Home

ทุ่งใหญ่: ชีวิตป่า
ทุ่งใหญ่นเรศวร
การเดินทาง
ชีวิตป่า
สวรรค์บนดิน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เสียงดังพึ่บพับอยู่บนยอดไม้เป็นเสียงที่ปลุกให้ผมตื่นขึ้น จากสิ่งที่เคยผ่านพบมาทำให้ผมพอจะบอกได้
ว่านั่นคือเสียงนกเงือกขนาดใหญ่ อากาศที่หนาวเย็นทำให้ผมไม่อยากจะปลีกตัวจากถุงนอนซึ่งซุกอยู่ใน
เปลอีกทีหนึ่ง

แต่เสียงน้องๆหลายคนร้องเรียกกันให้ดูนกเงือก ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะลงจากเปลมารับอากาศยามเช้า

หมอกบางๆลอยอยู่เหนือสายน้ำที่คดโค้งของห้วยทิคาดี้ แสงแดดที่ส่องทะลุลงมาจากยอดไม้ ทำให้เกิด
แสงเงาที่ลงตัว

ควันไฟลอยขึ้นมาจากโค้งน้ำตอนหนึ่งเป็นสัญญานบอกว่า อาหารมื้อเช้าของพวกเราคงจะถูกเตรียมขึ้น
แล้ว

น้ำร้อนที่ถูกต้มในกระบอกไม้ไผ่มีกลิ่นหอม เมื่อบวกเข้า
กับบรรยากาศรอบๆตัว ยิ่งทำให้อาหารง่ายๆในมื้อเช้า
นั้นมีรสชาดขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากอาหารมื้อเช้าแล้ว ข้าวหลามในไม้ไผ่กระบอกเล็ก
แต่ยาวร่วมเมตรก็ถูกเตรียมขึ้นเพื่อเป็นเสบียงระหว่าง
การเดินทางในวันนี้ของเรา

หลังอาหารเช้า พวกเราเริ่มออกเดินทางกัน การออกเดินทางแต่เช้าก็เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนจากแสง
แดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเดินทางในวันนี้จะเป็นการเดินทางผ่านทุ่งหญ้าที่เพิ่งจะไหม้ไป

ในชั่วโมงต่อมา เราก็เริ่มพบกับทางที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ
เรากำลังไต่ขึ้นสู่เทือกเขาที่มีชื่อว่า ไร่มองเผ ทางที่สูง
ชัน สัมภาระบนหลัง และความร้อนที่แผดเผา ทำให้
หลายๆคนเริ่มออกอาการหอบ อุณหภูมิในเวลากลาง
วันของทุ่งใหญ่อาจสูงกว่าในเวลากลางคืนถึงยี่สิบองศา
ทีเดียว

พวกเรารวมกลุ่มกันนั่งพักเมื่อขึ้นถึงสันเขา ต้นกระโดนใหญ่มีร่มเงาให้พอคลายร้อนลงบาง หลังจากที่
กลุ่มสุดท้ายเดินมาถึงเราถึงได้ทราบว่าที่พวกเขาช้าอยู่นั้นเพราะมีบางคนพยายามลดแรงโน้มถ่วงโดย
การคายอาหารเช้าออกมา

ซ่าโถเดินนำลัดเลาะไปตามสันเขา ภูมิประเทศตอนนี้เป็นป่าโปร่งและทึบสลับกันไป ตลอดเส้นทางที่เรา
เดินบนพื้นเต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์ประเภทเก้ง กวาง และกระทิง แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์
ของป่า หลายครั้งที่เรามีโอกาสไดัเห็นกวางที่ตื่นหนีเมื่อได้กลิ่น หรือไดัยินเสืยงพวกเรา

น้ำในกระติกของหลายคนเริ่มหมดไปอย่างรวดเร็วเพราะอากาศที่อบอ้าว ซ่าโถพาเราไปที่น้ำซับแห่ง
หนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายในซอกหิน น้ำนั้นใสและจืดสนิท ถ้าไม่มีคนชำนาญพื้นที่อย่างซ่าโถ ก็คงจะเป็นการ
ลำบากไม่ใช่น้อยที่จะเดินหาแหล่งน้ำบนสันเขาเช่นนี้

เราเริ่มเดินลาดลงป่า ในช่วงนี้เป็นป่าดิบเขาที่ค่อนข้างโปร่ง นาฬิกาที่ข้อมือผมบอกให้รู้ว่าเราอยู่ที่
ระดับความสูงเกือบพันเมตรจากระดับน้ำทะเล

ข้าวหลามกระบอกยาวเป็นอาหารรองท้อง ข้าวหลามนึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่งก่อนยุคสมัย
ของหม้อหุงข้าวและถุงพลาสติก ในเวลาที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตั้งแต่
สมัยบรรพบุรุษ ก็เริ่มจะดูสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้นไปอีก

