Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

บุกป่าหน้าหนาว

 

 

เรื่องราวประจำวันจากบันทึกของนักเรียนเดินป่ารุ่นที่เจ็ด

 

เมื่อ

 

เหมันตฤดู                ธันวาคม    ๒๔๙๕

 

 

        หนังสือเล่มนี้เสร็จเป็นรูปเล่มขึ้นมาได้ก็เพราะ

          สมชาย  ถิระธรรม

          ฉลอง  แพ่งสภา                        ถ่ายภาพ

          เอกวิทย์    ถลาง

          ม.ร.ว. สุรธวัช  ศรีธวัช              จดบันทึกประจำวัน

          ศิริสุข  เชาวสมิต                      ขยายและพิมพ์ภาพ

          สมชาย  ถิระธรรม                    เขียนภาพ

          ม.ร.ว. ทวีธวัช  ศรีธวัช              เรียบเรียงและทำเป็นเล่ม

 

 

 

 

                                ส่วนดีของหนังสือเล่มนี้

                        ผู้เรียบเรียง  และ  จัดทำจนเป็นรูปเล่ม

                                                ขอมอบให้กับ

 

 

 

                             คุณชาญ และ คุณสังวาลย์  ศิริพงษ์

 

 

ไทรโยคแปลง

งามไทรโยคงาม    ธรรมชาติสร้างลดสล้างสะพร่างตา

ดุจดังเทวามาเสกสรร    เหมือนอุทยานในชั้นฟ้า

ชมหมู่พฤกษาน่าน้าวใจ

งามวิไลแลละลิ่วทิววนา

แม้ม่านฟ้ามากั้นไว้

แก่งเขาโขดไพร    เนินไศลสลับเลื่อมล้ำ

ง้ำชะโงกโศรกสอง    รองรับกันเป็นชั้นช่อ     มองยิ่งล่อพนอตา

พาเพลิน    พิศเพียงเพ่งมอง    ยิ่งมองยิ่งจ้องยิ่งซึ้ง

ชมปักษา    พาคู่เคล้า    เฝ้าพนอ    คลอสำเนียงเพียงประโคม

โลมเล้าบรรเลง    พร่ำร้องเพลงไพร

น้ำใสไหลบ่ามัจฉาแหวกธาร    น้ำตกซ่านกระเซ็นซัดลาดฟอง

สูงแลหยาดละออง    สองทางโกรกธาร

เสียงกังวาล    เห็นตระกานไหลดังฉาดฉาน    ฉาดฉาน

ไหลดังฉาดฉ่า    สาดซ่าเนืองนอง

 

 

                                                            จากบทประพันธ์  ของ  วิม  อิทธิกุล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ็ดคนที่ไปใช้ชีวิตร่วมกันท่ามกลางความเหน็บหนาวของป่าไทรโยค

 

 

            ม.ร.ว.  ทวีธวัช            ศรีธวัช

 

            นาย     ฉลอง               แพ่งสภา

 

            ม.ร.ว.  สุรธวัช             ศรีธวัช

 

            นาย      ประกฤต          สิงหสุวิช

 

            นาย      เอกวิทย์             ถลาง

 

            นาย      สมชาย         ถิระธรรม

 

            นาย      จุฬา                 สิงหสุวิช

 

 

 

 

 

 

 

เหมันตฤดู                                            ธันวาคม                                  ๒๔๙๕

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคคล

ทั้ง

เจ็ด

 

 

 

 

เรื่องนี้

 

            เป็นแต่เพียงเหตุการณ์ณ์บางตอนของแต่ละบุคคล

                                                เป็นแต่เพียงเรื่องหยอกล้อกันฉันท์เพื่อนมิตร

            ทั้งนี้เพื่อให้หนังสือนี้หนาขึ้นอีก

                                                ทั้งนี้เพื่อใหหนังสือเล่มนี้มีรสชาติน่าอ่านยิ่งขึ้นอีก

            ขอได้โปรดอภัยให้ด้วย  ถ้าหากไม่เป็นที่พอใจท่าน

 

 

 

 

 

 

            นายมอม    เขียน

 

บุคคลที่หนึ่ง

 

ฉลอง  แพ่งสภา

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 “กัปตันหลอง” เป็นที่รักของเพื่อนๆที่ไปเที่ยวป่าทุกคราว “นายหลอง” เป็นที่นับถือของพวกกะเหรี่ยงย่าป่าก้างย่าง “คุณฉลอง” เป็นที่รู้จักกันดีของเจ้าของแพที่ไทรโยค เพื่อนทุกคนลงมติให้เขาเป็น ลู คอสเตลโล ดาราตลก เพราะหน้าตานั้นช่างเหมือนกันเหลือเกิน กัปตันหลองจะสดใสและร่าเริง ถ้าได้เดินทางไปสู่ป่าดงพงพี ไปป่าคราวนี้ได้รับตราประจำตัวคือ “เท้า” ซึ่งหมายความว่า พี่แกเดินเร็วและทนชะงัดนัก คำว่า “ปื้ดน้อยๆก็จะถึง” เล่นเอาพวกเราเหงื่อตกไปตามๆกัน ใครมีไม้ขีดไฟเบ็นซินรูปขวด “โคคา-โคลา” ช่วยแบ่งปันให้สักอันเถิด เพราะกัปตันของเราฝันถึงเจ้าสิ่งนี้มาหลายครั้งแล้ว

 

 

บุคคลที่สอง

 

ม.ร.ว.  ทวีธวัช  ศรีธวัช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            เขาไม่ใช่นักนิยมไพร แต่ถ้าใครชวนไปป่าดูชักจะฟิตจัดยอมลงทุนออกเงินจ่ายของสำรองไปก่อน  และมักจะเก็บเงินไม่ค่อยได้ ดูจะหรูหรามากกว่าเพื่อน  และก็นั่นแหละดูจะรุ่มร่ามมากกว่าเพื่อน  ทำไมล่ะ  ก็พี่แกเล่นบรรทุกเอาเครื่องมือเครื่องใช้ในการเดินป่าไปเสียเยอะแยะ  ผลคือเกือบโยนทิ้ง  เมื่อเครื่องเหล่านี้ชักหนักเข้าทุกที  ธุรการงานของเขาไม่สำคัญเลยถ้าหากจะได้เดินป่า  อยากรู้นักว่าพี่แกจะฟิตจัดไปได้สักกี่เที่ยว  ไปป่าครั้งนี้ได้ตราประจำตัวคือ  “ลม” แกชอบผายลมจนทนกันไม่ไหว ได้รับตำแหน่งชนะทุกครั้ง เพราะป่าคราวหนึ่งๆ “ปั้ก” ได้ไม่เกินสองคน คราวนี้ซวยมากถูกเห็บกัดเดินแอ้แย้ไปพักหนึ่ง

 

 

บุคคลที่สาม

 

ม.ร.ว.  สุรธวัช  ศรีธวัช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

            “หม่อมน้อง” หรือ “อู๊ด” ใครๆหลายคนทำนายว่า ไปป่าคราวนี้พรรคพวกจะต้องลำบากเพราะแกเป็นคนขี้โรค แต่ครั้นไปเข้าจริงๆแล้ว แกหอบของพะรุงพะรังเดินตัวปลิวจนกัปตันหลองบ่นอู้ ก่อนจะกลับพรรคพวกให้ตราประจำตัวคือ “กระดาษชำระ” ไม่ว่าจะกิน นอน หรือไปไหน แกเป็นกอดกระดาษชำระแจทีเดียว ทำไม มะขามป้อมป่านั่นสิทำพิษ หม่อมน้องกินเข้าไปสักสองกำมือเห็นจะได้ ยังงี้เอง มิน่าเล่า กระดาษชำระถึงได้เปลืองนัก

 

บุคคลที่สี่

 

เอกวิทย์    ถลาง

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            พ่อครัวเอกของเรา ฆ่าเวลาด้วยการจับกุ้งเล็กๆมาย่างไฟกินอย่างเอร็ดอร่อย วิทย์เป็นคนมีกรรม ถ้าลงได้ชำแหละเนื้อสัตว์ละเป็นกินไม่ลง อ้างว่า คาวของเนื้อติดจมูกอยู่เสมอ คราวนี้วิทย์ทำชื่อไว้มากในเรื่องการครัว ฟักทอง ฟักเขียว เป็นอาหารที่โปรดปรานของพวกเรา แต่ทั้งนี้ต้องเป็นฝีมือของวิทย์เท่านั้นนะ สมุดบันทึกของวิทย์มีข้อน่าคิด วิจารณ์ไว้ดีๆหลายตอน นอกจากจะได้ “ตรากุ้ง” ประจำตัวแล้วยังได้โบว์แดงอีกหลายอัน

 

 

บุคคลที่ห้า

 

สมชาย  ถิระธรรม

 

            “บ๊ะ” “นายบ๊ะ” “อ้ายบ๊ะ” แต่ไม่ยักกะมีใครเรียก “คุณบ๊ะ” เลย ยอดดาราประจำทีมเดินป่าครั้งที่เจ็ด ขบวนของเราครึกครื้นตลอดทางเพราะ “บ๊ะ” นี่เอง ใครอ่านแล้วอย่าไปบอกให้รู้นะเดี๋ยว “บ๊ะ” จะไล่เตะคนเขียน เรื่องมีอยู่ว่า “บ๊ะ” มักจะฝันตอนกลางคืนเเสมอๆ ถ้าใครไปเรียกปลุกเขาจะรับคำ “อือ” พร้อมกับเสียง “จยุ จยุ จยุ” ติดต่อกันไปหลายๆครั้ง เขามักจะแก้ตัวว่า “มันหนาวเหลือเกิน”

 

บุคคลที่หก

 

ประกฤต  สิหสุวิช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            “”อีเมะ” หรือ “นายเต๊ะ” ถ้าใครบอกว่าเขาเป็นโปลิโอจนแขนขวาเสียแล้วเป็นเดือดดาลยิ่งนัก ทั้งๆที่แขนขวาเสียแต่พี่แกสามารถใช้แขนซ้ายหิ้วเป้ จากวังโพธิ์ ถึง เขาพังได้อย่างสบาย เมะชอบนอนเป็นชีวิตจิตใจพร้อมกับจะบ่นเสมอว่า นอนไม่ค่อยหลับ เมะฟิตจัดเสมอไม่ว่าเขาจะไปล่าสัตว์อะไรกัน บนบก ในน้ำ ในอากาศ แต่เมะมักจะล่าถอยก่อนเสมอ การนอนเป็นอุปสรรคในการหาอาหารอย่างร้านแรงของเมะ ตราประจำตัวของเขาคือ “รูปคนนอน” เมะมีฝีมือในการยิงปืนลูกกรดได้ไม่เลวเลย อย่าดูถูกคนแขนเสียนะ

 

 

บุคคลที่เจ็ด

 

จุฬา  สิงหสุวิช

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            “แดง” น้องเล็กของพวกเรา ท่าทางทะมัดทะแมงดีนัก ไม่เคยย่นย่อว่า ของหนัก เดินไกล แดงอึดดีนักแล แต่เรื่องหิวข้าวนี่สิ เล่นเอาแดงเปลี้ยไปหลายพัก แดงมักจะเริ่มลงมือกินข้าวก่อน และอิ่มทีหลังเสมอ เลยได้ตราประจำตัวเป็นรูป “จานกินข้าวกับช้อน” ไว้เป็นที่ระลึก แน่นอนที่สุดคือ แดงไม่เคยรู้เลยว่า เขาไปถึงไหนกันแล้ว รู้แต่ว่าไปไทรโยค และเห็นน้ำตกเป็นใช้ได้แล้ว

 

เทพเชิญ  ธงไชย                                           เรียบเรียงจากบันทึกจริง

 

 

เรื่องราวละเอียดมีอยู่ในตอนต่างๆ  ดังต่อไปนี้

 

            ตอนหนึ่ง       นักเดินป่ารุ่นที่เจ็ด

            ตอนสอง        อับโชค

            ตอนสาม        กุ้งที่พุเตย

            ตอนสี่             ลิ้มรสทองโยะ

            ตอนห้า          พรานนกเขา

            ตอนหก          จ้าวขมุลองใจ

            ตอนเจ็ด         ปลาดุกที่ก้างย่าง

            ตอนแปด       เดินเร็วตามลิง

            ตอนเก้า          ไม่มีเสียงนกยูงทองที่น้ำตกไทร

            ตอนสิบ          วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย

            บทส่งท้าย

 

            คำของผู้จัดทำ

 

 

 

ชื่อที่ใช้ในบันทึก

 

ฉลอง   แพ่งสภา                                 กัปตัน

ม.ร.ว. ทวีธวัช   ศรีธวัช                       หม่อมพี่แอ๊ด

ม.ร.ว. สุรธวัช   ศรีธวัช                        หม่อมน้องอู๊ด

เอกวิทย์     ถลาง                              วิทย์

สมชาย  ถิระธรรม                               บ๊ะ

ประกฤต  สิงหสุวิช                             เมะ  ต๊ะ

จุฬา     สิงหสุวิช                                  แดง

 

ตอนหนึ่ง                     นักเดินป่ารุ่นที่เจ็ด

 

            “ไปไทรโยค” ของพวกเราภายใต้การนำของฉลอง แพ่งสภานั้น ดูวิตถารกว่าคนอื่นเขามาก ทำไมล่ะ ก็ส่วนมากเขาขึ้นรถไฟแล้วไปลงเรือต่อไปจนถึงไทรโยค ความแตกต่างกันมีดังประการฉะนี้ เขาไปเรือแต่เราเดินไป พวกเรากล้าที่จะคุยได้อย่างภาคภูมิใจได้ว่า มีคนสักกี่พวกกี่คนที่เดินไปไทรโยคอย่างพวกเรา โอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างนี้มีน้อยครั้งเหลือเกิน ดังนั้นเพื่อนฝูงหลายคนจึงฟิตจัดเป็นหนักหนา เมื่อเราป่าวหมู่เทวฤทธิ์ว่า จะไปไทรโยค ที่เราเดินไปนี้ไม่ใช่เดินตัวเปล่า เราไปเที่ยวบุกป่าอย่างชนิดที่เรียกว่า ตัวเราเองเป็นกันทุกอย่าง เป็นตั้งแต่เสนาธิการ ผู้บังคับบัญชา ตลอดจนกกระทั่งเป็นลูกหาบเอง เราไม่มีเงินพอที่จะจ้างลูกหาบ เราไม่คิดที่จะต้องประสบกับความวุ่นวายของพวกลูกหาบดังที่ได้เคยพบกันมาแล้ว เราไม่มีคนนำทาง พวกเราเป็นคนนำทางกันเอง เราไปป่าไม่ใช่มุ่งไปล่าสัตว์ป่า การล่าสัตว์เป็นแต่เพียงผลพลอยได้จากการเที่ยวป่าเท่านั้น เราต้องการทดลองใช้ชีวิตในแง่แห่งความลำบากยากเย็น ขณะที่เราเดินทางด้วยเท้า ไหล่ทั้งสองข้างระบมเพราะเป้ที่สถิตอยู่บนหลัง เท้าทั้งสองข้างเจ็บปวดเพราะรองเท้าทำพิษเอาบ้าง เดินไปเดินมาบ้าง เอวแทบจะขาดเพราะเข็มขัดกระสุน และมีดพกรั้งเอวอยู่ตลอดเวลา สะโพกแทบหักเพราะกระติกน้ำแกว่งตีอยู่ทุกครั้งตลอดระยะที่ก้าวเดิน แขนเมื่อยล้าเพราะปืนซึ่งเราจะโยนทิ้งเสียไม่ได้อย่างเด็ดขาด ท่านที่รัก การเดินทางแต่ละครั้งของเราเต็มไปด้วยการทนทุกข์ทรมาน แต่ก็สนุก ไม่ใช่เรามาขอความเห็นใจจากท่านผู้อ่าน แต่เรามาคุยถึงเรื่องพิเรนของพวกเราต่างหาก เป้ของพวกเราปรกติแล้ว มีข้าวสารครึ่งเป้ เครื่องกระป๋องสามสี่ชิ้น เสื้อผ้าสองสามชิ้น ถ้าพิจารณากันดูแล้วก็ไม่น่าจะหนักหนาอะไร แต่ลองดูซิ  ถ้ามันขึ้นไปสถิตอยู่บนหลังไหล่ของเราแล้วประกอบกับต้องเดินทางไปไกลๆเข้าด้วยแล้วละก็ เป้ก็คือภูเขาเราดีๆนี่เอง นี่เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่ชอบทรมานตนเองโดยไม่มีเหตุผลที่จะมาอ้างอิงได้เพียงพอ เราได้แต่เพียงอ้างว่า เราต้องการเปลี่ยนรสของชีวิตประจำวันอันจำเจในกรุงเสียบ้างเท่านั้น

            นักเดินป่าชุดที่เจ็ดภายใต้การนำของ  ฉลอง แพ่งสภา เริ่มวางแผนกการที่จะออกบุกป่าในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๕ ทั้งนี้มี หม่อม เป็นตัวตั้งตัวตี หลังจากที่ได้ติดตามถามข่าวจากนักเดินป่ารุ่นก่อนๆแล้วปรากฏว่า ได้ผลจากสมาชิกรุ่นหกที่ยังติดต่อกันอยู่เสมอดังนี้คือ

            ฉลองและหม่อม เป็นอันว่าไม่ต้องพูดถึง เพราะฉลองเป็นคนนำทางและหัวหน้าทีม หม่อมเป็นผู้จัดการรวบรวมสมาชิกที่จะไปทนทุกข์ทรมานด้วยกันในป่า

            สันทัด อัทธเเสรี ปฏิเสธการเดินทางครั้งนี้เพราะมาเลเรียกำลังเข้าคุกคามเขาอย่างชนิดตั้งตัวไม่ติด และบ้านก็ไม่มีใครอยู่

            ปัญญา เทพปัญญา มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะดูหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบไล่ให้ได้ชั้น ม.๘ กับเขาสักที เลยไม่ไป

            อโนดา  มานิตยกุล มีเหตุผลที่จะไม่ไปเช่นเดียวกับ ปัญญา เทพปัญญา และที่แน่ที่สุดก็คือผู้ใหญ่ไม่อนุมัติให้เสียด้วย

            อนุชิต สินาดโยธารักษ์ ให้เหตุผลของการไม่ไปเช่นเดียวกับที่อโนดาได้อ้างอิงไว้ก่อนแล้ว

            วีระ  สิงหสุวิช บ่นกะปอดกะแปดว่า สอบได้เพียง ๒๖% ขอตัวเพื่อดูหนังสือสอบกันเป็นล่ำเป็นสันสักครั้งเดียวเท่านั้น

            ชวลิต  เตียวไพบูลย์ ให้คำตอบที่สั้นและเด็ดขาดที่สุดว่า ติดงานไปไม่ได้

            ศักดิ์  นิลภิรมย์ เป็นห่วงงานฉลองรัฐธรรรมนูญ โดยอ้างว่า ปีหนึ่งมีหนเดียวเท่านั้น ไปไทรโยคน่ะไปเมื่อไหร่ก็ได้

            ทวีวัฒน์  เลิศอัคฆากร ไปแน่ๆเพราะว่างงาน และพิศมัยในภาษากะเหรี่ยงยิ่งนัก

            ตกลงพวกเราได้สมาชิกเก่าร่วมเดินทางสามคนแล้ว ฉลอง หม่อม และทวีวัฒน์ นอกนั้นเป็นพวกหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเหยียบไทรโยคมาก่อนเลยทั้งนั้นเท่าที่ทาบทามไว้ก็เห็นจะมีดังต่อไปนี้

            ไพโรจน์  ปุสสะเทวะ (ตุ๋ย) หลังจากที่ได้ไปตระเวนเพชรบูรณ์มาสดๆร้อนๆ ก็อยากจะไทรโยคก่อนที่จะถูกราชการทหารเรียกตัวไป “ติ๊ดชึ่ง” สักที

            เอกวิทย์ ณ ถลาง นิสิตปี่ที่ ๔ ในคณะอักษรศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดเบื่อหน้าสาวๆที่ทั้งสวย และไม่สวยที่ตึกอักษรศาสตร์เหลือสติกำลังแล้ว จึงคิดอยากจะลองไปดูหน้าสาวๆกะเหรี่ยงเสียบ้าง

            ม.ร.ว. สุรธวัช ศรีธวัช มาจากแหล่งเดียวกันกับเอกวิทย์ คิดจะแก้ข้อหาที่กล่าวกันหนาหูว่า เขานั้นเป็นคนขี้โรค ด้วยการไปทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกาย ณ ป่าไทรโยคในฤดูหนาว

            สมชาย ถิระธรรม หนุ่มน้อยจากชลประทานเคยไปบุกป่าเขาใหญ่นครนายกมาแล้ว อยากจะไปลองล้มชิมรสป่าไทรโยคดูบ้าง

            เชาวลิต สิงหเจริญ อุปนายกสโมสรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บ่นอยู่เสมอว่า ไปกับผู้ใหญ่ไม่สนุก อยากจะไปกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันสักทีเท่านั้น

            มนู  สมิตะพินทุ นิสิตปี ๕ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่าขึ้นเหนือลงใต้ไปตะวันออกย่ำอีสานมาแล้ว คราวนี้อยากจะลองไปสุดทางตะวันตกดูบ้าง

            วิจิตร  เดชนิกร วิศวกรหนุ่มแห่งห้าง พี.เอส เทรดดิ้ง ซึ่งชอบออกป่าล่าสัตว์เสมอมา โดยเฉพาะทางด้านสัตหีบ ซึ่งมักจะเลยเถิดลงไปอาบน้ำทะเลด้วยทุกครั้ง  คราวนี้อยากอาบน้ำตกสักทีจึงคิดที่จะเดินเท้าไปไทรโยคสักครั้งเพราะทุกครั้งที่เขาออกป่าเป็นขี่รถยนต์ไปทุกที

            ทั้งเจ็ดคนนี้เป็นสมาชิกหน้าใหม่สำหรับ ป่าไทรโยค เขาทั้งเจ็ดยังไม่รู้จัก ถ้ำผี เขาพัง วังโพธิ์ หาดงิ้ว หนองบอน ก้างย่าง มะต้องสู้และท้ายที่สุดคือ  ไทรโยคเลย ความกระตือรือร้นที่ยังไม่ได้เคยหยียบย่างมาก่อนเลย ทำให้สมาชิกหน้าใหม่ทุกคนดูขมีขมันรับปากคำกันเป็นที่มั่นเหมาะยิ่งนัก และในที่สุดก็กันว่าจะให้คำตอบที่แน่นอนได้ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๕

            ครั้นถึงวันนัดปรากฏว่า ทวีวัฒน์ได้งานแล้วไปไม่ได้ เชาวลิตติดไปคุมร้านของจุฬาฯในงานฉลองรัฐธรรมนูญ มนูต้องไปทำธุระส่วนตัวด่วนที่ต่างจังหวัด วิจิตรต้องทำงานซ่อมหลังคาสโมสรราษฎร์สราญรมย์ ตกลงคนที่จะไปเพียงหกคนเท่านั้น คือ หลอง หม่อม ตุ๋ย สุรธวัช เอกวิทย์ และสมชาย วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ กำหนดไปจ่ายของ ฉลองเกิดไม่สบายจะงดการเดินทางครั้งนี้ แผนการต้องชะงักลงไปอีก แต่จดหมายจากเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นของคุณพ่อฉลองบอกให้ไปไทรโยคให้จงได้ แผนการจึงได้เริ่มดำเนินงานต่อไปอีก เรากำหนดออกเดินทางในวันพฤหัสบดี ที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๕ แน่นอนแล้วโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น ต่อมาอีกสองสามวัน ตุ๋ยส่งข่าวด่วนมาว่า ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไปไม่ได้แน่ๆแล้ว อา จากสิบสองคน มาเหลือห้าคน ก่อนจะถึงวันเดินทางคงจะมีแต่ ฉลอง และหม่อมเท่านั้นกระมังที่สมัครจะไปด้วยกันจริงๆ ถึงแม้ว่าจะไปกันเพียงสองคนเท่านั้นเราก็จะต้องไปให้จนได้ เราไม่ยอมย่นย่อต่ออุปสรรคใดทั้งนั้น คำมั่นสัญญาที่เราได้ให้ไว้กับลุงดาคี เมื่อสามเดือนก่อนยังแว่วอยู่ในหูเราตลอดเวลา คำสั่งจากเพชรบูรณ์ทำให้เราต้องออกเดินทางอย่างแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่พร้อม ปืนลูกกรด .๒๒ ของบุญยิ่งที่จะให้ขอยืมก็เกิดเข็มแทงชนวนหักกว่าจะซ่อมเสร็จก็ราวๆปลายเดือนธันวาคม ซึ่งนั่นเป็นกำหนดที่เรากลับจากไทรโยคแล้ว ส่วนอาวุธปืนที่จะได้จากเพื่อนคนอื่นๆก็เหลวหมด แต่จะอย่างไรก็ตามเราจะต้องไปกันให้จงได้

            พุธ ที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๙๕

                        ฉลองและหม่อมร่วมกันไปจ่ายของต่างๆ เพื่อจะเป็นสะเบียงของเราในการเดินทาง การจ่ายของครั้งนี้ดูกร่อยๆพิกล ไม่คึกคักวุ่นวายเหมือนรุ่นที่หกเลย จำนวนคนที่จะไปก็ยังไม่ทราบแน่นอน คงจ่ายของอย่างเสี่ยงที่สุด ถ้าแบกไม่ไหวก็เปิดเลี้ยงกันเเสียก่อนออกเดินทางก็แล้วกัน ปรากฏว่าเรามีเนื้อกระป๋องสามกระป๋อง กาแฟผง และไมโลผงอย่างละหนึ่งกระป๋อง นมข้นครึ่งโหล เครื่องเวชชภัณฑ์คุณน้าของหม่อมจัดแจงหาให้หลายอย่างซึ่งทำให้ทุ่นเงินไปมิใช่น้อย หม่อมจ่ายของส่วนตัวหลายอย่างเช่นเคย กำหนดนัดจะออกเดินทางไปค้างที่บ้านฉลอง ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

                        ๑๖.๐๐ น. ที่บ้านหม่อมกำหนดนัดไม่มีใครมาเลย มีแต่สุรธวัชมาเยี่ยมๆกรายๆดูว่ามีใครไปบ้าง เอ๊ะ!! นี่เราจะไปกันสองคนเอาจริงๆหรือนี่ ดีเหมือนกัน ลองดูบ้าง สองคนจะเป็นอย่างไรบ้าง ระหว่างที่ขนของมากองไว้หน้าบ้านรอพวกที่จะร่วมเดินทางไปด้วย จุฬา (แดง) เกิดสนใจในเป้ และข้าวของนานาประการออกปากขอร่วมเดินทางไปด้วย พอตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แดงก็ไปขออนุญาตผู้ใหญ่และจัดของทันที ประกฤต (เต๊ะ) ซึ่งนั่งออกโรงร่วมวงอ้าปากหวอฟังวีระเล่าถึงรสชาติของการเดินทางคราวที่แล้ววิ่งตื๋อหัวเราะหึๆมาขอร่วมขบวนไปด้วย เอาซีน่าไม่หวงไม่ห้ามหรอกใครจะไปก็ได้ แต่ขออย่างเดียวเท่านั้น อย่าบ่นนะ ทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งลำบาก เมื่อตกลงเรียบร้อยแล้วเราก็ได้สมาชิกเพิ่มเติมอีกสองคน

                        ๑๗.๐๐ น. ฉลองยังไม่กลับมาจากธุระตามที่นัดกันไว้ สุรธวัชเตรียมตัวขนข้าวของมารอแล้ว

                        ๑๗.๑๐ น. เอกวิทย์มาสมทบด้วย อ๊ะ เราร่วมจะไปกันทุกคนแล้วนะ ไม่แคร์ใครแล้ว เราเอาชนะจนได้ พรุ่งนี้เราต้องนั่งอยู่บนรถไฟสาย ธนบุรี วังโพธิ์อย่างแน่นอน

                        ๑๘.๐๐ น. เราออกเดินทางออกจากบ้านหม่อมไปบางกระบือบนรถประจำทาง พวกเราโดยเฉพาะสัมภาระถูกผู้โดยสารที่ร่วมคันเดียวกันจ้องดูด้วยความประหลาดใจ เมื่อเราถึงบ้านฉลองเรียบร้อยแล้วหม่อมกับแดงก็รีบไปรับสมชายที่บ้านซอยองครักษ์ทันที สมชาย (บ๊ะ) บ่นพึมพำที่มาผิดเวลานัดไปกว่าสองชั่วโมง ปืนลูกกรด .๒๒ มอสเบอร์ บ๊ะ เป็นผู้หามาได้กระบอกหนึ่งแล้ว รวบรวมพลพรรคได้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าได้เจ็ดคนเท่านั้น พอแล้ว ยังดีกว่า ๕ คน ๓ คน หรือ ๒ คน ไปเถิดเราไปเลี้ยงฉลองชัยชนะของเราด้วยกันเถิด เครื่องมือเครื่องใช้พร้อมแล้ว อาหารเย็นเต็มกระเพาะมาจากบางลำภู เรากลับมาถึงบ้านฉลองอีกครั้งหนึ่ง จัดเข้าของลงเป้ แบ่งสรรปันส่วนกันถึงใจแล้วก็อาบน้ำนอน เอาแล้วเริ่มเกิดกลียุค มุ้งไม่พอยุงชุมเหลือทน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อู๊ด วิทย์ เต๊ะ นอนมุ้งเดียวกัน หม่อม บ๊ะ แดง นอนอีกมุ้งหนึ่ง อ้าว!! แล้วฉลองล่ะ ไม่เป็นไรตำแหน่งกัปตันยกให้แกแล้ว หัวหน้าทีมต้องทนยุงได้ซีน่า ในที่สุดกัปตันของเราก็ยอมเสียสละออกจากวงการมุ้งไปนอนคุมโปงอยู่คนเดียว เสียงตบยุง เสียงบ่นพึมพำค่อยๆหายไป ยังคงเหลือแต่เสียงหายใจยาวอย่างไม่ค่อยจะเป็นสุขนักดังขึ้นเป็นระยะๆ สลับกับเสียงกรนทั้งที่ดังและค่อย พร้อมกันนั้นก็มีเสียงกัดฟันประกอบไปด้วย

 

                        นี่เราเตรียมตัวไปไทรโยคกันแน่แล้วหรือ

 

 

 

 

 

 

ปทานุกรมไทรโยค

ไปดักปลา                                           ภาษากระเหรี่ยงใช้                   เลโกย่ะ

นาฬิกา                                                 ภาษากระเหรี่ยงใช้                   นารี่

พระจันทร์                                           ภาษากระเหรี่ยงใช้                   ตะล้อ

ไปเที่ยว                                               ภาษากระเหรี่ยงใช้                   แลหะ

ตะเกียง                                                            ภาษากระเหรี่ยงใช้                   โซกเด๊อ

ยาแก้ไข้                                               ภาษากระเหรี่ยงใช้                   กะซี้

สบู่                                                       ภาษากระเหรี่ยงใช้                   ชะเปียะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนสอง                      อับโชค

 

            พฤหัสบดี  ที่     ธันวาคม  ๒๔๙๕

                        ๐๕.๐๐ น. พวกเราทุกคนตื่นนอน แปรงฟัน ล้างหน้า จัดเข้าของไม่มีการเอะอะเจี๊ยวจ๊าวมากมายเหมือนรุ่นที่หก เรายกขบวนออกไปขึ้นรถรางประจวบกับรถรางคันแรกจะออกกันอยู่แล้ว พึ่บ พั่บ พล๊อบ แพล๊บ เราขึ้นไปนั่งป๋ออยู่บนรถเรียบร้อยแล้ว รถรางวิ่งปุเลงปุเลงเร็วกว่าตอนกลางวันมากเพราะไม่ต้องรอหลีก รถพาเราผ่านบ้านท่านผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ ผ่านไปด้วยความชิงชังด้วยความเศร้าใจ เมืองไทยกำลังตกอยู่ในชะตาร้ายหรืออย่างไรหนอ มีผู้แทนราษฎรเหมือนมีตอไม้ เรื่องที่จะทำประโยชน์ให้กับปวงชนชาวไทยนั้นช่างน้อยนัก คอยแต่จะจ้องหาโอกาสกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก แต่เป็นของธรรมดาโลก เมื่อมีคนชั่วก็ต้องมีคนดีอยู่บ้าง เผอิญคนดีๆมักจะไม่มีสิทธิเข้ามาอยู่ในบ้านอันหรูหราเหล่านี้เพราะไปหน้าด้านแย่งกับเขาไม่ค่อยทัน นี่ คนดีมันซวยอย่างนี้ รถรางยังคงพาเราฝ่าความมืดต่อไปอีก สี่เสา......เทเวศน์.........บางขุนพรหม.......บางลำภู เอาละลงกันเสียที อย่าลืมของเอาไว้เป็นอันขาด เราหอบหิ้วเข้าของตรงไปขึ้นรถรางสายรอบเมืองทันที รถต้องรอหลีกอีกประมาณ ๑๐ นาที ระหว่างนี้เราก็โม้กันต่อไป วิทย์วิจารณ์ “ซิ้ม” ที่นั่งอยู่ตรงหน้าว่า “ชาติก่อนถ้าแกจะเป็นนางมณโฑ” พวกเรานั่งพิจารณากันอยู่เป็นนานจึงได้หัวเราะกันออกมาอย่างครื้นเครง เมื่อตีความหมายของซีเนียร์อักษรศาสตร์ออก เล่นเอาซิ้มคนนั้นตีหน้าเซ่อๆอยู่พักใหญ่ รถมาเข้าหลีกแล้ว เรานั่งโต้ลมหนาวที่พัดเฉื่อยๆมาจากลำน้ำเจ้าพระยา........ท่าช้างวังหน้า........พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ...........ทุ่งพระเมรุ.........กำแพงชราของชาวโดม........ท่าพระจันทร์ ถึงแล้วจุดหมายปลายทางสำหรับรถราง เราลงกันที่นี่หอบของพะรุงพะรังไปลงเรือยนต์ข้ามฟากไปสถานีธนบุรีทันที หม่อมแยกไปซื้อตั๋วโดยสาร เอกวิทย์ สุรธวัชไปซื้อสมุดจดบันทึก นอกนั้นเฝ้าของ ตั๋วได้แล้วขนของขึ้นรถไฟเร็วๆอีกสิบนาทีรถจะออก อ้าว คุณหนวด พ...ชอบสนุกคนเก่านั่นเอง บ๊ะ พบกันอีกแล้วเสียงทักทายดังขรม

            “อย่ายิงเก้งให้หมดป่านาคุณ”

                        นั่นแน่ พี่หนวดหยอกเราเข้าให้แล้วไงล่ะ อีกห้านาทีรถจะออกของเรียบร้อย อ้าว อู๊ดหายไปไหนล่ะ วิ่งไปดูที่ชานชาลา เอ ไม่มีแฮะ ถ้าจะหนีกลับบ้านแล้วกระมัง อ้อ เดินมาโน่น

                        “แฮ่ะ แฮ่ะ ขึ้นรถไฟผิดขบวน ดันผ่าไปขึ้นเอารถสายประจวบเข้าได้” อู๊ดพูดพลางยิ้มแหยๆ

