แสงจันทร์ริมทาง, งานบุญ และความหมาย
เสียงพี่หน่อยดังออกมาทางวิทยุสื่อสาร “คืนนี้เราพักกันที่นี่ดีกว่าครับ ดึกมากแล้ว”
“ที่นี่” ไม่มีใครรู้ว่าคือที่ไหน นอกจากกลางป่าลึกของทุ่งใหญ่นเรศวร
ผมหักพวกมาลัยเลี้ยวเจ้าลาย โรดิโอคู่ยากเข้าจอดสงบใต้กอไผ่ข้างทาง นาฬิกาบนรถบอกเวลาเลยสี่ทุ่มมาเล็กน้อย ผมแทบจะซบหน้าลงกับพวงมาลัยด้วยความหมดแรง
กองไฟถูกก่อขึ้นเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นของเดือนกุมภาพันธ์ และเพื่อทำอาหารเย็นที่เลยเวลามามาก
ขณะที่ไฟเริ่มลุกโชน หม้อข้าวเริ่มเดือด และแกงป่าเริ่มส่งกลิ่นหอมฉุย พวกเราก็เริ่มล้อมวงกันเข้ามา บรั่นดีที่ส่งรอบวงช่วยคลายความหนาวลงไปอีกมาก
ผมเดินลงไปยังลำธารใกล้ๆ ความสดชื่นกลับมาอีกครั้งเมื่อท้องอิ่มและได้น้ำเย็นจากลำธารลูบหน้า
ธารสายน้ำนั้นงดงามนักท่ามกลางแสงจันทร์ขึ้น 14ค่ำกระจ่างฟ้า สายลมพัดเอื่อยพาความสดชื่นของป่าใหญ่มาให้สัมผัส อยู่ดีๆเสียงแคนและเสียงขับร้องเพลงในภาษากระเหรี่ยง ก็ดังอ้อยอิ่งแว่วมาจากทางแค้มป์
ผมนั่งลงบนก้อนหินริมน้ำ อยากจะหยุดเวลาไว้เพื่อดื่มด่ำกับความงามของป่าดงใต้แสงจันทร์และเสียงแคนของค่ำคืนนั้น
หากไม่รู้จริงๆว่า “ที่นี่” คือที่ไหน ผมคงต้องบอกว่า มันอาจจะเป็นสวรรค์
ทริปนั้นเริ่มต้นง่ายๆเพียงพี่หน่อยบอกว่า ปลายเดือนกุมภาพันธ์ หมู่บ้านกระเหรี่ยงทุ่งใหญ่ฯจะมีงานบุญ เราก็จัดแจงลางานและจัดข้าวของขึ้นรถกัน
เส้นทางของวันแรกหยุดลงที่แค้มป์กันที่ชายป่าริมน้ำใกล้หน่วยสะเนพ่องที่เราคุ้นเคย แม้จะหมดฝนมาหลายเดือนลำห้วยของทุ่งใหญ่ก็ไม่เคยแล้งน้ำ หลังจากแช่น้ำเย็นฉ่ำ, ทำอาหารและคุยกันรอบกองไฟจนดึกดื่น พี่หน่อยและพี่เปี๊ยกก็มาสมทบในราวตีสอง
การเดินทางที่แท้จริงเริ่มต้นในวันต่อมา รถ Range Rover ของพี่หน่อยจะเข้าวิ่งทางป่าในครั้งนี้เป็นครั้งแรกหลังจากวางเครื่องใหม่มาจึงต้องตรวจกันให้ละเอียดก่อนเดินทาง
เส้นทางจากสะเนพ่องไปเกาะสะเดิ่งยังคงงดงาม ลัดเละไปตามลำห้วยและป่าใหญ่สลับกับไร่นา ป่าที่นี่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยเมื่อเทียบกับที่เราเคยพบเห็นในการเดินทางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เส้นทางลัดเลาะไปตามลำห้วยจนเราต้องข้ามลำห้วยเดิมถึง 21 ครั้ง
ชาวกระเหรี่ยงจากหมู่บ้านสะเนพ่องแบกข้าวสารและพืชผักเดินไปในจุดหมายเดียวกัน เราจึงได้เพื่อนร่วมทางอีกหลายคน
หลังจากพักกินข้าวกลางวันที่เกาะสะเดิ่ง ทางก็เริ่มใต่ขึ้นเขาที่สูงชัน จนลงมาสู่หมู่บ้านทิไล่ป้า
เส้นทางเดิมที่เราเคยวิ่งจากทิไล่ป้าสู่บ้านจะแกในครั้งก่อนถูกปิดไปแล้วเพราะมันอ้อมเข้าไปในเขตพม่า แต่ชาวบ้านบอกว่ายังมีทางไปได้เป็นทางขุดขึ้นใหม่แต่ชันสักหน่อย
