Home

ทุ่งใหญ่ : การเดินทางและที่หมาย
ทุ่งใหญ่นเรศวร
การเดินทาง
ชีวิตป่า
สวรรค์บนดิน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ขณะนั้นเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าผมและเพื่อนๆกำลังเดินตามหลังซ่าโถไปตามขอบตลิ่งของห้วยแห้ง เรา
อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่กะสะไม่มากนัก

"กระทินเจ๊ะ"เสียงซ่าโถไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบสักเท่าใด ผมเงยหน้าขึ้นอย่างงงๆแล้วมองตามซ่าโถ
ไปที่กอไผ่ทางซ้ายมือ

ในระยะไม่เกินสิบเมตรจากจุดที่เรายืนอยู่กระทิงขนาดโตเต็มที่ตัวหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้เราอยู่ในกอ
ไผ่ริมห้วยแห้ง

ขณะเดียวกับที่ผมหันไปมอง กระทิงตัวนั้นก็หันหลังกลับมาทางที่เรายืนอยู่ เสียงมันชนต้นไผ่ดังโครม
คราม ในระยะไม่กี่ก้าวตอนนั้นผมสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนหัวของกระทิงตัวนั้นต้องสูงไม่
ต่ำกว่าสองเมตร

"หนีเร็ว...  กระทินเจ๊ะ"ซ่าโถร้องเตือนมาอีกครั้งเพราะเห็นพวกเรายืนนิ่ง


ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปเดินป่าในทุ่งใหญ่นเรศวรมาแล้วสองครั้ง ผมประทับใจกับความหลากหลายและ
ความสมบูรณ์ที่ประกอบกันให้ทุ่งใหญ่เป็นผืนป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมได้ผ่านพบมา หลายๆครั้งผมก็
อดไม่ได้ที่จะพร่ำรำพึงถึงป่าทุ่งใหญ่ฯกับเพื่อนๆที่ยังไม่เคยได้มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส

แต่เมื่อเขาเหล่านั้นเริ่มบอกกับผมว่าอยากจะขอเข้าไปด้วยสักครั้ง ผมก็เริ่มจะลังเล

ทุ่งใหญ่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทสวยงาม ไม่มีน้ำตกไม่มีจุดชมวิวให้ดูพระ
อาทิตย์หรือทะเลหมอก ผมไม่แน่ใจว่าในสายตาของผู้อื่นแล้วทุ่งใหญ่จะมีอะไรอย่างที่เขาคาดหวังหรือ
ไม่


ผมตื่นลืมตาขึ้น ถุงนอนที่ผมนอนอยู่เย็นเฉียบทั้งยังเปียกและเต็มไปด้วยน้ำค้าง นาฬิกาข้อมือของผม
บอกเวลาหกนาฬิกาเศษและอุณหภูมิสิบองศา ทั้งๆที่เป็นกลางเดือนเมษายนที่กรุงเทพฯกำลังร้อนระอุ
อุณหภูมิกลางป่าใหญ่ยังคงหนาวเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ

ยามเช้าที่ทินวย หมอกลงจางๆอุณหภูมิ 10 ํC

ไม่น่าเชื่อว่าเป็นกลางเดือนเมษายน

การเดินทางที่ทุรกันดารยังเป็นปราการสำคัญที่ปกป้องทุ่งใหญ่จากการบุกรุก เราใช้เวลาเดินทางจากกรุง
เทพฯมาถึงด่านทินวยซึ่งเป็นปากทางเข้าสู่ทุ่งใหญ่ถึงแปดชั่วโมงเต็ม

การเดินทางในครั้งนี้มีด้วยกันทั้งหมดเกือบ20คน นำทีมโดยพี่หน่อยจากโครงการศึกษาธรรมชาติ
สมาชิกส่วนใหญ่เป็นหน้าเก่าๆที่คุ้นเคยกันมาจากการเดินป่าในครั้งก่อนๆ แต่ในจำนวนนี้ก็มี น้องๆคนที่
ทำงานอยู่ที่เดียวกับผมซึ่งขอสมัครมาด้วย ทั้งสามคนนี้ยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้
ชิดอย่างนี้มาก่อน ครั้งนี้เป็นการเดินป่าจริงๆครั้งแรกของพวกเขา ซึ่งก็ทำให้ผมมีกังวลกับการคาดหวัง
ของพวกเขาจากการเข้าป่าครั้งนี้อยู่พอสมควร

เมื่อรวมพลกันได้เราก็เริ่มออกเดินทางโดยรถกระบะสองคันอีกครั้ง หนึ่งทางดินลูกรังที่ถูกตัดขึ้นเพื่อ
บรรทุกแร่ออกจากเหมืองนำเราผ่านเข้าสู่ป่าลึกภูมิประเทศรอบๆ หน่วยทินวยเป็นลักษณะของป่าดิบชื้น
ต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นแน่นขนัดจนแสงแดดแทบจะส่องไปไม่ถึงพื้นดิน

ทางเส้นนั้นพาเราไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆป่ารอบข้างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะของป่าดิบเขา