                        ๑๖.๔๕ น. รถไฟที่มีแต่ที่นั่งชั้นสามขบวนเดียวในประเทศไทย จากธนบุรี ถึงวังโพธิ์ ค่อยๆเคลื่อนออกจากชานชาลาสถานีธนบุรี ไม่มีใครมาส่งเราตามเคย จะมาบ่นหาสวรรค์วิมานอะไรกันล่ะ ก็พวกคุณไปป่าไม่ได้บินไปนอก แถมออกแต่เช้าเสียด้วย ใครเขารีบตื่นนอนมาส่งคุณเล่า ไม่เป็นไรไม่มาส่งน่ะดีแล้ว เดี๋ยวพูดโยเยสมาชิกจะปลีกตัวไม่ยอมไปด้วยละก็ จมธรณีเลย รถไฟวิ่งชึ่กชั่กต่อไปเรื่อยๆตามสะดวกสบาย สถานีแรกรถหยุดสองสามนาที บางระมาด สถานีเล็กๆ รถไฟสายนี้หยุดทุกสถานีจนน่าเบื่อ บางระมาดมีแต่ป้ายรถยนต์รางและที่พักผู้โดยสารเท่านั้นรถขบวนนี้ก็ยังหยุด เห็นถ้าจะเป็นรถยนต์รางแน่แล้วกระมัง เรากำลังจะห่างกรุงเทพฯออกไปทุกทีแล้ว ชุมทางตลิ่งชัน จอดอีกแล้วแถมต้องรอหลีกอีกด้วย นั่งรอรถมาเข้าหลีกสนทนากันไปตามประสาคนจะออกป่าอยู่พักใหญ่ รถก็เคลื่อนออก ผ่านทุ่งนา สวนผัก อากาศยังมืดครึ้มอยู่ นึกถึงกรุงเทพฯ อีกสี่วันเท่านั้นสวนลุมพินีก็คงจะคึกคัก งานฉลองรัฐธรรมนูญ ประกวดนางสาวไทย ลีลาศ รถไฟเล็ก ออกร้าน ปีนี้ได้ข่าวว่าจะมีการออกสลากกินแบ่งประจำวันอีกด้วย บ๊า น่ากลัวสนุกสนานกันใหญ่ พวกเราไม่กล้าปฏิเสธว่าถ้าเผื่ออยู่กรุงเทพฯจะไม่เที่ยวงานเลย เรายังเป็นปุถุชนธรรมดาอยู่ มีงานก็ต้องเที่ยว แต่มาเที่ยวป่าเสียอย่างนี้ถูกเงินกว่าหลบความหรูหราเสียบ้างก็ดูจะโก้ดีมิใช่น้อย สถานีอะไรอีกล่ะ อ้อ บ้านฉิมพลี วิมานฉิมพลี เออจริงสินะ วิมานฉิมพลี กรุงเทพมหานคร บางกอกราตรี วิมานฉิมพลีของคนไทย ท่านจะต้องการอะไร สุรารึ แม่โขง แม่น้ำสุพรรณ ค่างโหน เหล้าโรง สารพัดเหล้า นารีรึ อย่างไหนล่ะ สาวสังคมอันโอ่อ่าชูคอระหง พาร์ตเน่อร์เต้นรำตามสถานลีลาศต่างๆ หญิงงามเมือง บางกะปิ หญิงราวชั่วสะพานไม้เผาหรือจะต้องการหญิงอมโรคแถวหัวลำโพง เฉลิมนคร มีให้ท่านเลือกทุกอย่างเอาสนามไหน สระปทุมหรือนางเลิ้งได้ทั้งนั้น กีฬาบัตรรึ ตั้งแต่สลากกินแบ่ง สลากกินรวบ โป จับยี่กี หวย ไพ่ มีนานาประการ นี่ละวิมานฉิมพลีของเมืองไทย นี่เป็นมุมมืดมุมหนึ่งเท่านั้น จอดอีกแล้ว แก่จอดจริงแฮะรถขบวนนี้ยิ่งกว่ารถรางของการไฟฟ้ากรุงเทพฯเสียอีก ศาลาธรรมสพน์ อืม ชื่อแปลกดี ธรรมสพน์ไม่ใช่ทำศพ อ๋อ ธรรมสพน์ ธรรมสวนะ ศาลาฟังธรรมวันพระนั่นเอง สาธุ พวกเรานี่ตายไปแล้วคงไม่ได้พบพระเป็นแน่ ไปนี่ก็จะไปล่าสัตว์กันอีกแล้ว เอาเถอะหนุ่มๆไม่เป็นไร แก่ตัวไปค่อยเข้าวัด รถกระฉึกกระฉักต่อไปอีกโคลงเคลงโยกเยกไปตามรางอันยาวเหยียดเรื่อยไป เสียงหีบเพลงปากบรรเลงเพลงต่างๆดังขึ้นเป็นระยะตามอารมณ์ของผู้บรรเลง เมะ เริ่มเข้าสู่นิทรารมณ์อีกแล้ว ฝันดีเถิดอีเมะเอ๋ย เมื่อคืนนอนได้ ๕-๖ ชั่วโมงเท่านั้น วันนี้ทั้งวันต้องนอนให้คุ้มทีเดียว รถวิ่งต่อไปผ่านศาลายา วัดสุวรรณ คลองมหาสวัสดิ์ แล้วก็บรรลุถึงวัดงิ้วราย

                        ๐๗.๒๐ น. ชั่วโมงหนึ่งบนรถไฟช่างน่าเบื่อหน่ายจริงๆ รถจอดรอหลีกอีกตามเคย คนโดยสารเพิ่มจำนวนขึ้นอีกจากสถานีนี้ พวกหนึ่งดูเหมือนจะเป็นข้าราชการที่ถูกโยกย้ายไปรับราชการที่กาญจนบุรี เสียงคุยขโมงโฉงเฉงฟุ้งไปหมด โป๊ก!! ใบหน้าของท่านข้าราชการผู้นั้นกระทบกับกระจกหน้าต่างรถไฟอย่างเต็มเหนี่ยว เออ จะเบ่งอวดใครๆสักหน่อยโผล่หน้าต่างออกไปสั่งเสียก็กลับเป็นไก่ให้เขาฮาเล่น รถออกวิ่งต่อไปอีก ข้ามลำน้ำนครชัยศรี รถก็มาจอดที่นครชัยศรีอีก ถึงที่นี่ทำให้นึกถึงคำพังเพยหรือคำขวัญอะไรทำนองนั้น “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย ผ้าดำดี” แต่อาจารย์ ม...สุมนชาติ สวัสดิกุล แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำเสียใหม่ว่า “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย นักมวยดี” อ๊ะอ๊ะ ลูกสาวสวยคู่กับนักมวยดีนี่ไม่ค่อยจะน่าดูนัก ดูเป็นการคุมเชิงลูกสาวสวยไปในตัว ทางที่ดีอย่าไปยักคิ้วหลิ่วตากับลูกสาวสวยแถวนั้นก็แล้วกัน ดีไม่ดี นักมวยดีแกจะแจกหมากให้ละก็เป็นต้องอมตุ่ยไปไทรโยคกันแน่ๆ ยังไม่เห็นรถแฉลบเป็นใช้ได้ ที่ท่าคงมีเรือแล่นแฉลบไปแฉลบมาเยอะแยะกระมัง ต้นสำโรง ก็ผ่านมาแล้ว

                        ๐๘.๐๘ น. นครปฐม เราคงทำการสักการะองค์พระปฐมเจดีย์กันทั่วทุกคน คำอธิษฐานในใจไม่สามารถจะได้ยินได้ แต่เข้าใจว่าคงจะอธิษฐานขอพรพระปฐมให้คุ้มครองภัยอย่างให้บังเกิดตลอดระยะทางที่เราจะไปกระมัง ผ่านสถานี โพรงมะเดื่อ แล้วก็คลองบางตาล เรากินข้าว (แกง) เช้ากันที่นี่ คงมีการโต้อารมณ์ระหว่างแม่ค้าขายไก่ย่างกับพวกเราตามเคย ๔ ไม้ ๕ บาท ๗ ไม้ ๗ บาท ไม่ได้ก็ไม่เอา เคยซื้อได้นี่น่าเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวค่อยสงบลงเมื่อรถออกจากสถานี

                        ๐๘.๔๕ น. หนองปลาดุก อนุสรณ์แห่งทารุณกรรมของทหารพระจัรพรรดิ์ ผู้เรียบเรียงยังจำได้ติดหูติดตาได้ว่า ณ สถานีแห่งนี้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองยังไม่ดุเดือดร้ายแรงนัก ผู้เรียบเรียงได้โดยสารรถไฟไปเที่ยวหัวหิน รถจอดสถานีนี้นานพอควร ด้วยความสงสารต่อพวกเชลยขาวต่างประเทศ เราโยนบุหรี่และผลไม้บางชนิด พวกเชลยดีอกดีใจก้มลงเก็บ นายทหารร่างแคระของกองทัพงิเปิดฉากทารุณอวดเราเข้าแล้ว เราต้องเบือนหน้าหนีเพราะแซ่ที่หวดลงไปอีกหลายทีนั้น ทำให้หลังของเชลยมีเลือดสดๆทลักออกมาแดงฉาน รถยังคงวิ่งต่อไปอีกภาพต่างๆเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่สถานีหนองปลาดุกค่อยๆเลือนหายไป กิโลเมตร ๖๗

                        ๐๙.๐๕ น. รถเริ่มแล่นแยกออกทางสายใต้เข้าสู่ทางรถไฟสายมรณะ เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังลั่น ขณะที่รถเลี้ยวโค้งเข้าสู่สถานีบ้านโป่งใหม่ รถกระฉึกกระฉักต่อไป ผ่านลูกแก ท่ามะกา ท่าเรือน้อย ท่าม่วง ตอนนี้ดูมีท่าเยอะเหลือเกิน ทุ่งทอง ใบยาสูบพื้นเมืองอันเขียวชะอุ่มพริ้วรับลมหนาวดูไปสุดสายตา บางครั้งไร่ยาสูบก็ถูกสลับด้วย ไร่ละหุ่ง ไร่ถั่วลิสง เรานึกชมในใจ อา เมืองไทย ทุ่งทอง ดินดี แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าของพืชผลบนแผ่นดินไทย หรือเจ๊ก ถ้าเป็นคนไทยก็ดูน่าสดชื่น น่าภูมิใจที่คนไทยได้เป็นเจ้าของพืชผลบนแผ่นดินไทย แต่ถ้าเป็นของเจ๊กก็อีกนั่นแหละ แผ่นดินไทย พืชไทย แต่เงินที่ได้จากการขายพืชเป็นของเจ๊ก ทำไมคนไทยจึงไม่คิดต่อสู้เขากันให้เต็มที่เล่า ใครจะได้เป็นวีระบุรุษผู้เบียดเจ๊กให้ตกทะเลกลับบ้านเมืองของเขา ใครจะกล้าทำในเมื่อผู้บริหารราชการแผ่นดินเองยังเห็นเจ๊กดีกว่าบิดาของตัวเอง ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ เมืองไทยแต่ชื่อ ที่แท้นั้นหรือคือเจ๊ก ตื่นจากภวังค์เมื่อรถจอดที่เขาดิน เขาจริงๆ ไม่ใช่สวนสาธารณะ เขาดินวนาที่กรุงเทพฯ เขาดินที่นี่ไม่มีคดีลามกอนาจารเกิดขึ้น ต่างกับเขาดินในกรุงเทพฯ รถวิ่งต่อไปอีกยิ่งห่างกรุงเทพฯออกไป ใจก็ดูแตกฉานซ่านเซ็นออกไปทุกที ความคิดนานาประการทั้งดีและชั่วเข้ามาประดังกันอยู่ในสมอง นาครธรรม วิมานฉิมพลี กรุงเทพพระมหานคร รัฐบาลระบอบเสรีประชาธิปไตย จับคนไทยที่เป็นคอมมิวนิสต์ เรื่องวุ่นวายทั้งนั้น ฝ่ายหนึ่งต้องการแย่งเก้าอี้ ฝ่ายหนึ่งรักษาเก้าอี้ ผลคือรบกัน พวกที่ไม่ได้แย่งเก้าอี้กันกับเขาด้วยแพ้ ตาย โน่นอะไรล่ะ ปล่องสูงทีเดียว บ๊ะ โรงงานกระดาษกาญจนบุรีไม่รู้จักหรอกหรือ อ้าว นี่ก็ถึงปากแพรกแล้วซี จริงแล้วรถจอดพอดีโผล่หน้าออกไปมอง ปากแพรกจริงๆนั่นแหละ รถออกวิ่งต่อไปเบื้องหน้าโน้น ขุนเขาใหญ่น้อยแลสลับซับซ้อนอยู่ที่ริมขอบฟ้า ทิวเขาข้างหน้านั่นแหละ เราจะต้องบุกเข้าไป ฝ่าเข้าไป เดินทางด้วยเท้าทั้งสองของเรา นึกเลยเถิดไปเรื่อยๆ มนุษย์เรานี่ก็แปลกอยู่บ้านสบายๆไม่ชอบ ชอบมาหาความลำบากใส่ตนเอง อยู่บ้านกินนอนสบายแท้ๆไม่ชอบ ยังไงถึงได้คิดวิตถารมาเดินดงเล่นเช่นพวกเรานี้เล่า เพื่อนฝูงอยู่ทางกรุงเทพฯคงนึกหัวเราะอยู่เสมอ งานก็กำลังจะสนุกเป็นที่เพลิดเพลินเช่นนี้เสียเล่า ไม่มีใครที่จะให้คำตอบแก่เพื่อนฝูงได้ดีเท่าพวกเรา ขอตอบแต่เพียงว่าต่างคนก็ต่างจิตต่างใจ เหตุผลยังคงไม่สมควรเป็นแน่ แต่นั่นแหละคือเหตุผลสั้นๆของเรา คิดเอาเองก็แล้วกัน เสียงหวูดรถไฟดังสนั่น ดังแล้วดังอีกจนปวดแก้วหู อ้อ นี่จะถึงกาญจนบุรีแล้วละซิ ใช่แน่แล้ว รถกำลังพาเราผ่านทุ่งกางเขนอันขาวโพลน พวกเรายืนมองดูด้วยความสลดใจ ภาพเชลยศึกนานาชาติ วนเวียนอยู่ในสมอง จนกระทั่ง ๑๐.๕๕ น. รถเช้าเทียบชานชาลาสถานีกาญจนบุรี เราคงไม่มีโอกาสได้เข้าไปเที่ยวในตัวเมืองอย่างแน่นอนเพราะ เวลาไม่อำนวยให้ เรารอหลีกรถที่มาจากวังโพธิ์อยู่นานพอดู ข้าวกลางวันเติมกันเต็มกระพาะไปเลย แถมมีโรตีทอดเป็นของหวานเสียอีกด้วย เนื่องจากที่วังโพธิ์ก่อนเรามาสักสองอาทิตย์มีการจับคนไทยที่เป็นคอมมิวนิสต์ ตำรวจจึงมาด้อมๆมองๆพวกเราอยู่ตลอดเวลา รถมาเข้าหลีกแล้ว เสียงสับเปลี่ยนรถดังโครมครามอยู่พักหนึ่ง ได้เวลา ๑๒.๐๘ น. รถก็เคลื่อนออกจากกาญจนบุรี ทางรถไฟตอนนี้โค้งมากเข้าใจเอาเองว่า ที่ทำโค้งเช่นนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์เท่านั้น รถผ่านสะพานแควใหญ่ น้ำในแควใหญ่ยังคงไหลเชี่ยวกราก มองไปที่เสาตอหม้อสะพานน่ากลัวแท้ๆ ซุงต้นมิใช่เล็กปะทะติดอยู่กับเสาสะพานสมยานามของทางรถไฟสายนี่ช่างเหมาะเสียจริง ใครหนอ เป็นผู้ให้ชื่อนี้ ทางรถไฟสายมรณะ ดูน่าเกรงขามพิลึก สองข้างทางเมื่อผ่านสะพานนี้แล้วเริ่มเป็นป่าโปร่งเรื่อยไป บางแห่งมีทุ่งนา ไร่ยาสูบ ละหุ่ง ถั่ว ปะปนบ้างเล็กน้อย

                        ๑๒.๒๓ น. รถจอดที่สถานีเขาปูน ผู้คนพลเมืองตามสถานีดูชักจะเบาบางลงเห็นจะเป็นด้วยการคมนาคมลำบาก เพราะต้องอาศัยรถไฟ และเดินด้วยเท้าเท่านั้น รถออกวิ่งต่อไป บางคนเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ซึ่งเป็นชุดเดียวในการเดินป่าตลอดจนกระทั่งกลับมาถึงวังโพธิ์อีกครั้งหนึ่ง เราผ่านสถานี วังลาน ท่าโป่ง แล้วก็ถึงบ้านเก่า

                        ๑๓.๓๔ น. แล้วรถทำไมถึงได้ช้านัก พวกนักเดินป่าหน้าใหม่บ่นกันพึมพำกันไปตามเรื่องเพราะยังไม่เคยมารถขบวนนี้เลย เป็นธรรมดาสำหรับพวกที่เคยมาแล้ว กัปตันยังนอนอย่างสบาย เต๊ะก็ยังคงใช้เวลาพักผ่อนต่อไปอีก ท่ากิเลณ อืม ชื่อพิลึกดีท่าจะมีกิเลณเยอะมากไม่ก็คงเป็นที่เอเย่นต์ใหญ่มาตั้งขายยาตรากิเลณของโอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) ตอนสงครามโลกครั้งที่สองกระมัง เอ้าพวกเราทั้งหลายเตรียมตัวได้แล้ว จวนจะถึงวังโพธิ์แล้วอีกสถานีเดียวเท่านั้น เร็ว อย่าชักช้า เวลาไม่คอยใคร ทุกคนที่จัดแจงเข้าของ พ...หนวดมาคุยกับเราทำเอาพวกเราเกรียวกราวกันยกใหญ่ “เสียดายมากที่พวกคุณไม่ได้ไปด้วย เมื่อสองสามอาทิตย์มานี้เอง ผมยิงเสือเสียหน้าแตกไปเลย จำไม่ได้ว่าเป็นเสือ ถ้าคุณดูเฉพาะแต่หน้ามัน” ... เริ่มต้น

                        “แล้วยังไงเล่าถึงได้ยิงกันหน้าตายับเยินกันอย่างนั้น” หม่อมถามอย่างสนใจ

                        “ปัดโธ่!! ก็ผมจ่อยิงเลยนี่นา” เสียง “ฮ้า” ดังขึ้นพร้อมๆกัน พ...หนวดหัวเราะอย่างถูกเส้น

                        “ทีแรกผมก็เกือบจะเตะมันตายเสียแล้ว พอยื่นเท้าออกไป เอ๊ะ ท่าไม่ดีแฮะ เดี๋ยวมันกัดขาขาดล่ะแย่ไปเลย ผมจ่อขมองมันลั่นโป้ง ตายสนิทดีทีเดียวคุณ”

                        “อือฮืม!! ไม่ใช่เล่นนา เออ แล้วเป็นเสืออะไรล่ะครับ” บ๊ะชักสนุกตอดเข้าให้แล้ว

                        “เสือบองคุณ” เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นราวกับนัดกันไว้ แล้วเราก็สนทนากันถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องต่อไปอีก จนกระทั่งรถถึงสถานี อ้ายหิต พ...หนวด ก็ขอตัวไปทำธุระต่อไป รถวิ่งออกไปเดี๋ยวเราก็จะถึงวังโพธิ์แล้ว และอีกไม่ช้าเราก็จะถึงเขาพัง ความเบิกบาน ความสุขที่ได้รับจากธรรมชาติในป่าเริ่มเข้าสิงในดวงใจอีกแล้ว กัปตัน หม่อมยังคงนั่งอยู่เฉยๆ มองดูพวกหน้าใหม่แสดงความตื่นเต้นต่อธรรมชาติสองข้างทางรถไฟ เดี๋ยววิ่งไปหน้าต่างซ้าย แล้วก็ผละมาหน้าต่างขวาก่อนที่จะถึงถ้ำกระแซ พ...หนวด ได้เร่เข้ามาคุยกับเราอีก เราได้รับข่าวจากพ...หนวด ว่า ส... ที่เราเคยขอความช่วยเหลืออยู่ทุกครั้งนั้นไม่อยู่ไปกรุงเทพฯ หม่อมได้ยินข่าวเช่นนั้นก็ตกตะลึง นี่พวกเราจะทำอย่างไรกัน เมื่อ ส... ไม่อยู่เราก็ต้องเดินไปเขาพัง รสชาดของหมอนรถไฟและระยะทางที่เคยเดินมาแล้วไม่สนุกแน่ ขนาดคราวที่แล้วเดินกันตัวปล่าวๆยังแย่เลย นี่มีของด้วยและยังแถมพวกหน้าใหม่ๆเสียอีกด้วย ว้า!! แย่แน่แล้วละพวกเราเอ๋ย แต่ไว้ให้ถึงวังโพธิ์เสียก่อนเราก็จะได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันดีกว่า รถวิ่งช้าลงเป็นลำดับ คงจะถึงถ้ำกระแซแล้ว และก็เป็นความจริง รถเริ่มผ่านหน้าผาถ้ำกระแซ บนสะพานไม้ที่เลาะหน้าผาเสียงเอี๊ยดอ๊าดเพราะความไม่มั่นคงของสะพานทำให้เพิ่มความตื่นเต้นในการเดินทางมากขึ้นอีก รถวิ่งโค้งไปตามหน้าผาอย่างช้าๆ ไม่ช้าเราก็ผ่านสะพานอันยาวเหยียดไปได้โดยปลอดภัย เข้าของต่างๆถูกยกลงมากองไว้กับเก้าอี้ วังโพธิ์ใกล้เข้ามาแล้ว โชคที่เราจะได้จาก ส... คือรถยนต์รางไปเขาพังไม่มีหวังเลย เป็นอย่างไรหนอ เที่ยวนี้ช่างอับโชคเสียจริงๆ ตั้งแต่ก่อนวางโครงการเดินทางคราวนี้ก็มีลางอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่การล้มเหลวของโครงการโดยกัปตันป่วยอย่างกระทันหัน ครั้นตัดสินใจว่าจะต้องมาไทรโยคให้ได้สมาชิกที่จะมาด้วยกันก็เกิดป่วยขึ้นบ้าง มีธุระบ้าง จนเหลือไม่กี่คน ก่อนวันออกเดินทางกัปตันถูกสามล้อชนเอาอีก ถึงแม้ว่าจะมีโชคหรืออับโชคก็ตาม เมื่อเราถึงวังโพธิ์ก็แสดงว่าเราตั้งหน้ามุ่งไทรโยคได้กึ่งหนึ่งแล้วละ จำต้องบุกบั่นต่อไปให้ได้ เราไม่ย่นย่อต่ออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น รถเข้าเทียบชานชาลาสถานีวังโพธิ์เมื่อเวลา ๑๕.๐๔ น. กัปตัน หม่อมรีบตรงไปยังบ้านพักของ ส... ทันที ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ช่วยอะไรไม่ได้ เดิน เดินเถิดพวกเรา เมื่อรวบรวมเข้าของเรียบร้อย ปรากฏว่าอาวุธที่ติดตัวไปมี ปืนเมาเซอร์ไรเฟิล ๙ ม.. หนึ่งกระบอก ปืนลูกซองแฝดเบอร์ ๑๒ หนึ่งกระบอก ปืนลูกซองแฝด .๔๑๐ หนึ่งกระบอก ทั้งสามกระบอกนี้เป็นของกัปตัน และปืนกรด .๒๒ “มอสเบิร์ก” ของบ๊ะหนึ่งกระบอก ลูกกระสุนเมาเซอร์ ๒๐ นัด ลูกกระสุนลูกซองเบอร์ ๑๒ ๒๕ นัด ลูกกระสุนลูกซอง .๔๑๐ ๕๐ นัด ลูกกรด ๒๕๐ นัด และทุกคนมีมีดพกติดตัวไปคนละหนึ่งเล่ม อาวุธก็เป็นที่พอใจแล้ว เข้าของต่างๆ ทุกคนมีเป้คนละหนึ่ง อู๊ดแถมร่วมยาอีกหนึ่ง กัปตันมีย่ามเสื้อผ้าส่วนตัวเพิ่มไปอีก แดงรับหน้าที่แบกเต๊นท์

                        ๑๕.๔๕ น. เราออกเดินทางหลังจากที่ได้เติมกาแฟ และอาหารจนเต็มอัตราแล้ว พร้อมกับฝากของไว้กับคนที่บ้านพักของ ส... เรียบร้อย เรามุ่งตรงไปตามทางรถไฟสายมรณะที่ทอดไปเบื้องหน้า ข้างโน้นเป็นขุนเขาลูกมหึมาขวางหน้าอยู่ เราจะต้องเดินลัดเลาะริมขุนเขาลูกนี้ไป เดินไปพลางนึกไปพลาง นี่อีกกี่ชั่วโมง เราจึงจะถึงเขาพังกัน คราวที่แล้วจากเขาพังถึงวังโพธิ์เราใช้เวลา ๕ ชั่วโมงสำหรับการเดินทางด้วยเท้าเปล่า และไม่มีสัมภาระด้วย แถมยังได้อาศัยรถถ่อมาอีก ๔-๕ กิโลเมร คราวนี้เรามีนักเดินป่าที่ยังไม่เคยเดินป่าด้วยเท้ามาด้วย และยังแถมมีสัมภาระติดตัวอย่างชนิดที่เรียกว่า ล้นอัตราศึกทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะกี่ทุ่ม กี่โมง กี่ยาม หรือถึงแม้จะต้องเดินทางตลอดคืน เราก็จะต้องไปถึงเขาพังให้จงได้ กัปตันนำหน้าเดินลิ่ว หม่อมคุมหลัง ดูพวกหน้าใหม่ยังเดินกันกระฉับกระเฉงแถมให้คำมั่นสัญญาอีกว่า

                        “เดินไหว สิบแปดกิโลเท่านี้เองหรือ ฮะฮะ!!วันนี้ไม่ถึงก็คงถึงพรุ่งนี้” ถ้าเราได้ร่วมใจกัอย่างนี้ และเดินได้เร็วอย่างนี้ เราก็คงจะถึงเขาพังก่อนสองยามวันนี้อย่างแน่นอน เมะถ้าคงจะเมื่อยแย่เพราะเอาเป้ใส่ไหล่ไม่ถนัด ต้องใช้มือซ้ายหิ้วไป บ๊ะก็เช่นกันเป้ไม่มีห่วงคล้องเลยต้องใช้สะพายไปดูทุลักทุเลดีพิลึก นอกนั้นดูกระฉับกระเฉงรัดกุมน่าดูมิใช่น้อย ใครต่อใครหลายคนที่รู้จักกัปตันสั่นหน้าส่ายหัว เมื่อได้รับคำตอบสั้นๆว่า “เราจะเดินไปเขาพัง” ความทรหดอดทนของพวกเราที่ได้สร้างชื่อไว้หกรุ่นแล้วทำให้คนแถววังโพธิ์ชักจะรู้คณะเราดีขึ้น เราค่อยๆเลาะลัดมาตามเชิงเขา ข้างหน้าโน้นทางซ้ายมือเป็นลำน้อยแควน้อยที่อยู่ต่ำลงไปจากระดับที่เราเดินอยู่ชนิดที่ตกลงไปกระดูกออกมายิ้มอยู่นอกเนื้อเป็นแน่ๆ ทางขวามือเป็นหน้าผาสูงพุ่งโด่งขึ้นไป สะพานถ้ำชะนี เราจะข้ามอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว หม่อมชักแข้งขาสั่นตามนิสัยเดิมอีกแล้ว คณะของเราก็จับจุดอ่อนของหม่อมได้ก็ตรงข้ามสะพานรถไฟยาวๆนี่เอง ต้องมีการจูงมือให้สติกันเรื่อย หม่อมถึงได้ข้ามไปอย่างเพลียๆ แต่ละก้าวขามันช่างแข็งเสียจริงๆ ก้าวออกไปทีไรสั่นทุกที ข้างล่างดูแล้วราวกับว่าหินอันแหลมคมกำลังรอเชือดเฉือนร่างกายของเราอยู่ทีเดียว บรื๊วส์ พูดแล้วขนลุก ฮึยย์ ไม่รู้จะอุตริสร้างไว้สูงๆทำไมกันหนอคนเดินลำบากแท้ๆ แล้วเราก็มาพักเหนื่อยหลังจากพ้นสะพานได้แล้วโดยสวัสดิภาพ หม่อมให้ความมั่นใจกับทุกคนว่า ต่อไปนี้ไม่ปอดลอยอีกแล้ว สะพานนับแต่นี้ต่อไปไม่มียาวเหยียดอีกละ มาเถอะสะพานไหนก็ตามตั้งแต่ถ้ำชะนีถึงเขาพังขาฉันไม่มีสั่นอีกแล้ว เราออกเดินทางกันต่อไปอีกก้าวไปอย่างรวดเร็วและมั่นคง ที่หมายของเราข้างหน้าคือ เขาพัง ถ้าถึงเร็วเราก็มีหวังได้หลับนอนกันมากหน่อย ถึงช้าหมายความว่า เราจะต้องเดินต่อไปอีกโดยได้รับการพักผ่อนระยะที่สั้นที่สุด ระหว่างเดินทางนี้ เมื่อจวนจะถึงสถานีวังใหญ่ประมาณ ๑๘.๐๐ น. เราได้หยุดพักรับประทานอาหารเย็นกันที่บนทางรถไฟนั้นเอง ขนมปังปอนด์กับน้ำพริกเผาเป็นอาหารของเราในมื้อนี้ เมื่ออิ่มกันแล้วก็มีการประลองฝีมือกันด้วยปืนกรดโดยใช้เสาโทรเลขเป็นเป้า ปรากฏว่ายิงกันไม่ค่อยถูกที่หมาย ความมืดค่อยๆคืบคลานเข้ามาทุกที ดวงอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยมโลกไปแล้ว เรารีบออกเดินทางกันต่อไปอีก พวกเราพยายามเดินเร็วแข่งขันกับแสงตะวัน จ้ำกันพรวดๆไปเลย ผลที่สุดเราเริ่มเดินเปะปะไปตามเรื่อง ความมืดทำให้ตอกลางรางรถไฟเป็นศัตรูชั้นหนึ่งของเรา เสียงโป๊ก อ๊ย!! ดังอยู่รื่อๆ เดินบนทางรถไฟลำบากจริงๆ ไม้หมอนของทางรถไฟสายนี้วางระยะไม่เท่ากัน จังหวะในการก้าวเดินจึงต้องเปลี่ยนบ่อยๆ เราถึงวังใหญ่ก็พอดีมืดสนิทมองทางไม่เห็น เราเดินต่อไป โชคไม่เป็นของเราบ้างก็แล้วกันไป เดินบุกไปบนก้อนหิน ไม้หมอน และตอไม้เล็กๆ หยุดพักกันอีกสอง – ถึงสามครั้ง เราก็มาถึงสถานีน้ำตกท่าเสา หยุดพักอีก กัปตัน อู๊ดไปซื้อขนมมาไว้สำรองท้อง พวกเรานั่งรอกันอยู่บนทางรถไฟนั่นเอง ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าบังเกิดขึ้นอย่างที่เรียกว่า เป็นภาวะอันสุดแสนที่จะทนทานได้ เรานั่งกันอยู่สักครู่ใหญ่ กัปตัน อู๊ดก็กลับมาพร้อมด้วยถั่วตัดและขนมเปี๊ยะเต็มมือ เสียงอู๊ดบ่นว่า เดินไม่มีเป้นี่ยังกับลอยไป แล้วทุกคนก็สงบนิ่งไม่ให้ความเห็นอะไรต่อไป เพราะในปากกำลังเต็มไปด้วยขนมเปี๊ยะ และถั่วตัดงาตัด ได้กล่าวมาแล้วว่าพวกเราคราวนี้ช่างอับโชคแท้ๆ และก็จริงอย่างว่านั่นแหละกำลังนั่งพักผ่อน ฝนซึ่งหมดฤดูไปแล้วก็เผอิญหลงมาโปรยปรายความชุ่มฉ่ำให้เราที่ท่าเสานี้ ทุกคนเริ่มคว้าเข้าของออกเดินทางตรงไปเขาพังทันที ไม่มีเสียงบ่นคุยกันอีกเลย จ้ำพรวดๆ นับไม้หมอนไปเรื่อยๆ เขาพังก็ยังไม่ถึงสักที

            ๒๑.๕๕ น. เราก็ถึงเขาพัง เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที กระท่อมไม่มีฝานี่หรือที่เราจะนอนกันคืนนี้ แน่นอนเพื่อนยากเราจะนอนกันที่นี่คืนนี้ กัปตันหม่อมคงเฉยๆ จัดเข้าของให้เข้าที่เพราะเคยมานอนแล้ว ส่วนพวกที่ยังไม่เคยมาก็ตื่นเต้นกับที่หลับที่นอนไม่มีฝากั้นอยู่พักใหญ่ เมื่อระงับความตื่นเต้นแน่ใจว่าไม่มีทางใดที่จะเลี่ยงจากที่หลับที่นอนอื่นนี้แน่แล้ว ก็จำใจจัดที่ทางไว้สำหรับหลับนอนกันต่อไป อากาศซึ่งหนาวมาแต่เช้าผสมกับละอองน้ำตกเข้าคุกคามเราอย่างหนัก นี่เป็นแต่เพียงการชิมลางเท่านั้น ยังเพื่อนรัก ข้างหน้ายังมีที่หนาวกว่านี่อีกมากนัก กัปตัน หม่อมลงมือหุงหาอาหาร ฟืนไม่มี ออกหาซีน่า แล้วเหล่านักเดินป่าฝึกหัดก็ถูกสองคนที่เคยมาแล้วใช้ออกไปหาฟืนทันที นี่เป็นบทเรียนบทแรกสำหรับนักเรียนใหม่ ลองดูก่อนบทนี้ผ่านไปไม่ได้ก็แย่หน่อย เราจะต้องต่อสู้กันอีกมากกว่านี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ และทุกวันจนกว่าจะถึงกรุงเทพฯ เราต้องมีชีวิตอยู่ด้วยลำแข็งของเราเอง เมื่อได้ฟืนมาแล้ว หม้อสนาม เตาป่า เริ่มถูกใช้งานอีกแล้ว หลายคนล้มพับหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ข้าวต้มรึ ฉันไม่ปราถนา ขอให้ได้เหยียดแข้งเหยียดขา หลับตาเท่านั้นเป็นสุขที่สุดแล้ว หม่อมยึดมุมซ้ายด้านหน้าของที่พักเป็นที่นอน กัปตันเลือกได้ด้านหลัง นอกนั้นใช้โต๊ะกลางกระท่อมเป็นที่พักผ่อนในคืนนี้ อากาศเย็นจัดเข้าทุกที เสื้อหนาวมีคนละกี่ตัวขนเอามาสวมกันหมด ข้าวต้มสุกแล้ว มาเข้ามาร่วมวงกันปลาริวกิวย่าง บ๊าวิเศษ ข้าวมื้อริมน้ำตกตอนกลางคืนอร่อยกว่า และอิ่มกว่าซัปเปอร์บนฟลอร์ลีลาศต่างๆในกรุงเทพฯมากมายนัก เรากินกันอย่างไม่มีอั้น กินเข้าไปเถิดเพื่อนรัก เดี๋ยวเราก็จะนอนกันให้สบาย จานชามภาชนะที่ใช้ไม่มีการล้างในคืนวันนี้ เมื่อกินอิ่มก็ล้มตัวลงนอนทันที บ๊ะกอดปืนลูกกรดซึ่งบรรจุกระสุนเต็มเหน็บไว้ตลอดเวลา นักเดินป่าหน้าใหม่ห้าคนนอนกอดกันกลมหลับสบายอยู่บนโต๊ะกลางนั่นเอง ทิ้งกัปตัน หม่อมไว้ให้ดูแลเข้าของโดยไม่ขอร้องอะไรทั้งสิ้น สำคัญพวกนี้แต่ก็ดีแล้วบทเรียนบทที่สอง คือการหลับนอนอย่างง่ายๆ ถ้าทนได้ก็เป็นอันว่าผ่านหลักสูตรไปได้ขั้นหนึ่งละ เสียงน้ำตกดังอยู่ไม่ขาดระยะ ไม่ยักกะดัง จอก จอก โครม โครม แต่มันดัง โครม โครม ซู่ซ่าอยู่ตลอดเวลา พวกเราจะว่าอับโชคทีเดียวก็ไม่ถูก เพราะน้ำตกเขาพัง หน้าฝนหรือหน้าร้อนก็ไม่โจนแรงเหมือนหน้าหนาว เป็นบุญตาแล้วที่ได้เห็น น้ำตกเขาพังในยามที่งดงามเต็มที่ นี่แหละคือ “ไทรโยคน้อย” ใครหนอเป็นผู้ตั้งชื่อ ไทรโยคน้อย ฮะฮะ  ไทร

โยคน้อย ยังไกลสำหรับหนทางที่จะไปสู่ไทรโยคใหญ่ นอนให้สบายเถิดเพื่อนรัก ขอให้ฝันอย่างเป็นสุขเตรียมตัวพักผ่อนเอาแรงไว้สำหรับวันพรุ่งเถิด กัปตันหม่อม เอนตัวลงนอนโดยไม่พะวงต่อเสียง และเหตุการณ์ใดๆอีกต่อไป นิทราสวัสดิ์ เถิดเพื่อนรัก ขอให้ฝันหวานและนอนเต็มอิ่มเถิดนะ พรุ่งนี้เราจะได้มาร่วมกันทรมานสังขารกันต่อไปอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ปทานุกรมไทรโยค

โฮ้ซเลอะมี้                                           เป็นภาษาไทยแปลว่า               ขีดไฟเบนซิน

เม่ดุ่ย                                                    เป็นภาษาไทยแปลว่า               ไม้ขีดไฟ

เม่กัวะ                                                  เป็นภาษาไทยแปลว่า               ไม้ขีดไฟ

เซ่มึง                                                    เป็นภาษาไทยแปลว่า               ฟืน

ล้อค้อ                                                   เป็นภาษาไทยแปลว่า               ชาม

โฮ้ซะ                                                   เป็นภาษาไทยแปลว่า                 เด็กๆ 

เฮลี่                                                      เป็นภาษาไทยแปลว่า                 มานี่

กี่มี้                                                       เป็นภาษาไทยแปลว่า                 ไปนอน

มี้หล่อ                                                  เป็นภาษาไทยแปลว่า                 นอนเสีย

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนสาม                      กุ้งที่พุเตย

            ศุกร์    ที่          ธันวาคม          ๒๔๙๕

            .๐๐ น. อู๊ดกับวิทย์ลุกขึ้นผิงไฟ เพราะนอนทนความหนาวของอากาศไม่ไหว โชคช่างชิงชังเราอะไรเช่นนี้ อากาศหนาวจัดผิดปรกติ แต่จะไปโทษใครเล่าก็เราอุตริกันเองที่มาเดินดงน่าหนาว และยังแถมมานอนให้ละอองน้ำตกกระเซ็นสาดเอาอีก เนื่องมาจากเราต้องเดินทางมาแล้วด้วยเท้าถึงสิบแปดกิโลเมตร ประกอบกับอากาศหนาวจัด และกัปตันไม่ค่อยสบาย พวกเราลงมติร่วมกันว่าจะออกเดินทางในวันนี้สายสักหน่อย การตื่นนอนแต่เช้าไม่ได้ประโยชน์อะไร เสียงน้ำตกยังคงดังซู่ซ่าอยู่ตลอดเวลา ห้าคนนั้นยังคงนอนคุดคู้งอก่องอขิงให้พ้นจากความหนาวอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน เมื่อเห็นว่าหนาวมากจริงๆ จนตัวเองและเสื้อผ้าที่หุ้มห่อร่างกายอยู่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นได้เพียงพอแล้ว เต๊ะก็ลุกขึ้นมาร่วมผิงไฟกับเขาด้วยหม่อม บ๊ะตามมาตามลำดับ ยังคงเหลือกัปตันและแดงนอนอย่างไม่ค่อยจะสบายนักต่อไปอีก