คำว่า “ชันสักหน่อย” บอกเป็นความหมายให้เข้าใจและทำใจล่วงหน้าไว้อยู่บ้างแล้ว พอพ้นหมู่บ้านทางก็ชันดิกขึ้นเขาไปตรงๆ Range Rover คันงามก็เริ่มออกอาการเกเร เข้า 4 low ไม่ได้ พี่หน่อยจึงต้องใส่ 4Hi แล้วใช้ความเร็วส่งสู้กับความสูงชันของเส้นทางนั้น
เกือบๆจะถึงยอดเขาอยู่แล้ว รถ Range Rover ที่วิ่งมาด้วยความเร็วก็ไปสะดุดเข้ากับตอไม้ทำให้แฉลบลงข้างทาง ยังโชคดีที่ยังไม่ตกลงไปสู่ก้นเหวและไม่พลิกคว่ำ
แม้จะใช้ winch ดึงอยู่นานจนแทบจะหมดแรงทั้งคนทั้งรถ ก็ไม่สามารถเอาขึ้นมาจากข้างทางได้ จนต้องลงไปตามคนจากหมู่บ้านมาช่วยกัน พอขึ้นมาได้ ก็มีรถของ ต.ช.ด. ที่ขึ้นมาช่วยตกลงไปอีกคัน กว่าเราจะช่วยกันเสร็จและออกเดินทางต่อก็ล่วงสามทุ่มไปแล้ว
เลยจากจุดนั้นมาก็หมดทางชัน เหลือเพียงทางแคบๆลัดเลาะไปในดงไม้ใหญ่ที่มืดมิด
เสียงพี่หน่อยดังออกมาทางวิทยุสื่อสาร “คืนนี้เราพักกันที่นี่ดีกว่าครับ ดึกมากแล้ว”
“ที่นี่” ไม่มีใครรู้ว่าคือที่ไหน นอกจากกลางป่าลึกของทุ่งใหญ่นเรศวร
ผมหักพวกมาลัยเลี้ยวเจ้าลาย โรดิโอคู่ยากเข้าจอดสงบใต้กอไผ่ข้างทาง นาฬิกาบนรถบอกเวลาเลยสี่ทุ่มมาเล็กน้อย ผมแทบจะซบหน้าลงกับพวงมาลัยด้วยความหมดแรง
กองไฟถูกก่อขึ้นเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นของเดือนกุมภาพันธ์ และเพื่อทำอาหารเย็นที่เลยเวลามามาก
ขณะที่ไฟเริ่มลุกโชน หม้อข้าวเริ่มเดือด และแกงป่าเริ่มส่งกลิ่นหอมฉุย พวกเราก็เริ่มล้อมวงกันเข้ามา บรั่นดีที่ส่งรอบวงช่วยคลายความหนาวลงไปอีกมาก
ผมเดินลงไปยังลำธารใกล้ๆ ความสดชื่นกลับมาอีกครั้งเมื่อท้องอิ่มและได้น้ำเย็นจากลำธารลูบหน้า
ธารสายน้ำนั้นงดงามนักท่ามกลางแสงจันทร์ขึ้น 14ค่ำกระจ่างฟ้า สายลมพัดเอื่อยพาความสดชื่นของป่าใหญ่มาให้สัมผัส อยู่ดีๆเสียงแคนและเสียงขับร้องเพลงในภาษากระเหรี่ยง ก็ดังอ้อยอิ่งแว่วมาจากทางแค้มป์
ผมนั่งลงบนก้อนหินริมน้ำ อยากจะหยุดเวลาไว้เพื่อดื่มด่ำกับความงามของป่าดงใต้แสงจันทร์และเสียงแคนของค่ำคืนนั้น
หากไม่รู้จริงๆว่า “ที่นี่” คือที่ไหน ผมคงต้องบอกว่า มันอาจจะเป็นสวรรค์
เสียงแคนนั้นเป็นของคุณลุงและเสียงขับร้องก็เป็นของคุณน้าชาวกระเหรี่ยงที่ขึ้นรถมากับเราจากบ้านสะเนพ่อง นักร้องนักดนตรีทั้งสองท่านนี้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ชาวกระเหรี่ยงทุ่งใหญ่ ทั้งคุณลุงและคุณน้าตั้งใจจะเดินทางไปร้องเพลงในงานบุญที่บ้านจะแกในคืนนี้แต่มีเหตุให้มาเปิดการแสดงสดที่ Trail Side Moon Pub & Restaurant กันเสียก่อน
จากวันที่หัดเดินป่ามาจนถึงวันที่นั่งเขียนเรื่องอยู่นี้ แค้มป์กลางป่าคืนนั้นนับเป็นแค้มป์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง มันมิได้งดงามด้วยวิวทิวทัศน์แต่หากเป็นการลงตัวของบรรยากาศป่าดง มิตรภาพ ลำห้วย แสงจันทร์และเสียงเพลง ความรู้สึกนั้นยังกระจ่างอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งผ่านไปในวันวาน
