Home

ทุ่งใหญ่ : แม่กะสะ สวรรค์บนดิน
ทุ่งใหญ่นเรศวร
การเดินทาง
ชีวิตป่า
สวรรค์บนดิน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ห้วยแม่กะสะ ใต้ร่มไม้

เราออกเดินจากแคมป์ที่ห้วยตีล่าแต่เช้า หลังจากเดินลัดเลาะมาตามห้วยได้ระยะหนึ่งเราก็เริ่มตัด
ขึ้นป่าสูงอีกครั้ง

กว่าสี่ชั่วโมงต่อมาเรามาพบกับลำห้วยสายใหม่ ซ่าโถออกผมว่า นี่แหละคือห้วยแม่กะสะ

ผมยังจำได้ติดตา ช่วงนั้นของลำห้วยค่อนข้างกว้างกว่าห้วยอื่นๆที่เราเคยพบในป่า ท้องห้วยเป็นหินที่
ลดหลั่นเล่นระดับปกคลุมไปด้วยเฟิร์นเขียวขจี น้ำใสเย็นไหลซอกซอนไปตามร่องหิน มันช่างเป็น
ภาพที่สวยงามจริงๆ

เราเดินกันมาตามลำห้วยแม่กะสะอีกไม่นานนักเราก็มาถึงบริเวณที่เราจะตั้งแคมป์

แคมป์ของเราที่ริมห้วยแม่กะสะให้ความรู้สึกปลอกโปร่งสบายกว่าทุกวันที่ผ่านมา ต่างจากแคมป์ที่
ห้วยตีล่ากลางป่าทึบ แคมป์วันนี้ตั้งอยู่ในป่าไผ่ที่ค่อนข้างโปร่ง พื้นที่ราบเรียบปกคลุมด้วยใบไผ่แห้ง

แคมป์ในป่าไผ่ริมห้วยแม่กะสะ

ซ่าโถ ขณะเตรียมอาหารมือเย็นกินกันอย่างง่ายๆ

คนเรามักจะมีความอ่อนไหวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างๆกันไป สำหรับผมนั้นยอมรับว่าผมอ่อนไหวต่อ
ลำห้วยน้ำใสในป่าทุกครั้งที่ได้พบเจอ ลำห้วยแม่กะสะตอนนี้ก็งามไม่แพ้ห้วยอื่นๆที่ผมเคยพบพานมา
เธอทอดยาวไประหว่างหมู่ไม้ใหญ่ร่มครึ้ม น้ำไหลเอื่อยๆอย่างสงบ เพียงเราเดินตามน้ำลงไปจาก
แคมป์ไม่ไกล เราก็พบลำห้วยที่น้ำไหลแรงขึ้นท่ามกลางโตรกหินและดงเฟิร์น และเราก็เลือกที่จะ
ฉลองวันสงกรานต์กันตรงนั้น

รอบตัวเราเต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติ น้ำไหลเซาะไปตามโขดหินที่กระจัดกระจายอยู่
กลางลำน้ำทำให้เกิดแอ่งน้ำเล็กๆหลายแอ่งที่ห้อมล้อมด้วยเฟิร์นก้านดำ ธรรมชาติได้จัดสวนสวรรค์
แห่งนี้ได้อย่างลงตัวมากกว่าที่นักจัดสวนคนไหนจะสามารถลอกเลียนได้

อีกครั้งหนึ่งที่เราได้พึ่งพาให้สายน้ำของทุ่งใหญ่ให้ทำหน้าที่ชะล้างตะกอนความกังวลกลัดกลุ้มที่ตก
ค้างมาจากในเมืองออกไปจากใจเราจนหมดสิ้น


วันนี้นับเป็นวันที่สี่แล้วที่เรามาอยู่ท่ามกลางพงไพร สี่วันอาจไม่ใช่เวลามากนักแต่มันก็เริ่มจะทำให้เรา
ชินกับชีวิตเรียบง่ายในป่า มันเพียงพอที่จะทำให้เราเริ่มคิดได้ว่าจริงๆแล้วการดำรงค์อยู่อย่างเป็นสุข
ของเรานั้นแท้จริงแล้วเราต้องการสิ่งต่างๆเพียงน้อยนิด เช่นอาหาร เราไม่จำเป็นต้องเสพอาหารราคา
แพงจำนวนมากมายเลย เพียงผักป่าสองสามกำมือน้ำพริกซักถ้วยกับข้าวสวยร้อนๆในยามที่จิตใจ
ปลอดโปร่งเช่นนี้ก็อิ่มอร่อยกันมาทุกมื้อ