            ฟ้าเริ่มสางแล้ว วิทย์พ่อครัวจำเป็นลงมือประกอบอาหารเช้าทันที เป็นที่น่าประหลาดที่สุดที่เช้าวันนี้กัปตันตื่นสายที่สุด โดยให้เหตุผลว่าไม่ค่อยสบาย กัปตันไม่สบาย การเดินทางจะต้องเลื่อนไปอีกไหม แต่กัปตันของเราคือกัปตันเหล็ก เราจะออกเดินทางกันต่อไปหลังจากกินอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว อาหารของเราวันนี้มีปลาลิวกิวแห้งย่าง น้ำพริกเผา บ๊า วิเศษจริง ข้าวร้อน หิวมาก หนาวแท้ ถึงใจประดาแฟนทั้งหลาย กินกันอย่างไม่มีอั้น กินเข้าไป กินเพื่อสร้างพลังงานไว้เดินในวันนี้ทั้งวัน

            .๓๐ น. ขบวนของเราอำลาน้ำตกเขาพังออกเดินทางมุ่งไปหาดงิ้ว กัปตันนำหน้า และหม่อมคุมหลังตามเคย ทุกคนดูกระฉับกระเฉงว่องไว ไม่ป้อแป้เหมือนเมื่อคืนนี้เลย เราเดินกลับไปตามทางรถไฟ แล้วก็เลี้ยวซ้ายตัดขึ้นทางรถยนต์ต่อไป ขึ้นเขาแล้ว ทางเดินค่อยๆสูงขึ้น  ผ่านไร่พรานเรี่ยมคีรีวงศ์ แต่ไม่มีเวลาพอที่จะเข้าไปเยี่ยมเยียนเพราะ เราออกเดินทางกันสายมาก ระหว่างทางเดินที่เราย่ำมานั้น เรื่องราวต่างๆตอนกลางคืนของแต่ละบุคคลก็ค่อยๆขยายออกมาให้ได้วิจารณ์ และเฮฮากันบ้างตามระเบียบ แดงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่หลอกหม่อมได้สำเร็จ เอาผ้าเต้นท์มาห่มจนได้ วิทย์หน้ายังไม่ค่อยดีนัก เพราะทำปืน .๔๑๐ ลั่นเมื่อเช้านี้ ดีเหลือเกินที่ปากกระบอกหันออกนอกที่พักเลยไม่มีใครเป็นอันตราย นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการสับเพร่า แต่เป็นเรื่องของการไม่รู้วิธีใช้ปืน ปืนไม่เข้าใครออกใคร ซื่อสัตย์เสมอ แต่บางทีก็ทรยศเสมอได้เหมือนกัน บรรจุลูกใหม่ เหนี่ยวไก มันดันลั่นโป้งออกไป ที่ปืนลั่นเมื่อเช้านี้ เป็นบทเรียนอย่างดีที่วิทย์ได้รับ บทเรียนที่จะจำกันไปจนวันตาย ว่าการบรรจุกระสุนในท่ามกลางหมู่คนนั้นนิ้วมือต้องอยู่ห่างไกปืนมากที่สุด ปากกระบอกปืนต้องชี้ขึ้นฟ้า หรือลงดินแล้วแต่โอกาส ประการสำคัญที่สุดคือ ห้ามไกไว้ก่อนเสมอ เมื่อถึงคราวคับขันถึงค่อยปลดห้ามไก ถ้าปืนไม่ลั่นเช้าวันนี้ ห้าคนที่เป็นนักเดินป่าใหม่ก็ยังคงไม่รู้จักวิธีใช้ปืน เพื่อให้ทุกคนที่มาร่วมกันได้ลองวิธีใช้ปืน เราหยุดพักกันชั่วคราว ลูกกรด .๒๒ ก็สำแดงเดชทันทีเรียงตามลำดับ เป้าของเราคือต้นไม้ เสียงปืนลั่นดังอยู่ไม่ขาดระยะ ถูกเป้าบ้างไม่ถูกบ้างแล้วแต่มือใหม่มือเก่า กัปตัน หม่อม บ๊ะ ดูจะแม่นกว่าเพื่อน นอกนั้นยังใช้การไม่ได้ แต่คงไม่ช้านัก ไม่วันนี้ก็คงเป็นพรุ่งนี้ทุกคนคงจะเข้าใจในวิธีการใช้ปืนได้เป็นอย่างดี ออกเดินทางต่อไป เดินไปคิดอะไรกันไปเรื่อยๆ เข้าของบนหลังชักจะเริ่มทำพิษอีกแล้ว นึกไปนึกมานึกได้ว่า วันนี้เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของล้นเกล้าฯ ร.๙ ที่กรุงเทพฯ อาคารสถานบ้านเรือนคงประดับประดาธงทิวตบแต่งไฟสีเป็นตัวอักษรถวายพระพรกันอย่างเต็มที่ แต่พวกเรามาถวายพระพรกันอยู่ในป่า สีเสื้อของแต่ละคนที่สวมเป็นประหนึ่งธงหลากสีที่ชักขึ้นสู่ยอดเสา การซ้อมมือด้วยลูกกรดคนละสามนัด เจ็ดคนยี่สิบเอ็ดนัด อา พอดี กับการยิงสลุตถวายพระพร เป็นการประหลาดไหมท่านที่คนหนุ่มกลุ่มหนึ่งไปถวายพระพรเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของเขาในป่า แถมยังมีการยิงสลุตเสียอีกด้วย คนหนุ่มชอบทำอะไรแปลกๆเสมอ ผู้เรียบเรียงเลยขอถือโอกาสแทนพวกที่ไปมาด้วยกันถวายพระพรเจ้าเหนือหัวของคนไทยไว้ ณ ที่นี้ด้วย “ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา” ขอจงทรงพระเจริยคู่ฟ้าปกครองทวยประชาให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขชั่วกัลปวสาน แผ่นดินไทยนี้จะขาดเสียซึ่งองค์พระมหากษัตริย์ไปไม่ได้ บางคนอาจจะหมั่นไส้ผู้เรียบเรียงที่เขียนข้อความนี้ ด้วยความเต็มใจผู้เรียบเรียงขอสารภาพว่า ทุกคนที่ไปในขบวนนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มี “เลือดสีน้ำเงิน” ทุกคนก็ตาม แต่ทุกคนยังบูชาและจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ตราบชั่วชีวิตจะสลาย Royalism Blue Blood เต้นเร่าอยู่ในสายเลือด อยู่ในดวงใจ อยู่ในความคิดของผู้เรียบเรียง ความพินาศจงบังเกิดแก่ผู้ที่แอนตี้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของเราเถิด อ้าว หยุดพักกันอีกแล้วหรือ อู๊ด แดงยังฟิตจัดไม่ยอมหยุด เดินล่วงหน้าไปก่อน กัปตัน หม่อมยอมรับแล้วว่าคราวนี้แก่ลงไปถนัดใจ เดินไม่ค่อยไหว กัปตันบ่นปวดไหล่อยู่ตลอดเวลา เดินกันต่อไปอีก หลายชั่วโมงแล้วนี่ เมื่อไหร่จะถึงสะพาน “นาดสลด” สักทีเล่า เออขึ้นเนินตอนนี้แล้วลงละก็เป็นถึงแน่ ขึ้นเนินอีกนิดแล้วเดินอีกหน่อย เราก็คงถึงถ้ำผี คิดได้อย่างนี้ก็จ้ำอ้าวกันทีเดียว สองข้างทางเต็มไปด้วยรุกขชาตินานาชนิดล้วนแล้วแต่ที่ไม่รู้จักชื่อทั้งนั้น ชงค์โค สารภี ขานาง ใช่หรือไม่ก็ไม่กล้าเดาเอามาเขียน ผ่านหลุมฝังศพเชลยแขกมามากมายจนสุดจะคณานับได้ ผ่านทางรถไฟสายมรณะก็หลายหน เมื่อยแล้วเมื่อยอีก ไหล่ปวดเหลือทน ลงเขาอีกแล้ว ใช่แน่ “นาดสลด” อุบ๊ะ เข้ามาใกล้ๆเข้าจริงๆ กลับไม่ใช่ ไม่เป็นไรเดินต่อไป ถึงเหนื่อยก็ทนเอาหน่อยไม่มีคู่รักของเราคอยอยู่ข้างหน้า แต่ทว่าถ้าค่ำมืด เสือสางช้างหมีจะออกมาทักทายเราละก็ ไม่ค่อยสนุกนัก เอ้า เพียกจ้ำหน่อยน่า นี่ก็เที่ยงแล้ว น้ำท่าหาหุงข้าวไม่ได้ รีบไปกินข้าวที่ถ้ำผีดีกว่า เดี๋ยวอย่าเพิ่งไปชักรูปคั่นดีกว่า ครานี้หม่อมพี่ยัวะใหญ่เสียงเอะอะว่า ถ่ายแบบอัตโนมัติเสียเวลายอมไม่แอ๊กจะเป็นคนชักรูปให้ แต่ทนคำอ้อนวอนไม่ไหวเลยทำหน้าบึ้งเข้าหมู่แอ๊กให้เก็บภาพไปจนได้ ออกเดินมาได้สักครู่ก็ถึง “สะพานนาดสลด” นาดสลดที่ระลึกของอนุชิต สินาดโยธารักษ์คราวมาเที่ยวป่าไทรโยค เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๔๙๕ เรามาถึงแล้ว ซากเตาสนามที่ใช้หุงข้าวต้มแกงยังคงเหลืออยู่ให้เราเห็น เราไม่มีเวลาที่จะหยุดตรงนี้ได้ จ้ำกันต่อไปอีก เออ ขึ้นเนินสูงชะมัดยาดเลย ก้าวหนึบๆ แทบจะผงะหงายหลังลงมาทีเดียว อ้าว คนแก่ทำพิษอีกแล้ว หม่อมนั่นเอง นั่งเสียเฉยๆยังงั้นแหละ ไม่ยอมเดินก็เลยหยุดกันอีก ระหว่างที่หยุดพักนี้ มีชาวบ้านภายหลังทราบว่าอยู่บ้านโป่งจะเดินไปบ้านทุ่งนา ตัวคนเดียว ปืนไม่มี เสบียงน้อย อ๊ะ เขาช่างกล้าแท้ เดินดงคนเดียวเก่งเอาการอยู่ แกร่ำลาเราออกเดินทางไปก่อนโดยปฏิเสธการดื่มน้ำของพวกเราโดยสิ้นเชิง ถ้าจะเกรงใจ เอ้า อย่าชักนิยายอยู่เลย เดินต่อไปเถอะ ลุกขึ้นกระย่องกระแย่งต่อไป เดิน เดินไป ไม่เห็นถึงถ้ำผีซักที อ้าวนั่นใครล่ะเดินสวนมาข้างหน้าโน้น เข้ามาใกล้ อ๋อ พรานเรี่ยมนั่นเองคุมลูกน้องกลุ่มเบ้อเริ่มกลับจากล่าสัตว์ หยุดทักทายปราศัยกันพอสมควรแล้ว เราก็ออกเดินต่อไป เสียงใครคนหนึ่งว่า “ไหนว่าขึ้นเขาเดี๋ยวเดียว พอเลี้ยวโค้งก็ถึงถ้ำผีไงล่ะ นี่เดินมาเกือบชั่วโมงยังไม่ถึงเลย” เงียบไม่มีใครตอบ เพราะคำตอบที่แน่นอนที่สุดอยู่ข้างหน้าโน่นแล้ว ซากกระท่อมที่ถูกเผา สะพานไม้ที่ข้ามลำธาร กอเตยมหึมา นั่นแหละถ้ำผีละ รู้จักไว้เถิด

            “กระท่อมนั้นใครอย่าเข้าไปใกล้นะ คราวที่แล้วหมัดเยอะชะมัดเทียว” หม่อมตะโกนบอก แต่กัปตันบอกว่าเขาเผาแล้วไม่เป็นไร แต่พวกเราก็ยังคงขยาดกันอยู่นั่นเอง ปลดสัมภาระลงกองกับฝั่งตรงข้ามกระท่อม เริ่มหุงหาอาหารกลางวันทันที

            ๑๓.๔๐ น. เราช้าไปมาก แต่ไม่เป็นไร เย็นหน่อยเราก็จะถึงหาดงิ้วบ้านของเราแล้ว ความจริงสถานที่ตรงนี้หาใช่ถ้ำผีไม่ ตัวถ้ำผีอยู่ที่ริมน้ำแควน้อย แต่ธารน้ำนี้ไหลไปออกแม่น้ำที่ถ้ำผี เราเลยเรียกถ้ำผีกันจนติดปาก ชื่อจริงคือ พุเตย เห็นจะเป็นด้วยเตยกอใหญ่นั่นกระมัง ชื่อนี้ถึงได้เกิดมีขึ้นเช่นนี้ เรารอเวลากินข้าวด้วยการซ้อมมือด้วยลูกกรด และออกเดินด้อมยิงนกเขาซึ่งคงไม่ได้ผลตามเคย เพราะได้ยินแต่เสียงตัวไม่เห็น เอ้า ข้าวสุกแล้ว มากินข้าวกันเถอะ กับข้าวมีน้ำพริกเผา ปลาลิวกิวตามเคย เอาเถอะอะไรก็ตามขอให้เป็นข้าวแล้วมีกับเค็มๆนิดหน่อยก็กินกันได้แล้ว ถ้าไม่กินก็ไม่รู้จะไปกินกันที่ไหน สิ่งแวดล้อมและเหตุการณ์บังคับให้เราต้องกินเช่นนั้น ที่แหละบทเรียนบทใหม่อีกบทหนึ่งสำหรับคนฝึกหัดเดินป่าหน้าใหม่ละ จงจำไว้ว่าอะไรที่เขากินกันเป็นอาหารได้ต้องพยายามกิน ช้าไม่ได้ เดี๋ยวหมดเลยต้องอด เป็นไงเพื่อนรักชีวิตในป่ามีรสชาดดีขึ้นไหม อดมื้อ กินมื้อ นอนกลางดิน กินกลางทราย กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ใจสบาย พ้นจากภาระผูกพันในกรุงทั้งมวล โลกเรานี้น่าอยู่ขึ้นอีกพะเรอ ข้าวหมด ไม่พอกินกัน หุงใหม่ซีน่า คราวนี้ข้าวต้มดีกว่า อ๊ะ อ๊ะ อย่าๆทีเดียว ขอที เรื่องข้าวต้มกลางวันเดี๋ยวเหงื่อตกละก้อจะร้อง อู้ว่าร้อนเชียวนะ

            “อู้หู กุ้งชุมจัง” เสียงวิทย์ตะโกนมาจากริมลำธาร จริงๆด้วยกุ้งที่นี่ชุมมาก เชื่องเสียงด้วย เสียแต่ว่าตัวเล็กไปหน่อย นาครธรรมมาที่นี่อีกแล้ว ลูกไม้จากกรุงมาทำการจับกุ้งด้วยมือปล่าว กุ้งป่า อยู่ตามประสาป่า คนกรุงมาป่าเอาเล่ห์เหลี่ยมจากกรุงมาใช้ในป่า ผลคือ กุ้งถูกจับหลายสิบ กุ้งดีดดิ้นอยู่ในกระป๋อง เตรียมตัวรอเพชรฆาตทำการต้มเป็นอาหารอยู่อย่างต้องการอิสรภาพเหลือทน อาน่าสงสารกุ้งที่พุเตย ชีวิตเจ้ายังผจญกับโลกมาน้อยนัก ครานี้ชะตาถึงฆาตแล้ว กรรมใดที่ทำไว้แต่ปางก่อนมาสนองเจ้าแล้ว เดี๋ยวก่อนขอเวลาหน่อยนะ เจ้ากุ้งที่รัก ขอเวลาไปกินข้าวต้มเสียก่อน ซีเซ็กฉ่ายกระป๋องนี้อร่อยจริงๆ คนละห้าหกชิ้นหมดกระป๋อง ข้าวหมด กับหมด ท้องอิ่ม ไปล้างถ้วยชามทันที ถ้วยชามกองไว้ก่อน จับกุ้งดีกว่า มือจุ่มลงไปในน้ำ กุ้งมาเกาะมือ จับขึ้นมาเลย ง่ายดายอะไรเช่นนั้น ถ้าเรามากันบ่อยๆ กุ้งที่พุเตยคงจะสูญพันธุ์เป็นแน่ เสียงร้องเตือนให้รีบล้างภาชนะดังขึ้นอีก แต่เฉย ทุกคนเฉย มนต์ของกุ้งที่พุเตย ความโง่ของกุ้งที่เขาว่า ในสมองมีแต่อาจมไม่มีมันสมอง ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า น่าเวทนาเจ้ากุ้งผู้โง่เขลายิ่งนัก นี่เป็นข้อคิดคำนึงของมนุษย์ผู้มีอำนาจมาก ยิ้มอย่างเย้อหยัน ฉันชนะเจ้าอย่างไม่มีประตูสู้แล้ว เตรียมตัวลงหม้อแกงเถิด ล้างชามต่อไปดีกว่า นับกุ้งดู อือม์ มากพอสมควร ๒๑ ตัว บ๊า โชคดีจริงเราไม่ต้องเกี่ยงกันอีกแล้ว ๒๑ ตัว ๗ คน คนละ ๓ ตัว พอดีๆ กุ้งเสียบไม้ย่าง ร่างกายถูกไฟลนจนบิดเบี้ยวไปมาด้วยความร้อนอยู่เหนือกองไฟ เรากินกุ้งกันอย่างเอร็ดอร่อย ป่ามีอะไรแปลกอย่างนี้เสมอ

            ๑๕.๓๐ น. เราเก็บเข้าของออกเดินทางกันต่อไป ลาก่อนกุ้งที่พุเตย สืบพันธุ์ให้ลูกหลานมันดกๆหน่อยนะ ถ้ามีโอกาสจะมาจับเจ้ากินอีก นี่พูดอย่างเจ้าพระเดชนายพระคุณ พูดอย่างผู้พิชิต ฮะ ฮะ ข้างหน้าอะไรมันจะพิชิตเราบ้างล่ะ ยังนึกไม่ออก แต่นั่นแหละก่อนอะไรจะมาพิชิตเราได้ ก็ถามปืนมีดดูก่อนซี พูดอย่างเบ่งนิดหน่อย เราเดินพ้นดงไม้ออกมาก็ถึงทุ่งสระสี่มุม เมื่อ ๑๕.๔๐ น. ทุ่งยังคงเต็มไปด้วยหญ้าคา แต่ถูกเผาเสียก็มาก น้ำในทุ่งยังเจิ่งอยู่มาก รอยกวางตัวใหญ่ๆเต็มไปหมด ดวงอาทิตย์ยังรักพวกเราอยู่อุตส่าห์ฉายแสงอันแรงร้อนมาเผาร่างกายเราให้ร้อนระอุอยู่ตลอดทางที่กำลังเดินข้ามทุ่ง ช่างน่าขอบคุณเสียนี่กระไร เราผ่านสระสี่มุมมาด้วยความร้อนของแสงแดด เมื่อถึงร่มไม้ก็หยุดพักกันเสียที เสียงนกเขาเปล้าดังแซดไปหมด มองขึ้นไปบนต้นไม้ ไม่เห็นนกสักตัว กัปตันตาดีขอปืนลูกกรดมาจากบ๊ะทันที แป๊ะ นกเขาบินปร๋อสูงเบ่อเริ่ม หม่อมซ้ำด้วย .๔๑๐ เปร๊ยง ปรากฏว่า ตกลงมาตัวเดียว หลังจากสำรวจรอยกระสุนแล้ว หม่อมยิงผิดหมด กัปตันมีฝีมือลูกกรดดีทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะจับทางของ “มอสเบอร์ก” กระบอกนี้ได้แล้ว

            “ที่นี้เป็นโป้งผลอยแน่นอน” กัปตันถูมืออย่างพึงพอใจ

            “โป้งผิดกามัง ฮี่ ฮี่” บ๊ะหัวเราะอย่างอารมณ์เย็น ถอนขนนกปักหมวกตามประสาคนเห่อป่าเรียบร้อยแล้ว ออกเดินทางต่อไปอีก ในที่สุดเราก็มาถึงทางสามแพร่งมีป้ายบอกไว้สองชื่อด้วยกัน “หาดงิ้ว” “แก่งจ้อ” ซ้ายลงแม่น้ำ ขวาไปไทรโยค เดินเลี้ยวไปตามทางรถยนต์ได้สักครู่ ทางรถยนต์ก็พุ่งเข้าป่าไป เราเลี้ยวซ้ายไปตามทางรถยนต์เก่าที่รกเพราะตลอดฤดูฝน ไม่มีรถวิ่งผ่านทางนี้เลย บทเรียนใหม่อีกบทหนึ่งของนักเดินป่าหน้าใหม่คือ รอยเท้าสัตว์ใหญ่ ทั้งเสือและช้าง ทั้งใหม่และเก่า ทางที่เราเดินแยกมานี้เต็มไปด้วยรอยสัตว์ใหญ่ๆ นี่เป็นขนาดรอยเท้าเท่านั้น ตัวจริงยังไม่พบ อย่าเพิ่งตกใจไปกับรอยเท้าเหล่านี้เลย บางรอยตั้งสองสามวันมาแล้ว แต่บางรอยก็เพิ่งผ่านไปเมื่อสองสามนาทีมานี้เอง แดง เต๊ะชักขนหัวลุก บ๊ะชักปอดนิดๆ อู๊ดยังเฉยๆ อยู่ วิทย์ก็เช่นกัน ส่วนกัปตัน หม่อมเฉยๆ เพราะเคยพบมาแล้ว หม่อมขอร้องให้หยุดพักตามเคย เอ้า พักก็พักเห็นด้วยกับคนแก่หน่อยเถิด พักยังไม่ทันหายเหนื่อย กัปตันก็ออกเดินทางต่อไปอีก หม่อม วิทย์ยังคงเหยียดแข้งเหยียดขาอยู่ นอกนั้นเดินอ้าวตามกัปตันไป
กัปตันและคณะเดินลับหายไปตามความโค้งของถนน หม่อม วิทย์จึงลุกขึ้นเดินตามไป ทั้งสองมีปืนคนละกระบอกเลยเดินอย่างสบาย เก้งผ่านหน้ากัปตันยิงไม่ทัน ค่างโจนหนีลูกกรดยิงกวดหลังไปคงไม่ได้ผลเช่นเคย เราอับโชคเสมอ กัปตันเดินเร็วจนพรรคพวกบ่น จะหยุดก็ไม่ได้เพราะอาวุธปืนอยู่ที่กัปตัน หม่อม วิทย์ บ๊ะ ปืนที่หนักหน่อยก็อยู่ที่กัปตัน แดง อู๊ด เต๊ะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งฝีเท้าตามกัปตัน เพราะรอยเท้าเสือขนาดย่อมกว่าชามก๋วยเกตี๋ยวหน่อยเดียวมีอยู่มากมายในแถวนั้น นี่เป็นบทเรียนบทสุดท้ายสำหรับวันนี้ การเดินเร็วตามผู้นำทางก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติมิใช่น้อยสำหรับการเดินป่า อากาศมืดสลัวลงทุกที พวกแรกซึ่งกัปตันนำลิ่วไปนั้นถึงหาดงิ้วแล้ว แต่หม่อม วิทย์ยังเดินทอดหุ่ยชมนกชมไม้กันมาอย่างสบายใจ ตลอดทางเสียงวิทย์บ่นว่าอากาศอับๆพิกลอยู่ หม่อมก็ว่าป่ามันเป็นอย่างนี้แทบทุกแห่งละ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนตะวันเกือบตกดิน ยอดชายสองคนก็มาถึงที่หมาย เมื่อ ๑๗
.๕๐ น. บ๊ะกำลังด้อมๆ มองๆแถวพุ่มไม้รกอยู่อย่างขมักเขม้น

            “เฮ้ย บ๊ะ ทำอะไรน่ะ” หม่อมทักทายอย่างยินดี

            “ยิงนกว่ะ มันตกมาตรงนี้หาไม่ยักกะเจอ”

            “เฮ่ย ลื้อยิงมันไปตายรังกามัง อย่าไปหาดีกว่า เชื่ออั๊วเถอะ” หม่อมเอาเข้าให้แล้ว

            “ปัดท่อ ถามหลองดูซีร่วงผลอยเลย”

            “นั่นละ ถ้าหลองยิงละก็ตก แต่ถ้าลื้อยิงไปตายรัง เข้าใจ๋” หม่อมค้านอย่างเต็มที่

            “อ้ายห่ะ..........เดี๋ยวแจกหมากเลย” บ๊ะฉุนใหญ่ เรายกขบวนเข้าบ้านกะเหรี่ยงทันที เสียงสุนัขต้อนรับเราเกรียวกราวตามเคย กะเหรี่ยงแก่คนหนึ่งออกมาต้อนรับ จากปากคำของกะเหรี่ยงผู้นั้น ลุงดาคีได้กลับไปแล้ว ไปหนองบอนก่อนเราเสียแล้ว หลังจากที่นอนคอยเราอยู่สองสามคืน อา ลุงดาคีที่รัก สัญญาของเราลุงยังจำได้ เรามาแล้ว มาตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อสามเดือนก่อน เราไม่ฟังอีร้าค่าอีรมมาก ก้าวขึ้นเรือนที่ลุงดาคียกให้เราพักตลอดชั่วชีวิตการเดินป่าไทรโยคของเรา ด้วยความเต็มใจของแก ไม่มีใครเชิญเรา เราขึ้นไปเอง ปัดกวาดเรียบร้อย กะเหรี่ยงผู้นั้นคือ พี่ชายของลุงดาคี ก็ติดตามมาคุยกับเราด้วย และขอยารักษาโรคตามเคย แกป่วยเป็นไข้หวัด เราได้ทำบุญอีกแล้ว เรามาสร้างภราดรภาพด้วยยารักษาโรคตามเคย วิทย์ พ่อครัวเอกของเราลงมือทำกับข้าวทันที นอกนั้นพักผ่อนกันตามสบาย

            .๓๐ น. ลงมือกินข้าว เอาอีกแล้ว ปลาลิวกิว น้ำพริกเผาคราวนี้ดีหน่อยมีเนื้อกระป๋องแถมมาด้วย บ๊า โอชะจริงแฮะมื้อนี้ ถึงตอนนี้ก่อนนอนผู้เรียบเรียงจนปัญญาจริงๆ จำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้จึงขอคัดบันทึกประจำวันของ เอกวิทย์ ณ ถลาง ซึ่งบันทึกไว้ลง ณ ที่นี้ด้วย ทั้งนี้ผู้เรียบเรียงไม่ได้ตัดข้อความตอนใดออกเลย

            “บ้านกะเหรี่ยงทำได้สวยงามมั่นคงผิดกับชาวบ้านชนบทอื่นๆที่ผ่านมา การปูฟาก ขัดฝา และทำหลังคา ใช้ไม้ไผ่ล้วนๆ มีฝีมือปราณีตโดยเฉพาะหลังคา ทำได้แนบเนียนมาก เขาใช้ไม้ไผ่ปูเป็นลูกฟูกคว่ำหงายสลับกัน แข็งแรงและกันน้ำฝนได้อย่างดี ฟากและฝาใช้ไม้ไผ่ทั้งลำสับข้อตีแผ่ให้แบนเช่นเดียวกับเก้าอี้ของจีน ลักษณะบ้านมองดูคล้ายๆบังกาโลตามชายทะเลหรือบางกะปิ หน้าตากะเหรี่ยงทั้งหญิงและชายดูหมดจด ผิวขาว ผมดำ กินหมากปากแดงอยู่เสมอ ผู้ชายไว้ผมยาว อัธยาศัยดี เอื้อเฟื้อ พูดไทยได้กระท่อนกระแท่นไม่ค่อยชัดนัก เจ้าของบ้านชื่อ ดาคี แต่ตัวไม่อยู่ไปหนองบอน อยู่แต่ครอบครัวซึ่งต้อนรับเราอย่างดี

            พวกกะเหรี่ยงที่อยู่ในแถบนี้มีไม่มากนัก หมู่บ้านหนึ่งๆ มีไม่เกินสิบหลังคาเรือน การตั้งบ้านเรือนดูไม่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แล้วแต่ที่ดินไหนดีก็ย้ายไปที่นั่น

            ภาษาที่พูดเป็น Monosyllabic เสีย ๙๐% ไม่ค่อยรู้จักความสะอาดนัก บ้านเรือน เสื้อผ้านับว่างาม แต่ขาดความสะอาดซึ่งเป็นธรรมดาของชาวป่าทั่วไป

            เสื้อผ้าที่ใส่ทอเอง เนื้อดี แข็งแรง แล้วยังสวยด้วย แต่กระนั้นพวกกะเหรี่ยงก็ยังมาซื้อผ้าที่ขายในตลาดเมืองกาญจน์ฯไปใช้ไม่น้อยเลย ผ้าของกะเหรี่ยงหนามาก แข็งแรง แล้วยังสวยด้วย มองดูคล้ายๆของพวกแม้วทางเมืองเหนือ ทอด้วยฝ้ายมีลวดลายสีสรรค์ที่คอและแขนโดยมากชอบใช้สีแดง

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            การนุ่งห่ม เด็กหญิงนุ่งกระโปรงติดกัน ทรวดทรงง่ายๆมีลายที่แขนและคอ เมื่ออายุถึง ๑๕ เริ่มเป็นสาวก็จะเลิกนุ่งกระโปรง กลับนุ่งผ้าใส่เสื้ออย่างธรรมดา

            การทำมาหากินชาวกะเหรี่ยงทำกินเองทุกอย่าง ปลูกข้าว ทำไร่ ปลูกผัก และลูกไม้ ล่าสัตว์ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย นอกจากบางครั้งต้องการเครื่องประดับ เสื้อผ้า แพรพรรณ และยาแก้ไข้ ก็เตรียมเงินไปซื้อเป็นครั้งคราว รายได้ก็มาจากการหาของป่าขาย ล่าสัตว์ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูไว้ขายบ้างเเต่เล็กน้อย”

            เราคงล้มตัวลงนอนกันท่ามกลางความเย็นยะเยือกของอากาศ อิ่มข้าว เหนื่อยจัด เมื่อยล้า ทำให้เราล้มตัวลงนอนกันอย่างง่ายดาย ยาพาลูดรินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเรา อาหารมื้อพิเศษสุดท้ายก่อนนอนทุกคนในป่าคือ ยาพาลูดริน บางครั้งอาจจะมี ซัลฟาไดอาซีนหรือกัวนีดีนติดตามด้วยก็เป็นได้ เสียงไก่ป่าที่ละเมอแว่วมาจากป่า เสียงนกกินยูง เสียงจักจั่นเรไรร้องระงม เป็นดนตรีธรรมชาติกล่อมเราให้หลับอย่างเป็นสุขอยู่ภายใต้ผ้าใบที่ใช้เป็นเต้นท์ผืนนั้นเอง

            อ่า เราพ้นจากนาครธรรมาแล้ว เรามามีชีวิตอยู่ในป่า ลำบากปานใด เราทนได้ ความลำบากนั่นแหละ คือการเริ่มต้นชีวิตจริง ชีวิตที่ระงมไปด้วยเสียงสัตว์ร้องตอนกลางคืน ชีวิตที่อบอุ่นด้วยภราดรภาพจากชาวป่า ชีวิตที่อบอวลอยู่ด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติ เราห่างพ้นมาจากเสียงของรถยนต์ที่แล่นปรู๊ดปร๊าดในกรุงเราพ้นมาจากหน้ากากแห่งอารายะชน ที่ในป่าไม่มีเสียงเพลงชายสามโบสถ์ แมมโบ้ แจมโบ้ ไม่มีรำวง เรามาเป็นสุขกันแล้วอย่างแท้จริง ฝันดีเถิดเพื่อนร่วมทางทั้งหลาย ถึงแม้จะหนาวสักหน่อยแต่ก็เป็นสุขดีอยู่มิใช่หรือ? พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ” หาความสุขอื่นใดเท่าความสงบไม่มีอีกแล้ว” เรามาพบความสงบแล้วหรือในป่านี้

 

 

 

 

 

 

 

 

            ปทานุกนมไทรโยค

หัว                                           เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          พะเซ้อว

หัวหอม                                    เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          พะเซ้อวโกวา

กระเทียม                                 เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          พะเซ้อวว้า

มะนาว                                     เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          พะน้อแกร๊

ทุ่ง                                           เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          ปร๊อ

นั่ง                                           เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          ขี่นอ

สนทนากัน                              เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          อู่สะเกวะ

กลับ                                        เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          เก๊

ขันน้ำ                                      เป็นภาษากะเหรี่ยงว่า                          เสอเล้อ

 

 

 

ตอนสี่                          ลิ้มรสทองโยะ

            เสาร์  ที่          ธันวาคม        ๒๔๙๕

            นักเดินป่าชุดที่เจ็ดนี้จะเรียกชื่อใหม่ว่าชุดตื่นสายก็คงจะไม่ผิดเท่าไหร่นัก ชุดที่หกนั้นยังไม่ทันสว่างก็ตื่นกันแล้ว แต่ชุดเจ็ดนี้ หกนาฬิกาเศษยังไม่มีใครคิดจะตื่นนอนเลย กัปตัน หม่อมคงไม่ยอมทิ้งนิสัยเดิมไว้ลายพวกรุ่นหกด้วยการ ตื่นแต่เช้าคว้าปืนออกด้อมๆมองๆ ย่องตามเสียงไก่ป่า แต่เขาทั้งสองไปแล้วเสียงก็เงียบหายไป ไม่ได้ยินเสียงปืนลั่นสักนัดเดียว โชคยังไม่เข้าข้างเราอีกตามเคย บ๊ะ ทนเสียงโหยหวนของชะนีไม่ไหวก็ออกย่องตามกัปตันไป แดงเลยถือโอกาสติดตามไปด้วย แต่ทั้งนี้เห็นจะเป็นด้วยความจำใจเสียมากกว่าที่จะยินยอม เพราะตื่นขึ้นล้างหน้าอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก หม่อมน้อง วิทย์คงจัดการเรื่องอาหารตามเคย กะเหรี่ยงผู้ใจดีนำข้าวไร่มาให้เราลองลิ้มรสกาละมังใหญ่ วิทย์รับไว้ด้วยความเต็มใจ และลองหุงกินโดยมิได้ชักช้า พ่อครัวเอกเริ่มสำรวจอาหารกระป๋อง และของแห้งที่นำติดตัวมาด้วย เมื่อสำรวจเสร็จแล้วแกก็บ่นพึมพำกลัวจะไม่มีกับข้าว เพราะเครื่องกระป๋องร่อยหรอลงทุกที ทำเอาเต๊ะนั่งกระสับกระส่ายกลัวอดข้าวอยู่พักใหญ่ บทเรียนบทแรกประจำวันนี้สำหรับนักเดินป่าใหม่ คือ ต้องพยายามตื่นก่อนแสงตะวันจับท้องฟ้า คว้าปืนออกหาอาหารสดในป่ามากินเพื่ออดออมอาหารกระป๋องไว้มื้อต่อๆไป แต่ผู้ที่ใช้บทเรียนนี้ ในเช้าวันนี้คือ กัปตัน หม่อมเท่านั้น เอ หลอกพวกหน้าใหม่ถ้าจะไม่สำเร็จแน่แล้ว ดูพี่แกชักจะรู้ลูกไม้ของเราหมดแล้ว เสียงลูกกรดดังเป๊าะแป๊ะหลายนัดอยู่ทางริมเขาข้างบ้านพัก เราจะได้อะไรเป็นอาหารเช้าเดี๋ยวได้รู้กันแน่ มาคราวนี้สะเบียงเรามีน้อย โดยหวังหาเอาข้างหน้า เสียงปืนดงัครั้งหนึ่ง เราก็ดีใจกันทีหนึ่ง ความมุ่งหวังยิ่งใหญ่ของเราก็คืออาหารที่จะมาเพิ่มพูนเครื่องกระป๋องให้พอประทังกินได้จนกว่าจะถึงวันกลับเท่านั้นเป็นพอแล้ว แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็คงอับโชคเช่นเคย กัปตันมาแล้วมีแต่มือปล่าวบ่นอุบอิบอู้อี้ ยิงค่างไม่ถูกถึงถูกก็ไม่ตกเพราะยังถูกที่ไม่สำคัญ หม่อมกลับมาก็มือปล่าวเช่นกัน แถมปืนไม่ได้ลั่นมาสักเป้งเดียว พร้อมหน้ากันดีแล้ว ข้าวไร่ ปลาลิวกิว น้ำพริกเผา ก็เป็นอาหารมื้อเช้าของเราในวันนี้ กินเสร็จหม่อมรับหน้าที่ทำความสะอาดภาชนะเตรียมตัวออกเดินทางมุ่งหน้าไปหนองบอน กะเหรี่ยงผู้พี่ของลุงดาคีปฏิเสธการไปหนองบอนกับพวกเราโดยอ้างเหตุผลว่า แกไม่ค่อยสบาย และที่บ้านนี้ไม่มีผู้ชายอยู่เลยถ้าหากแกไปเสีย เราจะต้องออกเดินทางแยกเข้าป่ากันโดยลำพัง กัปตันเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชี้โชคชะตาของพวกเราว่า จะหลงป่าถึงกับนอนค้างในป่าหรือไม่เท่านั้น แต่ทุกคนมั่นใจในความเชี่ยวชาญของกัปตันนัก จัดแจงเก็บเข้าของรวบรวมให้เข้ากระเป๋าเข้าเป้ ร่ำลากะเหรี่ยงที่บ้านเก่า เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางไปหนองบอน

