Home

ทะเลตรัง (ตอนที่2)
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เกาะเชือก  จุดชมปะการังและดอกไม้ทะเลที่สวยงามของทะเลตรัง
(บันทึกเรื่องราวการเดินทางเมื่อวันที่ 8  เมษายน 2542)

หลังอาหารมือเที่ยงบนเรือผ่านไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง เสียงพูดคุยเริ่มน้อยลง บางคนก็มองทะเลอย่างเหม่อลอย
ที่มาเป็นคู่ๆก็เอนศรีษะหนุนตักกันจนน่าอิจฉา  ไม่นานนักทุกคนหันมาฟังเสียงเครื่องเรือกันแทน  ผมเริ่มชักง่วง  แต่
ไม่รู้จะไปเอนหนุนตักกับใครดี   เลยต้องแข็งใจสู้กับความง่วงต่อไป  เวลาผ่านไปนานพอสมควรจนกระทั่งเรือเข้า
มาใกล้เกาะกระดานซึ่งเป็นจุดชมประการังจุดแรกของการเดินทาง เกาะที่เห็นนี้ไม่มีหาดทราย มีแต่โขดหินเต็มไป
หมด    ในที่สุดเรือก็ดับเครื่องยนต์และทอดสมอ แต่พวกเรายังงัวเงียกันอยู่เลยจึงไม่ค่อยมีใครกระตือรือร้นกัน
เท่าใดนัก

ไหนๆมาแล้วก็ต้องลง ท้ายเรือเห็นมีคนโดดน้ำลงทะเลกันไปบ้างแล้ว  กว่าผมจะลงได้ก็สาละวนอยู่กับเครื่องทรงที่
ค่อนข้างมากมาย ทั้งชูชีพ หน้ากาก และสน็อกเกิล ก็ดูวุ่นวายดี  ก่อนลงไกด์ก็แนะนำวิธีใช้เอาอันนี้ใส่ปากอมไว้นะ
ต้องหายใจทางปากนะ ก็จำๆกันไว้  พวกเราว่ายน้ำดูประการังกันพักใหญ่ ก็ต้องขึ้นเรือเพื่อไปที่อื่นต่อ  กว่าจะ
ทยอยขึ้นเรือได้เจ้าหน้าซึ่งแต่งชุดมนุษย์กบ 2-3 คน ต้องคอยไปต้อนนักท่องเที่ยวที่ว่ายไปไกลๆให้เข้ามาแนวเชือก
ส่วนตัวผมนั้นมนุษย์กบคนหนึ่งต้องว่ายไปลากมาที่เรือ   เพราะคลื่นมันค่อยๆพัดพาออกไปไกลกว่าคนอื่น ตอนนั้น
คลื่นลูกเล็กๆมันซัดเข้าหน้าเข้าตาจนหายใจไม่ออก ตะเกียกตะกายพาตัวเองมาที่เรือก็รู้สึกว่าไม่คืบหน้าเอาเสียเลย 
ถ้าไม่มีคนช่วยสงสัยแย่เหมือนกัน  นึกชมเจ้าหน้าที่ว่าดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้ดีมาก มาถึงตอนนี้
ต้องบอกกันก่อนนะว่า "ผมว่ายน้ำไม่เป็น"   รู้แล้วก็อย่าเอ็ดไปนะครับ....

"เกาะเชือก"  ภูเขาลูกใหญ่ที่มองเห็นข้างหน้าลูกขวามือ คือเป้าหมายที่เราจะดูประการังกัน   เรือค่อยๆแล่นเข้าไป
อย่างช้าๆ  ยิ่งเข้ามาใกล้ก็ยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่และความสวยงามของภูเขาลูกนี้มาก ผมยืนมองหน้าผาที่ตัดตรงและ
สูงชันซึ่งอยู่เบื้องหน้าหน้านั้นเป็นเวลานาน  ดูแล้วก็เหมือนกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีลวดลายตั้งอยู่กลางทะเล   รอย
แหว่งของหน้าผาด้านล่างที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ   ซึ่งมองคล้ายฟันคนที่สึกกร่อนนั้น  คงเกิดจากคลื่นที่ซัดกระหน่ำไป
มานานหลายร้อยหลายพันปี