เราเดินทางผ่านหน่วยทิคองไปยังหน่วยซ่งไท้และห้วยดงวี่ ในช่วงที่ผ่านทางห้วยดงวี่รถทั้ง2คันต้องลุย
น้ำไปตามลำห้วยกว่าร้อยเมตร ลำห้วยช่วงนั้นร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้ำลึกแค่ครึ่งแข้ง


จากห้วยดงวี่ทางก็เริ่มวกวนขึ้นเขาสูงชันอีกครั้ง พอพ้นจากเขาสูงชันลักษณะของป่าก็เริ่มเปลี่ยนไปอีก
ครั้ง ป่าในช่วงนี้เริ่มเป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้าในทุ่งมีต้นปรงและต้นเป้งขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไป
ต้นกระเจียวแทงยอดขึ้นมาออกดอกสีชมพูสดในบริเวณที่ไฟเพิ่งจะไหม้ไปเติมสีสันให้ดูสดชื่นขึ้นไม่น้อย

ความหลากหลายของทุ่งใหญ่ฯทำให้สัตว์ป่าสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ทุ่งหญ้าป่าโปร่งที่
หลายๆคนมองว่าเป็นป่าเสื่อมโทรมกลับเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ประเภทกินพืช ไฟป่าที่เกิดขึ้น
ในทุ่งหญ้าทุกปีก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะเมื่อเกิดไฟป่าขึ้นแล้วก็ทำให้หญ้าแทงยอดระบัด
ขึ้นมาเป็นอาหารให้สัตว์ป่าอีกครั้ง

มุมมองของสรรพสิ่งไม่ได้มีเพียงด้านเดียวมิใช่หรือ

ประมาณบ่ายโมงของวันนั้นเราก็มาถึงลำห้วยทิคาดี้ซึ่งจะเป็นจุดที่เราจะเริ่มเดินเท้ากัน รวมเวลาที่เรา
ใช้เดินทางด้วยรถยนต์ทั้งหมดราวๆ19ชั่วโมง!

เราเริ่มทยอยยกเป้ขึ้นบ่าและเดินตัดทุ่งหญ้าไปทางซ้ายมือของถนน


การเดินทางป่าครั้งนี้เรามีพี่ฤทัยเป็นผู้ดูแล พี่ฤทัยมีลูกน้องชาวกะเหรี่ยงอีกหลายคนที่ทำหน้าที่หาบหาม
สัมภาระส่วนกลางให้กับพวกเรา

หลังจากอาหารมื้อกลางวันที่เริ่มขึ้นเมื่อโมงเย็นแล้วพวกเราก็ได้พบสมาชิกสำคัญอีกคนหนึ่งในทีม เขา
ชื่อซ่าโถ

ซ่าโถเป็นชาวกะเหรี่ยงบ้านจะแกอายุประมาณ50ป ีนับได้ว่าซ่าโถเป็นชาวทุ่งใหญ่โดยกำเนิดทีเดียว
พื้นที่ๆเรากำลังจะเข้าไปนี้ไม่ค่อยจะมีผู้คนเหยียบย่างเข้าไปพักแต่ก็เปรียบเสมือนสวนหลังบ้านของซ่า
โถเอง ซ่าโถจะนำทางให้กับพวกเรา

พวกเราเริ่มแบกเป้ออกเดินทางกันอีกครั้งก็เมื่อเกือบห้าโมงเย็น เราเดินตัดผ่านทุ่งหญ้าที่เพิ่งจะถูกไฟ
ไหม้ไป

เพียงแค่การเดินทางสั้นๆเพียงไม่ถึงชั่วโมงเราก็มาถึงตอนหนึ่งของลำห้วยทิคาดี้ที่ไหลผ่านดงไม้ใหญ่
ลำห้วยมีน้ำลึกแค่เข่าแต่ก็ใสและเย็นเฉียบ

ที่พักแรมทาง บริเวณที่ห้วยทิคาดี้ไหลผ่านดงไม้หนาทึบ

สัมภาระถูกปลดวางกองไฟถูกก่อขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อหุงหาอาหารมื้อเย็น

ดูเหมือนการเดินทางอันยาวไกลจะสิ้นสุดลงสำหรับวันนี้

หลายครั้งระหว่างที่เดินป่าผมมักจะได้ยินคำถามว่า

"ถึงหรือยังครับ"

"อีกนานมั๊ยกว่าจะถึง"

สำหรับผมแล้วมันเป็นคำถามที่ยากที่จะตอบ

ผมจะบอกได้อย่างไรล่ะว่าเราได้มาถึงจุดหมายปลายทางแล้วหรือยัง เพราะว่าสำหรับผมแล้วการเดิน
ทางก็คือเป้าหมาย และการสิ้นสุดการเดินทางก็คือการเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่

ที่ห้วยทิคาดี้เราสิ้นสุดการเดินทางในวันนี้ แต่มันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในวันต่อไป ถึงแม้
ว่าการก้าวเดินจะหยุดลงแต่การเดินทางก็ยังดำเนินต่อไป

การเดินทางอย่างต่อเนื่องก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตมิใช่หรือ

ที่ย่อหน้านี้ผมจบตอนแรกของบันทึกการเดินทางในวารสารฉบับนี้ แต่ย่อหน้าต่อไปก็จะเป็นจุดเริ่มต้น
ของตอนที่สองในฉบับหน้าครับ

ตาเกิ้น

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com