            .๓๐ น. ขบวนของเราออกเดินทางจากบ้านเก่าบุกน้ำมุ่งตรงไปตามทางรถยนต์ที่ผ่านมาแล้วต่อไปทันที ทางเดินรู้สึกว่าค่อนข้างจะรกมากแต่ก็ไม่ค่อยแฉะลื่นเท่าใดนัก ทางเดินชักสูงขึ้นทุกที แต่พวกเราก็มิได้ย่นย่อคงเดินตามกัปตันไปอย่างมิหยุดยั้ง เสียงกัปตันพรรณาว่า ผ่านหน้าผาสามครั้งเป็นถึงทางแยกแน่นอน แต่เราเดินมาก็นานแล้วยังไม่เห็นผ่านหน้าผาสักแห่งเดียว หยุดพักกันนิดหน่อย บ๊ะชักวุ่นวาย เพราะปวดท้องมาตั้งแต่เช้าหลบหายเข้าป่าไปกระทำกิจส่วนตัว หม่อมคว้าปืนลูกกรดออกด้อมๆมองๆนกทันที ปัง ตุ้บ ได้หนึ่งตัวแล้ว โอ้หัวแหลก ขาหาย ยี้ เอาลูกหัวแตกบรรจุไว้ได้ เนื้อนกแทบจะหาไม่พบเลย เอ้า เดินต่อไปเดี๋ยวนอนกลางป่าไม่รู้ด้วยนะ เรารีบลุกขึ้นเดินทางต่อไปอีก วันนี้แสงแดดช่างเป็นใจกับเราดีแท้ๆ ส่องแสงมาบรรเทาความหนาวให้ตลอดระยะทางเดิน แต่ครั้นเดินไปแสงแดดชักจะรบกวนมากไปแล้ว เหงื่อชุ่มโชกร้อนเหลือสติกำลัง ผ่านหน้าผาไปได้สองหน้าผาโดยไม่ได้หยุดพักเลย สองชั่วโมงของกัปตันนี่ทำไมถึงนานนักก็ไม่รู้ ผ่านหน้าผาที่สามไปแล้วประเดี๋ยวคงจะถึง เรายังคงเดินกันอยู่อย่างไม่รู้สุดสิ้น ความชาชินของการเดินทำให้เรารู้สึกเป็นของธรรมดาเสียแล้ว

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            ๑๑.๓๐ น. เรามาถึงทางแยกไปหนองบอนปลดสัมภาระลงพักผ่อนเอาแรง หม่อมงัดเอาตราของบริษัทประกันภัยที่เขาทำงานอยู่ออกมาจัดแจงจะตรึงไว้กับต้นไม้ใหญ่ริมทางแยก หาตาปูก็ไม่มีเพราะลืมเอามาตกลงใจเอาไม้ทำเป็นลิ่มตอกตรึงดี กว่าจะหาเหล็กสำหรับเจาะรูก็ไม่มี มีดเจาะได้ไม่พอแก่ความต้องการ ผลสุดท้ายกระสุนลูกกรดลั่นเปรี้ยงด้วยฝีมือกัปตัน หม่อม บ๊ะ และเมะ ตราอันนั้นก็ตรึงติดอยู่กับต้นไม้บนทางแยก การติดตราครั้งนี้แสดงให้เห็นฝีมือแม่นปืนของพวกเราได้เป็นอย่างดีเป้าโตขนาดปลายนิ้วก้อย โป้งเดียวยังกับจับใช้การได้ทันที การแกะสลักต้นไม้ใหญ่ริมทางทั้งสามต้นลงมืออย่างรวดเร็ว ต้นแรกทางซ้ายมือหม่อมสลักเป็นตัวอักษร CU ต้นที่สองทางขวามือ บ๊ะสลักเป็นรูปปลายลูกศรชี้เข้าไปในป่า และต้นใหญ่สุดท้ายทางขวามือมีตราตรึงติดอยู่แล้ว ขณะที่กำลังพักผ่อนกันอยู่นี้ ชาวบ้าน ๗-๘ คน เดินผ่านมาแล้วทักทายปราศัยกันพอสมควรจากนั้นก็แยกย้ายกันไป

            ๑๒.๐๐ น. เราออกเดินทางมุ่งเข้าป่าตัดตรงไปหนองบอนเพื่อให้รสของหนังสือได้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ผู้เรียบเรียงขอลอกข้อความจากสมุดบันทึกของ ม... สุรธวัช ศรีธวัช มาลงไว้ดังข้อความต่อไปนี้

            “๖ ธ.. ๙๕ ๙.๓๐ น. ออกเดินทางจากหาดงิ้วไปหนองบอนเดินผ่านป่าไผ่ ขณะที่พักเดินทางหยุดยิงนกและยิงกระรอกกิน

            พอถึงทางแยกก็เดินลัดเลาะขึ้นไปบนภูเขาเต็มไปด้วยป่าไผ่ มีแสงแดดส่องลอดลงมาได้บ้าง บางตอนก็ขึ้นที่สูง บางตอนลาดต่ำ ลดหลั่นกันไป บางครั้งรู้สึกเย็นเพราะอากาศค่อนข้างชื้น บางแห่งดินยังเปียกอยู่ เราเดินข้ามลำธาร ทางที่เราเดินเป็นทางช้างเดิน เป็นทางขนานกับลำธารเล็กๆ หลังจากข้ามลำธารสองแห่ง เราก็มาถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงซึ่งมีราวสิบหลัง มาถึงเมื่อ ๑๔.๒๐ น. เรายังไม่รับอาหารกัน จึงได้เริ่มหุงหา เอกวิทย์คงทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ ณ ที่นี้เรียกว่าหนองบอน มีผู้คนเยอะแยะถามข่าวคราวจากพวกที่เคยมาคราวที่แล้ว ครอบครัวที่เรามาพักด้วยมี ๔ คนคือ ลุงดาคี (สุดท้อง) ป้าซึ่งไม่ค่อยสบายเข้าใจว่าเป็นไข้มาเลเรีย พี่แอ๊ดเลยให้ยาไปรับ ลูกสาวคนหนึ่งพร้อมกับหลานชายคนหนึ่ง

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            ลุงดาคีคุยสนุกดี ตามสภาพของชาวชนบทใจดี ข้าพเจ้ามาถึงรับอาหารไม่ได้ เนื่องจากเหนื่อยมากเกินไปจะอ้วกเอาอาหารเก่าออกมาถึงต้องพักเหนื่อยและอาบน้ำรู้สึกดีขึ้นจึงได้มารับอาหารร่วมกับครอบครัวของลุงดาคี อาหารแม้จะไม่วิเศษวิโส แต่อร่อยดี รับเพียงข้าวกับนกย่างจิ้มน้ำปลา”

            เพื่อให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นตามใจสมัคร ผู้เรียบเรียงพยายามคัดข้อความจากบันทึกส่วนตัวของแต่ละบุคคลมาเพิ่มเติมไว้ด้วย ถึงแม้ว่าบางตอนข้อความจะซ้ำกันก็จริงอยู่ แต่อรรถรสของแต่ละบันทึกย่อมผิดแปลกจากกันไป ต่อจากนี้ไปเป็นข้อความจากบันทึกประจำวันของ เอกวิทย์ ณ ถลาง

            “วันเสาร์      ธันวาคม    ๙๕      ตื่นนอนหุงหาอาหารกันเสร็จแล้วออกเดินทางจากหาดงิ้ว ๙.๓๕ น. Late ไปหน่อยเดินมุ่งไปหนองบอน ซึ่งห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ๗ ก.. (ประมาณ) ครึ่งทางแรกเราเดินทางซึ่งสบายพอสมควร แต่ครั้งหลังต้องเดินฝ่าไม้ไผ่มาก ตามรอยช้างป่า เดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาซึ่งเป็นดงไม้ผาสลับกับไม้เล็กใหญ่เป็นตอนๆ มืดครึ้มยุงชุมตลอดทางถึงหนองบอนประมาณ ๑๔.๒๐ น. พักที่บ้านของดาคี พบตัวเจ้าบ้านด้วย ชาวกะเหรี่ยงหนุ่มๆ เพื่อนบ้านมาหาพวกเราชวนคุยและเยี่ยมเยียน สักครู่ก็ลากลับไป ทุกคนหน้าตาเป็นมิตรดี เราจัดการหุงหาอาหารกันทันที แม้ว่าจะปวดเมื่อยเต็มที่ กินข้าวกลางวันประมาณ ๑๕.๓๐ น. เสร็จแล้วพี่แอ๊ด คุณฉลอง คุณบ๊ะออกไปยิงไก่ป่า พวกเราเหลืออีก ๔ คน ไปอาบน้ำที่ลำธารใกล้บ้าน น้ำเย็นใสแจ๋ว เป็นครั้งแรก นับแต่เดินทางมาที่ได้อาบน้ำ รู้สึกชุ่มชื่นและตัวเบาขึ้นมาก เย็นกินอาหารแล้วคุยกับพวกกะเหรี่ยงพอสมควร นอน ๒๒.๐๐น.”

            จุดหมายปลายทางตอนแรกในการเดินป่าคราวนี้ เราได้มาถึงกันแล้วหนองบอน จากหน้าตาอันยิ้มแย้มแจ่มใสของชาวบ้าน จากภาพบ้านที่เราเคยนอนกันมาแล้ว จากเสียงครางของป้าที่ดังมาจากในห้อง จากเสียงตะโกนกู่ก้องของชาวบ้าน เราก็แน่ใจเหลือเกินว่า เรามิได้ฝันไป อ้า สัญญา คำมั่นสัญญา ลุงดาคีเรามาหาตามสัญญาแล้ว สัญญาที่เราได้ให้ไว้เมื่อ สิงหาคม ๒๔๙๕ นั้นสมบูรณ์หรือยัง ถ้ายังก็คงจะเป็นด้วยสมาชิกรุ่นที่หกขาดจำนวนไปถึงเจ็ดคน รวมทั้งอ้ายเต้อคนโปรดของลุงดาคี และอ้ายท่อกคนโปรดของป้าด้วยเป็นแน่ ชาวบ้านหนุ่มๆขึ้นมาเต็มบ้านถามข่าวคราวพวกเราอย่างคิดถึงเต็มที่ ป้าขนาดที่เจ็บครางฮือฮือ ยังอุตส่าห์พยุงร่างออกมากินยาบำบัดไข้ของเราจนได้ ลุงดาคีกลับมาแล้ว กลับมาพบกับพวกเราอย่างไม่ได้คาดฝันมาก่อนเลย สามสี่วันที่แกเฝ้าคอยพวกเราอยู่ทำให้แกผิดหวังไปเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จู่ๆเราก็โผล่หน้าขึ้นมานั่งรอแก แกคงตกใจมิใช่น้อย เมื่อพร้อมหน้ากันแล้ว รูปถ่ายบางรูปของพวกรุ่นหกก็ถูกนำออกมาตีแผ่กันทันที เสียงเอะอะชมเชยรูปของตัวดังอยู่จ้าละหวั่น เมื่อพอแก่ความต้องการแล้วทุกคนก็ขอตัวแยกย้ายไปทำธุระที่ค้างอยู่ คงเหลือแต่ครอบครัวของลุงคาดีกับพวกเราเท่านั้น เสื้อหนาวจากบางลำภูและสนามหลวง ยาบำรุงไตไช่ง้อจากเยาวราชถูกนำออกมาแจกจ่ายทันที ลุงดาคีดูจะดีใจเป็นหนักหนา แต่ความดีใจทั้งหลายคงไปรวมกันอยู่ที่เด็กหญิงลูกสาวของลุงโกอี๊ที่นั่งลูบคลำเสื้อหนาวสีเหลืองอยู่อย่างพึงพอใจ พวกเราเป็นสุขใจแล้ว เราได้เผื่อแผ่เอื้อเฟื้อต่อชาวป่าซึ่งห่างไกลเรา เราปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้ได้แล้ว สืบแต่นี้ต่อไปหนองบอนคือบ้านของเรา อยากไปเมื่อไหร่เป็นไปได้ทันที นี่แหละคือผลที่เราสร้างความอารีไว้บนผืนแผ่นดินในป่านี้ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนหนุ่ม คนหนุ่มที่ไม่ค่อยจะพบพระนักในเมือง คนหนุ่มที่ไม่พยายามจะทำบุญตักบาตร คนหนุ่มที่ฟังเสียงพระเทศน์เป็นเสียงเสียดแทงใจดำ แต่ฤทธิ์คนหนุ่มที่ดั้นด้นเข้ามาในป่า ดั้นด้นมาทำบุญกับมนุษย์ที่ยังไม่พ้นกิเลสด้วยกัน ดั้นด้นมาแผ่ไมตรีจิตมิตรภาพ ณ ป่าแห่งนี้ เท่านี้เองเราก็พอใจแล้ว เมื่อจบเรื่องไต่ถามทุกข์สุขกันเรียบร้อยแล้ว หม่อม บ๊ะ คว้าปืนออกหากับข้าวทันที ที่ไร่ซากที่มีแต่ซังข้าวอันระเกะระกะ เสียงนกเขาคูก้องไปรอบๆ ทำให้พวกเรามีชีวิตจิตใจขึ้นอีกพะเรอ ความเชื่องช้าหงอยเหงาเพราะความเมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยหายไปดังปลิดทิ้ง บัดนี้เราเต็มไปด้วยชีวิตจิตใจของชาวป่า เรากระฉับกระเฉงว่องไว เสียงลูกกรดและ .๔๑๐ ดังก้องป่า แต่ผลที่ได้รับยังไม่ดีนัก ฉะนั้นเย็นวันนี้เราก็ยังคงก้มหน้าก้มตากินปลาลิวกิว และน้ำพริกเผากันต่อไปอีก นกเขาที่ได้มาสองตัว วิทย์ดัดแปลงทำเป็นแกงและผัดพอชุ่มชื่นกระเดือกข้าวกันลงไปได้ สามวันมาแล้วที่เราไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกายเลย วันนี้ฤกษ์ดีอาบน้ำกันเสียทีเถอะน่า ที่ห้วยริมบ้านพักนั่นเองเป็นที่สระสนานของเรา อาบน้ำแบบญี่ปุ่นนี่ดีพิลึก กลางป่าไม้ต้องอายหรอกน่า พวกเดียวกันทั้งนั้นมองไปก็เหมือนกันทุกคนนั่นแหละ สบู่คาร์บอลิกเริ่มออกฤทธิ์แล้ว เสียงของกัปตันร้องแสบอู้ไปหมด หน้าชา ปากชา ตัวชาเกลี้ยง แล้วเราก็เดินพาเรดกลับบ้านพักทันที ตัวเบาสบาย ร่ายกายสะอาด เดี๋ยวกินข้าวเย็นแล้วเราจะได้คุยกันให้ช่ำปอดทีเดียว

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            บันทึกของ ม... สุรธวัช ศรีธวัช บรรยายตอนนี้ได้ชัดเจนดีเหลือเกินจึงขอนำมาอ้างอิงไว้ด้วยดังต่อไปนี้

            “คนที่นี่โดยมากสูบบุหรี่กันทั้งนั้น แม้แต่เด็กเล็กอายุ ๔ ขวบ โดยเฉพาะผู้ใหญ่นั้นทั้งสูบบุหรี่และกินหมาก เด็กรู้สึกอ้วนท้วนและแข็งแรงดี รู้สึกว่าแทบทุกคนสุขกายสบายใจ เขาคงพอใจในความเป็นอยู่ของเขา

            พี่แอ๊ด ฉลอง และสมชายออกยิงสัตว์

            การแต่งกาย ผู้ชายผู้ใหญ่ถ้าอยู่กับบ้านนุ่งสโร่ง ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้าถุง เด็กหนุ่มแต่งตัวไม่ผิดแปลกจากพวกเรา เด็กผู้หญิงสวมเสื้อตัวเดียวเป็นผ้านุ่งไปในตัวอย่างชนิด One Piece แต่ไม่รัดเอว หลวมโพรกเพลก ตรงปกเสื้อหน้าและหลังสอดด้วยด้ายสีแดง เสื้อทอผ้าฝ้ายทำเอง ทอขึ้นใช้เอง

            สิ่งที่น่าสังเกต พวกกะเหรี่ยงทุกคนมักจะเอาผ้าพันหัวจะว่ากันแดดก็ไม่ใช่ เพราะว่า แม้อยู่ในบ้านเขาก็พันอาจจะเป็นไว้ผมยาวกระมัง เพราะคนหนุ่มมักจะไม่พัน และไว้ผมอย่างเราๆ

            น้ำกินตักเอามาจากลำธารโดยมาก แถวหมู่บ้านมักจะมีลำธารเล็กๆน้ำไหลสะอาด ฟืนหุงอาหารไม่ต้องพูด เพราะหมู่บ้านถูกล้อมรอบด้วยป่า ชุมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด การตักน้ำใช้กระบอกไม้ไผ่ทะลุปล้อง เมื่อตักน้ำใส่เต็มเขาจะใช้ห้อยมาข้างหลัง มีเชือกรัดที่ศรีษะให้อยู่โดยไม่ต้องใช้มือจับ มืออีกสองมือคงจะหิ้วอะไรก็ได้ บางทีเขามักจะขนเอาฟืนมาพร้อมด้วย (การตักน้ำแบบนี้มีทั่วไปตามภาคเหนือและภาคอีสานทั้งนี้ ใช้เฉพาะพวกที่อาศัยอยู่บนเขาสูง การหาบหามแบบนี้เรียกว่า โง)

            ยาสูบนั้นปลูกแล้วผึ่งแดดด้วยแผง มวนด้วยใบไม้ โดยเฉพาะใบตองอ่อนตากให้แห้ง ค่อนข้างฉุนมาก

            ตอนค่ำหลังจากรับประทานอาหานด้วยฝีมือเอกวิทย์ จากความเอื้อเฟื้อเจ้าของด้วยให้ข้าวเราต้ม รู้สึกว่าอร่อยดี เพราะเป็นข้าวใหม่ และใช้ตำเอา วิธีตำข้าวเขาใช้เท้าเหยียบจับราว (ครกกระเดื่องนั่นเอง)

            พอหลังจากรับอาหารเย็น มีชาวบ้านรวมทั้งลุงดาคีมานั่งคุยอยู่กับเรามาก แกทำขนมทองโยะให้เรากินกัน คือใช้ข้าวเหนียวเอาไปนึ่งแล้วตำเอาไปทำเป็นแป้งข้าวเหนียวคล้ายกับทำขนมถั่วแปบ แล้วเอามาทั้งแผ่นให้เราปั้นกินกันเอง เราปั้นจิ้มน้ำตาลกินอร่อยดี ต่อมาวันหลังเราเอาปั้นจิ้มนมข้นยิ่งอร่อยดีมาก ดึกมากแล้วเราต่างพากันเข้านอน อากาศหนาวตามเคย เราจึงต้องเอาผ้าเต้นท์ออกมาห่มเพื่อกันหนาว ห้าคนนอนข้างล่าง สองคนนอนบนแคร่”

            ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คราวนี้ผู้เรียบเรียงไม่ได้จดบันทึกเหตุการณ์ประจำวันไว้ ภาระต่างๆ ในการเดินป่าตลอดจนกระทั่งหน้าที่ที่ต้องออกหากับข้าวประจำวันทั้งเช้าสายบ่ายเย็น ทำให้ไม่สามารถทำงานชิ้นนี้ได้สะดวกความผิดพลาดเลอะเลือน หลงลืมเหตุการณ์บางตอนย่อมมีขึ้นเป็นธรรมดา ผู้เรียบเรียงอาจจะไม่ได้เขียนหนังสือชุดนี้เลยก็ได้ ถ้าหากเอกวิทย์กับอู๊ดไม่ได้บันทึกไว้

            พูดถึงเรื่องทองโยะ ขนมกะเหรี่ยง ขนมนี้ประหลาดดีอยู่ มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงขนมถั่วแปบ หรือขนมกาลอจี๊อยู่มากทีเดียว อร่อยอย่างน่าพิศวง เรารู้สึกภูมิใจที่ได้มาลิ้มรสขนมป่า ขนมทองโยะนี้ทำง่ายๆ ขั้นแรกเอาข้าวเหนียวดำที่ตำแล้วมานึ่งให้สุก แล้วนำลงไปใส่ครกพร้อมกับผสมงาลงไปด้วย ตำละเอียดเข้ากันดีแล้วเป็นอันเสร็จพิธี กินได้เลย พวกเราดัดแปลงเอามาจิ้มน้ำตาลหรือนมข้นกิน อร่อยอย่างบอกไม่ถูก คืนวันนี้เรากินขนมพลางคุยกับกะเหรี่ยงไปพลาง ลุงดาคีดูจะรู้สึกภูมิใจและดีใจมากที่สามารถทำขนมอวดพวกเราได้ เราก็ต้อนรับขนมนั้นกันอย่างถึงอกถึงใจ กินกันอย่างไม่มีอั้น ระหว่างนี้แผนการอยู่ก้างย่างและหนองบอนของเราก็เริ่มต้น ลุงดาคีและพวกกะเหรี่ยงแยกออกไปตามล่าสัตว์ที่เขาสูงห่างออกไปจากหมู่บ้านโดยขอยืมเมาเซอร์ไรเฟิลของกัปตันไปด้วย ส่วนพวกเราตกลงกันว่า รุ่งขึ้นตอนเย็นจะไปนอนค้างตกปลาดุกที่ห้วยก้างย่าง พร้อมกันนั้นเราจะได้ออกด้อมๆมองๆหาอาหารอยู่เรื่อยๆ แผนการอันนี้เป็นที่ตกลงในที่ประชุมของเราโดยการเห็นชอบด้วยกันทุกคน แล้วเรื่องชีวิตในป่าของลุงดาคีก็ถูกนำออกมาตีแผ่ให้พวกเราได้รับทราบไว้ทั่วๆกัน จากปากของแกเอง ทำให้นักเดินป่าหน้าใหม่ทั้งห้าอ้าปากค้างพลางลูบคลำกระดูกหน้าผากแรดสองนอ (กระสู้) ที่ลุงดาคียิงได้เมื่อยังหนุ่มๆอยู่ ชีวิตในป่าเต็มไปด้วยการผจญภัยและตื่นเต้นชั่วชีวิต เราต่างเข้าประจำที่หลับนอนหลังจากที่ได้เวลาพอสมควรแล้ว อากาศยังคงทรมานเราต่อไปอีก คราวนี้แกมมียุงมารบกวนอีกประปรายด้วย แต่ช่างเถิด หนาวไปเถิด กัดสูบเลือดเราไปเถิด เจ้ายุงที่กระหายหิว เราขอหลับนอนเอาแรงเท่านั้นพอแล้ว

           

ปทานุกรมไทรโยค

 

 

ตอนห้า                        พรานนกเขา

            อาทิตย์ ที่    ธันวาคม    ๒๔๙๕

            La nature a fait l’homme bon

            Mais la societe le fait mechant

            ธรรมชติสร้างไว้ให้มนุษย์                   บริสุทธิ์เกิดมาหามัวหมอง

แต่สังคมเปลี่ยนแปรแก้ทำนอง                        มนุษย์ต้องเสื่อมทรามตามกันมา

            La nature a fait l’homme libre

            Mais la societe le fait esclave

            ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้อิสระ             ทุกคนจะเป็นไทใช่ทาสา

แต่สังคมเปลี่ยนแปรไปนานา                          ชนประชาเป็นทาสอนาถใจ

            La nature a fait l’homme heureux

            Mais la societe le fait miserable

            ธรรมชาติเสกสรรค์ปั้นมนุษย์              ให้สุขสุดปรีดาจักหาไหน

แต่สังคมแปรเปลี่ยนเวียนร่ำไป                       มนุษย์ไซร้ได้ทุกข์ถมระทมเอยฯ

           

            ข้อความข้างบนนี้ Rousseau ปราชญ์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสไว้ และเอกวิทย์ ณ ถลาง ถอดเป็นภาษาไทยถ้อยคำทุกคำทั้งภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศสชี้ให้เห็นความหมายของมันได้อย่างชัดเจนแจ่มใส เออ เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์อันประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย แต่ในหมู่สัตว์ประเสริฐก็มักจะมีมนุษย์ที่คิดว่าตนเองเหนือสัตว์ประเสริฐทั้งหลาย เบื่อ เบื่อ เบื่อ สังคมอันหลอกลวงในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่สังคมนี้หรอกหรือที่ทำให้คนไม่เป็นคนมามากต่อมากแล้ว คนไม่เป็นคนเพราะคนทำกันนี้แหละเป็นสิ่งที่น่าเกลียดที่สุด คนเราเกิดมาเพื่อจะสร้างกรรมดีตั้งหน้าตั้งตาประกอบกรรมดี แต่คนในสังคมเห็นว่ากรรมดีนั้นเป็นการเบ่ง คนที่ทำกรรมดีย่อมแพ้ทุกวิถีทาง นินทาสโมสรจะเห็นกรรมดีเป็นกรรมชั่ว แลเห็นกรรมชั่วเป็นกรรมดี คนเราพยายามที่จะทำกรรมดีอยู่เสมอทุกลมหายใจเข้าออก แต่ เจ้าสังคมอันล่อลวงนี่สิ ผลาญคน แปลงคน ทำให้คนไม่ใช่คน ทำคนให้เป็นเทพบุตร เทพธิดาที่มีดวงใจของอสูรแฝงอยู่ เราเป็นคนที่สังคมรังเกียจรึ  เราเป็นคนสังคมพิการรึ เราเป็นคนนอกสังคมรึ ปล่าวทั้งเพ เรา บางทีสังคมยังอาจต้องการ แต่ทำไมเล่าเราจึงหลีกลี้หนีสังคมมาเสียเล่า สังคมอันอ่าฟุ้งเฟ้อ สังคมแห่งการแข่งขันเพื่อความฉิบหายวายวอด สังคมแห่งการต้มยำซึ่งกันและกัน เราไม่หนีก็เหมือนหนี สังคมทำให้จิตใจของเราเสื่อม สังคมทำให้จิตใจของเราต้องเป็นทาส สังคมทำให้เรามีแต่ความทุกข์ระงม สังคมคืออะไรกัน ไม่มีใครเข้าใจ เต้นรำ กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง คุยเรื่องฟุ้งเฟ้อ นี่ก็สังคม เที่ยวป่ายิงสัตว์ ในวงไพ่ก็สังคม สังคมคืออะไรกันแน่ เราเป็นสมมติเทพแล้วหรือ สังคม อา สังคม เบื่อเหลือเกินคำว่าสังคม การต่อสู้ลับหลังเป็นการลำบาก การทำร้ายลับหลังนี่หรือคือสังคม เราอ่อนเพลียหมดกำลังใจที่จะกัดฟันสู้กับสังคมชนิดนี้ ตื่นจากฝันบ้าๆเสียทีเถิด นี่ก็รุ่งแจ้งแสงทองทาบขอบฟ้าแล้ว ตื่นเถิดออกไปหาอาหารการกินมาเพิ่มสะเบียงของเรากันเถิด เออ ฝันไปเสียนาน ฝันทั้งๆที่ลืมตาอย่างเต็มที่ ฝันทั้งๆที่สติสัมปชัญญะยังบริบูรณ์อยู่ ฝัน ฝัน ฝัน

            .๐๐ น. เสียงไก่ป่าและชะนีดังอยู่รอบๆตัว กัปตันตื่นขึ้นล้างหน้า แปรงฟันคว้าลูกซองหายเข้าป่าไป หม่อมรีบคว้าลูกกรดชวนแดงออกไปบ้างโดยมีกะเหรี่ยงหนุ่มนำทางไป แดงใช้ลูกซอง .๔๑๐ ทั้งสองกลุ่มหายลับไปตามทางที่มุ่งเข้าไปในป่า วิทย์พ่อครัวกับอู๊ดลูกมือลงมือปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างขมักเขม้น บ๊ะ เต๊ะยังคงนอนต่อไปอีก เราจะชักชินป่ากันแล้วหรือนี่ เสียงดังขึ้นในป่าเป็นครั้งคราว แต่ดูเสียงไม่ค่อยหนักแน่นนัก ถ้าจะเป็นหม่อมหรือแดงยิงอะไรเข้าแล้วกระมัง พวกอยู่บ้านคงจะคิดเช่นนี้

            กัปตันออกเดินย่องกริบตามเสียงไก่ที่ขันอย่างเย้ยหยัน ตาสอดส่ายมองหาเหยื่ออยู่เรื่อยไป หลายครั้งหลายหนที่เห็นเหยื่อ แต่เหยื่อในป่าไวกว่าผู้ล่า ผลคืออดตามเคย กัปตันยังคงบุกป่าฝ่าดงต่อไปอีกโดยไม่คำนึงถึงความรก ความชื้นหรือแม้แต่โคลนอันเฉอะแฉะ ความปรารถณาอย่างเดียวกับกัปตันคือ ขอให้ปืนได้ลั่นสักปังเถิด ลูกน้องที่มาด้วยจะได้เห็นฝีมือ กัปตันเดินดุ่มต่อไป เสียงพึ่บดังห่างออกไปไม่ถึงสามวา ตาสอดส่ายหาทันที อ้าฮ้า อยู่นั่นเองเบ้อเริ่มเชียว กวางตัวเมียเสียด้วย กัปตันวาดปืนในท่าที่จะยิงทันที เป้านิ่งเช่นนี้หาได้ยากนัก แต่โชคยังคงไม่เข้าข้างกัปตันเช่นเคย หางเหยี่ยวของปืนดันผ่าเข้าไปคล้องในเถาวัลย์เสียแน่น ถึงกับกัปตันลงทุนเอาปากกัดเถาวัลย์ ให้ขาดยอมทนรสขมฝาดของเถาวัลย์นั้นปืนอยู่ในสภาพที่จะลั่นไกได้เสมอ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับโอกาสและโชค กวางตัวเมียงามตัวนั้นเผ่นพรวดพราดไปเสียอีกแล้ว กัปตันเกาหัวด้วยความเสียดาย เมื่อกลับถึงบ้าน บ๊ะหัวเราะเอิ้กอ้ากเป็นเชิงขำในเรื่องของกัปตันยิ่งนัก ซึ่งทำให้เกือบมีการแจกเท้าและมือกันให้เป็นที่วุ่นวาย

            “อ้ายห่ะ.......พอวาดปืนมาตรงตัวกับหนี ชะ ชะ รอเดี๋ยวไม่ได้” กัปตันบ่นอู้อี้

            “ฮึ่ๆ มือรุ่นลื้อนี่หว่า ต้องอั๊ว ต้องอั๊ว พ๊าบ พ๊าบ โป้ง แหงแก๋เลย ฮี่ ฮี่” บ๊ะขัดคอพร้อมกับทำท่าทางยิงปืนประกอบ

            “เฮ้ย ความจริงอั๊วไม่นึกว่าจะพบกวาง ตามองแต่ไก่ บ๊า ดันผ่ามายืนใกล้ๆ ใครจะไปรู้” กัปตันยังแก้ข้อสงสัยให้บ๊ะฟังต่อไป

            “เออ ก็ตาลื้อมันตาตุ่มนี่หว่า ของใหญ่ไม่เอา เอาของเล็ก เป็นอั๊วละก็ ฮึ่ม ฮี่ ฮี่” บ๊ะดีดนิ้วเบ๊าะแล้วหัวเราะ กิ๊ก กั๊ก

            หม่อม แดง และกะเหรี่ยงหนุ่มออกย่องไปทางกลับบ้านตัดตรงไปทางหนองบอน (หนองจริงๆ) เดินขึ้นเขาลงฝ่าป่าผากมาพักใหญ่ ไก่ป่าก็เริ่มบินหนีกับพึ่บพับ ตาทั้งสามคู่จ้องเขม็งเหลียวและไปรอบๆอย่างระมัดระวัง ปืนทั้งสองกระบอกอยู่ในลักษณะที่จะลั่นกระสุนได้ทันที กะเหรี่ยงสะกิดแดงให้ดูไก่ป่าสองตัวกำลังยืนเกี้ยวกันอยู่อย่างเพลิดเพลิน หม่อมก็เห็นภาพนี้เหมือนกัน แดงยังคงย่องเข้าไปใกล้เพื่อให้กระสุนที่จะแล่นออกไปเกิดความแม่นยำขึ้นอีก หม่อมประทับปืน.๔๑๐ แล้ว ไก่ทั้งสองตัวถ้าจะรู้สึกตัวที่มีคนมาแอบดู มันตั้งท่าจะออกวิ่ง หม่อมกดเปรี้ยงเข้าให้ที่ไก่ตัวเมีย ไก่บินกะเติ๊กกะต๊ากหายไป เสียงแดงงบ่นอู้อี๊ “ปู่โธ่ ไม่ควรยิงเลย แดงกำลังเล็งได้เหมาะ จะยิงแล้ว พี่แอ๊ดลั่นโป้ง เลยเผ่นไปหมดเลย”

            “ก็มันวิ่งแล้วนี่น่า พี่เห็นไม่ได้ท่า เล็งได้จังหวะก็ใส่โป้งเข้าให้ ไหงผิดได้ก็ไม่รู้”

            กะเหรี่ยงคงขี้เกียจฟังเราเถียงกัน จึงออกเดินดุ่มๆต่อไป เราก็จำใจออกย่ำต่อตามไปอีก เสียงเก้งเห่าดังอยู่ในระยะไม่ไกลนัก กะเหรี่ยงโบกมือให้หยุด เราหยุดชะงักเตรียมพร้อมทันที เสียงลูกเก้งอวดครวญโดยฝีปากกะเหรี่ยงเป่าใบไม้ดังก้องไปทั่วป่า เราทั้งสองต่างคอยจะลั่นไกปืนให้สมใจ คอยแล้วคอยเล่าเฝ้าแต่คอย กะเหรี่ยงก็เป่าใบไม้ เป่าแล้ว เป่าเล่า เป่าจนหมดศรัทธา ส่ายหน้าแล้วออกเดินต่อไป ยังไม่ถึงสามก้าวเสียงพึ่บพั่บดังอยู่แค่มื้อเอื้อมนั่นเอง พร้อมกันนั้นเสียงเก้งร้องก็ดังขึ้นอย่างตกใจ นี่เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับพวกเรา ใจร้อนเกินไป ถ้าอยู่ช้าอีกสักอึดใจเป็นได้ลั่นไกปืนกันแน่ๆ อย่าลืมว่าสัตว์ป่าก็รู้จักระวังภัยดีกว่าคนในกรุงเสียอีก สัตว์ป่าต้องฟังให้แน่นอนว่าถูกตุ๋นหรือ

ปล่าว และโดยมากความระมัดระวังของสัตว์ป่ามักจะชนะความอดทนของนักล่าเสมอมา เช่นครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยทีเดียว เราทั้งสามเดินบุกป่าต่อไปด้วยความท้อแท้ หิวข้าว หน้ายังไม่ได้ล้าง ฟันยังไม่ได้ถูจนกระทั่งมาถึงหนองใหญ่ ซึ่งชื่อว่า “หนองบอน” ที่นี่เขาว่านกเป็ดน้ำชุมเหลือเกิน และก็เป็นความจริงเสียด้วยเพราะขณะที่เราเลาะขอบหนอง นกเป็ดน้ำ ๔-๕ ตัว ยังลอยฟ่องอยู่ในสระนั้น หม่อมขยับปืนแต่กะเหรี่ยงห้ามไว้โดยไม่ให้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เราเชื่อผู้นำเสมอ เดินดูรอยสัตว์ลงกินน้ำพอให้ชุ่มชื่นหัวใจ ไม่ได้กินเนื้อเห็นรอยเท้าก็พอใจแล้ว เราเดินย่ำน้ำเลาะขอบหนองตัดตรงกลับบ้านทางเดินตอนนี้เป็นดงไผ่หนาม การเดินต้องระมัดระวังมากสักหน่อย เพราะหนามไผ่นี่ตำปวดดีนักโดยเฉพาะหม่อมเข็ดมาตั้งแต่คราวรุ่นที่หกแล้ว เราข้ามลำธารที่อาศัยอาบกินก็มาโผล่หน้าบ้านพอดี พวกที่อยู่บ้านเตรียมตัวออกบุกป่ากันแล้ว เพียงแต่รอให้เรามากันเท่านั้นเอง ตอนนี้กัปตันชักยั๊วะเล็กน้อยที่หม่อมดึงดันขอปืนลูกรดไว้ยิงนก แต่บ๊ะจะเอาไปเลยมีการยักท่ากันเล็กน้อย แต่แล้วทุกอย่างก็อยู่ในความสงบ ทุกคนเข้าใจกันได้ดี นี่เป็นบทเรียนอีกบทหนึ่ง สำหรับนักเดินป่าหน้าใหม่ จงพยายามสามัคคีเอาอกเอาใจกันไว้เสมอ ขอให้ตกลงกันด้วยเหตุผล อย่าใช้อารมณ์เข้ามาเป็นเครื่องตัดสิน ผู้แพ้ต้องรับผิดโดยหน้าชื่นและด้วยใจยุติธรรม นี่คือสปิริตของนักเดินป่าที่ดี พวกออกล่าสัตว์ตอนสายออกเดินทางกันไปแล้ว ทิ้งหม่อม แดงไว้เฝ้าบ้าน ล้างชามต่อไป จากนี้ไปขอนำเอาบันทึกของ ม... สุรธวัช ศรีธวัช มาดำเนินเรื่องต่อไป