พวกเราค่อยๆทยอยลงน้ำกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะลงกันเกือบหมดเพราะไกด์บอกว่าประการังบริเวณนี้จะมีมาก และให้
ระวังกระแสน้ำระหว่างช่องว่างของโขดหินซึ่งจะแรงกว่าด้านอื่นจึงต้องกำชับให้พยายามเกาะเชือกไว้เพื่อความ
ปลอดภัย  คนที่ลงน้ำไปแล้วต่างก็ว่ายน้ำไปยังโขดหินข้างหน้าตามแนวเชือกเพื่อดูปะการังยังแถบนั้น   ที่ว่ายเก่ง
หน่อยก็จะว่ายออกไปไกลกว่าคนอื่น  ชูชีพสีส้มๆนี้ก็ทำให้มองเห็นชัดเจนเมื่อว่ายออกไปไกลๆและตัดกับน้ำทะเลสี
เขียวๆนี้มาก ผมไม่ได้ลงไปว่ายน้ำในจุดนี้เพราะยังเข็ดไม่หายที่ซัดเอาน้ำทะเลไปหลายอึกตอนที่ว่ายอยู่ที่เกาะ
กระดาน ใจมันชักจะปอดๆเสียแล้วเลยได้แต่เก็บภาพวิวบริเวณนั้นมาฝากกัน

ขณะเล่นน้ำกันเพลินๆก็ต้องขึ้นเรือเพราะจะต้องย้ายไปที่ใหม่ซึ่งอยู่ใกล้ๆกันนั้นเอง   เรือเคลื่อนตัวถอยหลังออกมา
อีกราวๆหนึ่งร้อยเมตรก็จอดทอดสมอให้ลงเล่นน้ำกันต่อ    ตรงนี้เป็นช่องระหว่างภูเขา 2 ลูก เขาลูกใหญ่เมื่อกี้นี้และ
ลูกเล็กอีกลูกหนึ่งโดยมีโขดหิน 2-3 แห่งคั่นอยู่ระหว่างกลาง    บริเวณนี้แถวๆนี้ทั้งหมดเรียกรวมๆกันว่าเกาะเชือก
ซึ่งมีเชือกเส้นใหญ่ๆผูกโยงเชื่อมต่อกันเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เกาะยึดเพื่อความปลอดภัยในการว่ายน้ำดูปะการัง   และ
เชือกที่ผูกกันอยู่บริเวณนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า  "เกาะเชือก"

บริเวณนี้ดอกไม้ทะเลจะสวยมาก  แค่ก้มมองจากบนเรือก็สามารถมองเห็นได้  สัตว์ทะเลจำพวก เม่น ปลาดาว หรือ
ปลาเล็กปลาน้อยหลากสีก็มองเห็นเช่นกัน   หลายคนที่ลงไปแล้วก็ส่งเสียงแสดงอาการตื่นเต้นดีใจกับภาพที่ปรากฏใต้
น้ำทำให้ผมอดไม่ได้ที่ต้องลงน้ำไปดูให้ได้ จัดแจงเก็บกล้องใส่กระเป๋าไปก่อนแล้วคว้าชูชีพพร้อมหน้ากากมาสวมใส่  
พอลงไปเห็นกับตาจึงรู้ว่าสวยจริงๆ ยิ่งก้มลงไปในน้ำผ่านหน้ากากแล้วก็จะเห็นความสวยงามแผ่ขยายเป็นพื้นที่กว้าง 
โดยไม่มีเงาสะท้อนจากผิวน้ำให้รบกวนสายตา  ทำให้เห็นภาพใต้ทะเลที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นสวยงามยิ่งขึ้น  ฝูงปลาไม่
ใหญ่นักแต่มีสีสันต่างๆแหวกว่ายตามซอกหินดูแล้วสวยงามมาก