ในช่วงบ่ายมีเหตุการณ์ตื่นเต้นกันอีกครั้ง หมีควายขนาดใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากเนินผ่านพวกเรากลุ่ม
หนึ่งที่เดินรั้งท้ายอยู่ หมีวิ่งก็เพราะเห็นคน คนเห็นหมีก็วิ่งเหมือนกัน ยังโชคดีอยู่บ้างที่คนกับหมีวิ่งไปคน
ละทาง

ไม่นานนัก ซ่าโถก็พาเรามาหยุดพักที่ห้วยไล่โลมี สีหน้าของซ่าโถบ่งบอกถึงความผิดหวังอยู่บ้างที่ห้วยมี
น้ำอยู่เพียงน้อยนิด แต่พวกเราก็ตัดสินใจที่จะพักที่ริมลำห้วยแห่งนี้

เพียงแค่มีดคนละเล่ม เพื่อนชาวกะเหรี่ยงของเราก็จัดการขุดลอกทางน้ำ และกั้นเขื่อนที่ทำขึ้นด้วยไม้ไผ่
ในเวลาไม่นานนักลำห้วยที่ดูสิ้นหวังก็กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใสเย็นที่ไหลซึมออกมาจากเชิงผา

ห้วยไล่โลมี ที่มีนำซึมออกมาจากเขา
เพียงเล็กน้อยแต่แต่ก็เพียงพอให้พวก
เราได้อาศัย

หลังจากอาหารเย็นพวกเราแบ่งกันออกเดินเป็นสองสาย เราเดินย้อนกลับไปทางเดิมด้วยความหวังที่จะ
ได้เห็นสัตว์ป่าอออกหากินในยามเย็น

พื้นที่ในบริเวณนั้นเป็นป่าที่ค่อนข้างโปร่ง บนคบไม้เต็มไปด้วยกล้วยไม้ป่าที่ยังไม่ถึงเวลาออกดอก บน
พื้นมีดอกดินสีชมพูอ่อนขึ้นอยู่ประปราย

เราเห็นกวางหลายตัวหากินอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น โพควา คนนำทางชาวกะเหรี่ยงของเราคนหนึ่งเป่า
ใบไม้เลียนเสียงเก้ง เก้งจริงตัวหนึ่งก็ร้องตอบออกมาจากชายดง นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นวิธีการ
เช่นนี้หลังจากได้อ่านจากหนังสือป่าดงหลายเล่มที่กล่าวว่าชาวบ้านป่าใช้วิธีนี้ในการหาอาหารสดในป่า ดู
เหมือนจะเป็นการโหดร้ายอยู่บ้างที่ใช้มิตรภาพเป็นเหยื่อล่อมาสู่ความตาย แต่ว่ากันจริงๆแล้วพวกเราก็
ได้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ่อยครั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเมืองหลวงมิใช่หรือ
 


ตอนสายของวันต่อมา เราเริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง ทางป่านำเราลงไปตามสันเขา หลังจากสองชั่วโมงที่
เราเดินไปตามลำห้วยแห้งเราก็มาถึงโป่งม่องกวยซึ่งเป็นโป่งน้ำซับอยู่กลางหุบเขา พื้นที่ของโป่งกว้าง
ประมาณ 50-60 ตารางวา มีแอ่งน้ำเล็กอยู่ตรงกลาง พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์กีบประเภทเก้ง
กวาง และกระทิง รอบๆโป่งมีด่านสัตว์ที่ลงมาที่โป่งอยู่อย่างชัดเจน แน่นอนว่าเมื่อโป่งม่องกวยเป็นที่
ชุมนุมของสัตว์กีบจำนวนมากมายขนาดนี้ ก็ต้องเป็นที่ๆสัตว์กินเนื้อทั้งหลายมาคอยซุ่มหาอาหารด้วย
ไม่แน่ว่าในสัตว์กินเนื้อเหล่านั้นอาจจะมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่ามนุษย์อยู่ด้วย

โป่งม่องกวย ที่เต็มไปด้วยรอยสัตว์
ทั้งเก้งกวาง และกระทิงฝูง

บ่ายแก่ๆของวันนั้น เราก็เดินทางมาพบลำห้วยสายหนึ่งกลางป่าทึบ ห้วยสายนี้มีชื่อว่าห้วยตีล่า

เราตั้งแคมป์กันที่ริมห้วยตีล่า น้ำในห้วยไม่ลึกนักแต่ก็ใสและเย็นเฉียบ ที่พักในคืนนี้อุดมสมบูรณ์กว่าสอง
วันที่ผ่านมามาก