            “๗ ธ.. ๘๔ เรายังคงพักอยู่ที่บ้านลุงดาคีต่อไป คือรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็ออกไปยิงนกเล่น เข้าไปในป่า แต่ไม่ได้นกอะไรเลย ผ่านไปตามไร่ของชาวบ้านกะเหรี่ยง พบกะเหรี่ยงสองคนกำลังทำยุ้งข้าวอยู่ เราขอซื้อฟักทองเขา แต่เขากลับให้เรา

ปล่าวๆ โดยไม่คิดเงินทองอะไรเลย เราถามเขาว่า ทำไมถึงไม่ปลูกยุ้งข้าวไว้ที่บ้าน เขาไม่ตอบเรา แต่เขาว่า เขาปลูกเอาไว้ที่นี่ ถ้าถึงเวลาต้องการกินก็มาหาบหามเอาไป เขาอาจจะมีเหตุผลของเขาก็ได้ แต่อาจจะเป็นเพราะว่า เพื่อไม่ให้สัตว์รบกวน เช่น พวกหนู และปลวก มดขึ้นกินข้าว เนื่องจากสัตว์เหล่านี้มักอยู่ตามบริเวณที่มีคนอาศัยอยู่จะใช่หรือไม่ ไม่แน่ ที่น่ากล่าวคือ ยุ้งเขาทำแข็งแรงป้องกันนกและหนูเข้ามากิน”

            หม่อม แดงอยู่บ้านกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ก็ซักผ้า ล้างภาชนะที่ใช้รองอาหาร คุยกันไปอย่างสนุกสนานที่ลำธารข้างบ้านนั่นเอง เมื่อเสร็จธุรกิจนี้แล้วสองคนที่เฝ้าบ้านก็คว้าลูกกรดออกเดินดุ่มไปไร่ซากทันที เสียงลูกกรดดังเป็นระยะๆ กระรอกบ้าง นกบ้าง เป็นเป้าอยู่เรื่อยๆไป แต่คงไร้ผลเช่นเคย นักเฝ้าบ้านสองคนกลับมานอนเหยียดแข้งเหยียดขารอพวกที่ออกไปเที่ยวป่ากลับมา

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

            ๑๑.๐๐ น. เศษ พวกที่ออกไปเที่ยวป่าก็กลับมา วิทย์แบกเอาฟักทองมาด้วยลูกเบ้อเริ่ม ฟักทองต้มจิ้มน้ำตาลเป็นอาหารว่างที่ดีที่สุดประจำวันนี้ หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จแล้วก็ตกลงแผนการที่วางไว้เมื่อคืนนี้กันอีกครั้งเพื่อให้แน่นอน ผลดังนี้คือ ๑๗.๐๐ น. วันนี้เราทั้งหมดจะยกขบวนไปที่ห้วยก้างโดยไม่เอาเป้ไป แล้วพรุ่งนี้เช้าลุงดาคีจะยกกองออกล่าสัตว์ ณ เขาใหญ่ที่มองเห็นอยู่ตระหง่านหลังบ้าน แทนการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตะวันก็บ่ายคล้อยมากพอดู กัปตัน หม่อมคว้าปืนออกทำการล่านกเขาเพื่อใช้เป็นอาหารเย็นต่อไป ไร่ที่หนึ่งผ่านไป แล้วก็ไร่ที่สอง ไร่ที่สาม เราทั้งสองบุกไปตามลำดับ เสียงนกเขาคูดังอยู่ทั่วไป แต่คล้ายกับมีใครคอยกระซิบให้นกเขารู้ว่า เรานี่คือพรานผู้ล่า นกเขาจึงบินหนีไปในระยะที่กระสุนยังไม่สามารถทำอะไรได้ เราวนเวียนกันอยู่ในไร่ซากทั้งสามแห่ง แต่ยังไม่ได้เหยื่อที่เราประสงค์เลยสักตัวเดียว ขณะที่เรานั่งพักหลบแสงแดดอันเร่าร้อนอยู่นั้น กัปตันคว้าปืนลุกขึ้นย่องกริบหายไปในป่า เปรี้ยง เสียงลูกกรดดังสะท้อนไปทั่วละแวกนั้น หม่อมตามเข้าไปดู เหยื่อตัวแรกในวันนี้ ฝีมือกัปตันไม่เลวเลย หัวนกแหลกละเอียด เป็นการดีมากที่เนื้อไม่เสียเลย เสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามา เราทั้งสองไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร แต่ถ้าโชคของเราเกิดดีขึ้นมา เก้งหรือกวางอาจจะโผล่มาจากพุ่มไม้ก็เป็นได้ แต่เป็นไปไม่ได้หรอก แดดร้อน และแสงสว่างออกจ้าอย่างนี้ ตามธรรมชาติสัตว์ป่ามักจะถือโอกาสหลบหลีกภัยนานาประการหลับนอนอยู่ตามเขา และป่าทึบ และก็เป็นความจริงตามที่คาดไว้ บ๊ะนั่นเองโผล่ออกมาจากทางเดินพร้อมด้วยมีปืนลูกซอง .๔๑๐ เป็นอาวุธประจำตัว บ๊ะบ่นอู้อี๊มาตลอดทางเพราะเขาลองเดินลัดป่าดู แต่ทว่าหลงอยู่รอบๆไร่นั่นเอง เราแยกกันออกไปต้อนนกเขาให้รวมกลุ่มกันที่ไร่สุดท้ายซึ่งกัปตันรออยู่และที่ไร่สองอันเดิมนั่นเอง หม่อมปลดเซฟลูกกรดย่องกริบเข้าไปในระยะพอสมควร โป้ง ผล็อยอีกหนึ่งละ หม่อมตามเข้าไปเก็บเหยื่อออกมานั่งโม้กับพรรคพวกอยู่ริมไร่นั่นเอง

            “แหม!!! ศูนย์ลูกกรดนี่แจ๋วแหววเลย ปัง อั๊วเห็นขนนกกระจายในศูนย์เลย”

            “เอ้อเฮ่อ ฟุ้งชิบหายเลย ยิงได้ตัวสองตัวละก็ อึ้ย คุยว่ามือแน่ ฮี่ ฮี่ มันต้องบ๊ะซีเฟ้ย” บ๊ะยังคงขัดคอตามเคย

            แล้วหม่อมก็แสดงฝีมือสอยเหยื่อให้ล่วงลงมาได้อย่างแม่นยำอีกตัวหนึ่ง ในเวลาใกล้ๆ กันนั่นเอง บ๊ะเงียบกริบไม่ขัดคอต่อไป ได้แต่คว้าปืนออกด้อมๆ จะเก็บเหยื่อมาโชว์ให้จนได้

            ตะวันบ่ายคล้อยลงทุกที  แต่การหาเหยื่อก็คงไม่ได้ผลมากกว่าที่ได้ไปแล้ว เวลาที่จะออกเดินทางก็กระชั้นเข้ามาทุกที สามสหายเลยนั่งลงปรึกษาวางแผนกันต่อไป พลางชมภูมิประเทศรอบข้างอย่างสุขสบาย รอบตัวเรานี้ถูกล้อมด้วยขุนเขาอันสูง  หน้าผาอันชันดิ่งของภูเขาแต่ละลูกที่สลับซับซ้อนกันอยู่นี้ ถ้าคิดสะระตะตามภาษานักปฏิวัติละก็ อือม์ ช่างเหมาะจริงๆ ทุกด้านล้อมรอบด้วยภูเขาที่มีแต่หน้าผาอันสูงชัน มีทางเข้าที่เห็นว่าสะดวกสบายอยู่ทางเดียว คือทางที่เราบุกมานั่นเอง ถ้าหากว่าเราทะลายทางเข้าซึ่งเป็นทางเดินเล็กๆ เลาะริมหน้าผาได้แล้ว เป็นอันว่าหนทางนี้ถูกปิดตาย ทุกช่องทางที่จะเข้ามาถ้าเราเอาปืนกลไปตั้ง รับรองว่าทุกชีวิตที่ย่างเข้ามาจะต้องตกเป็นเป้ากระสุนอย่างไม่มีปัญหา นี่เป็นแต่เรื่องคิดกันเล่นๆ อย่าถือสาหาความว่าจริง เดี๋ยวกองทัพตำรวจอันเกรียงไกรจะยกกองทัพมารับพวกเราไปสงบสติอารมณ์ไว้ในห้องขัง แล้วตั้งชื่อให้ว่า “กบฏนักเดินป่า”อย่างนี้ไม่สนุกแน่

 

            ๑๒.๐๐ น. จวนได้เวลาออกบุกก้างย่างแล้ว สามนายพรานผู้ผิดหวังจากสัตว์ใหญ่ และกลับมาบำเพ็ญตัวเป็นพรานย่องนกเขาจนได้ชื่อว่า “พรานนกเขา” คว้าเหยื่อทั้งสามออกเดินทาง วิทย์เริ่มแสดงลวดลายทำกับข้าวอย่างไว้ฝีมือทันที แกงจืดฟักต้มนกเขา ผัดฟักทองนกเขา เป็นอาหารที่ไม่เลวนักสำหรับมื้อเย็นในวันนี้แต่ไม้ตายของเราก็ยังคงสภาพเช่นเดิมอยู่ คือ ปลาลิวกิวแห้งกับน้ำพริกเผา แถมได้เนื้อเม่นตากแห้งของลุงดาคีมาผสมด้วย กับข้าวมื้อนี้จึงวิเศษนักหนาเก็บเข้าของให้เข้าที่มอบปืนเมาเซอร์ ไรเฟิลและกระสุนให้ลุงดาคีเรียบร้อยแล้ว ในเครื่องแต่งกายอันรัดกุมทุกคนพร้อมแล้วที่จะไปตกปลาดุกที่ก้างย่าง ข้าวของที่เอาไป นอกจากปืนที่เหลือและมีดประจำตัวทุกคนแล้วก็มี เป้หนึ่งเป้ บรรจุเครื่องเวชภัณฑ์ ข้าวสาร กับข้าวและสรรพเครื่องดื่มนานาชนิด ห่อเต็นท์ซึ่งแดงรับหน้าที่ไป เรายกกองไปถ่ายรูปเบ่งกันอยู่พักใหญ่ก็ได้ฤกษ์เคลื่อนพล

 

 

ตอนหก            จ้าวขมุลองใจ

 

            ๑๗.๓๐ น. อาทิตย์  ที่    ธันวาคม   ๒๔๙๕

            เรายกขบวนออกจากบ้านหนองบอนเดินข้ามลำธาร ตัดลัดป่าตรงไปยังห้วยก้างย่างทันที เราเดินจ้ำกันอย่างรวดเร็วเพราะ เวลาของเขาเรามีจำกัด ถ้าหากค่ำลงก่อนถึงห้วยก้างย่าง เราอาจจะต้องวนเวียนอยู่ในป่าจนเหนื่อยใจก็เป็นได้ กัปตัน หม่อม เดินนำลิ่ว บางครั้งถึงกับวิ่งทำเอาพวกหลังๆบ่นอู้ไปตามๆกัน การเดินในท่ามกลางต้นผากทั้งหลายในหน้าหนาว ใบผากแห้งหล่นเกลื่อนกลาดเช่นนี้คลำหาทางยากเหลือเกิน ถ้าเราเดินไม่ระมัดระวังในชั่วพริบตาเดียว เราอาจจะเปะปะออกนอกทางก็เป็นได้ เสียงก้าวสวบสาบพร้อมกับเตะใบผากให้ปลิวว่อนดังเป็นทอดไปเรื่อยๆ ถ้าหากสัตว์ป่ามาอยู่ใกล้บริเวณนี้คงจะตกใจหนีไปอย่างรวดเร็วเป็นแน่ อากาศในป่าผากชักขมุกขมัวลงทุกที แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นดินเลย แต่พวกเรายังคง ย่ำ ย่ำ ย่ำ กันต่อไป แต่ก็ยังไม่ถึงสักที กัปตันยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก จนกระทั่งพบรอยต้นไม้บาก กัปตัน หม่อมมั่นใจแล้วว่าใกล้ที่หมายเข้าไปทุกทีแล้ว อีกชั่วสองสามอึดใจ เรามาโผล่เข้าที่ห้วยก้างย่าง แต่ที่นั่นมีชุมนุมของพวกตัดไม้มาปลูกอยู่ก่อนแล้ว แต่จะเป็นใครก็ช่างป่าไม่มีการหวงห้าม เราเดินเลยไปและลงมือถางเต็นท์ทันที การเดินทางคราวนี้นับว่าพวกเรายอดเยี่ยมมากที่ทำเวลาเพียง ๔๕ นาทีเท่านั้น เพราะตามสถิติเดิมที่พวกเรารุ่นหกทำไว้เป็นเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ เราทำลายสถิติได้แล้ว แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยอยู่ เพราะสมัยรุ่นหกมากันนั้นทางลื่นสิ้นดี และแถมยังมีการหลงทางกันบ้างเล็กน้อย แต่สถิติใหม่ที่ทำไว้ก็น่าดูมากอยู่แล้ว เราคงช่วยกันตัดไม้ทำคันเบ็ด หาฟืน กางเต็นท์กันอยู่จ้าละหวั่น กัปตันเร่ไปดูทางชุมนุมตัดไม้ อภิโธ่!!! นึกว่าใครที่ไหน นายฮุดเสรีไทยนอกบัญชีนี่เอง นายฮุดเป็นคนคุมงานตัดไม้ของคุณชาญที่อยู่ไทรโยค (เรื่องราวละเอียดในตอนวีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย) นายฮุดรู้จักกัปตันดี เป็นอันว่า เรากับพวกตัดไม้ก็รู้จักกันมาก่อนแล้ว และจากปากของพวกตัดไม้นี่เอง ทำให้พวกเราดูคึกคักกันเป็นพิเศษ เพราะเมื่อวันก่อนหน้าเรามาสักสองวันนี่เอง นายฮุดยิงกวางได้หนึ่งตัวที่ทุ่งจอมลอม เราหมายมั่นปั้นมือกันนักว่าคงจะล้มสัตว์มาเป็นกับข้าวกันได้บ้างแน่ และความหวังทั้งมวลก็ต้องล้มละลายไปดังที่ได้ผ่านมาแล้วทุกครั้ง

            เรื่องราวในป่าเป็นเรื่องที่ออกจะประหลาดอยู่มาก ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องเวทย์มนต์คาถานักก็ตาม แต่เราทุกคนที่มาด้วยกันมีพระเครื่องแขวนคอมาด้วยกันทั้งนั้น ป่ามีความลึกลับมหัศจรรย์เพียงใด ไม่มีสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ ถ้าแม้ว่าจะไม่ค่อยเชื่อกันเท่าใดนัก แต่ก็ยังทราบอยู่เสมอว่า ป่าสูงทุกป่ามีผู้ผูกสัตว์ไว้ด้วยเวทย์มนต์คาถา นี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ควรเชื่อ เหตุผลรึ ไม่มีเลย การทำพิธีเส้นสรวงเจ้าป่าก็ดี การจุดธูปเทียนบอกกล่าวเจ้าของที่เหลือแต่วิญญาณแล้วก็ดี ถ้าไปพูดในกรุงอีกหลายคนนักที่จะต้องหัวเราะเยาะเรา แต่นั่นแหละในป่าไม่ใช่ในกรุง ไม่โง่เขลาเบาปัญญา เชื่อลมเชื่อแล้งก็ต้องเชื่อทำตาม แม้แต่พรานใหญ่ เช่น เจ้าเพ็ชราชเป็นต้นยังเคยเส้นสรวงเจ้าป่ามาก่อน แล้วเราเป็นแต่เพียงนักเที่ยวป่าหน้าใหม่ๆกระดูกยังไม่แข็งพอ ไหงจะฝ่าฝืนดื้อดึงกฎอันนี้เสียเล่า อย่างเป็นที่รู้กันแล้วว่า ไสยศาสตร์ที่ลึกลับหาเหตุผลไม่ได้ ฉะนั้นป่านี้ ป่าก้างย่างนี้ ก็มีดีเหมือนกัน ป่าก้างย่างแห่งนี้เดิมทีหาได้มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มากมายเช่นปัจจุบันนี้ไม่ พวกขมุต่างหากที่อาศัยท่องเที่ยวอยู่ในละแวกนี้ และขมุคนหนึ่งก็ผูกป่านี้ไว้ด้วยเวทย์มนต์คาถาของเขา เป็นเจ้าป่าแห่งนี้โดยสมบูรณ์ ตราบจนพวกกะเหรี่ยงยกเข้ามาอยู่ ญี่ปุ่นเข้ามารังควาญ และไทยเข้ามาตัดไม้ เจ้าป่าก็ยังเป็นขมุอยู่นั่นเอง กะเหรี่ยงถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยกินเส้นกับขมุนัก  ก็ยังเคารพคารวะเส้นสรวงเจ้าขมุนี้อยู่เสมอ แต่พวกเรานักเดินป่ารุ่นที่เจ็ด เดินดุ่มเข้ามาโดยไม่มีการบอกเล่าเก้าสิบกันก่อนเลย เจ้าของบ้านคือ เจ้าขมุคงจะพิโรธเรามิใช่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม เราเป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่จัดเจนต่อประเพณีเหล่านี้ เรื่องของเราจึงได้แต่เพียง จ้าวขมุลองใจเราเท่านั้นเอง การลองใจของเจ้าขมุครั้งนี้ ทำให้เราเห็นผลอดอยากปากแห้งไปตามๆกัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครรู้ใครเห็น  แต่ทางที่ดีที่สุดเราเลือกเอาทางนี้สันนิษฐานไว้ก่อนเป็นดีแน่ๆ จ้าวขมุลองใจเราอย่างไรก็โปรดอ่านต่อไปเถิด

            หลังจากที่เพ้อถึงเรื่องเจ้าขมุพอทำให้ท่านวุ่นวายและสงสัยมามากมายพอควรแล้วเรื่องของเราก็ดำเนินต่อไป เต๊ะ แดงดูจะฟิตมากกว่าเพื่อนในเรื่องตกปลาดูวุ่นวายกับการคันเบ็ดและออกปฏิบัติการก่อนใครหมด แต่ผลที่ได้รับคือตกได้แต่ปลาก้างซึ่งวิทย์พ่อครัวบอกว่าไม่สมควรกินเป็นอาหารเพราะจะทำให้เมาก็ได้ ปลาก้างติดเบ็ดอยู่เสมอ จนสองคนเอือมระอาหลบหน้าหลบตาเข้าเต็นท์หลับตานอนสบายไปเลย ปล่อยหน้าที่ไว้ให้พวกข้างหลังต่อไป เพื่อให้ข้อความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีก ขอให้เอาข้อความจากบันทึกประจำวันของ เอกวิทย์ ณ ถลางมาประกอบไว้อีกสักตอนหนึ่ง

            “บ่าย ๔ โมงเศษ กินอาหารเย็นเตรียมตัวเดินทางไปตกปลาที่ก้างย่าง ระยะทางห่างจากหนองบอนประมาณ ๕ ก.. เราเดินกันอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีสัมภาระมากนัก ถึงลำห้วยก้างย่างอันเป็นวังปลาดุก เวลา ๑๘.๐๐ น.  จัดการกางเต็นท์ก่อไฟ หาคันเบ็ด ได้ตกปลาราว ๒ ทุ่มเศษ ไม่ได้ผลเลยเพราะไม่มีเหยื่อคาวๆล่อให้ปลารู้ทั่ว ยังไม่รู้ทำเล และวิธีการดีพอ

เต็นท์เล็กนอนกันไม่หมด ต้องระบายออกมานอนหน้าเต็นท์บ้าง อากาศหนาวจัด ยุงก็มีมากพอใช้ นอนกันไม่ค่อยหลับ ราว ๔.๐๐ น. ลุกขึ้นก่อไฟผิง

แผนการที่จะอยู่หนองบอนอีกสองวันต้องเลิกล้ม เพราะลุงดาคีจะขอยืมไปเอาขนายช้าง (งาช้าง) -๕ วัน ซึ่งนานเกินไป เรารอไม่ได้ เผอิญกัปตันมีธุระร้อนจะต้องรีบกลับ ทั้งการเดินทางของเราก็มีมากมาย เหน็ดเหนื่อยกันมากพอใช้ สัตว์ก็ยิงไม่ค่อยได้ ได้นกเขาและนกเปล้า  -๗ ตัว เราจึงตกลงกันว่า วันรุ่งขึ้นวันจันทร์ที่ ๘ จะกลับไปเอาของและปืนจากบ้านกะเหรี่ยงมาสมทบนอนค้างคืนที่ก้างย่างต่ออีก ๑ คืน รุ่งวันอังคารจะเดินทางไปลงเรือที่ไทรโยคพร้อมกับนายฮุดหัวหน้าพวกตัดไม้

ก้างย่างเป็นทุ่งหญ้าคาใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ มีลำห้วยไหลเลียบทำให้ที่อุดม เก้งกวางชอบลงไปหากิน ถ้าคมนาคมสะดวกที่นี่จะเหมาะที่สุดสำหรับทำการเพาะปลูก    

การได้อยู่ Camp อย่างที่ก้างย่างรู้สึกสนุกมากอยู่กลางป่าจริงๆ ต้องทำอะไรเองทุกอย่าง

ที่ก้างย่าง ๓ ทุ่มพี่แอ๊ดและเรา ลงไปจับกุ้งป่าที่ลำห้วย ตัวโตๆเท่ากุ้งแกะในทะเล จับได้หลายตัวเอามาย่างไฟกินกับกาแฟอร่อยมาก”

นี่เป็นความเห็นและเหตุการณ์ตอนหนึ่งในสายตาของเอกวิทย์ ณ ถลาง แผนการของเราทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปหมด กัปตันสั่งการให้เข้าประชุมปรึกษาหารือกันทันที เมื่อตกลงกันแล้วแผนการก็เปลี่ยนแปลงกันพรุ่งนี้กลับไปเอาข้าวของและปืนมะรืนนี้เข้าไปไทรโยค ที่ประชุมเห็นชอบด้วย ต่างก็แยกย้ายกันไปนอน แต่ที่จริงไม่ได้แยกย้ายไปไหนกันหรอก นอนในเต็นท์รวมๆ กันนั่นเองแหละ

เมื่อการตกปลาในคืนวันนั้นไม่เป็นผลสำเร็จได้แต่ปลาก้าง นักตกลาทั้งหลายก็เริ่มล่าทัพกันไปเป็นลำดับคงเหลือแต่กัปตัน วิทย์เท่านั้นที่ยังพยายามตกปลาอยู่อย่างขะมักเขม้น วิทย์เมื่อเห็นไม่ได้ปลาแล้วก็หันกลับมาล่ากุ้งป่าแทน เมื่อได้มามากพอสมควรก็กระทำการย่างกินกับกาแฟเสียตามระเบียบ อากาศคืนวันนั้นยังคงหนาวเย็นจับหัวใจอยู่ตามเดิม แถมไม่มีผ้าเต็นท์ห่มอีกเลยไปกันใหญ่ กัปตันถึงกับออกมานอนหน้าเต็นท์ เพราะในเต๊นท์นั้นเบียดเสียดกันเหลือกำลัง เด็กหน้าอ่อนสองคนคือเต๊ะกับแดงนอนหลับอย่างหมดกังวลใดๆ ทั้งสิ้น นอนให้เป็นสุขเถิดหนูน้อย พรุ่งนี้เราจะต้องต่อสู้เพื่อชีวิตของเราต่อไปอีก ก่อนที่จะหลับก็คงมีใครสักคนหนึ่ง ถ้าไม่เป็นกัปตัน ก็หม่อม ไม่ก็คงเป็นวิทย์ หรือไม่ก็ทั้งสามนั่นแหละคิดอยู่ว่า ทำไมคืนนี้เราจึงไม่ได้ปลาดุก และทุกวันที่ผ่านมา ทำไมยิงสัตว์มาเป็นอาหารถาวรไม่ได้เลย ทำไมเล่า เป็นด้วยโชคไม่ดี หรือวิธีการของเราไม่แนบเนียน หรือว่า จ้าวขมุลองใจเราเข้าให้แล้วกระมัง นอนคิดอยู่เช่นนี้จนหลับไปในที่สุด

            “ฉันจะต้องอ้างว้างกลางป่า สุดเหลียวแลหาผู้อื่น ดึกดื่นเที่ยงคืนไม่ชื่น”

            ได้แต่นอนหนาว พรุ่งนี้เราจะได้อะไรเป็นกับข้าวเพิ่มเติมจากปลาลิวกิวไม้ตายของเรา แต่ทั้งนี้ แลทั้งนั้น โชคย่อมเป็นของเราบ้าง ถ้าจ้าวขมุเห็นใจเราแล้ว

 

 

 

ตอนที่เจ็ด        ปลาดุกที่ก้างย่าง

           

            จันทร์  ที่    ธันวาคม  ๒๔๙๕

แสงจันทร์ยังคงส่องแสงลอดใบผากลงมาเป็นทางขาวทั่วๆไป ไฟในกองที่หน้าเต็นท์มอดลงไปหมดแล้ว ทั้งเจ็ดชีวิตหลับสนิทงอก่องอขิงอยู่ในท่าต่างๆกันท่ามกลางความหนาว เสียงน้ำค้างหยดต้องใบผากดังราวกับฝนตก ป่าหน้าหนาวเป็นอย่างนี้แหละ หนาวจนกระดูกแทบร่อน เสียงปืนที่วางอยู่หัวนอนกระทบกันดัง กรุ๊ก กริ๊ก หม่อมเอื้อมมือไปคว้าปลายกระบอกไว้แน่น อีกมือหนึ่งคว้ามีดพกดึงออกมาอยู่ในท่าเตรียมแทงได้ทันท่วงที แต่เสียงปืนกระทบกันก็ยังคงดังอยู่เรื่อยๆ บ๊ะคว้าไฟฉายลุกขึ้นยงโย่ยงหยกส่องปราดออกไปทันที เสียงเงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปืนทุกกระบอกเย็นเฉียบยังไม่ได้เคลื่อนจากที่เดิมเลยสองคนปรึกษากันตามประสาคนง่วงนอนเมาขี้ตาอยู่ครู่หนึ่งก็ล้มตัวลงนอนต่อไป กรุ๊ก กริ๊ก ดังขึ้นอีก หม่อมสะกิดบ๊ะ บ๊ะสะกิดหม่อม ต่างคนต่างรู้ทันกัน นอนตัวแข็งกำมีดไว้แน่น ถ้าปืนเคลื่อนที่เป็นได้รู้กันละว่า โบวี่ทั้งสองเล่มจะแสดงอานุภาพของมันได้สักแค่ไหน นึกไปอีกที ฮึหรือจ้าวขมุลองใจเราอีกแล้ว ฮื้อ จ้าวขมุคงไม่ชอบปืนผาหน้าไม้หรอกน่า เรื่องพรรณนี้หยอกกันไม่ดีน่า แต่เสียงปืนกระทบกันยังคงดังอยู่ต่อไปอีก ปืนทั้งสามกระบอกบรรจุกระสุนไว้เต็มที่ เพียงแต่ห้ามไกไว้เท่านั้นดีไม่ได้เกิดโป้งปางขึ้นมาละแย่เลย นึกได้อย่างนี้ทั้งหม่อมและบ๊ะ ลุกขึ้นพรวดพราดราวกับนัดกันไว้ ฉายไฟปราดไปที่ไกปืนทันที มือของใครไม่ทราบกำลังไขว่คว้าปืนทั้งสามกระบอกเล่นอย่างสนุกสนาน หม่อมกำมีดแน่นเตรียมพร้อมที่จะจ้วงลงไปให้รู้ฤทธิ์ แต่เมื่อแสงไฟกราดไปตามมือแขน และมาสิ้นสุดลงที่ตัวของเต๊ะ อภิโธ่!!! เต๊ะนั่นเอง นอนหลับก็จริง แต่มือไปไขว่คว้าเอาปืนเข้า น่าปลุกลุกขึ้นมาแจกหมากให้พอหายหนาวละก็เป็นดีทีเดียว เล่นเอายอดชายสองคนตกอกตกใจเตรียมพร้อมวุ่นวายไปหมด เมื่อรู้สาเหตุของการที่มีเสียง กรุ๊ก กริ๊กจากปืนแล้ว ทั้งสามก็ล้มตัวนอนต่อไป แต่ก่อนที่จะหลับตาลง หม่อมก็บ่นพึมพำว่า ไหงตัวของข้าพเจ้าถึงได้โผล่ออกมาจากนอกเต็นท์ ได้ถึงครึ่งตัวเช่นนี้เล่า มิน่าหนาวไปครึ่งซีก อ้าว ลุกขึ้นเอาไฟฉายมาตรวจกันอีก อีเมะนั่นแหละนอนยกเข่าขึ้นมาในระดับหน้าอกของพรรคพวก แถมนอนตะแคงเลยกันพรรคพวกให้ออกจากรัศมีเท้าและเข่าออกไปมาก แต่ไม่มีใครถือสาหาความ คนนอนหลับจะไประมัดระวังตัวได้อย่างไรเล่า ประกอบกับอากาศเย็นจัด น่าเห็นใจแก หม่อมเลยเสียสละนอนออกไปนอกเต็นท์เสียครึ่งตัวตามเคย เหตุการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยทุกคนก็หลับต่อไป

.๐๐ น. อากาศเย็นยะเยือกจนทนกันนอนต่อไปอีกไม่ไหว วิทย์ อู๊ด ลุกขึ้นก่อไฟบำบัดความหนาวให้แก่ร่างกายทันที เมื่อเกี่ยงให้สองคนนั่นก่อไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว หม่อม บ๊ะลุกขึ้นมาหาผลพลอยได้จากกองไฟทันที แสงจันทร์ยังคงส่องแสงสุกสกาวดูขาวนวลน่ารัก แต่อากาศกับตรงกันข้าม ช่างเยือกเย็นทารุณเราเหลือเกิน

เมื่อทุกคนตื่นพร้อมหน้ากันแล้ว หม่อมปฏิเสธไม่ยอมไปหนองบอนอ้างว่า เท้าบวมมากเดินไม่ไหว เมื่อตกลงกันแล้ว วิทย์อยู่เป็นเพื่อนหม่อม เผื่อบางทีหม่อมออกด้อมๆยิงสัตว์ วิทย์จะได้เฝ้าเต็นท์ ๖.๐๕ กัปตันพาพรรคพวก ๕ คนมุ่งตรงไปหนองบอนโดยให้สัญญาว่า กินข้าวเช้าที่บ้านลุงดาคีเสร็จแล้วจะรีบกลับมา สองคนเตือนแล้วเตือนอีกว่า อย่าลืม ที่เต็นท์ไม่มีข้าวสารเลยแม้แต่เมล็ดเดียว แล้วทั้ง ๕ ก็เดินตัดตรงหายลับเข้าไปในป่าผากอันสลับซับซ้อน

เมื่อทั้งห้าคนเดินไปแล้ว วิทย์ก็จัดการชงไมโลดื่มรองท้องกันไว้ก่อนเพื่อประทังความหิว เสร็จแล้วหม่อมให้วิทย์เฝ้าเต็นท์ หม่อมคาดเข็มขัดกระสุนคว้าปืนลูกซอง .๔๑๐ ออกหายิงสัตว์ในป่าทันที ก่อนจะพ้นจากที่พักไป หม่อมยกมือขึ้นเหนือศีรษะในท่าคารวะพลางบนบาล

“เจ้าประคู้น จ้าวขมุผู้คุ้มครองป่านี้ ลูกช้างกำลังไม่มีกับข้าวกินอยู่แล้ว ขออย่าได้ลองใจลูกช้างอีกต่อไปเลย ประทานสัตว์ให้ลูกช้างบ้างเถิด”

ว่าแล้วก็ออกก้าวเดินเหลียวซ้ายแลขวาหาเป้าที่จะเป็นอาหารต่อไปทันที ต่อจากนี้ไปเป็นคำเล่าจากปากของ ม... ทวีธวัช ศรีธวัช

“ออกจากที่พักภาวนาบนบาลเจ้าป่าแล้ว ย่ำไปตามทางเดินที่ตัดตรงไปหนองบอนได้ประมาณสัก ๕๐๐ เมตร ก็แยกขึ้นไปทางซ้ายมือ วนเวียนมองหาไก่หรือเก้งอยู่พักใหญ่ แต่ไม่พบอะไรเลย ย้อนกลับมาลงทางเดินอีก คราวนี้ตัดลงไปทางด้านชายทุ่งก้างย่างเลาะขอบห้วยไปเรื่อยๆ ไก่หลายตัวบินหนีในระยะใกล้ประกอบกับไม่รู้ตัวและมองไม่เห็น เลยไม่ได้ยิง ถึงยิงก็คงจะไม่ถูกแน่ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ออกป่าเดินดงด้อมยิงสัตว์คนเดียวมีเพื่อนที่รักปานดวงใจคือปืนลูกซอง.๔๑๐ และมีดพกเท่านั้น การออกล่าสัตว์ครั้งนี้ข้าพเจ้าหาได้มีใจหวาดกลัวอะไรไม่ เห็นจะเป็นเพราะชินกับสถานที่แห่งนี้แล้วก็เป็นได้ ประกอบกับจำหนทางเดินป่าผากได้อย่างแม่นยำ เข้าใจว่าเดินไม่มีหลงทางเป็นแน่ พบรอย เก้ง กวง และหมูป่าใหม่ๆ มากพอดูแต่ไม่ยักกะเจอตัวจริงๆสักที จ้าวขมุยังคงจะลองใจเราต่อไปอีกกระมัง อือม์ นี่รอยขี้ไว้ใหม่ๆ ก้มลงมองอย่าพินิจพิเคราะห์ หมูป่านั่นเอง เออ ลูกกระสุนจะระคายผิวหนังมันหรือปล่าวก็ไม่รู้ แต่ถ้าพบตัว ตัดสินใจเด็ดขาดยิงทันทีแน่นอน และบางทีอาจจะซ้ำด้วยลูกเบอร์ ๔ อีกก็ได้ แต่แล้วข้าพเจ้าก็แสนจะปอด เมื่อย่างเข้าไปใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ไม่ไหวแน่แล้ว หมูฝูง คุณเอ๋ย มันไชดินในบริเวณนั้นจนเป็นขัยไปหมด แถมรอยใหม่ๆด้วย เอ๊ะ!! ถ้าไม่ดีแน่รีบออกไปห่างจากที่นี่จะดีกว่าเป็นแน่ว่าแล้วก็ออกเดินหลบหลีกสถานที่ตรงนั้นไปเสีย เดินไป สั่นไป โฮ้ย เกือบ ๗ โมงเช้าแล้ว ทำไมยังหนาวอย่างนี้อีกเล่า สูบยาแก้หนาวดีกว่า เดินพ่นควันอย่างสำราญอารมณ์ แถมยังมีฮัมเพลงในคอเบาๆ เสียอีกด้วย แต่แล้วก็ต้องหยุดกึก ปลดเซฟปืนทันที ข้างหน้าที่โคนผากประมาณ ๖๐ เมตร ฮะฮ้า เจ้าไก่เถื่อน สองตัวผัวเมียกำลังโอ้โลมปฏิโลมกันอยู่อย่างเพลิดเพลินโดยหารู้ ไม่ว่า เพ็ชฆาตมารออยู่เบื้องหลังแล้ว ข้าพเจ้าทิ้งยาทันที ประทับปืนเล็งอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เมื่อได้ระดับและจังหวะก็ลั่น เปรี๊ยง เสียงไก่ร้อง กะต๊าก กะต๊าก บินกันพึ่บพั่บ แล้วก็เสียงตุ๊บตามลงมา ฮึ่ ได้โชว์ฝีมือให้ท่านทั้งหลายได้เห็นแล้ว โม้อวดเพื่อนฝูงได้แน่แล้วโว้ย ค่อยๆก้มลงเก็บบุหรี่ที่โยนทิ้งไปขึ้นมาสูบต่อ แล้วก็หักลำกล้องปืนเพื่อสลัดปอกกระสุนเก่าๆออก เอาลูกใหม่บรรจุแทน ว่าแล้วก็เดินอย่างสบายจะเข้าไปหิ้วเหยื่อที่เป็นเป้ากระสุน แต่แล้วเหมือนอัศจรรย์เพื่อนรัก ที่โคนผากย่านกระสุนตกนั้นไม่มีไก่ที่ถูกลูกปืนหรือไม่ถูกลูกปืนอยู่ที่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นเลย ข้าพเจ้าฉงนใจยิ่งนักเดินตรวจดูรอบๆ ก็พบซากกระรอกเผือกถูกลูกปืนนอนตายแหงแก๋อยู่ตัวหนึ่ง นี่สิทำให้ข้าพเจ้ายิ่งสนเท่ห์หนักขึ้นอีก ในสายตาของข้าพเจ้าก่อนยกปืนขึ้นประทับจนกระทั่งได้ลั่นไกแล้วลดปืนลง ไม่เคยได้เห็นภาพกระรอกเลยไม่ว่าจะเป็นตัวนี้หรือตัวไหน เห็นแต่ไก่สองตัวเท่านั้น แน่แล้ว คราวนี้ไม่ใช่จ้าวขมุลองใจ แต่เป็นจ้าวขมุหยอกข้าพเจ้าเข้าให้แล้วแน่ๆ นึกแล้วขนลุกเกรียวไปทั้งตัว หยิบซากกระรอกที่เป็นเป้ากระสุนโดยไม่ได้คิดได้เห็นว่าจะยิงก่อนเลยขึ้นมาพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ข้าพเจ้านึกปลงสังเวชอยู่ในใจ โธ่เอ๋ย!!! ขนอันอ่อนละเอียด หางอันเป็นพวงสวยงาม เจ้ากำลังอยู่ในวัยที่กำลังสดชื่นรื่นเริงต้อนรับอากาศหนาวอยู่ดีๆ ไหงถึงได้ซุ่มซ่ามาปะทะเอากับลูกปืนเข้าเล่า น่าสงสารเหลือเกิน แฟนของเจ้าคงจะเฝ้าคอยหา ถึงเวลานัดแล้วก็ยังไม่มา อา เพ็ชฆาต ผู้ฆ่า นึกแล้วเกลียดตนเองเป็นกำลังที่ทำลายชีวิตอันสวยงามเช่นนี้เลย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างพอเหมาะกัน เรายิง กระรอกมาพอดี เลยต้องรับกรรมไปลุกขึ้นหิ้วซากกระรอกเดินทอดน่องมุ่งหน้ากลับไปเต็นท์ ดวงใจยังหดหู่อยู่กับเคราะห์กรรมของเจ้ากระรอกน้อยนี้ เดินนึกสมบัติบ้าไปจนเกือบหลงทาง แล้วในที่สุดก็มาโผล่ข้างชุมนุมตัดไม้หน้าเต็นท์ของเราจนได้ พวกตัดไม้หัวเราะ หึ หึ ที่ข้าพเจ้ายิงไก่ แต่ดันโผล่ไปได้กระรอกมา วิทย์คงทำหน้าที่ชำแหละตามเคย เมื่อเสร็จธุระในเรื่องกระรอกแล้วก็หวนจะกลับเข้าป่าไปหาเหยื่ออีก แต่นายฮุดเรียกให้กินข้าวเช้าแต่เราทั้งสองต้องปฏิเสธอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักตอนนี้ชักหิวข้าวเป็นกำลัง เลยตัดสินใจเดินมุ่งเข้าไปป่าอีก บุกเข้าไปคว้าดั้นด้นหาไปจนแถบนั้นแทบจะปรุหมด แต่ก็คงไม่พบวี่แววอะไรเลย หันหน้ากลับ ไก่ตกใจบินกระเติ๊กกระต๊าก สวดลูกเบอร์ ๓ ตามหลังไปนัดหนึ่ง แต่ไร้ผล ไก่ยังคงส่งเสียงเยาะอยู่จนตัวลับหายไปในพุ่มไม้ ดูซีซวยแท้ๆ เดินจนเกือบจะเหยียบมันอยู่แล้ว ยังไม่ได้เรื่องอีก เมื่อหมดศรัทธาแล้ว ข้าพเจ้าก็กลับมุ่งไปเต็นท์ที่พัก ถึงที่พักก็นั่งรำพึงเรื่องข้าวเช้ากันต่อไป ในที่สุดกระรอกตัวนั้นก็เป็นอาหารเช้าที่ดีจนได้ วิทย์คงมีกรรมตามเคยกินไม่ได้บ่นว่า เหม็นคาวเพราะลงมือทำเอง เรานั่งคุยนอนคุยรอพวกไปเอาของจน ๑๑.๐๐ น. เศษก็ยังไม่กลับมา เลยชงไมโลกินกันเป็นการใหญ่ เกือบเที่ยงพวกไปเอาของก็กลับมา แต่ไม่มีข้าวมาให้เรากิน วิทย์ทำหน้าที่เช่นเคยก็ดีเหมือนกัน ข้าวมื้อเช้าควบกับมื้อกลางวันทุ่นกับข้าวไปอีกพะเรอ”