"ปลาเสือ " ลาย สี เหลือง-ดำ รู้สึกว่าจะเป็นเพื่อนพวกเรากันตลอดเวลา ไม่ว่าจะว่ายไปตรงไหนก็จะเจอกันที่นั่น 
เป็นพันธ์ที่ชุกชุมมากในย่านนั้นและเชื่องกับคนมาก ตัวเล็กๆขนาดเกือบเท่ามือ   แค่โยนขนมปังลงไปก็ว่ายกรูกันมา
ตอดกินจนเรียบเหมือนกับปลานิลไม่มีผิด บนเรือก็จะมีขนมปังเก่าๆมาขายเพื่อเป็นอาหารของปลา ความจริงก็ไม่
ค่อยจะถูกต้องนักที่เอาอาหารแปลกปลอมให้ปลากิน เพราะไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของปลาเหล่านั้น คิดว่าปลาเหล่า
นี้ก็คงจะเป็นประเภท "นกรู้" พอเรือมาฝูงปลาก็คงจะแห่กันมาที่ข้างเรือทันที   ทำให้นึกถึงฝูงลิงที่เขาใหญ่ซึ่งเจ้า
หน้าที่ป่าไม้ต้องออกมาเตือนนักท่องเที่ยวว่า  อย่าให้อาหารลิงเพราะจะทำให้ฝูงลิงไม่กลับไปอยู่ในป่า แต่จะมาออ
กันหน้าสลอนกันบนถนนเพื่อรอรับอาหารและขนมกรอบๆจากนักท่องเที่ยวที่โยนลงพื้นเมื่อขับรถผ่าน

"เกาะเชือก" คือสถานที่แห่งสุดท้ายของการท่องเที่ยวในวันนี้ซึ่งเป็นทริปท่องทะเลตรังในวันดียว กับบริษัท ตรังทรา
เวิล ทะเลตรัง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามอีกหลายแห่งนอกเหนือจากที่ได้มาเห็นในวันนี้ เช่นเกาะลิบง เกาะไหง
และเกาะ อื่นๆอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะเกาะลิบงเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของทะเลตรัง มีหมู่ชาวประมงนับถืออิสลาม
อาศัยอยู่  นอกจากนี้ยังมีนกกินปูฝูงใหญ่บนเกาะแห่งนี้อีกด้วย

 เรือได้พาพวกเรากลับถึงฝั่งอย่างปลอดภัยท่ามกลางอากาศที่ขมุกขมัวจากเมฆฝนซึ่งมองเห็นฝนตกแต่ไกลในท้อง
ทะเล "ทะเลตรัง" ครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เรามาเยือน แม้จะมาเที่ยวเพียงแค่วันเดียวแต่ก็ยังความ
ประทับใจให้กับผมและครอบครัวไปอีกนาน  และแน่นอนว่าพวกเราจะหวนกลับมาเยือนอีกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่
นอน


_ส่งท้าย_
จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างสงบน่าเที่ยวและเหมาะสำหรับการมาพักผ่อนมาก ไม่พลุกพล่านจอแจเหมือน
จังหวัดใหญ่ๆที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว "ตรัง" มีเสน่ห์ในตัวที่หลากหลาย โดยเฉพาะยังมีธรรมชาติที่สวยงามทั้งในเขต
เมืองและนอกเมือง ผมยังติดใจกับ "ป่าสน" อันกว้างใหญ่ที่ขึ้นตามธรรมชาติตลอดสองฝั่งทางจากหาดปากเมงสู่
หาดเจ้าไหม และเลียบชายหาดต่อไปอีกเป็นระยะทางที่ไกลมาก ซึ่งไม่เคยเห็นป่าสนที่ใดจะมากมายเท่านี้มาก่อน   
บางครั้งความเรียบง่าย  ความเงียบสงบของสถานที่ก็เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย


ข้อมูลการถ่ายภาพ
กล้อง  FE2
ฟิล์มสีโกดัก   PRN 100
เลนส์  ใช้ Nikon AF 35-70 ม.ม.  และ Tokina AF 20-35ม.ม.
ฟิลเตอร์ ใช้ Polarizing (PL) เป็นบางภาพเพื่อลดเงาสะท้อนของผิวน้ำ

จากพี่ใหญ่
28 มิถุนายน 2543
คุยกัน ..แนะนำ... ติชม...ขอภาพ... นี่เลย.....E-Mail Address    Wduang@hotmail.com