เราเตรียมตัวออกเดินทางกันอีกครั้งหลังอาหารเช้า กระเหรี่ยงอีกกลุ่มหนึ่งเดินเราไปพวกเขาแบกของเป็นกระสอบๆเอาไปร่วมทำบุญ
เราชวนพวกเขาขึ้นรถสมทบไปอีกจนแทบจะไม่มีที่ในกระบะ หนุ่มๆหลายคนต้องเสียสละที่ให้กับผู้หญิงและผู้อาวุโส พวกเขาคงจะต้องเดินกันอีกไกล น้ำใจตรงนั้นมันมากมายการลุกให้คนแก่นั่งบนรถเมล์มากนัก
ทางขึ้นจากลำธารจุดพักแรมค่อนข้างชันและลื่น แต่มันก็ไม่เป็นปัญหากับเจ้าลาย ในขณะที่ Defender ของพี่เปี๊ยก และ Tiger ของพี่หมูต้องพยายามกันอยู่หลายครั้ง
ทางยังคงลัดเลาะไปตามป่าไผ่จนเรามาออกที่เหมืองพุจือและมาถึงบ้านจะแกในราวเที่ยงกว่า
ซ่าโถสหายเก่าของเราเข้ามาทักทาย ซ่าโถหนุ่มขึ้นมากและดูยังแข็งแรง ผมขอเพียงว่าเมื่ออายุ 50 กว่าขอให้แข็งแรงเท่าซ่าโถก็พอแล้ว
วัฒนธรรมอันงดงามของชาวกระเหรี่ยงในทุ่งใหญ่คือการทำบุญร่วมกัน 6 หมู่บ้าน กองม่องทะ สะเนพ่อง ทิไร่ป้า เกาะสะเดิ่ง จะแก และ อีกหมู่บ้านหนึ่งที่ผมจำชื่อไม่ได้ โดยที่จะวนกันไปปีละหมู่บ้าน ปีนี้จัดที่จะแก ปีหน้าจัดที่ทิไล่ป้า
หัวใจหลักของงานบุญคือการบวชเณรของเด็กๆที่รวมกันทุกหมู่บ้าน
ผมหยุดลงนั่งเพื่อทำความเข้าใจสิ่งรอบข้าง หนุ่มชาวกระเหรี่ยงใช้ไม้พายคนกระทะกับข้าวที่วางอยู่บนเตารางหันมายิ้มให้ เขาเอ่ยปากชวนให้ผมร่วมวงสำรับอาหารที่จัดไว้เป็นวงๆ
เมื่อสอบถาม เขาจึงเล่าให้ฟังว่าชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านต่างๆจะแบกข้าวของเดินข้ามเขาข้ามทุ่งมาร่วมงานบุญ ใครมีข้าวแบกข้าวมา ใครมีฟักมีแตงก็แบกมา พอมาถึงเอาข้าวของมารวมกันแล้วจัดเวรกันเตรียมอาหารจากของที่คนขนมาให้ เพื่อให้ทุกคนได้กินร่วมกัน ไม่ว่าใครจะเดินผ่านมาชวนกินหมด
ช่างงดงามนัก
เมื่อย้อนมองกลับไปสู่สังคมเมือง ดูเหมือนทุกอย่างจะห่อด้วยเปลือกหลายชั้น ทำมาเป็นของสำเร็จรูปจนไม่เห็นเนื้อเดิม
การ “ช่วยงาน” ในสังคมเมืองทุกวันนี้มาในรูปแบบของ “ซอง” ที่ให้กันตาม “มารยาท” ด้วยข้อแก้ตัวที่ว่า “ไม่มีเวลามาช่วยงาน” จนทั้งผู้ให้และผู้รับลืมไปแล้วซึ่ง “ความหมาย” งานกฐิน งานผ้าป่าก็กลายเป็นงานระดมซอง และงานท่องเที่ยวประจำปีแกล้มเหล้าของเหล่าฉิ่งฉับทัวร์
การกระทำทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของ “หน้าตา” และอาจเป็นเพราะเรารีบร้อนไปวันๆจนหลงลืมที่แบ่งปัน “เวลาดีๆให้แก่กัน”
หลายปีที่เราได้เข้ามาวนเวียนอยู่ ทุ่งใหญ่ฯดูเหมือนแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ชาวกระเหรี่ยงอยู่ที่นี่มานานนับร้อยปีก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม พวกเขาไม่ได้ร่ำรวยขึ้น ไม่ได้จนลง หากจริงแล้วมาตรฐานไม่ได้วัดด้วยความรวยจน วัฒนธรรมและน้ำใจยังคงงดงาม พวกเขายังอยู่กับป่าอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยเหมือนกันที่เคยเป็นมา