ต่อมาคือเสื้อผ้า ความต้องการพื้นฐานคือแค่การห่อหุ้มร่างกาย แต่เหตุใดที่บ้านเราทุกคนกลับมีเสื้อผ้า
เต็มตู้ ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะเราคิดว่าคนอื่นจะมองจะคิดอย่างไรกับเราโดยตัดสินจากเสื้อผ้าที่เรา
สวมใส่มากกว่าสิ่งที่เราเป็น สี่วันมานี้เรามีเสื้อผ้ากันเพียงคนละสองสามชุด แต่ละคนขะมุกขะมอมแต่
หากว่าหลายวันมานี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้น รู้จักกันโดยที่ไม่ใช่เพียงเปลือกนอก

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงบ้านช่องใหญ่โตข้าวของเครื่องใช้รุงรังต่างๆ ที่นำความซับซ้อนมาสู่ชีวิตเรา
มากขึ้นทุกทีๆ

ชีวิตในป่าเริ่มสอนให้รู้ว่าเรามีชีวิตอย่างเป็นสุขได้โดยไม่ต้องมีสิ่งของที่เคยคิดว่าจำเป็นเหล่านี้เลย
ความเป็นอยู่อย่างง่ายๆโดยไม่ต้องครอบครองต่างหากที่จะนำมาซึ่งอิสรภาพทางจิตใจและความสุข
สงบมาสู่เรา

อาหารเย็นวันนั้นพวกเราก็เอร็ดอร่อยไปกับอาหารง่ายจากการเอื้อเฟื้อของธรรมชาติ เคล้าด้วยเสียง
ดนตรีกระเหรี่ยงขับกล่อมจาก เรนโบว์, ทูวา และเพื่อนๆกระเหรี่ยงคนอื่นๆ ด้วยความปลอดโปร่งของ
จิตใจท่ามกล่างบรรยากาศสวยงามของป่าดงทำให้ดอกกระเจียวปิ้งจิ้มน้ำพริกอร่อยกว่าอาหารบน
เหลาไหนๆที่เคยชิมมา จนกระทั่งข้าวหมดหม้อไม่รู้ตัว

ผมปิดฉากคืนนั้นลงอย่างง่ายโดยการนอนเปลฟังเสียงน้ำในห้วยแม่กะสะไหลริน ดุจดั่งดนตรีจาก
สวงสวรรค์ ..... นี่แหละสวรรค์บนดิน ..... ผมพูดกับตัวเองก่อนที่จะหลับไป


ขณะนั้นเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าผมและเพื่อนๆกำลังเดินตามหลังซ่าโถไปตามขอบตลิ่งของห้วยแห้ง
เราอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่กะสะไม่มากนัก

"กระทินเจ๊ะ" เสียงซ่าโถไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบสักเท่าใด ผมเงยหน้าขึ้นอย่างงงๆแล้วมอง
ตามซ่าโถไปที่กอไผ่ทางซ้ายมือ

"หนีเร็ว... กระทินเจ๊ะ"ซ่าโถร้องเตือนมาอีกครั้งเพราะเห็นพวกเรายืนนิ่ง

เสียงดังฟืดฟาดดังขึ้นในดงไผ่ข้างหน้า เมื่อผมเพ่งมองจึงได้เข้าใจถึงสิ่งที่ซ่าโถพยายามจะบอก

ในระยะไม่เกินสิบเมตรจากจุดที่เรายืนอยู่กระทิงขนาดโตเต็มที่ตัวหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้เราอยู่ในกอ
ไผ่ริมห้วยแห้ง

ขณะเดียวกับที่ผมมองเห็น กระทิงตัวนั้นก็หันหลังกลับมาทางที่เรายืนอยู่ เสียงมันชนต้นไผ่ดัง
โครมคราม ในระยะไม่กี่ก้าวตอนนั้นผมสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ผมบอกไม่ได้ว่ากระทิงตัว
นั้นใหญ่แค่ไหน แต่ในชั่วหลายวินาทีเราได้เผชิญหน้ากันผมรู้สึกว่าเขาตัวโตราวกับช้าง