คุยกันเรื่องภาพถ่ายกับ พี่ใหญ่

ภาพ 1  (ภาพภูเขา)
เรือเข้าไปใกล้ภูเขามากเลนส์ขนาด 20 ม.ม. ยังเก็บภาพได้ไม่หมด  ตอนที่ถ่ายภาพนี้ผมหาสิ่งที่จะมาเปรียบเทียบ
กับภูเขาเพื่อให้เห็นความใหญ่โตไม่ได้ เลยต้องเอาภูเขาลูกเล็กที่อยู่ด้านขวามือมาแทน  ขณะถ่ายภาพนี้แสงแดด
เกือบไม่มีแล้ว แต่คุณสมบัติของฟิล์ม PRN ยังให้สีสันในสภาพแสงแบบนี้ได้ดีอยู่  (ภาพนี้ใช้เลนส์ 20-35 ม.ม. Set ที่
20 ม.ม. ความเร็ว 1/60 วินาที ใช้ PL ลดเงาสะท้อนผิวน้ำ )

ภาพ 2 (ภาพแนวตั้ง คนกำลังลงน้ำ)
ผมต้องการให้เห็นบรรยากาศ ทั้งบนเรือ ในน้ำและภูเขา  ลักษณะเล่าเรื่องด้วยภาพ ภาพนี้หามุมภาพยากหน่อยต้อง
ออกไปยืนที่กาบเรือและชะโงกตัวออกไปจึงจะถ่ายได้ โดยทั่วไปคนอาจไม่ค่อยชอบถ่ายกันนักสำหรับภาพแบบนี้ 
เพราะหาจุดเด่นอะไรไม่ค่อยได้ แต่ผมชอบถ่ายภาพลักษณะบันทึกเรื่องราวจึงเน้นการเรื่องราวเป็นหลัก  โดยไม่
ค่อยจะคำนึงจุดเด่นหรือจุดสนใจมาก __(ภาพนี้ใช้เลนส์ 20-35 ม.ม. Set ที่ 20 ม.ม. ความเร็ว 1/125 วินาที  ฟิลเตอร์
PL)

ภาพ 3. (คนกำลังว่ายน้ำไปหาเชือก)
ผมเลือกใช้กลุ่มคนใกล้ๆ 3-4 คน เป็นจุดสนใจของภาพ  โดยมีคนว่ายน้ำที่เหลือเป็นตัวประกอบ และพยายามเลี่ยง
ท้องฟ้าสีขาวๆโดยกดกล้องลงให้ขอบบนอยู่ระดับโขดหิน __(เลนส์ 20-35 ม.ม. Set ที่ ราวๆ 28 ม.ม. ความเร็ว 1/125
วินาที ถอดฟิลเตอร์ PL ออกแล้ว)

ภาพ 4.(ภาพหน้าผาแนวตั่ง มีคนว่ายน้ำอยู่ด้านล่างของ)
ภาพนี้ต้องการให้เห็นความใหญ่โตของหน้าผาโดยใช้คนเปรียบเทียบอยู่ข้างล่าง มุมนี้ผมถ่ายไปหลายภาพแต่เห็นคน
ว่ายน้ำกระจัดกระจายตรงหน้าผา ซึ่งเป็นภาพที่ยังไม่ถูกใจนัก ขณะนั้นก็มีคนหนึ่งว่ายสวนออกมาคนเดียว  ผมรอ
จังหวะนี้อยู่แล้วจึงกดชัตเตอร์เมื่อคนว่ายเข้ามาด้านขวาในระยะที่ใช้ได้  แต่ก็เสียดายที่หลังจากกดชัตเตอร์ไปแล้ว
แกก็ว่ายกลับจึงได้ถ่ายแค่ภาพเดียว __(เลนส์ 20-35 ม.ม. Set ที่ 20 ม.ม. ความเร็ว 1/60 ฟิลเตอร์ PL)


ภาพ 5. (เรือท่องเที่ยวอีกลำที่พึ่งมาถึง)
สภาพอากาศตอนนั้นเริ่มมีฝนตกปรอยๆ โดยท้องฟ้าด้านซ้ายมือเริ่มปิดเป็นสีเทาเพราะเมฆฝน จึงทำให้เห็นเรือที่
จอดอยู่ข้างหน้าสว่างขึ้น ผมยกกล้องถ่ายขณะที่เรือหางยาวอีกลำกำลังแล่นเข้ามามุมซ้ายของภาพ   มุมนี้ถ่ายไป
หลายภาพแต่ภาพนี้ แสงและองค์ประกอบของภาพดีกว่าภาพอื่นๆ__(เลนส์ 35-70 ม.ม.ความเร็ว 1/125 )

