Home
อยู่ดีๆรถที่วิ่งอยู่บนเส้นทางไฮเวย์สาย 20 จาก Montreal สู่ Quebec ก็หยุดนิ่งลงเฉยๆ เรื่องรถติดเป็นเรื่องปรกติของที่นี่ แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นบนไฮเวย์นอกเมืองในเวลาสายๆวันเสาร์แบบนี้ หลังจากขยับทีละนิดทีละน้อยเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงผมก็เริ่มหมดความอดทน พอดีกับที่เหลือบไปเห็นป้ายที่ขึ้นบอกเป็นภาษาฝรั่งเศษพอเดาได้ว่า สาย20 การจราจรติดขัด มีทางเบี่ยงไปสู่เส่นทางสาย 116 และเส้นทางสาย เล็กๆนั้นพาผมผ่านเมืองและเลียบเลาะทางรถไฟไปความตั้งใจของวันนี้ของผมคือการไปศูนย์ Ecotourism แห่งหนึ่งแถวเมือง Jacques-Catier มีเพื่อนผมบอกว่าที่ นั่นมีจุดดูสัตว์ป่าเช่น Black Bear อยู่โดยที่จะมีการเอาอาหารไปวางไว้และสัตว์จะออกมาให้ดูทุกวัน เป็นของดีประจำถิ่นที่จัดเป็นทัวร์เล็กๆดึงดูดนักท่องเที่ยว กว่าจะหลุดจากทางเบี่ยงมาถึงเมืองที่หมาย ได้ก็บ่ายสองกว่า หากแต่ว่าขับรถวนหาที่อยู่ที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ยังไงก็ไม่เจอ โทรศัพท์ไปก็ได้เจอแต่เครื่องฝากข้อความเป็นภาษาฝรั่งเศษฟังไม่ออก ผมขับวนไปวนมาจนหิว หงุดหงิด และเหนื่อยอ่อน ผมดูแผนที่อีกครั้ง เห็นพื้นที่สีเขียวลงไว้ว่า Jacques-Catier Parc อยู่ห่างไปไม่ไกล เวลานั้นเกือบสี่โมงเย็นแล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่า หาที่พักนอนซักคืน ขับรถมาตามทางสาย 175 ไม่นานนัก ผมก็มาถึงทางเข้า Parc เป็นทางเส้นเล็กๆที่วิ่งเลาะริมแม่น้ำ อ้า... ไม่เลวเลย ไม่ได้ดูหมี ไปตกปลาก็ยังดี
"แค้มป์เต็มเกือบหมดแล้วค่ะ เหลือแต่แค้มป์ที่อยู่ใกล้ศูนย์สื่อความหมายนี่ (Interpretation Center)" เจ้าหน้าที่สาวคนนั้นบอกผมเมื่อผมถามหาแค้มป์พักแบบสงบๆที่ผมพอจะแบกเป้เข้าไปหลบนอนได้ Jacques-Catier Parc เป็นพารค์ที่ไม่ใหญ่โตหรือโด่งดังอะไรครับ ในหนังสือไกด์บุ๊กไม่มีเล่มไหนพูดถึงเลย แต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ห่างเมือง Quebec แค่ 40 กิโลเมตรที่นี่จึงเป็นที่นิยมให้ชาวเมือง Quebec มาเล่นเรือแคนูกัน และด้วยความที่อากาศเพิ่งจะอบอุ่นขึ้นมาเป็นสัปดาห์แรก แค้มป์พักจึงคึกคักเต็มที่ผมขับรถไปจอดในจุดแค้มป์ ท่ามกลางผู้คนที่มาแค้มป์ด้วยรถ Mortor Home ความหวังที่จะนอนอยู่อย่างเงียบสงบ ดูจะมลายหายไป วันนี้อากาศร้อนเอาเรื่องเลย 30C หลังจากที่หนาวมานาน เปิดท้ายเอาคันเบ็ดมาประกอบกะว่าจะลงไปตกปลาแก้ร้อนซะหน่อย คันเบ็ดประกอบเข้ากับรอก เอ๊ะ....ฟลายล่ะอยู่ไหน รื้อประเป๋าจนวุ่นก็ไม่เจอนึกขึ้น มาได้คร่าวๆว่าใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหนาว ที่ไม่ได้หยิบออกจากบ้านมาเพราะเห็นว่าอากาศอุ่นเต็มทีวิ่งกลับไปถามเจ้าหน้าทีอีกครั้งว่ามีร้านขายอุปกรณ์ตกปลาแถวนี้บ้างมั๊ยเธอก็ส่วยหน้าแถมให้ด้วยรอยยิ้ม(เยาะ) โมโหตัวเองจนอยากจะเขกกระโหลกเสียสามที ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันที่อะไรๆก็ดูจะล้มเหลงไปเสียหมด เดินกลับมาที่เต๊นท์ อากาศก็ร้อน