ผมยังไม่หายงง ทำอะไรไม่ถูกนอกจากยกกล้องขึ้นถ่ายไปหนึ่งภาพโดยที่ไม่ได้ปรับตั้งอะไรทั้งสิ้น (น่า
เสียดายที่ภาพนี้เสียเพราะไม่มีโอกาสปรับแสงเลย) เมื่อหันมาทางที่ซ่าโถยืนอยู่ก็เห็นแต่เป้ของซ่าโถ
กลิ้งอยู่กับพื้น วินาทีนั้นเองที่ผมเริ่มได้สติ

ผมปลดเป้ออกจากไหล่แล้วออกวิ่งตามซ่าโถในขณะเดียวกับมีเสียงโครมครามจากกอไผ่อีกครั้งปนกับ
เสียงพี่ฤทัยที่ตะโกนบอกให้ทุกคนทิ้งของปีนขึ้นต้นไม้

ป่าบริเวณนั้นมีแต่ต้นไม้เล็กๆ ถ้ากระทิงเจ็บตัวนั้น ชาร์จจริง คงต้องมีคนเจ็บกันแน่ๆ

เมื่อวิ่งไปรวมกับกับคนอื่นๆได้ผมจึงได้หันกลับมามองอีกครั้ง กระทิงไม่ได้วิ่งตามผมมาแต่หาก
ทะยานไปทางตรงข้ามลงไปในห้วยแห้ง

พี่ฤทัยสั่งให้ลูกน้องคนหนึ่งตามไปดูห่างๆพร้อมทั้งกำชับไม่ให้พวกเราลงจากต้นไม้ สักครู่หนึ่งคนที่
ตามไปดูก็กลับมาบอกเราว่ากระทิงข้ามไปอีกฝั่งห้วยและเดินออกไปค่อนข้างไกลแล้ว พวกเราเริ่ม
ทะยอยลงจากต้นไม้และกลับไปเก็บของที่โยนทิ้งไว้เกลื่อนกลาด

กะเหรี่ยงคนที่ตามไปดูกระทิงบอกพวกเราว่ากระทิงตัวนั้นบาดเจ็บและน่าจะเป็นที่ตา เขาสันนิฐาน
ว่ามันอาจจะโดนเยี่ยวหมาในทำให้ตาบอดไปชั่วขณะ และนั้นก็คงอธิบายได้ว่าทำไมผมถึงปลอดภัย
มาได้จากการเผชิญหน้ากันอย่ากระชั้นชิดเช่นนั้น


พี่ฤทัยสั่งเคลื่อนที่ทันทีที่พวกเรากลับมารวมพลกันได้เพื่อให้แน่ใจว่าเราอยู่พ้นรัศมีอันตราย

เราหยุดพักกันอีกครั้งหลังจากที่ออกเดินมาไม่นานนัก พวกเรายังตื่นเต้นไม่หาย การได้พบกระทิง
ในระยะกระชั้นชิดเช่นนั้นออกจะอยู่เหนื่อความคาดหมายของพวกเราไปซักหน่อย

จากจุดนี้เราอยู่ห่างจาก หน่วยแม่กะสะซึ่งเป็นที่นัดพบกับรถที่มารับเราเพียงไม่กี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่ง
ก็หมายความว่า การเดินป่าของทริปนี้กำลังจะสิ้นสุดลง

มาร์ค นักเดินทางหน้าใหม่ที่มากับเราเป็นครั้งแรกเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมดีใจไม่น้อย
"พี่ครับ ผมเข้าใจคำที่เค้าพูดกันแล้วครับ ว่า Happiness is along the way"

ผมได้แต่หวังว่าเขาคงหมายถึงสิ่งที่เราได้พบพานตลอดห้าวันที่ผ่านมา ไม่ใช่ Happiness หนักร่วมตัน
ที่เราพึ่งจะวิ่งหนีตับแล่บกันมาเมื่อครู่นี้

ตาเกิ้น

4 ธันวาคม 2542

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com