ส่วนเรื่องราวของพวกที่ไปเอาสัมภาระที่หนองบอน ผู้เรียบเรียงไม่ได้ไปด้วย    ... สุรธวัช ศรีธวัช เขียนไว้ในบันทึกของเขาละเอียดพอใช้ใจความมีว่าอย่างนี้

“๘ ธ.. ๙๕ ๖.๐๕ น. เราออกเดินทางไปหนองบอนเพื่อเอาของกลับมาให้หมด เพื่อออกเดินทางไปที่อื่นต่อ เอกวิทย์ และพี่แอ๊ดไม่ได้ไปด้วยเพราะเจ็บเท้า บอกว่าเดินลำบาก เราไปถึงช้ากว่าเดินเมื่อวาน ๕ นาที เมื่อวานเดินได้ ๑๕ นาที ความมุ่งหมายที่สำคัญก็คือไปเอาปืนที่ลุงดาคี เพราะถ้าเรามาสายเกินไป แกจะเข้าป่า เราจะต้องรอแกไปอีก ๔-๕ วัน ถ้ามันแย่แน่

พอไปถึงเราพบแกกำลังกินอาหารเช้ากัน แกชวนเรากินข้าว แต่เราไม่ได้รับปาก คงทำของเราเอง แต่เอาข้าวของแกหุง หลังจากรับประทานอาหารเช้าอิ่มแล้ว เราก็บอกอำลาแกว่า จะกลับกรุงเทพฯ เพราะมีธุระ แกรู้สึกเสียดายที่เรากลับเร็วเกินไป เราบอกว่าเรามีธุระ ถ้าเราว่างเมื่อไหร่ เราจะมาอีก เผอิญแกไม่สบายเราจึงให้ยาแกกิน หลังจากจะออกเดินทางจากบ้านลุงดาคีมา เราได้ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก แต่เราถ่ายรูปกันบนหลังช้าง

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

เราออกเดินทางมาก้างย่างในเช้าวันเดียวกันนั่นเอง เรามาทางเก่าปรากฏว่าพี่แอ๊ดและวิทย์ยังไม่ได้กินข้าว สอบถามได้ความว่าออกไปยิงกระรอกมาได้ตัวหนึ่ง หุงข้าวสองคนกินแล้ว ใครจะออกไปไหนก็ไปเที่ยวได้ตามใจชอบ”

ตอนบ่ายหลังจากกินข้าวแล้ว หม่อม วิทย์ซึ่งไม่ได้กินกับเขาด้วย เพราะกินควบกันไปเสร็จแล้ววออกย่ำไปในป่าเลาะริมห้วยไปทางที่มุ่งจะตรงไปไทรโยค ตรงข้ามกับทางที่มาจากหนองบอนทั้งสองไปนั่งอยู่ทั่วๆไป แต่โอกาสไม่อำนวยจึงเห็นแต่เพียงรอยกวางลงไปในทุ่ง และจั่นดักกวางของกะเหรี่ยงที่ใต้ต้นมะขามป้อมป่าเท่านั้น เราหยุดเก็บมะขามป้อมใส่กระเป๋ามาฝากพรรคพวก นั่งชมธรรมชาติ และคุยกันจนเป็นที่สำราญมากแล้วก็กลับเต็นท์ เมื่อถึงเต็นท์พบแต่เต๊ะนั่งเฝ้าอยู่คนเดียว สอบถามได้ความว่า พวกนั้นออกไปบุกป่ากันหมด เรานั่งพักผ่อนรอพวกนั้นกลับมาจะได้หุงหาข้าวเย็นกันต่อไป

... สุรธวัช ศรีธวัช คงบันทึกการแยกทางออกล่าสัตว์ ไว้อีกดังนี้คือ

“ตอนบ่ายกินข้าวแล้ว เต๊ะเฝ้าเต๊นท์เรา ๔ คน กัปตัน ข้าพเจ้า บ๊ะ และแดง เดินป่าลงไปทางทิศใต้ตามไก่ป่าตามทางพบรอยเท้ากวางและหมูป่า และตามเข้าไปลึกมาก กลัวกลับค่ำจึงตกลงใจไม่ตามต่อไป ไปหยุดตรงที่มะขามป้อมกินกันยกใหญ่”

เมื่อทุกคนกลับมาพร้อมหน้ากันแล้ว ก็ยังคงนั่งคุยปรึกษาหารือกันถึงเรื่องกับข้าววันต่อๆไปอีก เสบียงของเราเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ในที่สุด กัปตัน หม่อม วิทย์ บ๊ะ ก็ตัดสินใจออกล่าสัตว์อีกครั้ง ทั้งสี่บุกไปชายทุ่ง เลาะขอบทุ่งอยู่นาน แต่ไม่พบอะไรเลย หมดศรัทธานั่งพักคุยกันอยู่ในป่านั่นเองได้เวลาพอสมควรก็กลับมาเต็นท์ ที่เต็นท์อู๊ดจัดการผัดข้าวผัดไว้ให้กินแล้ว ทั้งนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อจากนายฮุดให้เนื้อกวางมา อาหารมื้อนี้รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว “ไม้ตาย” ปลาลิวกิวของเราก็ยังคงเป็นประโยชน์เช่นเคย กินข้าวแล้วนั่งคุยกันอีกตามเคย วิทย์ได้ยินเสียงนกเขาคูอยู่ไม่ไกลนักชวนหม่อมคว้าปืนออกไปตามล่าทันที และที่ชายทุ่งนั่นเอง วิทย์ก็แสดงฝีมือให้ประจักษ์หิ้วกระเป๋ากลับมาเต็นท์ทันที แต่เมื่อมาถึงเต็นท์ เราทั้งสี่มี กัปตัน หม่อม วิทย์ บ๊ะ ก็มีแผนการที่จะล่าปลาดุกให้จนได้อีกในคืนนี้ นกเขาตัวนั้นเลยแขวนไว้สำหรับเป็นเหยื่อล่อปลา

แสงอาทิตย์ค่อยๆ หดสั้นเข้าทุกที ในไม่ช้าในป่าที่เราพักก็มืดสนิท เมื่อกินกาแฟกันแล้ว เต๊ะ แดง ก็ล้มลงนอน อู๊ดปวดท้องมากก็หลบหายเข้าเต็นท์กอดกระดาษชำระแจ นอกนั้นเขี่ยไฟให้ลุกโพลง นอนรอบกองไฟรอเวลาที่จะออกล่าปลาดุก  หม่อมไปขนฟากที่ปูแคร่ของพวกตัดไม้มาปูนอน บ๊ะเห็นชอบด้วย เลยแบ่งปันกันไป กัปตันได้ไปเสี้ยวหนึ่ง แล้วต่างก็เอนตัวนอนรอบกองไฟ รอเวลาอันสมควร แต่แล้วเมื่อถึงเวลานัด หม่อม บ๊ะ หลับเสียแล้ว วิทย์ บ๊ะ ทำหน้าที่เอานกเขาไปย่างไฟลงแกว่งในน้ำทันที ชั่วเวลาไม่นานักทั้งสองนายพรานปลาดุกซึ่งลงทุนยอมหนาวถลกกางเกงขึ้นมาจนถึงขาอ่อนลงย่ำน้ำอันเย็นยะเยือกก็บังเกิดความสนุกสนานยิ่งนัก ปลาดุกกินเบ็ดอย่างไม่คาดฝัน สี่มือ สองคน เบ็ดสิบคัน โฮ้ย!!ยุ่งกันใหญ่ เดี๋ยวคันโน้นนกระตุก คันนี้กระตุก สี่มือจัดการไม่ทัน วิทย์ฉลองปลาดุกตัวไม่เล็กนัก ได้แล้วก็หิ้วมาอวดหม่อมซึ่งนอนหลับอย่างสบายโดยเข้าใจว่า หม่อมจะตื่นไปช่วยเมื่อเห็นพวกเราทำงานได้ผล แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ หม่อมปรือตาขึ้นมาดูปลาดุกร้อง อือๆ ออๆ แล้วก็ล้มตัวหลับต่อไป วิทย์หันไปปลุกบ๊ะ แต่ผลที่ได้รับเช่นเดียวกับหม่อม เมื่อปลุกสองคนไม่เป็นผลแล้ว วิทย์ก็บุกน้ำกลับไปหากัปตันทำงานของเขาต่อไป ชั่วโมงเศษที่ทั้งสองคนปฏิบัติงานท่ามกลางอากาศหนาวอันยะเยือก ความสนุกในการตกปลาดุกที่ชุมเหลือขนาดทำให้คลายความหนาวลงไปได้บ้าง โชคของเราไม่ดีอีกตามเคย ปลาชุมจริง แต่เบ็ดเล็กเกินไป ปลาดิ้นหลุดหมดคนกลับมาเต็นท์ด้วยเหยื่อปลาดุกเพียงสามตัวเท่านั้น ในที่สุดเราก็สำเร็จความปรารถนาของเราแล้ว อา!!ปลาดุกที่ก้างย่างสร้างความทรมานให้เรามิใช่น้อย พรุ่งนี้แหละ ฉันจะฉลองศรัทธาให้สมอยากทีเดียว วิทย์มุดเข้าเต๊นท์หลังจากที่เก็บปลาไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว กัปตันล้มตัวลงนอนข้างกองไฟ ๒๓.๓๐ น.แล้ว เขี่ยไฟให้ลุกโพลงแล้วก็นอนหลับอย่างสบาย

เสียงบ๊ะครวญครางบ่นพึมพำ หม่อมรีบลุกขึ้นเขย่าตัวบ๊ะ ถามว่าเป็นอะไร แต่บ๊ะได้แต่เพียงคราง “อือม์ ซี๊ด ซี๊ด จิ๊ จิ๊ จิ๊” เอ๋อ มันเป็นอะไรหว่า อ้อ!! ถ้าจะกำลังฝันสนุก สนุกกับผีที่ไหนอีกเล่า ฟืนที่กำลังคุดุ้นเบ้อเร่อเบนจากกองมาจ่ออยู่ที่อก เดี๋ยวจะสนุกกันใหญ่หรอก หม่อมเขย่าตัวบ๊ะหนักขึ้นอีก แล้วบ๊ะก็รีบลุกพรวดพราดจับฟืนดุ้นนั้นโยนเข้ากองไฟไป เดินไปดูปลาดุกพอเป็นพิธีหน่อยหนึ่ง แล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อไปอีก น้ำค้างตกแรงเหลือขนาด ตกราวกับเสียงฝนเปาะแปะดังลั่นไปหมด แล้วกัปตันก็ต้องลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับเสียงตะโกนของบ๊ะ

“”เฮ้ย!!! เฮ้ย!!! หลองโว้ย หลอง ชิบหายใหญ่แล้ว ไฟไหม้กันโว้ย หลอง เฮ้ย!! ตื่นซีโว้ย”

บ๊ะหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเมื่อกัปตันโดดออกไปจากที่นอนบ่นพึมพำ

“แหม!!! อื้อฮือ กางเกงร้อนไปหมดคิดว่าไหม้แล้วซี บ๊ะเทียว นอนดูอยู่ได้ไม่ปลุกกันบ้างเลย”

“ฮึ่ ฮึ่ ปลุกก่อนจะได้ดูลื้อกระโดดหรือวะ ฮึ่ ฮึ่” บ๊ะยังยียวนต่อไปอีกหม่อมตกใจคิดว่าทำอะไรกันเกรียวกราวกันไปทั่ว รีบตื่นขึ้นมาดู แต่ทั้งสองยังคงต่อปากต่อคำ ต่อว่าต่อขานกันต่อไปอีก แต่เมื่อเห็นแล้วว่า การต่อว่ากันไม่มีประโยชน์อันใด ก็เลยล้มตัวลงนอนอีกต่อไป หม่อมยังคงลืมตาคิดอะไรต่ออะไรเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียว เสียงกุกกักที่ข้างเต็นท์ อ้าว เดินไปดูเสียที นั่นแน่ปลาดุกนั่นเอง ทั้งสามตัวคลานออกจากภาชนะที่เก็บกำลังจะหนีลงน้ำ ฮะฮ้า ร้ายจริง ร้ายแท้ๆ อุตส่าห์สู้ความเย็นของน้ำ ความหนาวของอากาศ อดตาหลับขับตานอนจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้เช้า นี่จะหนีกันเสียแล้วซี หม่อมจัดการต้อนปลาดุกเข้าที่เดิมหาไม้มาปิดอย่างแน่นหนา ตรวจดูความเรียบร้อยรอบๆเต๊นท์ แล้วก็กลับมานอนยังที่เดิม ตาค่อยหรี่ลงทุกที ทุกที แต่ปากยังคงบ่นพึมพำอย่างภาคภูมิใจ

“ฮะ ฮะ ปลาดุกที่ก้างย่าง ในที่สุดก็ต้องแพ้เรา จ้าวขมุท่าจะเลิกลองใจกับเราแล้วกระมัง”

 

 

 

 

 

 

ตอนที่แปด                                          เดินเร็วตามลิง

            อังคาร  ที่    ธันวาคม  ๒๔๙๕

           

.๐๐ น. ฟ้ายังไม่ทันสาง พวกที่นอน รอบกองไฟก็ตื่นขึ้นมานั่งคุยกันอยู่แล้ว บ๊ะวันนี้เริ่มยียวนพรรคพวกตั้งแต่เช้าทีเดียว แต่เมื่อถูกกัปตันศอกกลับเอาถึงได้เงียบไปได้

.๓๐ น. อู๊ดคลานออกมาจากเต็นท์กำกระดาษชำระวิ่งหายเข้าไปในดงผาก วิทย์จัดแจงหุงข้าวทันทีทั้งๆที่ยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน เต๊ะกับแดงยังคงหลับอย่างสุขสบายต่อไปอีก วิทย์เข้ามาร่วมวงคุยด้วย ปรึกษากันถึงเรื่องการเดินทางต่อไป หลังจากเราถึงไทรโยคแล้ว และเรื่องราวต่างๆก็มาหยุดยุติลงตรงเรื่องกับข้าว วิทย์สำรวจกับข้าวแล้วปรากฏว่า เรามีเนื้อกระป๋องหนึ่งกระป๋อง เต้าหู้ยี้หนึ่งกระป๋อง ปลาดุกย่างสามตัว ส่วนไม้ตายคือน้ำพริกเผากับปลาลิวกิวแห้งหมดเสียแล้วกัปตันเริ่มหนักใจที่แผนการในเรื่องอาหารที่กะไว้ผิดพลาดหมด แต่จะทำอะไรได้ดีกว่านี้เพราะเราอยู่ในป่า ไม่ใช่ที่บางลำพูหรือบางรัก หรือบางกระบือ จะได้หากับข้าวได้ง่ายๆ นี่เป็นบทเรียนที่ยากที่สุดบทหนึ่งสำหรับนักเดินป่าหน้าใหม่ พึงกะอาหารที่จะกินระหว่างอยู่ในป่าให้เกินกำหนดไว้ อย่าได้กะให้พอเหมาะพอเจาะ หรือไว้เผื่อหาได้ข้างหน้าเป็นอันขาด ตัวอย่างที่ดีเช่นพวกเรานี้ ต้องมานั่งคิดคำนวณหาทางจะเอากับข้าวมากินให้จงได้ แต่พวกเราไม่ยอมย่อท้อต่อสิ่งใด เราต้องขวนขวายเสมอ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเราคือ แอบไปขอเนื้อกวางของนายฮุดมาขัดตาทัพไปทีหนึ่งก่อน นี่คือการตัดสินใจอย่างหน้าด้านที่สุด แต่ท่านที่รัก ความหิวไม่เข้าใครออกใครดอกนะ แม้ว่าจะด้านเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ก็ดูจะโก้ดีมิใช่น้อย สำคัญก็คือเมื่อเราด้านหน้าเข้าไปขอ เขากลับหน้าบางไม่ยอมให้เรานี่สิเจ็บแสบนัก เช้าวันนี้อาหารของเราดีพอใช้ เนื้อกวางผัด ปลาดุกย่างจิ้มน้ำปลา สองอย่างเท่านั้นก็ถึงใจพรรคพวกแล้ว กินกันอย่างไม่มีขีดขั้น กินกันให้เต็มที่เดี๋ยวเราจะต้องเดินอย่างไม่มีหยุดเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเมื่ออิ่มข้าวก็ลงมือเก็บเต็นท์ บรรจุสิ่งของลงที่ เตรียมตัวออกเดินทางทันที

๑๐.๓๐ น. เราก็อำลาจากก้างย่าง แดนแห่งเสรีชน เราจะจำไม่รู้ลืมว่า ณ ที่แห่งนี้ พวกเราเจ็ดคนได้มาต่อสู้กับความหนาวอย่างฉกาจฉกรรจ์ เราถูกจ้าวขมุลองใจ และเราเอาชนะปลาดุกจนได้ นายฮุดเป็นผู้นำทางพร้อมด้วยพวกตัดไม้อีก ๔-๕ คน หม่อมตามหลังนายฮุดแจทีเดียว นายฮุดเสรีไทยนอกบัญชีผู้มีประวัติอย่างงดงามมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่สอง นายฮุดผู้ประหารญี่ปุ่นด้วยไม้ตะพดและดาบไทย เพื่อล้างแค้นแทนน้องชาย นายฮุดผู้ย่ำมาทั่วแล้วในป่าดงพงพีย่านนี้ นายฮุดพาเราเดินตัดป่าผากเลาะชายทุ่งก้างย่างไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการหันกลับมามองพวกเราเลย เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องก้าวให้ทันนายฮุด เราขึ้นเขา ลงเขา บุกดงเสือหมอบ ผ่านทุ่งจอมลอม แล้วก็บรรลุถึงทางลากไม้ เดินตามทางลากไม้ได้ค่อยสบายหน่อย เพราะทางเป็นช่องอยู่แล้ว นายฮุดเริ่มสอดส่ายตาตรวจไม้ยางที่พอจะโค่นได้ไปตลอดทาง เรายังคงก้มหน้าเดินตามนายฮุดไปอย่างไม่ลดละ นายฮุดหยุดชะงัก และปลดปืนจากบ่าหลายครั้ง แต่พวกเราก็ยังคงไม่เข้าใจอะไรดีนักเพราะแกไม่ยอมพูดจาอะไรเลยคงก้าวต่อไปเรื่อยๆ แล้วแกก็หันมาโบกมือให้หยุด แกคนเดียวย่องกริบเข้าไป แต่คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น หม่อมอดรนทนไม่ไหวเลยถามไปอย่างเกรงใจ

“อะไรน่ะ นายฮุด”

“ลิงคุณ ลิง วิ่งเร็วเหลือเกิน” แกตอบทั้งๆ ที่ไม่ได้หันหน้ากลับมาเลย

“นั่นไง นั่นไง เห็นมั้ย” นายฮุดตะกนลั่น หม่อมชะโงกหน้ามองข้ามไหล่แกไป อ้อ จริงๆ นั่นแหละ ลิงตัวไม่ใช่เล็กทีเดียว วิ่งไปตามทางที่เราจะเดินไปนั่นเอง เห็นหลังอยู่ไวๆ แล้วเราก็ออกเดินทางต่อไปโดยไม่มีการลดความเร็วลงอีกเลย เอ้อ นี่พวกเราจะเดินเร็วตามลิงกันหรืออย่างไรนี่ เดินมาได้อีกสักครู่ นายฮุดวิ่งพรวดพราดข้ามห้วยเผ่นขึ้นอีกฝั่งหนึ่งหายเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว พวกเราเมื่อได้โอกาสเช่นนี้ก็เลยนั่งหยุดพักเอาแรงกันริมห้วยนั้นเสียก่อนอู๊ดยังคงปวดท้องอยู่เรื่อยๆ สอบถามก็ไม่ได้ความว่าเป็นอะไรแน่ เข้าใจว่าจะเป็นบิด เมื่อนายฮุดไม่ย้อนกลับมา พวกตัดไม้ก็เตือนให้เราออกเดินเดินทางกันต่อไป เราข้ามห้วยแล้วเดินไปตามทางลากไม้เช่นเดิม คราวนี้ลำบากมาก ทางเต็มไปด้วยต้นไม้รก บางตอนมีต้นไม้ล้มขวางอยูต้องปีนข้ามไป เดินมาได้ครู่ใหญ่ก็เห็นหลังนายฮุด พวกเราจ้ำตามอย่างไม่ลดละ อู๊ดนำหน้าลิ่ว ถ้าจะปวดท้องมาก เมื่อมาทันกันถามนายฮุดได้ความว่าวิ่งไล่ลิงแต่ไม่ทัน ถามแกว่าวิ่งไล่ทำไม แกตอบว่า ยิงซี ยิงเอามากิน ฮะ ลิงก็กินได้ด้วยหรือนี่ ต้องกินได้แน่นอน ไม่งั้นนายฮุดแกไม่วิ่งให้เหนื่อยหรอก อือม์ นี่เราเดินเร็วปนวิ่งตามลิงเข้าจริงๆแล้ว กัปตัน หม่อม บ๊ะ วิทย์ เริ่มเมื่อยล้าลงเป็นลำดับเดินล้าหลังเข้าทุกทีโดยไม่รู้ว่า หนทางจวนจะสุดสิ้นอยู่แล้ว มารู้ตัวเอาต่อเมื่อ หม่อมโวยวายว่า จะแยกไปทางไหนดี เพราะพวกที่นำทางกับพวกเราอีก สามคนเดินไปก่อนแล้ว กัปตันหัวเราะ หึๆ ตะโกนมาว่า

“เข้าไทรโยคแล้ว”

แต่หม่อมยังเถียง

“ใช่แน่เหรอกัปตัน เดี๋ยวหลงละวุ่นวายเทียวนะ ยิ่งหิวข้าวอยู่ด้วย”

บ๊ะคงหัวเราะ หึๆ พูดยียวนตามเคย “เชื่อเขาหน่อยซี ยกให้เป็นกัปตัน แล้วก็ต้องเชื่อกัน ถ้าเดินหลงก็เดินกลับมาใหม่ เหนื่อยนิด เมื่อยหน่อย ไม่น่าจะเถียงเลยนี่น่า เดี๋ยวก็ได้แจก.....กันอีกละน่า”

ทางเข้าไทรโยคเต็มไปด้วยน้ำเพราะทางลากไม้เป็นต้นเหตุนั่นเอง พวกเราถอดรองเท้าเตรียมย่ำน้ำเลยนั่งแหมะอยู่ตรงนั้นเอง ลองเป้าด้วยลูกกรดบ้าง สูบยาบ้าง โม้บ้างตามระเบียบ บ๊ะออกความคิดถ่ายรูป อีกสามคนเห็นชอบด้วย เลยทำพิธีถ่ายรูปแบบอัตโนมัติ กล้องเกือบตกลงไปในน้ำเพราะฝีมือของนายบ๊ะเช่นเคย ผลคือถ่ายรูปกันจนได้ แล้วก็เดินกันจนถึงไทรโยคจนได้เหมือนกัน ที่เนินริมตลิ่งชัน บัดนี้เปลี่ยนแปลงมากพอดู เมื่อครั้งรุ่นที่หกมายังรกรุงรังมาก คราวนี้ โล่งเตียน มีกระท่อมปลูกอยู่สองสามหลัง แดง เต๊ะ มายืนรอรับพวกเราอยู่ หน้าตาดูซีดเซียวไปตามกัน ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ตลิ่งริมฝั่งแควน้อยหน้าหนาวดูสูงชันเป็นพิเศษ เราทั้งหมดลงไปที่แพ ปรากฏว่า เจ้าของแพทั้งคู่ไม่อยู่ไปธุระจะกลับราวๆ ค่ำๆ ตายแน่แล้วละวา พวกเราจะเอาข้าวและกับที่ไหนมากินกันเข้าไปเล่า แต่เราไว้วางใจกัปตันของเราเสมอ กัปตันผู้สามารจะต้องหาข้าวให้เรากินได้อย่างแน่นอน ระหว่างที่เรานั่งพัก อู๊ดขยายความจริงในเรื่องที่เราเดินเร็วให้เราฟังว่า ถ้าหากเขาไม่เดินตามนายฮุดให้ถึงแพนานแล้ว เขาอาจจะล้มกลางทางก็ได้ เพราะปวดท้องและเพลียเป็นกำลัง วิทย์ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวตามเคย ข้าวกะเหรี่ยงปนข้าวพวกตัดไม้ที่ติดก้นย่ามมาพอประทังชีวิตมื้อกลางวันได้ แต่กับเล่าไม่เป็นไร “ลิวกิว” ไม้ตายของเรายังมีเหลืออยู่บ้าง และกัปตันก็แสดงความสามารถนำเอาเนื้อกวางตากแห้งของเจ้าของแพมาให้เรากินเป็นกับจนได้ อาหารกลางวันที่แสนจะยากเข็ญได้จบลงไปแล้วอย่างไม่ค่อยจะอิ่มนัก แต่เราก็ต้องจำเป็นอิ่มอย่างสมบูรณ์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเรียบวุธหมดแล้ว

 

ตอนเก้า                                    ไม่มีเสียงนกยูงทองที่น้ำตกไทรโยค

... สุรธวัช  ศรีธวัช  จดไว้ในบันทึกของเขาดังนี้คือ

              ..  ๙๕

            หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว เราก็ออกเดินทางไปไทรโยคโดยมีนายฮุด คนของคุณชาญ ศิริพงษ์ เป็นผู้นำทาง

            ๑๐.๓๐ น. เราเริ่มออกเดินทาง ผู้นำทางเป็นผู้ชำนาญป่าแถวนี้ดี ถ้าเราออกเดินทางเองกินเวลาราว ๔-๕ ชั่วโมง แต่เนื่องจากความเชี่ยวชาญของคนนำ เราจึงลัดเลาะตามป่าไผ่ และทุ่งหญ้าขึ้นเขา ลงเขา ประมาณสามลูก เข้าทางรถยนต์ ถึงไทรโยค ๑๒.๓๐ น.

            เราได้พักที่แพคุณชาญ เวลานั้นเจ้าของแพไม่อยู่ เราหุงหาอาหารกินกันตามมีตามเกิด เพราะเราแย่เต็มทีแล้ว เสบียงกรังที่เราเอามานั้นเกือบจะหมดอยู่แล้ว เหลือแต่ไมโลกับนมกระป๋องที่พอกินได้ไปหลายวันกระมัง

            ตอนเย็น นายฮุดยังได้จัดการให้เราได้รับประทานอาหาร

            พอค่ำ คุณชาญและภรรยากลับมา ก็ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี คืนนั้น เรานอนกันอย่างเป็นสุข ไม่ต้องพูดถึงผ้าเต็นท์ และผ้าใบ เพราะเป็นเครื่องกันหนาวอย่างดี อากาศไม่ค่อยหนาวมากนัก

            ตอนเย็นวันนี้ เราได้เดินดูน้ำตกไทรโยค สวยงามเหมือนยังกับเพลงไทรโยคแปลง แต่คนแถวนั้นว่า เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสวยเท่าไร เพราะญี่ปุ่นมาทำลายความงามเสียไปมากในคราวสงครามอาเซียนบูรพา ถ้าจะให้ดีเรามาดูเดือนเมษายนคงสวยมาก

            ทุกสิ่งทุกอย่างดูเศร้าและซึมชอบกลอยู่ สงสัยว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคงพลอยเศร้าไปกับเราด้วยที่ทุกสิ่งทุกอย่างผิดหวังไปอย่างช่วยกันเกือบไม่ได้ เริ่มตั้งแต่โปรแกรมมโหฬารทั้งในการกิน และการนอนตามที่กัปตันกะไว้ไม่มีหวัง จนกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะหมดตัวไม่มีกินกันอีก แถมคุณชาญและภรรยาเจ้าของแพผู้อารีต่อพวกเราอย่างมากในคราวที่แล้วก็ยังไม่อยู่ และไม่สามารถจะทราบได้แน่นอนว่าจะกลับมาแพในวันนี้หรือป่าว บอกมาแต่บทแรกๆแล้วว่า เราอับโชค อับเอาจริงๆ จะอับโชคจนกระทั่งถึงกรุงเทพฯ กันเชียวหรือนี่

            ในวันนี้เองพวกเรา ๕ คนมี บ๊ะ วิทย์ เต๊ะ แดง หม่อมก็ออกตระเวนเลาะชายตลิ่งเพื่อไปชมน้ำโจนไทรโยคใหญ่ เราเลาะริมตลิ่งและปีนข้ามขอนไม้ผ่านสวนครัวเล็กๆ ของพวกกรรมกรป่าไม้ตัดขึ้นเนิน ข้ามลำธารเล็กๆ ซึ่งไหลมาบรรจบกันจนเป็นน้ำโจนไทรโยคใหญ่ เสียงของน้ำโจนไม่ยักกะดัง จอกๆ โครมๆ มันดัง โครมๆ เอาเลยทีเดียว แต่ถ้าฟังให้ดีๆ ก็มีหวังมีเสียงอย่างว่าทีแรกได้เหมือนกัน เมื่อนึกถึงคำ จอกๆ โครมๆ ขึ้นมา เสียง กอก กอก กะโต๊งโห่ง ก็แว่วมาในอนุสสติ เออ จริงนั่นแหละ เรายังไม่เคยได้ยินเสียงนกยูงทองร้องที่น้ำตกไทรโยคสักทีเลย แต่ปกติวิสัยของนกยูงมักจะร้อนตอนจวนเวลาพลบค่ำ และตอนเช้ามืดก่อนลงจากรังออกหากิน เราเข้าใจว่า เย็นนี้ก่อนตะวันจะลับภูเขาข้างหน้า เราคงจะได้ยินเสียงนกยูงทองเป็นแน่ พวกเราทั้งหมดได้ออกตระเวนชะโงกดูความสวยงามของน้ำโจนที่เลื่องชื่อ ดูธารน้ำเล็กๆ ที่ไหลวนเวียนมาบรรจบกันดูน้ำกระทบแก่งหินเป็นฟองขาว เราได้มาถึงจุดที่มุ่งมาตรปรารถนาแล้วในวันนี้ เสียงซ่าๆ โครมๆ ยังคงติดหูเราไปชั่วกัลป์นาน เราต่างก็ไต่เลาะไปตามริมผา เกาะกิ่งไม้ชะโงกดูแท่นหินมหึมาที่รองรับน้ำที่โจนลงมา ความงดงามของลักษณาการที่น้ำแตกกระจาย เมื่อกระทบกับแก่งหิน ทำให้เราลืมเรื่องราวที่กำลังคุกคามเราอยู่ไปได้ชั่วขณะหนึ่ง เนื่องจากน้ำที่ธารนี้มีหินปูนปนอยู่มากพอดูทำให้หน้าผาใต้ และข้างน้ำโจนมีลักษณะเป็นหินย้อยในรูปนานาชนิด แล้วแต่ธรรมชาติจะเสกสรรค์ขึ้น งดงามประดุจดั่งเทพยดามาเนรมิตไว้ ยามเมื่อแสงอาทิตย์ทอลงมาจับบริเวณน้ำโจน ละอองน้ำที่กระเด็นอยู่ทั่วไปราวกับหิมะเพชรลอยฟ่องอยูทั่วทุกจุดที่น้ำเกาะอยู่ก็แวววาวราวกับเอาหินอันมีค่าอันตระการตามาฝังไว้ ถ้าหากจะบรรยายความสวยสดงดงามของน้ำโจนไทรโยคใหญ่แล้ว เข้าใจว่าเขียนกันจนมือหักก็ยังไม่จบกระมัง ความวังเวงของสถานที่นี้ทำให้จิตใจเราดูบริสุทธิ์ และสดชื่นขึ้นอีกมาก ความสงบกล่อมใจเราให้มีความหวังในทุกๆทางยิ่งขึ้นไปอีก อา!!! ไทรโยคที่มีแต่ความงดงาม

            “๔ โมง เรา ๔ คน พี่แอ๊ด บ๊ะ เต๊ะ แดง และเราไปน้ำตกซึ่งอยู่ห่างไปจากแพครึ่งกิโลเมตรเท่านั้นสวยมาก น้ำใสแจ๋ว บรรยากาศสงบ และ Romantic ดี ถ่ายรูปกันพอสมควรจึงเดินทางกลับ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

หลังจากที่วิทย์ เต๊ะ แดงกลับบ้านไปแล้ว หม่อมกับบ๊ะยังคงติดใจกับภูมิภาพในบริเวณน้ำโจนไทรโยคอยู่อย่างมาก สองคนด้อมมองดูความสวยงาม และถ่ายภาพกันเป็นการใหญ่ และในที่สุดเพื่อให้สมเหตุสมผล บ๊ะก็ถอดกางเกง และเสื้อออกปีนป่ายหน้าผาลงไปนั่งอาบน้ำโจนอยู่ที่แท่นหินกลมใหญ่นั้น หม่อมเป็นช่างภาพตามเคยและเมื่อเก็บภาพได้แล้วทั้งสองคนก็ลงไปชำระร่างกายสนุกสนานอยู่กับน้ำโจนนั้นจนหนาวสั่นทนไม่ไหวถึงได้ขึ้นมาแต่งตัวกลับแพ”

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

เอกวิทย์ ณ ถลาง จดบันทึกไว้อีกว่า

“เราจะต้องรอกันอยู่ที่ไทรโยคจนกว่าจะมีเรือล่องกลับ นับว่าโชคไม่ค่อยดีที่ต้องคอยนาน ในขณะที่เสบียงหมด กำลังหมด ห่วงงาน คิดถึงบ้าน บรรยากาศของไทรโยคยิ่ง Inspire ให้คิดถึงบ้านมากขึ้น”