ในเวลาที่เท่ากัน ที่เท่าๆกันเมืองกรุงกลับเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน เปลี่ยนแปลงไปสู่การหมุนวนอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆของความยุ่งเหยิงที่กดทับความคิดให้ผู้คนต้องดิ้นรนทุกเช้าค่ำ ดิ้นรนจากสิ่งที่เป็นอยู่ไปแสวงหา มากครั้งเพียงคล้อยตามโฆษณาชวนเชื่อที่ปั่นหัวกรอกหูอยู่ทุกวัน บ้างครั้งเพียงเพื่อแข่งขันให้ทัดเทียมในสังคมสมมุติ หลายครั้งเพื่อเพียงสนองสายตารอบข้างที่เราคิดว่ากำลังจ้องมองอยู่
ด้วยความเร็วที่หมุนวนนั้น หลายคนไม่เคยมีเวลาแม้จะหยุดคิดถึงแก่นแท้ หยุดมองลงไปให้ลึกถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เขากำลังทำอยู่
ไม่เคยแม้แต่จะสังเกตว่าสายตาที่เราคิดว่ากำลังจ้องมองอยู่นั้น ไม่ได้ใส่ใจอะไรอย่างแท้จริง
กาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงดูเหมือนจะผูกพันกันอยู่มาก หน่วยของเวลาเป็นสิ่งมนุษย์กำหนด (สมมุติ)ขึ้นมา หากไม่มีหน่วยของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง การเดินไปของเวลาในทุ่งใหญ่ ก็ดูเหมือนจะไร้ความหมาย (มิน่าเล่าทำไมซ่าโถจึงได้หนุ่มขึ้น)
ค่ำคืนนั้น เป็นเวลาของการร่ืนเริง คุณลุงนักดนตรี และคุณน้านักร้องทำหน้าที่ขับกล่อมหมู่บ้านกลางป่าให้รื่นรมณ์
จากที่ได้ นอนป่ากันเสียคืนหนึ่งทำให้เรามีเวลาอยู่ที่บ้านจะแก เพียงแค่คืนเดียว
เนื่องจาก Range Rover ไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์นักจึงยากที่จะกลับออกไปในทางเดิมที่สูงชัน เราจึงขออนุญาตเจ้าหน้าที่เขตฯ ที่จะออกไปทางด่านทินวย ครั้งนี้จึงเป็นการเดินทางขับรถในทางป่าที่ไกลที่สุดที่ผมเคยทำมา (110 ก.ม. จากด่านสะเนพ่อง ถึงด่านทินวย)
และเป็นการเดินทางอีกครั้งหนึ่งที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำแม้เวลาจะผ่านพ้น
เมื่อมองย้อนกลับไปสู่ความทรงจำอันงดงามของค่ำคืนใต้แสงจันทร์และงานบุญนั้น ผมได้แต่หวังว่า “เวลา” จะไม่นำพา “ความศิวิไลซ์” ที่ไร้ความหมายจากในเมืองมาเผยแพร่ให้กับสังคมอารยะของทุ่งใหญ่
ในขณะเดียวกันผมก็คงได้เพียงฝันที่จะให้ความเร็วในการหมุนวนของ “เวลา” สังคมเมืองช้าลง เพื่อให้ผู้คนมีจังหวะที่จะหยุดไหลไปกับมันและมีโอกาสมองหา “ความหมายที่แท้จริง”
สำหรับตัวผมเอง ในขณะนี้เวลารอบตัวดูจะหมุนเร็วเกินไปแล้ว บางทีมันอาจจะถึงเวลาที่จะกลับไปเสาะหาแสงจันทร์งามในทุ่งใหญ่อีกสักครั้ง
ธันวาคม 2551
เขียนจากบันทึกและความทรงจำของการเดินทางในเดือนกุมภาพันธ์ 2545
ตาเกิ้น