายืนมองดูด้วยความสลดใจ ภาพเชลยศึกนานาชาติ วนเวียนอยู่ในสมอง จนกระทั่ง ๑๐.๕๕ น. รถเช้าเทียบชานชาลาสถานีกาญจนบุรี เราคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปเที่ยวในตัวเมืองอย่างแน่นอนเพราะ เวลาไม่อำนวยให้ เรารอหลีกรถที่มาจากวังโพธิ์อยู่นานพอดู ข้าวกลางวันเติมกันเต็มกระพาะไปเลย แถมมีโรตีทอดเป็นของหวานเสียอีกด้วย เนื่องจากที่วังโพธิ์ก่อนเรามาสักสองอาทิตย์มีการจับคนไทยที่เป็นคอมมิวนิสต์ ตำรวจจึงมาด้อมๆมองๆพวกเราอยู่ตลอดเวลา รถมาเข้าหลีกแล้ว เสียงสับเปลี่ยนรถดังโครมครามอยู่พักหนึ่ง ได้เวลา ๑๒.๐๘ น. รถก็เคลื่อนออกจากกาญจนบุรี ทางรถไฟตอนนี้โค้งมากเข้าใจเอาเองว่า ที่ทำโค้งเช่นนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์เท่านั้น รถผ่านสะพานแควใหญ่ น้ำในแควใหญ่ยังคงไหลเชี่ยวกราก มองไปที่เสาตอหม้อสะพานน่ากลัวแท้ๆ ซุงต้นมิใช่เล็กปะทะติดอยู่กับเสาสะพานสมยานามของทางรถไฟสายนี่ช่างเหมาะเสียจริง ใครหนอ เป็นผู้ให้ชื่อนี้ ทางรถไฟสายมรณะ ดูน่าเกรงขามพิลึก สองข้างทางเมื่อผ่านสะพานนี้แล้วเริ่มเป็นป่าโปร่งเรื่อยไป บางแห่งมีทุ่งนา ไร่ยาสูบ ละหุ่ง ถั่ว ปะปนบ้างเล็กน้อย

                        ๑๒.๒๓ น. รถจอดที่สถานีเขาปูน ผู้คนพลเมืองตามสถานีดูชักจะเบาบางลงเห็นจะเป็นด้วยการคมนาคมลำบาก เพราะต้องอาศัยรถไฟ และเดินด้วยเท้าเท่านั้น รถออกวิ่งต่อไป บางคนเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ซึ่งเป็นชุดเดียวในการเดินป่าตลอดจนกระทั่งกลับมาถึงวังโพธิ์อีกครั้งหนึ่ง เราผ่านสถานี วังลาน ท่าโป่ง แล้วก็ถึงบ้านเก่า

                        ๑๓.๓๔ น. แล้วรถทำไมถึงได้ช้านัก พวกนักเดินป่าหน้าใหม่บ่นกันพึมพำกันไปตามเรื่องเพราะยังไม่เคยมารถขบวนนี้เลย เป็นธรรมดาสำหรับพวกที่เคยมาแล้ว กัปตันยังนอนอย่างสบาย เต๊ะก็ยังคงใช้เวลาพักผ่อนต่อไปอีก ท่ากิเลณ อืม ชื่อพิลึกดีท่าจะมีกิเลณเยอะมากไม่ก็คงเป็นที่เอเย่นต์ใหญ่มาตั้งขายยาตรากิเลณของโอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) ตอนสงครามโลกครั้งที่สองกระมัง เอ้าพวกเราทั้งหลายเตรียมตัวได้แล้ว จวนจะถึงวังโพธิ์แล้วอีกสถานีเดียวเท่านั้น เร็ว อย่าชักช้า เวลาไม่คอยใคร ทุกคนที่จัดแจงเข้าของ พ...หนวดมาคุยกับเราทำเอาพวกเราเกรียวกราวกันยกใหญ่ “เสียดายมากที่พวกคุณไม่ได้ไปด้วย เมื่อสองสามอาทิตย์มานี้เอง ผมยิงเสือเสียหน้าแตกไปเลย จำไม่ได้ว่าเป็นเสือ ถ้าคุณดูเฉพาะแต่หน้ามัน” ... เริ่มต้น

                        “แล้วยังไงเล่าถึงได้ยิงกันหน้าตายับเยินกันอย่างนั้น” หม่อมถามอย่างสนใจ

                        “ปัดโธ่!! ก็ผมจ่อยิงเลยนี่นา” เสียง “ฮ้า” ดังขึ้นพร้อมๆกัน พ...หนวดหัวเราะอย่างถูกเส้น

        &