ภาพ 6.(ภาพโขดหินก้อนใหญ่)
แถวนี้แหละที่ใต้ทะเลจะชุกชุมไปด้วยดอกไม้ทะเลที่สวยงามรวมทั้งปลาพันธ์ต่างๆมากมาย  และถ้าใครว่ายเลยเข้า
ไปทางช่องว่างซ้ายมือระหว่างโขดหินอาจโดนแรงดูดของกระแสน้ำได้  ภาพที่มีคนว่ายน้ำกระจัดกระจายจะถ่าย
ค่อนข้างยากเพราะจัดมุมภาพลำบาก ดูเกะกะไปหมด ภาพนี้ใช้วิธีตัดส่วนหลังจากสะแกนภาพมาแล้ว โดยตัดส่วน
ด้านขวาและด้านล่างที่มีคนส่วนเกินนั้นออกไป__(เลนส์ 35-70 ม.ม.)

ภาพ 7. (ภาพคนใส่ชูชีพว่ายน้ำใกล้ๆเรือ)
ภาพนี้ถ่ายกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ๆเรือ  ซึ่งขณะนั้นก็กวาดสายตาหามุมถ่ายไปเรื่อยๆ  พอดีภาพนี้ค่อนข้างจะลงตัวหน่อย 
จึงได้มา 1ภาพ  ฝูงปลาใกล้ๆกันก็ช่วยให้เรื่องราวสมบูรณ์ขึ้นบ้าง___(เลนส์ 35-70 ม.ม. ใช้ PL ลดเงาจากผิวน้ำ)

ภาพ 8. (เด็กให้ขนมปังปลา)
ภาพปลาเสือที่กำลังแย่งอาหารนี้ ผมถ่ายไปหลายรูปแต่เสียหมด เพราะแสงน้อยมากต้องใช้สปีดต่ำแค่ 1/60 แถมใช้
PL ลดเงาอีกต่างหาก ภาพจึงมัวไม่ชัดไม่สามารถจับภาพปลาให้ชัดๆได้ ตอนนั้นไม่กล้าใช้แฟลชเพราะกลัวจะเกิด
แสงสีขาวสะท้อนน้ำ  รอสักพักเริ่มมีแสงแดดบ้าง  ขณะเดียวกันมีเด็กคนหนึ่งอยากลองดีโดดลงไปหลอกล่อและให้
อาหารปลา เลยได้ภาพนี้มา __(เลนส์ 35-70 ม.ม. ความเร็ว 1/125 ใช้ PL ลดเงาจากผิวน้ำ)

ภาพ 9. (ภาพเรือนักท่องเที่ยวจอดรอ)
ภาพนี้ถ่ายในสภาพแสงที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังพอมีอะไรดีๆอยู่บ้าง ภูเขาด้านขวามือมีสีมืดๆทึมๆมีเงาดำที่  ผมถ่าย
ภาพนี้ก็ต้องการเก็บเอาความรู้สึกและบรรยากาศของสถานที่มากกว่า โดยไม่ค่อยสนใจอะไรมากนัก  อย่างน้อยๆ
ภาพถ่ายที่บันทึกมาเมื่อกลับย้อนมาดูกันในภายหลังแล้ว  ก็อาจทำให้เรามีความรู้สึกนึกถึงความหลังนั้นได้ ___(เลนส์
35-70 ม.ม.)

ภาพ 10. (คนขับเรือชะโงกหน้า)
ภาพนี้ถ่ายตอนที่นั่งพักอยู่บนเรือรอคนที่กำลังว่ายน้ำให้ขึ้นเรือเพื่อเดินทางกลับ  คนขับเรือที่กำลังชะโงกหน้าออกมา
ทำให้ผมต้องคว้ากล้องมาถ่าย เพราะมันให้ภาพนั้นมีความหมายมากขึ้น   ผมใช้กรอบเรือเป็น Foreground มอง
เห็นภาพของท้องทะเลจากจุดที่เรานั่งอยู่   จัดมุมถ่ายให้เห็นทั้งคนขับเรือและเห็นเรือที่จอดอยู่ท้องน้ำ  ท้องทะเลใน
เวลานี้สีไม่ค่อยจะสวยนัก แต่ก็ได้เห็นบรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง __(เลนส์ 20-35 ม.ม. Set ที่ 20 ม.ม)