ทางเดินตามลำห้วยตีล่า

สำหรับตัวผมเองแล้วการอาบน้ำในลำห้วยเป็นความสุขที่สุดอย่างหนึ่งของการเดินป่า ดังนั้นผมและ
เพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกสี่คนก็ไม่รอช้าที่จะตักตวงความสุขนั้นก่อนที่อากาศในดงลึกจะหนาวเย็นเกินไป

เราเดินย้อนไปยังจุดแรกที่เราเดินมาพบห้วยตีล่า บริเวณนั้นเป็นแอ่งน้ำที่ลึกพอสมควรแต่ก็มีแก่งหินอยู่
เป็นช่วงๆ การที่ได้นอนแช่น้ำในลำห้วยกลางป่าลึกเช่นนี้ทำให้มีความรู้สึกเหมือนน้ำที่ไหลผ่านตัวเราได้
พัดพาความเครียดที่ตกตะกอนอยู่ในสมองออกไปได้ค่อนข้างสะอาดหมดจด พวกเราบางคนถึงกับเอ่ย
ปากว่า พวกเราน่าจะมาแช่น้ำล้างสมองกันให้สม่ำเสมอ
 

ห้วยตีล่าหน้าแคมป์ที่พัก

บรรยากาศยามเย็นริมห้วยตีล่า

ข้างลำห้วยตีล่าเป็นป่ารกทึบทั้งสองด้าน ขณะที่นั่งอยู่ริมห้วย
นั้นเองทำให้ผมรู้สึกตัวว่าขณะนี้เราได้เข้ามาสู่ป่าลึกของทุ่ง
ใหญ่แล้ว วันนี้นับเป็นวันที่สามของการเดินทางที่เราได้อยู่
ท่ามกลางธรรมชาติโดยที่ไม่ได้พบเห็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
เลยตลอดเส้นทางการเดิน

สามวันอาจเป็นเวลาไม่นานนัก แต่มันก็นานพอที่จะทำให้ผม
รู้สึกว่าผมได้หลุดออกมาจากกรอบของความคิดที่เรามักจะ
เรียกว่าความเจริญ กลับมาสู่ความเข้าใจในความหมายดั้งเดิม
ของการดำเนินชีวิตตามธรรมชาติขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย

ที่ริมฝั่งห้วยตีล่าผมนั่งมองเพื่อนชาวกะเหรี่ยงของเรา พวกเขาแยกย้ายกันเก็บผักป่าและขอแบ่งปัน
อาหารสดจากสายน้ำ กองไฟถูกก่อขึ้นจากไม้แห้งที่มีอยู่ทั่วไปในป่า ไม่นานนักอาหารมื้อเย็นของพวก
เราก็ถูกเตรียมขึ้นจากความเอื้ออาทรของป่า พร้อมทั้งเพิงหมาแหงนที่มุงด้วยใบไม้เพื่อกันฝน

จ่อแปะ ขณะกำลังเตรียมอาหารเย็น

ชาวกะเหรี่ยงเป็นชนชาติที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย พวกเขาดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติในพื้นที่นี้มานับร้อยๆปี
และด้วยการอยู่แบบอาศัยธรรมชาตินี้กระมัง ที่ทำให้พวกเขาไม่ได้จับจองธรรมชาติเป็นของตนเองจน
กระทั่งกลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่

การที่ได้เฝ้ามองพวกเขาในป่า นับเป็นความรู้สึกที่เพลิดเพลินไม่ใช่น้อย พวกเขาดูเหมือนจะใช้ชีวิตกลม
กลืนกับธรรมชาติรอบข้างอย่างมีความสุข ดูเหมือนพวกเขาแต่ละคนจะมีสมบัติเพียงอย่างเดียวคือมีด
ปัจจัยอื่นๆนอกเหนือจากนั้นล้วนแล้วแต่ขอแบ่งปันจากธรรมชาติรอบข้างอย่างนอบน้อม เหมือนดั่งเป็น
ส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างแท้จริง

ค่ำวันนั้นพวกเรานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันกลางป่าใต้แสงเทียน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะอย่างสังคมเมือง
ไม่ว่าจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะเป็นกระเหรี่ยงหรือไทย เราล้วนเป็นเพื่อนกัน

วงกาแฟ ยามเย็น

ผมมีเงินติดมาในเป้ ในยามนี้มันไม่มีค่าอะไรเลย ในป่าดงเช่นนี้คุณค่าของคนๆหนึ่งไม่ได้วัดด้วยจำนวน
เงินในกระเป๋า แต่หากวัดกันด้วยน้ำใจที่มีให้กัน

เสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิตในป่าก็คือการได้มองทะลุ"เปลือก" ที่ห่อหุ้มเข้าไปรู้จักคุณค่าที่แท้จริงของเพื่อน
ร่วมทาง

ชีวิตอย่างนี้ละที่ทำให้ผมต้องกลับมาทุ่งใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า

ตาเกิ้น

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com