|
สำหรับผมแล้วการเดินทางมาครั้งนี้สุดแสนจะคุ้มค่ากับการเดินทางที่แสนจะยาวนานด้วยรถทัวร์ 14 ชั่วโมงจากขนส่งสายใต้ไปยังจังหวัดสตูลและนั่งโคลงเคลงบนเรือจากท่าเรือปากบาราไปยังหาดแหลมสน
บนเกาะอาดังอีก กว่า 4 ชั่วโมง ไม่ว่าจะความงดงามของปะการังน้ำตื้นที่เกาะยาง ความเงามันแวววาว ของหาดหินบนเกาะหินงาม ความเงียบสงบของหาดสวยบนเกาะราวี และความสมบรูณ์ของผืนป่าบน
เกาะอาดังและเกาะราวีซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่นกเงือกกรามช้างออกมาบินทักทายเราถึงบริเวณที่พวกเรา กางเต๊นท์และผูกเปลนอนทุกเช้า
แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติและความสนุกสนานตลอด 5 วัน 4 คืนแล้ว พวก เราก็ต้องรีบขึ้นเรือออกจากเกาะอาดังกันตั้งแต่เช้า เพื่อให้กลับมาให้ถึงท่ารถบขส.อำเภอละงูก่อนบ่าย 2
โมง การเดินทางขากลับนั้นไม่ได้สนุกสนานเหมือนขามาเท่าไร ข่าวพายุเข้าทะเลอันดามันจนทำให้นัก ท่องเที่ยวต้องติดเกาะที่สิมิรันที่มาถึงหูพวกเราเมื่อวานทำให้พวกเราไม่ค่อยรู้สึกสบายใจเท่าไร แถมท้าย
ด้วยเรือ"วรวิทย์ 3" ที่ทำหน้าที่รับใช้พวกเราตระเวนเที่ยวตลอด 5 วัน ก็เกิดอาการพยศท่อไอเสียและท่อ สูบน้ำแตก ต้องจอดซ่อมอยู่กลางทะเล หลังจากผ่านเกาะไข่ มาได้ไม่นาน ทำให้พวกเราส่วนใหญ่สลบ ไสลจากอาการเมาเรือ
"คลื่นแรงจังเลยนะครับ" ผมยืนอยู่บนลังน้ำแข็งท้ายเรือคุยกับพี่ วิทย์ เจ้าของเรือ ซึ่งนั่งอยู่บนหลังคาเรือ ในระหว่างที่ผมกำลังพันแผลที่นิ้วชี้ของพี่วิทย์ อันเนื่องมาจากการซ่อมท่อสูบน้ำของเรือ
"วันนี้ยังไม่แรงเท่าไหร่หรอกครับ เมื่อวานคลื่นแรงกว่านี้อีก ขนาดเรือยางที่ออกจากหาดมารับคนจากเรือ ใหญ่ โดนคลื่นม้วนคว่ำไปเลย" พี่วิทย์ตอบกลับด้วยสำเนียงชาวเลใต้
"เมื่อวานเรือเที่ยวที่มาส่งคนที่เกาะตะรุเตา ต้องอ้อมไปจอดหลังเกาะแล้วให้คนนั่งรถต่ออีกทอดหนึ่ง" พี่ วิทย์กล่าวต่อ
"แล้ววันนี้เรือเราจะมีปัญหาไหมครับ เพราะได้ข่าวว่าพายุกำลังจะมา" ผมถามพี่วิทย์ เนื่องจากข่าวพายุ เข้าฝั่งทะเลด้านอันดามันตั้งแต่เมื่อวาน
"คลื่นแค่นี้สบายมากครับ ถ้ารู้จักวิธีถือหางเสือแล้ว เรือไม่ล่มหรอกครับ อย่างตอนที่เครื่องเรือเสียเราต้อง รู้จักหันหัวเรือไม่ให้ไปขวางคลื่น ข้อสำคัญคือคนที่นั่งบนเรือต้องไม่ตกใจเวลาเรือโคลง ถ้าเกิดกรูกันไปอยู่
ที่กราบเรือข้างใดข้างหนึ่ง เรือก็จะเอียงและล่ม" พี่วิทย์ตอบด้วยแววตาและน้ำเสียงที่มั่นใจ ทำให้ความ กังวลที่อยู่ในใจผมเกี่ยวกับสภาพคลื่นลมหมดไป
.
พี่วิทย์ขอตัวไปถือหางเสือเรือต่อหลังจากที่ผมพันแผลให้เสร็จ ทิ้งให้ผมนั่งครุ่นคิดถึงคำพูดของพี่วิทย์ และพยายามเปรียบเปรยกับสัจธรรมของชีวิตไปตามประสาคนที่คงอยู่ในอายุและสภาพที่เริ่มพยายาม
จะหาคำตอบให้กับตัวเองว่าชีวิตคืออะไร คำพูดของพี่วิทย์ทำให้ผมนึกถึงท่อนหนึ่งของอาขยานที่ผมท่อง ในสมัยเด็กว่า "
สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
" สติคือหางเสือของนาวาชีวิต ส่วนกำลังกาย
และความตั้งใจของเราคงเหมือนเครื่องยนต์ที่ผลักดันให้เราสามารถฝ่าฟันกับคลื่นลมแห่งอุปสรรคปัญหา ของชีวิต ในยามที่เราหมดแรงหมดกำลังใจกับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ชีวิตเราก็คงจะลอยเท้งเต้งอยู่กลาง
คลื่นลมและเดินทางนั้นก็คงไม่ถึงจุดหมายที่ต้องการ แต่เมื่อไรก็ตามที่เรายังมีสติอยู่เราก็สามารถประคอง ไม่ได้ทำให้นาวาชีวิตของเราล่มลงได้ แต่ถ้าเราขาดสติเมื่อไร ถึงแม้ยังจะมีกำลังกายและความตั้งใจที่จะ
ฝ่าฟันอุปสรรคชีวิตมากเพียงใด เราอาจจะแล่นเรือชีวิตขวางคลื่นและล่มลงได้
.
ความคิดผมล่องลอยไปอยู่นานเท่าไรก็ไม่แน่ใจ เมื่อสังเกตุรอบตัวอีกครั้งเรือได้ผ่านคลื่นลมหน้าเกาะตะรุ
เตามาโดยสวัสดิภาพ ตอนนี้คลื่นลมสงบและการเดินทางของเรือ"วรวิทย์ 3" ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว แต่ สำหรับจุดหมาย,ระยะทาง,และสภาพคลื่นลมของเส้นทางเรือชีวิตของผมนั้นผมไม่อาจจะรู้ได้ ผมคงได้
แต่สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะถือท้ายเรือลำนี้อย่างมีสติเสมอ
"จะไว้ใจสิ่งใดก็ไว้เถิด แต่อย่าเกิดไว้ใจในสิ่งห้า หนึ่งอย่าไว้ใจ ทะเลทุกเวลา...."
|