ภาพ 11. (บรรยากาศก่อนจาก)
เป็นภาพสุดท้ายก่อนที่จะอำลาเกาะเชือก ความจริงภาพนี้ไม่ได้ตั้งใจถ่ายเพราะอากาศไม่สู้ดีและเป็นการถ่ายย้อน
แสงซึ่งคิดว่าแสงกลางภาพนั้นเป็นทิศตะวันตก  มีฝนตกทางด้านซ้าย เมื่อมองจากกล้องแล้วพอใช้ได้จึงถ่ายไว้ 1
ภาพ การวัดแสงก็วัดตามปกติ  คิดว่าภาพนี้เสียด้วยซ้ำไปแต่เมื่ออัดมาแล้วกลับดูดีและทำให้อดนึกถึงวันนั้นไม่ได้
 วันที่ท้องฟ้าเหนือทะเลตรังมีฝนตกและครึ้มฟ้าครึ้มฝนตลอดช่วงบ่ายของการท่องทะเลในวันนั้น (เลนส์ 35-70 ม.ม.)


ส่งท้ายเรื่องภาพอีกครั้งหนึ่ง
การถ่ายภาพไปเที่ยวกับเรือนี้มีข้อจำกัดอยู่บ้างเพราะเราไม่สามารถจะเลือกมุมถ่ายอะไรได้มากนัก แม้จะเห็นว่าถ้า
ไปอยู่อีกจุดหนึ่งนั้นจะได้ภาพที่ดีกว่านี้  การเลือกเลนส์ที่ใช้นั้นมีความสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาเหล่าไปได้บ้าง เลนส์
20-35 ม.ม. รู้สึกจะเป็นพระเอกของงานนี้ และผมก็ถนัดที่จะใช้เลนส์ตัวนี้มากเพราะรู้สึกว่ามันทำให้ผมสบายใจใน
การจัดองค์ประกอบของภาพ   แต่มันก็ไม่ง่ายนักสำหรับคนที่ไม่เคยใช้เลนส์มุมกว้างแบบนี้เพราะอาจทำให้มีเนื้อที่
ว่างของภาพมากเกินไป  ภาพถ่ายธรรมชาติแบบนี้ เลนส์มุมกว้างจะให้ความรู้สึกที่ดีต่อการมองภาพ  โปร่ง โล่ง ไม่
มีข้อจำกัด เก็บรายละเอียดได้มาก

สภาพแสงในขณะที่ถ่ายภาพชุดนี้ ทำให้ผมคิดเหมือนกันว่า คงจะหาภาพดีๆค่อนข้างยาก เพราะไปเที่ยวทะเลแล้ว
ควรเห็นทะเลสีคราม  ท้องฟ้าสดไส แดดจัดๆ   แต่ที่เห็นวันนั้นมันตรงกันข้ามทั้งสิ้น บางช่วงก็มีฝนตกลงมา  ทะเลก็
มีเงาสะท้อนออกขาวๆ ดูแล้วก็คิดว่าหาภาพดีๆคงไม่ได้   แต่โดยส่วนตัวผมแล้วคิดว่าเมื่อเดินทางท่องเที่ยวไปที่ใดก็
แล้วแต่ไม่ควรคาดหวังอะไรมากนักเกี่ยวกับการถ่ายภาพ  และในใจนั้นคิดอยู่เสมอว่าในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่างๆนี้
เราควรจะถ่ายอย่างไรให้มันดี  มันเป็นโจทย์ที่ท้าทายเราเสมอมา  และผมก็ชอบสิ่งท้าทายแบบนี้ด้วย

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านจนถึงบรรทัดนี้ และคงจะได้พบกันอีกในครั้งต่อๆไป  ซึ่งจะมีเรื่องราวและภาพถ่ายใน
สถานที่ต่างๆที่ได้เคยไปมาเล่าสู่กันฟัง

จากพี่ใหญ่
28มิถุนายน 2543
คุยกัน ..แนะนำ... ติชม...ขอภาพ... นี่เลย.....E-Mail Address    Wduang@hotmail.com

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com