เราทุกคนเริ่มกระวนกระวายใจที่ทราบขาวว่าไม่แน่นักทีเดียวที่วันพรุ่งนี้จะมีเรือล่องไปวังโพธิ์ วันเปิดภาคเรียนของทุกคนใกล้เข้ามา คนที่มีภาระทางการงานก็ใกล้ครบกำหนดวันที่ลาเข้าไปทุกที ทุกคนท้อแท้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเศร้าซึมอย่างบอกไม่ถูก อากาศดูจะยิ่งทารุณขึ้นอีกมาก เพราะยังไม่ทันสิ้นแสงตะวันเราก็ต้องขนเสื้อออกมาใส่กันจนตัวหนักอึ้งไปหมด ทุกคนไม่มีใครยิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนเคร่งเครียด กัปตันและหม่อมดูค่อนข้างจะต้องใช้ความคิดหนักที่สุด เพราะทั้งสองคนต้องรับผิดชอบในกำหนดของการเดินทางกลับให้ทันเวลาและยังแถมเรื่องอาหารการกินซึ่งเรียบวุธไปแล้วทุกอย่าง และที่ค่อนข้างหนักใจก็คืออู๊ดยังป่วยต้องวิ่งขึ้นลงแพเพื่อถ่ายทุกข์อยู่ทุกๆ ๕ นาที จะว่าไทรโยคหน้าหนาวมีอาถรรพ์ก็ไม่ถูกนัก โชคของเราไม่ดีเองต่างหาก เรารอทุกย่างด้วยใจที่เต้นระทึก และที่เรารออยู่อย่างกระวนกระวายใจก็คือ เจ้าของแพทั้งสองท่านคือ คุณชาญและภรรยา ผู้ซึ่งเราจะขอแขวนอาหารเย็นไว้กับท่านทั้งสองนี้ คนที่เราควรจะพึ่งได้ก็ปลีกตัวหนีไปเสียก่อน เราทุกคนคงได้แต่นั่งกอดเข่ารอคอยความหวังเท่านั้น

ตะวันสิ้นแสงไปแล้ว แต่คุณชายยังไม่กลับ ทุกคนหน้าแห้งและซีดเซียว เราใช้กำลังมากในวันนี้ แต่ยังไม่ได้กินข้าวเย็นชดใช้กำลังที่สูญสิ้นไป สักกี่โมงกี่ยามกันที่เราจึงได้กินอาหารเย็นกัน แต่แล้วก็ราวกับพระเจ้ามาโปรด นายฮุดเสรีไทยนอกบัญชีผู้พาเราเดินเร็วตามลิงนั่นเอง เป็นผู้มาจัดการให้เราได้กินอาหารเย็นไม่ว่าใครก็ตามลงมาหิวโซอย่างนี้ละก็เป็นได้ยินดีปรีดากันหนักหนา ถึงแม้กับข้าวที่คนในกรุงมาเห็นเข้าจะต้องว่าเลวแสนเลวยอมกินข้าวกับน้ำปลาดีกว่า เราก็ยังกินกันได้อย่างเอร็ดอร่อย จะเป็นเพราะด้วยความหิวจนโหยเสียทีเดียวก็ไม่ถูกนัก ความพอใจความปรารถนาของเราต่างหากที่ยินดีจะกินอาหารอย่างนี้ ชั่วชีวิตเราอาจจะได้กินกับข้างของชาวบ้านป่าก็ได้แต่เพียงในครั้งนี้เท่านั้นก็เป็นได้ ใครจะว่าอย่างไร เชิญเราไม่โต้เถียงดีกว่า เรายอมตนเป็นคนป่าสละแล้วซึ่งแสงสีแห่งอารายธรรม เมื่อมาอยู่ป่าก็ต้องพยายามช่วยตัวเอง และทำตนให้เป็นคนป่า นี่แหละชีวิตละ

เรานั่งเหยียดขาทอดหุ่ยกันอย่างสำราญอารมณ์ จะเอายังไงกับพวกเราบุญมาวาสนาช่วย โชคดีขึ้นอยู่ดีๆ ก็มีคนเมตตาจัดหาข้าวเย็นมาให้กิน เป็นอันว่าเรื่องท้องร้องสำหรับมื้อนี้หมดสิ้นกันเสียทีนะ  แต่มื้อพรุ่งนี้แล้วล่ะ จะทำยังไงกัน เอาเถอะพอง่วงนอนก็หลับตาลงเสียแล้วนอนให้สบาย พรุ่งนี้ก็ค่อยแก้ปัญหากันใหม่ และส่วนมากฝากการแก้ปัญหานี้ไว้กับ กัปตัน และหม่อม ซึ่งทั้งสองคนก็รำลึกถึงความหวังอันสุดท้ายว่า ผู้ที่จะเอื้อเรา คือ เจ้าของแพนี้ และเรามั่นใจเหลือเกินว่าเราจะต้องได้พบปะคุยกันในคืนวันนี้อย่างแน่นอน กัปตันและหม่อมตัดสินใจเด็ดขาดไม่ยอมล้มตัวลงนอน เขาทั้งสองจะ รอ รอ จนกว่าคุณชาญ หรือภรรยาจะกลับมา ทำเอาสมาชิกทุกคนต้องนั่งถ่างตารอไปด้วย เสียงคุยค่อยๆเบาลง และหลายคนเริ่มหนาว และหนักขึ้นชักจะมีเสียงดังขึ้นทุกที

เสียงเรือยนต์ดัง ตุ๊กๆ มาจากคุ้งน้ำด้านน้ำโจนทำให้ทุกคนตาสว่างขึ้นเสียงหาวและอาการง่วงนอนหายไปราวกับปลิดทิ้ง ทุกคนเริ่มกะเย้อกะแหย่งเกาะราวลูกกรงขอบแพชะโงกหน้าเพ่งสายตาฝ่าความมืดออกไปดู เสียงเครื่องยนต์ดังใกล้เข้ามาทุกที และในไม่ช้าเรือยนต์ลำเล็กๆ ก็โผล่ขึ้นมาในคลองจักษุ ทุกคนหันมาสบตากัน แล้วยิ้มอย่างมีชัย แต่.....ทุกคนผิดหวังตามเคย เรือยนต์นั้นยังคงตุ๊กๆเลยขึ้นไปไม่มีทีท่าว่าจะแวะเข้ามาจอดที่แพเลย ความหวังของเราเริ่มเลื่อนลอยต่อไปอีก และทุกๆ คนก็ดูจะยิ่งสยบซบเซากันลงไปมากกว่าเดิม แดงและเต๊ะเริ่มกระทำอาการเอนหลังบนชานแพแล้ว เอกวิทย์นั่งตาลอยคงจะกำลังใช้ความคิดคำนึงมากขึ้นกว่าเดิมอีกกระมัง

“เฮ้ย!!! หลองนอนกันเถอะวะ เดี๋ยวคุณชาญมาก็ตื่นขึ้นมาใหม่ก็แล้วกัน”

บ๊ะปรารภขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

            “เอ้า!!! ใครง่วงไปนอนก่อน อั๊วกับหม่อมจะรอจนกว่าจะมา” กัปตันตอบอย่างเข้มแข็ง

            ทุกคนเริ่มหันหน้าเข้าหาเรื่องสัพเพเหระมาคุยกัน ทั้งนี้เพื่อให้บรรเทาความง่วง และเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพวกของเรา แดงและเต๊ะก็ยังอุตส่าห์ยันกายขึ้นมานั่งชันเข่าอย่างเชื่องช้า

            ตุ๊ก..ตุ๊ก..ตุ๊ก..ตุ๊ก..  มาอีกแล้วเรือปอมๆ (สมัยสงครามญี่ปุ่นเรียกเรือยนต์เล็กเหล่านี้ว่า เรือปอมๆ) ทุกคนคงตาสว่างขึ้นแต่ดูไม่ค่อยจะกระตือรือร้นกันเท่าใดนัก เพราะเสียงแว่วมาจากทางด้านคุ้งเหนือน้ำ คุณชาญล่องลงไปทางใต้จะลงมาจากทางเหนือได้อย่างไร และในที่สุดเรือลำน้ำก็แล่นผ่านแพไปตามกระแสน้ำอันไหนเชี่ยวกราก

            ทุกคนเริ่มเศร้าต่อไปหมดอาลัยตายอยากกันเต็มทนแล้ว ถึงแม้ว่าการรอคอยจะผ่านพ้นมายังไม่ถึงชั่วโมงก็ตาม แต่ในใจของทุกคนเต้น และสมองคิดเกินไปกว่า ๔ ชั่วโมงแล้ว บ๊ะคงจะปลงตกแล้ว จึงนั่งผิวปากเพลงอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยๆ และเพื่อให้ทุกคนหายจากการนั่งซึมจับเจ่าเช่นนี้ บ๊ะเริ่มแหย่หม่อมด้วยคำพูด และต่อๆ ไปก็แหย่กันด้วยกำลังกาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้ผลตอบแทนถึงสองอย่าง คือหายหนาว และคลายกังวลลงไปได้ชั่วขณะหนึ่ง

            เสียงเรือแว่วมาตามลมอีก แต่ไม่ค่อยถนัดนักยังไม่มีใครทราบว่าเรือจะขึ้นมาจากทางใต้ หรือล่องมาจากเหนือ มีกัปตันและหม่อมเท่านั้นที่ยังคงฝืนใจโผล่หน้าออกไปจ้องดูทางน้ำโจน บ๊ะและพรรคพวกยังคงเย้าแหย่กันอย่างสนุกสนานเสียงเรือดังก้องเข้ามา เข้ามา และเข้ามา แต่แล้วก็เลยไป เอ๊ะ ทำไมคนหัวเรือถึงได้ยงโย่ยงหยกเช่นนั้น ถ้าจะมีใครรู้จักกับเรากระมัง แต่ยังไม่ทันได้สังเกตอะไรมากเรือก็แล่นผ่านพ้นแพไป เราเบนสายตาตามดู อ้าว เรือลำนั้นค่อยตีวงอ้อมกลับมา  ไชโยท่าจะเป็นคุณชายแน่แล้ว ความหวังของเราชักจะมีขึ้นมาแล้ว ใจเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่ครู่หนึ่ง เรือลำนั้นก็จอดหน้าแพ คุณชาญยืนอยู่ในเรือโบกมือทักทายพวกเรา และก่อนที่เรือจะเทียบสนิท คุณสังวาลย์ ภรรยาคุณชาญก็โผล่หน้าออกมาร้องทักทีเดียว

            “คุณหลองมาถึงเมื่อไหร่น่ะ”

            ยังไม่ทันทีที่กัปตันจะตอบคุณชาญก็ก้าวยาวขึ้นมาบนแพ ตามติดด้วยคุณสังวาลย์กัปตันเราเลยถือโอกาสตอบทันที

            “มาถึงที่นี่เมื่อบ่ายนี้เองครับ”

            “ทานข้าวกันหรือยังล่ะ” คุณชาญถาม

            และทุกคนก็ตอบเกือบพร้อมกันว่า

            “นายฮุดจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ”

            ทุกคนหายจากง่วงนอนอย่างเด็ดขาดฟังเสียงโต้ตอบระหว่างกัปตันกับคุณชาญอย่างสนใจ

            “คุณจะกลับเมื่อไหร่” คุณชาญถาม

            “พรุ่งนี้ครับ” กัปตันตอบอย่างมั่นใจ

            “เอ!! ถ้าจะไม่แน่เสียแล้ว เรือล่องไปวังโพธิ์เดี๋ยวนี้เอาแน่ไม่ได้ เพราะน้ำน้อยลงมาก บางทีอาจต้องรอหลายวัน แต่ไม่แน่นักพรุ่งนี้อาจจะมีเรือล่องมาก็ได้แล้วคุณหลองไปถึงไหนมากันมั่งแล้วนี่”

            “ผมไปถึงหนองบอน นอนก้างย่างสองคืนแล้วเลยมุ่งมานี่พร้อมกับนายฮุด”

            “ได้อะไรกันมั่งคะ” คุณสังวาลย์ถาม

            “ไม่ได้เลยครับ โชคไม่ค่อยดีหน่อยคราวนี้”

            “เอ๊ะ!! พวกเก่าที่มาเมื่อคราวที่แล้วถ้าจะมากันครบ”

            “แฮ่ะ แฮ่ะ มาสองคนเท่านี้แหละฮะ นอกนั้นใหม่ๆทั้งหมด” หม่อมตอบ

            “อ้อ คุณก็มาด้วยไม่ใช่หรือเมื่อคราวที่แล้ว” คุณสังวาลย์ยังคงถามคำถามต่อไปอีก แล้วก็ชี้มาที่หม่อม

            หม่อมไม่ตอบได้แต่ยิ้มๆ ทุกคนยังนั่งคุยถึงเรื่องราวต่างๆ กับคุณชาญ และคุณสังวาลย์อย่างสนุกสนาน และเมื่อได้เวลาพอสมควรต่างคนก็ขอตัวแยกย้ายกันไปหลับนอนเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางต่อไปในวันพรุ่งนี้ อา ความหวังของเราบรรลุแล้ว

            พุธ  ที่ ๑๐  ธันวาคม ๒๔๙๕

            “๑๐ ธันวาคม ๙๕

วันรอคอย เราคอยดูเรือซึ่งกะว่าราว ๙.๐๐ น. แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีวี่แววเลย เราคอยอยู่จนหลังจากรับประทานอาหารเช้า เรือมาแต่เขาบอกว่า เขามาแค่แก่งระเบิด เราไม่มา เพราะต้องเดินอีก ๑๗ ก.. จึงจะถึงท่าเสา ถ้ามาหมายความว่า เราต้องย่ำอีกหลายกิโลทีเดียว ดังนั้น เราคงรอคอยต่อไปตลอดทั้งวันไม่ได้มีเรือมาเลย ตกค่ำเราก็นอนอีก รู้สึกเบื่อเพราะกินๆ นอนๆ ไม่ได้ทำอะไร อาการลงท้องข้าพเจ้าเริ่มดีมากขึ้นทุกที”

เอกวิทย์เขียนบันทึกของวันนี้อย่างเบื่อๆ คือ

“พุธ ที่ ๑๐ ธันวาคม ๙๕

วันนี้เป็นวันแห่งการรอคอย พวกเราเตรียมตัวพร้อมแต่เช้ามืด เพื่อคอยเรือล่องกลับ แต่ผิดหวังเราคอยอยู่จนเย็นก็ไม่มีเรือมา เป็นวันที่น่าเบื่อที่สุด คิดถึงกรุงเทพฯ มากขึ้นอีกไม่มีอะไรพิเศษที่น่าบันทึก”

จากบันทึกของทั้งสองคนจะเห็นว่า การนั่งกินนอนกินอยู่เฉยๆ เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายอย่างเหลือเกิน และจริงดังว่าวันนี้เป็นวันทีเดียวจะออกไปไหนก็ไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าเรือจะมาเมื่อไหร่

วันนี้เรารีบตื่นแต่ ๕.๐๐ น. เตรียมเก็บข้าวของลงเรือที่ล่องลงมาจากท่าขนุน อากาศในวันฉลองรัฐธรรมนูญนี่คงจะดุเดือดแทบทุกปี วันนี้หนาวมากขึ้นอีก ทุกคนพอกเสื้อหนาวกันเข้าไปจนดูอ้วนล่ำไปตามๆกัน  ถึงกระนั้นก็ยังหาบรรเทาความหนาวลงไปไม่ได้ ต้องออกไปนั่งผึ่งแดดอยู่ข้างแพ กัปตันยังคงนั่งเคร่งขรึมต่อไป เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีเรือล่องลงมาหรือป่าว อาหารเช้าโดยความเอื้อเฟื้อของเจ้าของแพทั้งสองดูฝืดคอพิลึก ทั้งที่น่าจะคล่องคอเพราะเป็นข้าวต้ม ทุกสิ่งทุกอย่างช่างดูไม่สดชื่นเลย เจ้าของแพทั้งสองก็พยายามปลุกปลอบใจเราว่า เรือวันนี้ต้องมาแน่ๆ ถ้าไม่มาพรุ่งนี้ต้องมีมาอย่างแน่นอน เพราะเรือขึ้นไปบรรทุกแร่หลายวันแล้วควรจะกลับมาแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่นี่ก็ยังไม่มา เราพยายามหาทางถ่วงเวลาด้วยการขุดเรื่องหลายสมัยมาสาธยายสู่กันฟัง จนกระทั่งทุกคนแทบไม่มีเรื่องจะเล่ากัน บ๊ะก็ไปคว้าปืนลูกกรดออกมาลองซ้อมเป้าเล่น เราได้เห็นความแข็งแกร่งของไก่ป่าเมื่อกระสุนลูกกรดเฉี่ยวตัวไป มันบินข้ามลำน้ำแควน้อยหนีไปได้อย่างสบายและชั่วเวลาสัก ๑๐ นาที มันก็บินกลับมาหากินยังที่เดิมอีก แล้วในที่สุดเราก็เบื่อกับการยิงเป้า ถึงแม้ว่าแสงแดดจะแผดกล้าขึ้น อากาศที่เยือกเย็นก็หาได้ลดน้อยลงไม่ เรายังคงนั่งชมธรรมชาติอันงดงามของแควน้อย หมอกที่คลุมอย่างหนาทึบอยู่เหนือลำน้ำค่อยๆ ละลายจางเข้าทุกที สายน้ำยังคงไหลเชี่ยวกราก และนับวันยิ่งจะแห้งขอดและไหลเชี่ยวขึ้นทุกที จนกว่าหน้าน้ำจะมาถึงนั่นแหละน้ำถึงจะเปี่ยมฝั่ง และยังคงความเชี่ยวกรากไว้เช่นเดิม หม่อมพยายามคอย และคอยที่จะฟังเสียงของนกยูงทองที่จะร้องมาจากดงไม้เหนือน้ำโจน แต่คอยแล้วคอยเล่าคอยจนหมดเวลาที่นกยูงจะร้องเราก็ยังไม่ได้ยินเสียงนกยูงทองเลย

เมื่อความหนาวบรรเทาลงเราก็เปลี่ยนจากสถานที่ข้างแพมาเป็นพักผ่อนหย่อนกายกันที่เฉลียงหน้าแพ เจ้าของแพทั้งสองมีธุระที่จะต้องทำจึงปล่อยให้เราทั้งหมดพักผ่อนกันตามสะดวก และเมื่อทุกๆคนชักเหนื่อยหน่ายเข้าทุกที หม่มอก็ไปลองฉมวกมาลองแทงปลาที่มาหลบอาศัยใต้ลูกบวบแพเล่น ไม่มีประโยชน์กับการไล่แทงปลาที่แสนจะฉลาด เราคอยจนเกือบเที่ยงวัน เสียงเรือก็แว่วมาจากทางต้นน้ำ ทุกคนกระวีกระวาดจัดแจงแต่งกายให้รัดกุมหอบสุมภาระมาเตรียมพร้อมไว้ และชั่วเวลา ๑๐ นาที เรือก็โผล่พ้นคุ้งน้ำมากัปตันออกไปยืนโบกมืออยู่ที่ลูกบวบหน้าแพ เรือค่อยๆเบนหัวเข้าเทียบ เราทุกคนเตรียมตัวจะกระโดลงเรือ แต่กัปตันยกมือห้ามไว้ เมื่อได้ยินเสียงคนเรือตอบว่า

“ไปแค่แก่งระเบิดเท่านั้น”

เรือคงแล่นต่อไป แต่เราก็หยุดยั้งอยู่ที่แพต่อไปอีก อา ถ้าไปที่แก่งระเบิด เราจะต้องเดินไปสู่ทางรถยนต์ประมาณ ๒ กิโลเมตร และเดิมตามทางรถยนต์ไปท่าเสาอีก ๑๗ กิโลเมตร และจากท่าเสาไปวังโพธิ์อีก ๑๘ กิโลเมตร ๓๗ กิโลเมตรไม่ดีแน่ ในที่สุดกัปตันตัดสินใจเด็ดขาดรอจนถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ ถ้าเรือไม่มาเราเดินกลับวังโพธิ์ เพราะเวลาเราจำกัดรออะไรไม่ได้อีกแล้ว ทุกคนนั่งเคร่งขรึม แต่จะทำอะไรได้ และในที่สุดทุกคนก็ยินยอมรับโครงการที่กัปตันเสนอมา เพราะไม่เห็นว่าทางไหนจะดีที่สุดเท่าทางนี้แล้ว จนกระทั่งเรากินอาหารเย็นเสร็จเรือยังไม่มา แสงตะวันค่อยๆจางลงทุกที และในที่สุดก็มืดสนิท ทุกคนล้มตัวลงนอนด้วยความท้อแท้ หม่อมยังคงไม่ได้ยินเสียงนกยูงทองที่ร้อง ณ น้ำตกไทรโยคอีกตามเคย

 

 

 

 

 

 

ตอนสิบ                       วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย

 

            พฤหัสบดี  ที่  ๑๑  ธันวาคม  ๒๔๙๕

            ทำไมบทนี้ผู้เขียนจึงให้ชื่อว่า “วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย” ซึ่งบางคนที่ได้อ่านอาจจะประหลาดใจที่ไม่มีวีระบุรุษอยู่เลย ความจริงควรจะเป็นเช่นนั้น แต่พฤติการณ์ของบุคคลหนึ่งซึ่งต่อสู้มาบนลำน้อยแควน้อย สู้เพื่อตนเอง เพื่อครอบครัวและสู้เพื่อชาติไทยอันเป็นที่รักของพวกเราคนไทยทุกคนเราจะไม่ยกย่องเขาหน่อยหรือ พวกเราทั้งเจ็ดคนได้ยินยอมพร้อมใจกันยกให้บุคคลนี้เป็น “วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย” ถึงแม้ว่าใครจะไม่เห็นด้วยก็ตามใจ ขอให้เพียงแต่เขาเป็น “วีระบุรุษ” ของพวกเราก็คงพอใจแล้ว ขอดำเนินเรื่องของพวกเราต่อไปก่อนที่จะถึงพฤติการณ์ของ “วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย”

            เราตื่นเช้าตรู่ตามเคย ความหวังที่ว่าวันนี้เราจะได้ล่องเรือไปวังโพธิ์เต็มเปี่ยมอยู่ในความคิดคำนึงของทุกคน และก่อน ๗.๐๐ น. เราก็กินอาหารเช้าเสร็จ ทุกอย่างพร้อมที่จะลงเรือเดินทางได้ทันที

            .๐๐ น. เรือยังไม่มาตามเคย ทุกคนปลอบใจตนเองว่ายังเช้าเกินไป

            .๐๐ น. เรือก็ยังไม่มา ความหวังชักจะหดเหี้ยนเข้าไปทุกทีแล้ว เอกวิทย์ดับความกระวนกระวายของพวกเราด้วยไมโลร้อนๆคนละถ้วย และขณะที่ทุกคนกำลังพะวงอยู่กับการซดไมโลร้อนๆ เสียงเรือก็แว่วมาตามลมอีกครั้ง ทุกคนแทบสำลักไมโล และค่อยๆวางถ้วยลงชะเง้อคอมองไปทางต้นน้ำอย่างพร้อมเพรียงกัน และเมื่อเรือโผล่พ้นคุ้งน้ำมา หลายคนก็สาดไมโลลงน้ำไปยัดถ้วยใส่เป้ แต่หลายคนยกไมโลขึ้นดื่มจนหมดถ้วยโดยไม่พะวงกับความร้อนของไมโลในถ้วยนั้นเลย นายฮุดออกไปยืนโบกมืออยู่ที่แพลูกบวบ เรือค่อยๆชะลอตีวงอ้อมปล่อยเรือพ่วงให้เทียบแพลูกบวบ ทุกคนดีใจเป็นอย่างมาก ช่วยกันขนของลงเรืออย่างชุลมุนวุ่นวาย และเมื่อล่ำลาคุณสังวาลย์ เจ้าของแพผู้อารีแล้ว เรือก็ออกเดินทางล่องลงสู่ทางใต้ต่อไปโดยคุณชาญและนายฮุดไปกับเราด้วยไม่ใช่ไปส่งเรา แต่ทว่าจะไปธุระที่กาญจนบุรี

            การเดินทางล่องแควน้อยเป็นครั้งที่สองนี้ทำให้ กัปตันและหม่อมทอดตัวลงนอนทำทีท่าว่าจะหลับเพราะเบื่อกับภูมิภาพสองข้างทาง เพื่อเปลี่ยนรสจากการเขียนคนเดียวไปสู่บรรยากาศในไดอารี่สองเล่มดังนี้คือ

            เอกวิทย์ ณ ถลาง เขียนไว้ว่า

            “พฤหัส ๑๑ ธันวา ๙๕

วันนี้เราเตรียมตัวพร้อมตั้งแต่เช้าเช่นเคย คอยเรือล่องจน ๑๐.๐๐ น. จนคิดว่า คงหมดหวังอีกแล้ว แต่โชคยังดี ๑๐.๑๐ น. เรือล่องลงมาจากท่าขนุน เราจึงโดยสารลงมาวังโพธิ์ นั่งในเรือเสีย ๘ ชั่วโมงเต็ม

ลำน้ำแควน้อย คดเคี้ยวมาก น้ำเชี่ยวเป็นตอนๆ การแล่นเรือต้องอาศัยความชำนาญ แล่นตามร่องน้ำลึก แก่งที่อันตรายหน่อยคือ แก่งสารวัตรเป็นคุ้งน้ำ ระดับเทไหลเชี่ยว และมีทางแยกไปทางซ้าย เมื่อผ่านตอนนี้ ต้องปล่อยเรือพ่วงลงไปก่อน เรือยนต์คอยฉุดให้เลื่อนลงแล่นตรงทาง และไม่ชนฝั่ง ในที่สุดก็ผ่านไปได้เรียบร้อย ตลอดลำน้ำแควน้อย ตลิ่งชัน สูงมาก บางตอนก็เป็นหน้าผาใหญ่ๆ มีรอยร้าวทั่วๆไป บรรยากาศสงบ และเยือกเย็นมาก นานๆ จะเจอแพที่พวกตัดไม้อาศัยสักกลุ่มหนึ่ง ไม้ทั้งสองข้างทางเป็นไม้ไผ่เสีย ๘๐ % ป่าไผ่เหล่านี้ ตลอดจนป่าผากทางหนองบอน หางิ้ว เป็นเขตสงวนของโรงงานกระดาษกาญจนบุรี เขาแบ่งป่าไผ่เป็น ๔ แปลง ตัดสลับกันไป ปีละแปลง เพื่อให้ไผ่มีโอกาสงอกขึ้นมาชดเชยเสมอ แต่เท่าที่สังเกตดูมิได้เป็นไปตามโครงการ ป่าไผ่ที่ใกล้เมืองกาญจน์ วังโพธิ์ ท่าเสา ถูกตัดมากแต่ลึกเข้าไปไม่ถูกตัดเลยก็ว่าได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ไมช้าป่าไผ่ก็คงจะค่อยๆหมดไป”

... สุรธวัช ศรีธวัช เขียนไว้ว่า

“๑๑ ธันวา ๙๕

ตื่นอาหารเช้ารับอาหารเช้าแล้ว เราชงไมโลกินกันไม่ทันเสร็จได้ยินเสียงเรือมาแต่ไกล พอกินเสร็จ เรือก็มาถึง เราก็ลงเรือออกเดินทาง เราล่ำลาเจ้าของบ้านผู้อารี

คุณชาญ และนายฮุดมาธุระ และมาร่วมมือลำเดียวกับเราด้วย

๑๐.๑๕ ออกจากบ้านคุณชาญ ศิริพงษ์ ไทรโยก เป็นบ้านแพ

น้ำโจนน้อย ไหลเซาะออกมาจากถ้ำ

ผาผึ้ง

ถ้ำเจ๊ก

ถ้ำพ่อปู่                       

แพหนานเมือง

แม่น้ำน้อย

๑๑.๑๕ แพนายหมื่น

๑๑.๓๘ แก่งปะลอม  น้ำเชี่ยวมาก

ถ้ำผี หินย้อย

แก่งละว้า

๑๔.๓๗ พุท้องช้าง ถ้าหน้าแล้งน้ำเชี่ยวมาก แถวนี้กว้างมาก

แก่งระเบิด

๑๕.๔๔ ท่าเสา

ท่าช้าง

แก่งสารวัตร น้ำเชี่ยวมาก เราต้องเสียเวลามากในการทำเรือให้เข้าร่องน้ำ แล่นไปอีกหน่อย จะเจอเขาช้างอยู่ข้างหน้า

๑๗.๑๕ เลี่ยวสมอ

๑๗.๔๕ วังโพธิ์”

เราผ่านสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกข้างบนนี้แล้วไปตามลำดับในเรือที่เราโดยสารมานี้มีคนโดยสารมากพอดู นอกไปจากที่นอนกองอยู่กับท้องเรือแล้ว คนมากหน้าหลายตาเกือบ ๓๐ คน รวมเราทั้งหมดเรานอนนั่งกันตามสะดวกเสียงพูดแสดงชัดว่าไม่ได้เป็นคนในถิ่นนี้ สำเนียงและภาษาพูดบ่งว่า บางหมู่มาจากอีสาน บางหมู่มาจากภาคพายัพ และบางหมู่ก็มาจากภาคกลางนี้เอง เราได้พบเด็กหนุ่มที่เดินทางร่วมกันเมื่อคราวที่เราย่ำกันตามทางรถยนต์ แต่คราวนี้ดูซีด และซึมเขาไปมาก และก่อนที่เรือจะแล่นผ่านลำน้ำน้อย หนุ่มคนนั้นก็เริ่มหนาวและสั่นอย่างรุนแรง ญาติพี่น้องเอาผ้าห่มคลุมตัวกันยกใหญ่ แต่แกก็ยังสั่นอยู่อย่างเดิม พวกเราทนดูอยู่มิได้ หม่อมเจ้ากี้เจ้าการตามเคยกระโดดจากแคมเรือลงไปจัดการไต่ถามทันที

“เป็นอะไรไปน่ะ”

“เป็นไข้ครับ” ญาติคนหนึ่งของคนไข้ตอบ

“ไข้อะไรรู้ไหม

“ไข้สั่นครับ”

อ๊ะ ได้การเมื่อถามอาการแล้ว วิทย์ก็ค้นร่วมยากุกกักอยู่พักใหญ่ คว้าเอาขวดอาเตบรินออกมา เทลงให้กินไป ๑ เม็ด จะว่าเป็นด้วยอำนาจยาก็ไม่ถูกนัก เห็นจะเป็นด้วยอุปาทานมากกว่าชั่ว ๑๐นาที หนุ่มคนนั้นก็หายสั่นและโงหัวขึ้นมาได้ พวกเราจะดูรำคาญในท่าทางวุ่นวายของคนโดยสารที่ทำท่าว่า จะเป็นบ้าคนหนึ่ง ดูแกเที่ยวได้ยุ่งกับใครต่อใครเที่ยวได้หยิบข้าวของเสื้อผ้าจองคนโดยสารให้วุ่นวายไปหมดดูๆไป คล้ายๆ กับไม่ได้เสียสติ แต่พยายามทำให้สติเสียเพื่อหาโอกาสเอาทรัพย์สินของคนอื่นเสียมากกว่า

ก่อนที่เราจะผ่านแก่งสารวัตร ซึ่งเป็นแก่งที่น้ำเชี่ยวมาก และน่ากลัวเป็นอันตราย คนโดยสารสตรีก็มีอาการกระสับกระส่าย และบนบาลศาลกล่าวกันยุ่งไปหมด แก่งนี้เคยลือชื่อมากว่า ทุกปีต้องมีเรือล่ม และต้องกลืนชีวิตมนุษย์อย่างน้อยที่สุดปีละหนึ่งคนเป็นประจำไม่มีใครสามารถให้รายละเอียดเลยว่า ทำไมแก่งนี้จึงมีชื่อว่า “แก่งสารวัตร” การปล่อยเรือพ่วงให้ลงตรงร่องน้ำลึก ดูสนุกและตื่นเต้นอยู่มิใช่น้อย เสียงหาดทรายใต้น้ำหรือหินก็มิทราบได้กระทบใต้ท้องเรือกราวใหญ่ แต่อาศัยความชำนาญของนายท้ายเรือยนต์ เราก็ผ่านแก่งนี้มาอย่างเพลียๆ

๑๗.๔๕ เรือเทียบตลิ่งวังโพธิ์ซึ่งเต็มไปด้วยก้อนหิน และสูงชันพอดูทุกคนต่างก็กะเย้อกะแหย่ง พยายามจะแย่งกันขึ้นจากเรือ ราวกับว่าถ้าขึ้นทีหลังละก็เป็นต้องติดเรือไปที่อื่นต่อไปอีก ทั้งๆ ที่เจ้าของเรือบอกว่า คืนวันนี้ เขาจะพักนอนที่นี่แล้วจึงจะเดินทางต่อไปอีก เราปล่อยให้พวกรีบร้อนเป็นบ้าเป็นหลังเหล่านี้ขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เคลื่อนขบวนต่อไป จุดหมายอยู่ที่บ้านของ ส... จรัส ภักดี ซึ่งให้ความเอื้อเฟื้อแก่เราทุกครั้งที่ได้มาที่นี่

... จรัส ต่อว่าเราที่มาแล้วไม่ไปหานายช่างใหญ่ให้เขาจัดรถยนต์รางไปส่งถึงเขาพังต้องทรมานกายเดินกันไป  เราก็ได้แต่ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” แล้วก็ยิ้มแห้งๆ ใครจะไปรู้ได้ว่าคนอื่นจะรู้จักเรานอกไปจาก ส... จรัส และ พ... หนวดสมใจเท่านั้น เอาละ หิวข้าวเต็มทนตั้ง ๔ ชั่วโมงมาแล้วไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ว่าแล้วพวกเราก็ยกพยุหะโยธาไปตลาดหาข้าวปลาอาหารกินกันทีเดียว

เอกวิทย์ ณ ถลาง เขียนไว้ในบันทึกอีกว่า

“มีเรื่องคือ เมื่อเราเดินทางถึงวังโพธิ์ราวๆ ๑๘.๑๐ น. มีตำรวจมากระซิบถามคุณชาญว่า พวกเราเป็นใครมาจากไหน คงเข้าใจว่าเป็นโจรหรือพ่อค้าของเถื่อนกระมัง เพราะเห็นสะพายปืน แบกเครื่องหลังกันทุกคน เคราะห์ดีที่คุณชาญกว้างขวางตำรวจรู้จัก คุณชาญจึงอธิบายให้เขาเข้าใจ จึงไม่มีเรื่องอะไร”

เราอดอาหารกันมา ๘ ชั่วโมงเต็ม เมื่อขนของไปไว้ที่บ้านสารวัตรรถไฟแล้วก็ออกมาซื้ออาหารกิน และคุยกับคุณชาญ นายฮุดที่ร้านกาแฟ ใกล้จะ ๓ ทุ่ม จึงได้ลากลับมานอน อากาศหนาวมากไม่แพ้ที่ไทรโยค และก้างย่าง เราเข้านอนกันเรียบร้อยตามเคย ความหวังที่จะถึงบ้านโดยเร็วก็ใกล้เข้ามาทุกที

ค่าโดยสารเรือคนละ ๒๐ บาท นับว่าทารุณมาก ที่จริงพวกเราที่โดยสารมาเพียง by product เขาขนแร่มีกำไรถมไปแล้ว ไม่น่าจะทารุณยังงี้

ได้เห็นร้านอาหารที่ขายโดยคนไทย คนขายเป็นคนไทยแท้ไม่มีวี่แววของมหาอำนาจผสมอยู่เลย สำเนียงบอกว่าเป็นชาวเพชรบุรีโดยกำเนิดอย่างแน่นอน ได้เงินค่าอาหารไปจากเราหลายสิบบาทซึ่งทั้งผู้รับ และผู้ให้เต็มใจกันทั้งสองฝ่าย เราออกตระเวนตลาดอันเล็กๆ นั้นต่อไปอีก ก็เผอิญไปพบคุณชาญกำลังนั่งซดโอยั๊วะอยู่กับนายฮุด เราจึงเตร่เข้าไปโอภาปราศรัยตามธรรมเนียม อือม์ ร้านกาแฟนี่ก็คนไทยเป็นเจ้าของอีกนั่นแหละ แถมเป็นผู้หญิงเสียด้วย นี่ไงล่ะใครว่าคนไทยค้าขายไม่เป็น ไม่จริงหรอก ถ้าไม่เชื่อลองไปดูที่วังโพธิ์เสียจะได้เห็น เรานั่งคุยอยู่กับคุณชาญจนเกือบ ๒๑.๐๐ น. จึงอำลาไปนอน เพื่อเตรียมตัวเดินทางในวันพรุ่งนี้

อากาศคืนนี้ยังคงคุกคามเราตามเคย แต่เราทุกคนไม่ยี่หระกับการหนาวเสียแล้วใกล้จะถึงบ้านดูทุกคนแข็งแกร่งมากขึ้นทุกที จัดข้าวของเข้าที่กันจนเกือบ ๒๓.๐๐ น. ทุกคนก็มุดหัวเข้านอน และเป็นที่น่าประหลาดไม่มีใครคุยกันเลย หลับกันอย่างที่เรียกว่า ไม่ขึ้นไปเหยียบตัวกันอย่างหนักละก็ไม่มีวันเสียสละที่จะตื่นขึ้นมา

ศุกร์  ที่  ๑๒  ธันวาคม  ๒๔๙๕

            จากบันทึกของ  เอกวิทย์ ณ ถลาง

            “ศุกร์ ที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๙๕

เราตื่นแต่เช้า ๕.๐๐ น. เศษ จัดการแต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า ล่ำลาท่านสารวัตรเสร็จแล้วก็ขนของมาไว้บนรถไฟ แล้วไปหาอาหารเช้ากิน พบกับพวกวิศวที่กลับมากเหมืองบิลกกลับรถตู้คันเดียวกัน

รถออกจากสถานีวังโพธิ์ ๗.๓๐ น. คุณชาญมานั่งคุยกับพวกเราตลอดเวลา เมื่อมาถึงเมืองกาญจน์จึงลาไป คุณชาญคุยสนุก อารมณ์เย็นมี experience ในชีวิตการผจญภัยมาก คุยให้เราฟังสนุกมาก”

.๐๐น. กัปตันเร่งให้ทุกๆคนรีบลุกขึ้นล้างหน้าแต่งตัว และเตรียมเข้าของให้พร้อม เมื่อชุลมุนกันอยู่ครู่หนึ่งทุกอย่างก็อยู่ในสภาพเรียบร้อย กัปตันนำทีมของเราเข้าไปอำลา ส... จรัส ผู้อารีเสร็จแล้ว เราก็ยกทีมเคลื่อนไปจับจองรถโดยสารที่จอดเทียบชานอย่างมิได้รอช้า เมื่อได้ที่เรียบร้อยแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปกินอาหารเช้าโดยแยกกันเฝ้าของพวกหนึ่ง และไปกินพวกหนึ่ง

                        .๑๕ น. ทุกคนจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อย แต่รถยังไม่ถึงเวลาจะออกเดินทาง เราก็เลยเดินเตร่ดูอะไรต่ออะไรไปเรื่อยๆ และเมื่อใกล้จะถึงเวลารถออก เราก็กลับมารวมทีมกันอีกครั้ง  อ้าว ไม่นึกเลยว่าจะเจอกันในป่าดงพงพีอย่างนี้เลย พวกนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งมี ไพโรจน์ ชื่นประทุม นัดดา บุญญศิริ และพวกอีกหลายคนมาจับจองโบกี้ตอนเหนือไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว หม่อม อู๊ดและวิทย์ กับพวก C.U. ทักทายกันอย่างสนุกสนาน

                        “เฮ้ย!!! โรจน์ไปไหนมาน่ะหม่อมร้องถามออกไป

                        “ไปฝึกงานที่บิล๊อก แล้วลื้อล่ะไพโรจน์ย้อนถามมา

                        “ไปเที่ยวไทรโยค”

                        “มาถึงที่นี่เมื่อไหร่น่ะนัดดาถามอีก

                        “เมื่อเย็นวานนี้เอง” วิทย์ตอบไป

                        “เอ๊ะ!! ทำไมไม่ได้พบกันล่ะ ลื้อค้างกันที่ไหนเพื่อนวิศวอีกคนถามอย่างแปลกใจ

                        “ค้างที่บ้าน ส... จรัสโน่นไงล่ะ” หม่อมตอบพลางชี้มือไปยังบ้านที่พัก

                        “อ้อ!! มินาเล่า อั๊วนอนในเรือนี่นามันจะพบกันได้ยังไง” ไพโรจน์พึมพำเบาๆ

                        พอดีคุณชาญกับนายฮุดมาสมทบด้วย หม่อมเลยวานให้ไพโรจน์ช่วยถ่ายรูปหมู่พวกเรากับคุณชาญ

                        .๓๐ น. รถออกเดินทาง โบกี้เราดูครึกครื้นเป็นพิเศษ พวกอินทาเนียหนุ่มดื่มเหล้าคุยกันเฮฮาไปตลอดทาง ส่วนพวกเราก็ได้แต่โวยวายไปกันบ้าง แต่ส่วนมากนั่งสงบสติอารมณ์ฟังคุณชาญคุยเรื่องผจญภัยในชีวิตให้ฟัง แต่ระหว่างนั้นหม่อมก็ลุกพรวดพราดเข้าห้องน้ำไป ชั่วพักเดียวหม่อมก็โวยวายออกมาจากห้องน้ำ

                        “หลองอั๊วคิดว่าเป็นอะไรไข่ดันบวมที่บอกลื้อน่ะไม่ใช่เดินมากหรอก เห็บตัวเบ้อเริ่มทีเดียว ไปกัดอยู่ที่สำคัญในร่มผ้า อั๊วเด็ดมันออกเลย ฮึ่!! เจ็บพิลึกแฮะ”

                        คุณชาญนั่งยิ้มแล้วก็เตือนทุกๆคนว่า

                        “เห็บลมหน้าหนาวมีมากทีเดียว ต้องระวังหน่อย และถ้ามันกัดติดละก็อย่าใจร้อนไปดึงออกอย่างที่หม่อมทำ พยายามหาน้ำมันร้อนอย่างยาหม่อง หรือบริบูรณ์บาล์มทาเสีย ถ้าหากไปดึงออกด้วยพละกำลังเขี้ยวมันจะฝังใน ทำให้เกิดเป็นพิษขึ้น บางคนถึงตาย และกว่าแผลจะหายก็ต้องตกสะเก็ดถึง ๓๒ ครั้ง”

                        หม่อมตีสีหน้าบอกไม่ถูก ทุกคนหัวเราะกันอย่างครื้นเครงที่หม่อมกลัวตกสะเก็ด ๓๒ ครั้ง

                        ก่อนเที่ยงเราก็ถึงกาญจนบุรี คุณชาญและนายฮุดมีความจำเป็นที่จะต้องลงทำธุระที่นี่ เราทุกคนล่ำลาคุณชาญด้วยความอาลัย และนัดว่า บางทีเราจะได้พบกันที่กรุงเทพฯ อีกสักครั้งก่อนที่จะจากกันไป คุณชาญยังอุตส่าห์สั่งแล้วสั่งอีก

                        “เมษานี้คุณทุกคนต้องพยายามหามาให้ได้ นัดวันมาก่อนนะ แล้วผมจะเอารถมารับที่เขาพัง เราจะเที่ยวกันให้สนุกเลยทีเดียวขี่ช้างของผมไปจนถึงท่าขนุน แล้วไปเที่ยวบิล๊อก กลับจากบิล๊อกไปนิเถะ จากนิเถะเราย่ำไปเที่ยวเจดีย์สามองค์กัน จากนั้นเรามาลงแพที่นิเถะล่องกลับไทรโยค ผมเข้าใจว่าคุณทุกคนคงไม่ปฏิเสธ”

                        แน่นอนทุกคนไม่มีใครปฏิเสธโครงการอันนี้ เราเรียกว่า “โครงการคอน-ติกิ” ถ้าหากไม่มีอุปสรรคใด เมษายนนี้เราคงได้พบกันอีก คุณชาญที่พวกเราทุกคนรักน้ำใจ และนับถือในชีวิตผจญภัยอย่างชายชาตรี ลาก่อนจนกว่าเราจะได้พบกันอีก ทุกคนยกมือไหว้ลา คุณชาญจากเราไปที่กาญจนบุรี อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกันก็ได้ ไม่มีใครทายอะไรในอนาคตได้ถูกต้องแม่นยำ แม้แต่หมอดู

                        เราออกจากกาญจนบุรีมาแล้ว เราทุกคนกำลังจะห่างจากป่าดงพงพีออกไปทุกที ห่างไปและใกล้อารายธรรมอันรุ่งเรืองของกรุงเทพฯ เข้ามาทุกที ไม่มีวันเสียละที่เราจะลืม เขาพัง หาดงิ้ว พุเตย ลุงดาคี ก้างย่าง ไทรโยค นายฮุด และคุณชาญ อา คุณชาญ ศิริพงษ์ ผู้ที่พวกเราให้สมยานามว่า “วีระบุรุษแห่งลำน้อยแควน้อย” จากเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจากปากของคุณชาญเองในระหว่างทางจาก วังโพธิ์ ถึง กาญจนบุรี มีเรื่องที่ทั้งเศร้า ทั้งดุดัน บางครั้งเอาชีวิตเข้าแลกเป็นเดิมพันทีเดียว ก่อนที่จะถึงเรื่องของ “วีระบุรุษลำน้อยแควน้อย” ผู้เขียนต้องขออภัยต่อท่านผู้เป็นเจ้าของเรื่องนี้ด้วยที่บังอาจนำเอาเรื่องส่วนตัวของท่านมาตีแผ่เป็นสาธารณะ ถ้าหากผิดพลาดไปขอได้โปรดอภัยให้ข้าพเจ้าด้วย ถ้าหากตอนใดไม่ดีขอได้โปรดด่าว่าคนเขียนให้สะใจเถิด ผู้เขียนขอนำเรื่องบุคคลคนหนึ่งที่เป็นชายชาตรีอย่างแท้จริงมาตีแผ่สู่กันฟัง ณ บัดนี้

                        ด้วยชีวิตที่ผิดหวังจากการสมรสซึ่งเป็นแบบของการคลุมถุงชน เขาทนต่อชีวิตที่ถูกบีบรัดไม่ไหวจึงโลดแล่นออกจากครอบครัวที่ไม่เป็นสุขไปสู่ชีวิตที่ลำบากตรากตรำ แต่เป็นไทแก่ตัว แรกทีเดียวเขาไปเป็นหัวหน้าคนงานสร้างสะพานทางสายยุทธศาสตร์ของกองทัพบกพระมหาจักรพรรดิอาทิตย์อุทัยทางปักษ์ใต้ และด้วยความเป็นคนแข็งกร้าวไม่ยอมลงหัวเป็นทาสของใคร เขาเกิดเรื่องกับนายทหารญี่ปุ่น จึงได้ลาออกจากงานนั้น ตุหรัดตุเหร่ต่อไป และในที่สุดก็มุ่งเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยทหารญี่ปุ่น กรุงเทพฯที่เงียบเหงายามสงคราม และเมื่อตุหรัดตุเหร่ต่อไปถึงหน้าที่ทำการตำรวจสันติบาล เขาก็พบกับเพื่อนผู้หนึ่งซึ่งจากไปศึกษา ณ ดินแดนสหรัฐอเมริกา หลายปีที่ไม่ได้พบกัน และไม่เคยนึกว่าจะได้พบกัน เขาก็ปราดเข้าไปทักทายเพื่อนผู้นั้นอย่างลิงโลด ผลคือ ชายคนที่เป็นเพื่อนนั้นทำเป็นไม่รู้จัก และเมื่อเขากำลังยืนงงอยู่ ชายคนนั้นก็เดินลับหายเข้าประตูที่ทำการตำรวจสันติบาลไปเสียแล้ว เขาแน่ใจว่าชายคนนั้นคือ เพื่อนที่จากไปศึกษายังอเมริกาแน่นอน ขณะที่กำลังยืนงงต่อเหตุการณ์เช่นนี้อยู่นั้น ตำรวจสองคนพร้อมด้วยอาวุธครบมือก็ข้ามถนนมา และยืนขนาบตัวพร้อมทั้งเชิญตัวเขาเข้าไปในที่ทำการตำรวจสันติบาลในข้อหาที่ว่า “ทำโจรกรรม” เขาหนีญี่ปุ่นมานี่หรือ เปล่า เขาลาออกมา และด้วยความยินดีของนายทหารญี่ปุ่นที่เหยียดหยามเขาเสียอีก แต่ทำไมถึงถูกกล่าวหาว่าทำโจรกรรมเล่า เขาเดินตามตำรวจเข้าไปในที่ทำการตำรวจสันติบาลอย่างเลื่อนลอย โทษของการทำโจรกรรมถึงประหารชีวิต นี่ เราทำบาปอะไรไว้หนอถึงได้ถูกกล่าวหาอย่างแรงเช่นนี้ แต่แล้วเมื่อย่างเข้าไปในห้องที่ทำการได้พบเพื่อนเก่าคนนั้นยืนยิ้มอยู่ พร้อมกันนั้นเขาก็ยื่นมือออกมาทั้งสองจับมือกันอย่างแน่น มิตรภาพเก่าๆ กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งและเมื่อทราบว่าจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนี้เพราะแอบหลบหนีเข้ามาภายในประเทศ และเมื่อเพื่อนคนนั้น.......................และออกมาจากงานสร้างสะพานของญี่ปุ่น เขาจึงถูกนำตัวเข้าไปพักผ่อนยังห้องส่วนตัวของเพื่อนคนนั้น ในที่สุดก็ทราบความจริงว่า เพื่อนคนนั้นเป็นเสรีไทยกำลังทำการกู้ชาติไทยให้พ้นจากแอกญี่ปุ่นอยู่ ด้วยความรักชาติอย่างแรงกล้า และเจ็บช้ำน้ำใจในการที่ถูกญี่ปุ่นเหยียดหยาม เขารับปากว่าจะร่วมงานด้วยทันที เขาดำเนินงานขั้นแรกทันที แผนที่สะพานที่เขาควบคุมการก่อสร้างถูกนำมาเปิดเผยจนหมดสิ้น และแถมยังนำเอาแผนที่ตั้งสะพานรถไฟสายมรณะมาให้เสียด้วย ซึ่งจาการกระทำอันนี้เป็นเหตุให้สัมพันธมิตรนำเครื่องบินมาโจมตีสะพานหลายแห่งในทางรถไฟสายมรณะสำเร็จ และก่อนที่เขาจะได้ร่วมดำเนินงานกู้ชาติต่อไปอีก นายตำรวจผู้หนึ่งซึ่งหลงใหลใฝ่ฝันในภรรยาของเขาก็หักหลังเขาด้วยการนำข้อความที่เขากู้ชาตินี้ไปบอกแก่สารวัตรทหารญี่ปุ่นโดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย และชักช้าของงานกู้ชาติเลย เขาต้องเผ่นหนีไปอีกโดยชื่อยังไม่ได้เข้าร่วมขบวนเสรีไทยอันมีเกียรติญี่ปุ่นตามล่าตัวเขาเป็นการใหญ่ เขาซอกซอนหนีไปกับเพื่อนคนหนึ่ง จากภาคกลางตรงแน่วไปอีสาน และก่อนที่จะข้ามฟากไปที่อินโดจีน เขาก็ล้มเจ็บเป็นมาเลเรียขึ้นสมอง ได้เพื่อนคนนั้นเยียวยาจนหายสนิท และก่อนที่จะหลบหนีไปได้ทัน เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยก็คุมตัวเขาส่งให้กับกองทหารญี่ปุ่น เขาทอดอาลัยตายอยากกับชีวิตซึ่งกำลังจะถูกทรมานอยู่ในป่าไม่ช้านี้ และเพื่อให้สาสมกับการกระทำของเขาต่อกองทัพพระมหาจักรพรรดิ นายพันเอกทหารญี่ปุ่นพร้อมด้วยนายสิบหนึ่งควบคุมตัวเขาไปที่ค่ายกาญจนบุรีและพาตัวลงเรือ ปอมๆ ไปเพื่อชี้สถานที่ที่เขาทำโจรกรรม ซึ่งเขาไม่ทราบว่าอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใดในแม่น้ำกาญจนบุรีนี้ เรือเคลื่อนไปบนกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากธรรมชาติสองข้างทางช่างงดงามไม่รู้จืดตาเลย แต่ในดวงใจมีแต่ความหวาดกลัวว่าจะถูกฆ่าเมื่อไหร่ก็มิทราบได้ และในคืนวันหนึ่ง เหนือลำน้ำแควน้อยใต้น้ำโจนไทรโยกลงมา โอกาสเป็นของเขา ขณะที่นอนพักกันอยู่ทหารญี่ปุ่นทั้งสองขาดความระวังพอสมควร เขาก็จู่เข้าแย่งมีดดาบซามูไรจากนายทหารผู้นั้น และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็เริ่มขึ้น ฉับแรกของซามูไรฟาดลงไปบนแขนขวาของนายทหารผู้นั้น แขนที่กำลังควักปืนสั้นที่เอวขาดออกไป และอีกฉับหนึ่งที่บั่นลงไปบนอกของพลทหารผู้นั้น เขาก็เป็นไทแก่ตัวแล้ว เขาถ่วงทหารญี่ปุ่นทั้งสองลงตรงวังน้ำลึกนั่นเอง พอรุ่งสางเขาก็พาเรือล่องกลับกาญจนบุรี และก่อนจะถึงที่หมายพอดีประจวบกับทหารของพระจักรพรรดิยอมแพ้แก่สัมพันธมิตร เรือลำนั้นจึงตกเป็นสมบัติของเขา และด้วยเรือลำเดียวนี้เอง เขาสร้างฐานะขึ้นมาจากเรือลำเดียวเป็นสามลำ และเมื่อเห็นว่าแร่วุลแฟรมราคาสูง เขาก็ขายเรือขึ้นไปทำเหมืองแร่อยู่ที่บิล๊อก และที่นี่เองเขาก็ได้พบกับภรรยาคนปัจจุบันนี้ของเขา และเพราะภรรยา และลูกที่กำเนิด ณ แควน้อยนี่เองทำให้เขาต้องตั้งรกรากอยู่ที่ไทรโยค โดยล่าทัพจากการทำเหมืองแร่มาตั้งแพทำป่าไม้บริเวณน้ำโจนไทรโยค เรื่องของเขายังไม่จบ แต่ว่าเราต้องจากกันไปเสียก่อนที่จะได้ฟังเรื่องราวต่อไปอีก ไม่มีใครที่ไปเที่ยวไทรโยคแล้วจะไม่รู้จักคุณชาญ และคุณสังวาลย์ ศิริพงษ์ ไม่มีกะเหรี่ยงคนไหนอาศัยอยู่ตั้งแต่หาดงิ้วขึ้นไปจนถึงนิเถะจะไม่รู้จัก คุณชาญ ศิริพงษ์ “วีระบุรุษแห่ง     ลำน้อยแควน้อย”

                        เราขอลาจากไปก่อน ถ้าหากไม่มีธุระอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง เราคงจะได้มาพบกันอีก แต่การจากกันครั้งนี้ระหว่างเรา กับ “วีระบุรุษแห่งลำน้อยแควน้อย” อาจจะเป็นการจากกันชั่วนิรันดรหรือไม่ ไม่มีใครหยั่งรู้ได้

                        เสียงหวูดรถไฟเตือนเราให้ทราบว่า รถกำลังจะเข้ามาเทียบชานชาลาสถานีธนบุรีแล้ว ผู้เขียนตื่นจากภวังค์ อา เรากำลังจะเข้ามาผจญกับสังคมอันฟุ้งเฟ้อของนครหลวงไทยอีกแล้ว ทุกคนได้รับรสจากป่าดงพงพี ได้รับรู้เรื่องราวอันน่าสนใจของ “วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย” ได้รับรู้เรื่องราวความเสรีของชีวิตกะเหรี่ยงและที่สุดได้รู้ถึงจิตใจของเพื่อนทุกคนที่ร่วมเดินทางด้วยกัน คิดด้วยกัน ลำบากด้วยกัน และคงจะมีสักวันหนึ่งเป็นแน่ที่เราจะได้มาร่วมเที่ยวกันอีก แต่อย่าลืมเสียว่า “ในเมษายนนี้ เราจะเริ่มโครงการคอนติกิ ถ้าหากมีโอกาส” เราจำใจที่จะต้องแยกทางกัน ณ สถานีรถไฟธนบุรีนี้แล้ว นับวันแต่ว่า ชีวิตป่าดงพงพีจะห่างเราออกไปทุกที เรายังคงฝังใจจดจำอยู่กับชีวิตที่ช่างมีชีวาของการ “บุกป่าหน้าหนาว” คราวนี้อย่างแน่นอน หลับตาลงแล้วนึกเสียว่ามันเป็นความฝันที่สนุกๆ ซึ่งผ่านไปแล้วก็แล้วกัน

 

 

 

บทส่งท้าย

 

            นายแพทย์บุญส่ง  เลขะกุล ได้เขียนข้อความตอนหนึ่งไว้ในหนังสือ “ล่ากะทิง” ว่า

                                                ABSOLUTE FREEDOM

                                           “โลกอันกว้างใหญ่นี้เป็นของข้า”

            ในป่าใหญ่นี้ เรามีสิทธิ เสรีภาพอย่างสมบูรณ์ เราจะคิดอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ ด่าใครๆก็ได้

            ในป่าใหญ่ของเรานี้ เราไม่ถูกบีบคั้นด้วยกรอบแห่งจารีตประเพณี เราไม่ถูกจำกัดเขตให้คิด เราไม่ถูกจำกัดเขตให้พูด เราไม่ถูกรบกวนด้วยคอรัปชั่นต่างๆ เราไม่ถูกรบกวนด้วยการเมือง เรานอนตาหลับสนิท เราไม่ถูกรบกวนด้วยความกลัวเกรงอิทธิพลหรือความผันผวนใดๆ

            “Absolute Freedom” นี่แหละเป็นยอดแห่งความปรารถนาของนักนิยมไพร เมื่อเรามีอิสระสมบูรณ์ เราก็รู้สึกจิตใจเป็นสุข ความสุข ความเบิกบานใจอันแท้จริงที่เรารู้สึก เมื่อเรามีอิสรภาพอย่างแท้จริง เช่นนี้เรามักพูดกันว่า “As happy as a king”

            ท่านผู้อ่านที่รัก แต่ละคนที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันคราวนี้ ไม่มีใครทราบว่า ในส่วนลึกของดวงใจแต่ละบุคคลนั้นจะชอบป่าแค่ไหน แต่จากบันทึกและจากคำพูดที่ผู้เรียบเรียงจดจำเอาไว้บ่งให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเที่ยวป่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่ง

            ฉลอง แพ่งสภา ให้ความเห็นว่า

                        “ชีวิตเราเห็นจะหนีป่าไม่พ้น ทุกคราวที่จะได้เข้าป่าดูรู้สึกคึกคักและมีชีวิตชีวาเหลือเกิน ป่ามีสิ่งที่น่าพิสมัยอยู่อย่างเร้นลับ วิญญาณป่ามักจะเรียกร้องให้เรากลับไปเสมอ”

            ... ทวีธวัช ศรีธวัช ให้ความเห็นว่า

                        “ใครจะว่าเรากลับไปสู่สัญชาตญาณเดิมของบรรพบุรุษก็ตาม เราไม่ขอต่อล้อต่อเถียงในกรณีนี้ บรรพบุรุษของท่านเล่าไม่เคยอยู่ป่ามาก่อนหรอกหรือ คนโง่ๆ เท่านั้นที่จมตัวอยู่ในเมือง ลูกผู้ชายที่แท้จริงแล้วต้องลองมาลำบากกันเสียบ้าง ไม่งั้นชีวิตมันจะสบายเกินไป”

            ... สุรธวัช ศรีธวัช เขียนไว้ในบันทึกของเราว่า

                        “เราเดินมาตามทางรถไฟเจ็บเท้ามาก เพราะความไม่เคยชินและเท้าต้องใส่เกือกยาง นิ้วเท้าจึงออกกำลังมากเกินไป..........พวกกะเหรี่ยงมีอาชีพของเขาคือ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดำรงชีวิตอยู่.......ตอนค่ำ เรานอนหลับอย่างสบายถึงแม้ว่าอากาศหนาวมากอยู่ก็ตาม.................ข้าพเจ้าได้ร่วมรับอาหารกับครอบครัวของลุงดาคี อาหารแม้จะไม่วิเศษวิโสกินเพียง ข้าวกับนกย่างจิ้มน้ำปลา อาหารแม้จะไม่มากกับข้าวพื้นๆ แต่เอร็ดอร่อยดี.............รู้สึกว่าทุกคนสุขกายสบายใจดีเขาคงพอใจในความเป็นอยู่ของเขา........ขณะที่รับอาหาร ลุงดาคีถามเราว่า กรุงเทพฯมีขโมยไหม เป็นของแน่นอน พูดให้ง่ายกรุงเทพฯน่ะร้ายกว่าที่นี่เพราะการขโมยทำได้แนบเนียน และกอบเอาอย่างหมดเนื้อหมดตัวเลยทีเดียว........การสุขาภิบาลไม่ค่อยดี แน่ละความเจริญยังไม่ได้ผ่านเข้ามา แต่ธรรมชาตินั่นเองเป็นเครื่องช่วยให้พวกเขาดีโดยไม่ต้องกินยา ไม่ต้องรักษาเพราะไม่มีโรคที่จะเป็นนอกจาก ไข้ป่า.......ข้าพเจ้าท้องเสียตลอดคืนจึงเดินลำบาก ถึงตอนเช้าก็ไม่หยุด ซึ่งลำบากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคนอื่นจึงรับภาระในการหาบหามข้าวของของข้าพเจ้า.........”

            สมชาย ถิรธรรม ให้ความเห็นว่า

                        “การเที่ยวป่าเป็นเรื่องของคนที่มีจิตใจดี ใครใจร้อนวู่วามเต็มไปด้วยโมหะโทสะ ถูกแหย่นิดกระเซ้าหน่อยเป็นไม่ได้ ละก็เป็นไปป่าไม่ได้แน่”

            ประกฤต สิงหสุวิช ไม่ได้ให้ความเห็นอะไรไว้ ได้แต่เพียงพูดกับพวกที่กลับมาจากป่า และไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๕ ด้วยกันว่า

            “กัปตันหลอง พี่แอ๊ด ถ้าเราหลงกันในงานละก็ นัดพบพี่ที่ห้วยก้างย่างเวลาสองยาม อย่าลืมนะ”

            จุฬา สิงหสุวิช ให้ความเห็นว่า

                        “แดงไม่รู้ว่า ที่ตรงไหน เป็นตำบลอะไรในป่าไทรโยค แดงรู้จักแต่น้ำตกไทรโยค และเขาพังเท่านั้น แดงยังเด็กเกินไปนักที่จะให้ความเห็นว่า ชีวิตในป่านั้นน่าอยู่เพียงไร แดงได้แต่เพียงขอให้บอกบ้างก็แล้วกันว่า จะไปป่ากันอีกเมื่อไหร่ แดงจะไปด้วย”

            เอกวิทย์ ณ ถลาง บันทึกท้ายไดอารี่ของเขาว่า

                        การเที่ยวป่าไม้ไทรโยคครั้งนี้ แม้ว่าจะมีหลายอย่างบกพร่อง เช่น ไม่ได้ยิงสัตว์เลย พลาดรถ พลาดเรือ อาหารไม่พอกิน อากาศหนาวจัด เจ็บเท้า ฯลฯ แต่เราก็ได้รับรสชาติแห่งการผจญภัยไม่น้อยเลย ความสุขของเราที่ยอมรับกันว่า วิเศษที่สุดก็คือ วินาทีที่ได้ปลดสัมภาระออกจากบ่าลงนั่งพักริมทาง และวินาทีที่เอาอาหารคำแรกเข้าปาก แม้ว่า เราจะกินไม่อิ่ม อาหารจำเจ ซ้ำซาก แต่ทุกคนก็พอใจ และกินอย่างมี  appetite ดี

                        เราได้มีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับภูมิประเทศแห่งนี้มากขึ้นรู้จัก technique ต่างๆในการเดินป่า รู้จักใช้อาวุธปืน และรู้จักช่วยตัวเองในคราวจำเป็น และประการสุดท้ายได้เข้าใจใน spirit ของเพื่อนร่วมเดินทางว่า ใครมีจิตใจเป็นอย่างไร

 

 

 

 

เรื่องราวทั่วๆ ไปของป่านี้

 

                        ป่าไทรโยคนี้มีบริเวณกว้างใหญ่มาก เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมที่สุดของเมืองไทย ผู้คนเบาบางมาก ป่าบางตอนที่มีต้นไม้ใหญ่และดงไผ่ เป็นป่าสงวนของกรมป่าไม้ ทางการมีโครงการที่จะสร้างสวนสัตว์ ทำเป็นป่าไม้สักเนื้อที่ ๑๐ ตารางกิโลเมตร แต่เห็นจะอีกหลายปีกว่าจะสำเร็จ การรถไฟกำลังสร้างทางให้ถึง ท่าขนุนภายใน ๑๐ ปี เท่านี่เป็นอยู่ขณะนี้ รถวิ่งได้ถึงสถานี น้ำตก (เขาพัง) ต่อจากนั้น ทางขาด ป่ารกปกคลุม จนใช้การไม่ได้เลย

                        น้ำตกในป่าแถบนี้ไม่ใหญ่โตนัก ส่วนมากเป็นทางน้ำไหลผ่านหน้าผาชันลงสู่แม่น้ำแควน้อยทีเดียว ไม่มีแอ่งน้ำเหมือนน้ำตกที่อื่นๆ ที่นับว่าใหญ่ และมีแอ่งน้ำบ้างก็มีไทรโยคแห่งเดียว

                        ใกล้ๆไทรโยคเป็นป่าเล็ก เรียก “ถ้ำแก้ว” มีไก่ป่าและนกยูงชุม เราไปคราวนี้ไม่เห็นสักตัวเดียวเพราะเราไม่ได้เข้าไปลึก อีกทั้งคนมาอยู่ในบริเวณนี้มากขึ้น เสียงเรือ เสียงคนทำให้สัตว์ตกใจ หนีไปอยู่ไกลๆ ได้

                        ตลอดลำน้ำนี้มีปลาชุกชุมมาก ตัวโตๆ เช่น ปลาตะเพียน ปลาเค้า และปลาแรด แต่จับกันไม่ค่อยได้ เพราะปลาพวกนี้ฉลาดมากรู้จักหลบหลีกอันตราย ไม่กินเบ็ดเลย มีวิธีเดียวที่จะจับมันได้คือ ระเบิดน้ำ เขาเคยจับได้คราวละมากๆ โดยเฉพาะหน้าร้อน

                        ป่านี้ได้กลืนกินชีวิตของทหารสัมพันธมิตรที่เป็นเชลยญี่ปุ่นเอามาสร้างทางรถไฟเสียเป็นจำนวนพันจำนวนหมื่น มีผู้อุปมาว่าไม้หมอนรถไฟ ๑ ท่อน ต่อ ๑ ชีวิต ที่กาญจนบุรีมีสุสานใหญ่ บรรจุกระดูกของทหารเหล่านี้ และระหว่างทาง เขาพังถึงถ้ำผี (พุเตย) เราพบหลุมฝังศพของทหารแขกมากมาย

 

                        ในสมัยสงครามญี่ปุ่นระดมสร้างทางรถไฟสายนี้อย่างรีบด่วน ไทรโยคเป็นชุมทางใหญ่ มีค่ายทหารเรียงรายหลายกองพัน นอกจากนั้นยังมีสนามเพลาะ รางหลีกเท่าที่เราพบซากมี ๖ รางด้วยกัน คนแถวนี้เล่าฟังว่าญี่ปุ่นมีที่ซ่อนอาวุธ และรถตู้ไว้ในป่าลึกไม่มีใครค้นพบเพราะมันทำลายทางหมด บ้างก็บอกว่า เอาอาวุธซ่อนไว้ใต้น้ำหลายแห่ง

                        นอกจากหลุมฝังศพแล้ว คนแถบนี้ยังเล่าว่า ตลอดสมัยสงคราม ศพทหาร ทั้งแขก ฝรั่ง ถูกญี่ปุ่นทิ้งให้ลอยเหม็นเน่าเต็มไปทั้งลำน้ำ ที่ล้มตายเป็นอาหารสัตว์ป่าก็มีมาก

                        แม้ว่าเราจะได้พบอนุสรณ์แห่งความโหดร้ายอำมหิตของญี่ปุ่น พร้อมกับสมรรถภาพยอดเยี่ยมในการรบ เราก็ยังทราบว่าทหารญี่ปุ่นที่มีจิตใจประณีตรักธรรมชาติ และศิลปะก็มี เช่น สร้างทางรถไฟเลียบน้ำตกเขาพัง สร้างค่ายพักอย่างงดงาม หากล้วยไม้ป่างามๆ มาประดับ สิ่งที่น่าประหลาดอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อตอนล่องเรือกลับเราเห็นรางรถที่สร้างข้ามเหวโดยไม่ต้องมีไม้หมอน สามารถทานน้ำหนักรถได้ตามหลักคำนวณทาง ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าขบวนรถจะผ่านไปได้

 

                        บันทึกเรื่องนี้ไปเที่ยวป่าสำหรับตอนนี้สมบูรณ์และสุดสิ้นเพียงเท่านี้

 

 

เรื่องราวของความเอื้อเฟื้อที่เราจะต้องขอบพระคุณ

 

                        คุณชาญ และคุณสังวาลย์ ศิริพงษ์ ให้ที่พักและอาหาร ที่น้ำโจนไทรโยคใหญ่

                        คุณจรัส ภักดี ส... วังโพธิ์ ให้ที่พักที่วังโพธิ์

                        คุณอรสุภา สิงหสุวิช ให้เครื่องเวชภัณฑ์บางอย่างโดยไม่คิดมูลค่า

                        คุณสุจินต์ ยืนยง แห่งร้านขายปืนยิ่งยง จำหน่ายกระสุนปืนลูกซอง .๔๑๐ ให้ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมากเป็นพิเศษ

                        คุณวิรัตน์ วิทยพานิช แห่งบริษัท นิวฟาร์อีสเตอร์นราดิโอ จำกัด จำหน่ายลูกกระสุนปืนลูกกรด .๒๒ ให้ในราคาถูกเป็นพิเศษ

                        กะเหรี่ยงที่หนองบอน และหาดงิ้วทุกคนให้ที่พัก อาหาร และนำบุกป่าล่าสัตว์

            ทั้งหมดนี้ขอได้รับความขอบพระคุณจากพวกเราทั้งเจ็ดคนด้วย

 

                                    ธันวาคม   ๒๔๙๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปิดเล่ม

 

                        เป็นความอืดอาดของข้าพเจ้าเองที่ทำให้ “บุกป่าหน้าหนาว” ต้องล่าช้ามาจนถึงวันที่สำเร็จจนบทสุดท้ายนี้ เมื่อข้าพเจ้าเขียนมาถึงปลายตอนที่เจ็ด เหตุการณ์ผันผวนของชีวิตได้พาให้ข้าพเจ้าห่างไกลไปจากบันทึกเล่มนี้ชั่วคราว ชั่วคราวของข้าพเจ้ากินเวลานานถึง ๑๘ เดือน จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานที่ได้ไปด้วย เบื่อที่จะรออ่าน ต่างคนต่างก็พยายามลืมบันทึกนี้เสียเกือบหมดแล้ว

                        แต่...........ชีวิตได้ระหกระเหินกลับมายังบ้านที่อบอุ่นอีกครั้งหนึ่งและด้วยแรงดลใจของวิญญาณป่า และความรับผิดชอบในการจัดทำบันทึกนี้ ทำให้ข้าพเจ้าจับปากกา ค้นหาสมุดต้นฉบับมาเขียนต่อ พยายามอย่างที่สุด จนกระทั่ง “ปิดเล่ม” กันจนได้แล้ว

                        ข้าพเจ้าเสียดายที่ “โครงการคอน-ติกิ” ต้องพลาดลงไปอย่างไม่เป็นท่า เริ่มด้วย กัปตันหลอง ต้องถูกเรียกตัวไปรับราชการทหาร คุณชาญ ศิริพงษ์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องย้ายครอบครัวไปอยู่แม่สอดโดยกะทันหัน พรรควกหลายต่อหลายคนผิดหวังอย่างมากที่ไม่ได้ท่องเที่ยวตาม “โครงการคอน-ติกิ” นี้เป็นแต่เรื่องที่ช่วยอะไรกันไม่ได้เลย พรุ่งนี้จะมีอะไรมาใหม่ และจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรากะไว้ได้แค่ไหนไม่มีใครเดาได้หรอก

                        ก่อนที่จะเปิดเล่มกันจริงๆ ข้าพเจ้าต้องขอโทษต่อคุณชาญ ศิริพงษ์ด้วย ที่บังอาจนำเอาเรื่องส่วนตัวของคุณมาเขียนตีแผ่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ ที่เราจำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็เพราะเราทุกคนได้พร้อมใจกันยกให้คุณชาญเป็น “วีระบุรุษแห่งลำน้ำแควน้อย” ตามความนิยม นับถือด้วยใจจริงของพวกเรา ในเมื่อทุกคนอยากทราบเรื่องราวประกอบคำ “วีระบุรุษ” ข้าพเจ้าจึงจำเป็นที่จะต้องยกเอาเรื่องของคุณมาเขียนขึ้น และข้าพเจ้ายอมก้มหัวน้อมรับคำด่าว่าทุกประการ ในการที่ได้บังอาจเกินไปนี้ด้วย

                        แด่เพื่อนรักทุกคนทีอ่านหนังสือนี้ ขอได้โปรดทราบด้วยว่า หนังสือเล่มนี้มีเล่มเดียว และไม่สามารถจะเอาเงินมาเที่ยวซื้อได้ พลังจากดวงใจ พลังงานจากร่างกายและจากสมอง หยาดเหงื่อ และความทรมานของเพื่อนทั้งหกคน รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย สิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่กลั่นกรองออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ขอได้โปรดกรุณาอย่าทำลายมันทีละเล็กละน้อยด้วยการอ่านแบบ ทิ้งๆ ขว้างๆ และอย่าพยายามที่ทึกทักเอาว่า หนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติส่วนตัวของท่านเป็นอันขาด

                        ปิดเล่มกันเสียที และคราวหน้า ข้าพเจ้าขอพบกับเพื่อนทุกคนที่ชอบหนังสือชุดนี้ด้วย “แลชูทูเชา” “ขบวนม้าต่างจากหล่มเก่า” “สู่เพชรบูรณ์ เมืองภูเขา” “ลำทรายเศร้า” “จากเขาพระวิหารถึงภูกระดึง” ตามลำดับในเวลาอันสมควร

 

                                                            ขอได้รับความปรารถนาดีจากข้าพเจ้า

                                                                        ... ทวีธวัช  ศรีธวัช

                                                                                    ผู้จัดทำ

                                                            ๑๖.๐๑ น.  ๒๗  กรกฎาคม  ๒๔๙๗