ยุงก็รุมกินโต๊ะจนนั่งไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่ากางเต้นท์นอนสงบสติ อารมณ์สักพักก่อน กางเต๊นท์ Hubba Hubba ตัวเก่งแทนมุ้งนอนเล่นอยู่พักใหญ่ เริ่มคิดได้ว่าเดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นคนอารมณ์หงุดหงิด ง่ายเมื่ออะไรๆไม่เป็นอย่างที่หวังและตั้งใจ สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากที่เป็นคนชอบขีดเส้นลิขิตทางเดินให้กับตนเองเสมอมา แต่หากช่วงหลังมานี่หน้าที่การงานเริ่มจะต้องหักเหจากสิ่งที่ตัวเองชอบและคิดว่าทำได้ดี มาทำในสิ่งที่คน อื่นคิดว่าผมทำได้ดีและเป็นที่ต้องการ จนรู้สึกคับข้องใจว่าเรากำลังจะไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป
แสงแดดยามเย็นทอเรื่อผ่านยอดไม้ลงมาชวนให้ลุกออกจากเต๊นท์ ทางสายเล็กจากหน้าแค้มป์ก็พาผมเดินผ่านไปยังสะพานข้ามแม่น้ำและข้ามไปสู่ทางเดินป่าที่ชื่อว่า Le Cascade ซึ่งผมไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะเป็นเส้นทางที่ สวยที่สุดเส้นหนึ่งในการมา Quebec ครั้งนี้
เสียงสายน้ำไหลรินแววมาแทรกด้วยเสียงนกร้อง ทางสายนั้นพาผมลัดเลาะไปข้างลำธารสายเล็กที่ก้อนหินปกคลุมไปด้วยมอสเขียวขจี ป่าของฤดูใบไม้ผลิเขียวสดใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ธรรมชาติรอบตัวทำให้จิตใจสงบลงมาก นึกได้ แล้วว่าอารมณ์สงบเช่นนี้แหละที่ทำให้ผมชอบที่จะอยู่ในป่า
พอใต่ระดับสูงขึ้น ผมก็เข้าไปอยู่ในป่าสน สายลมเย็นพัดแผ่วเข้ามาท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าใหญ่ ทิวทัศน์รอบตัวที่เป็นป่าภูเขานี้สวยงามมีเสน่ห์น่าหลงไหลอย่างบอกไม่ถูก หลายครั้งที่ผมมองผ่านช่องมองของกล้องถ่าย ภาพ ผมรู้สึกเหมือนหลุดออกไปสู่อีกโลกหนึ่งห่างไกลออกไปจากความกังวลต่างๆที่รุมเร้าจิตใจอยู่จนหมดสิ้น ผมไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานานแล้ว
I'm falling in love againไม่หรอก ....ไม่ใช่กับสาว Quebec (ทั้งๆที่บางคนก็สวยนะ) แต่หลงรักธรรมชาติของ Quebec อาจมีอะไรสักอย่างใน Mountain Wood นี้ที่ทำให้ผมหลงไหล อาจเป็นเสียงของสายน้ำไหลรินจากซอกหิน อาจเป็นเสียงเพลงของนก อาจเป็นสีเขียวสดของป่าต้นฤดู Spring อาจเป็นสายลมเย็นที่พัดเอื่อย หรืออาจเป็นความเงียบ จนเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของป่าใหญ่ที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น รู้สึกเหมือนผมไปยืนอยู่กลางโบสถ์วิหารที่เต็มไปด้วยความสงบ
ความรู้สึกดังกล่าวไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ในภาพถ่ายหรือคำบอกเล่า ถึงแม้ผมจะได้พยายามแล้ว...............หลายครั้งเราอาจเจอกับอะไรที่ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังและไม่ได้ตั้งใจ มันอาจบังคับให้เราต้องเลี่ยงลงจาก ทางหลักของชีวิตสู่ทางเบี่ยงที่เราไม่อาจเลือกบางคนอาจเรียกมันว่าโชคชะตา
หากคิดไปในแง่ดีว่า ทางเบี่ยงทั้งหลายในชีวิตนั้นถูกขีดเขียนขึ้นมาไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เราได้ออกจากเส้นทางที่ราบเรียบ และคุ้นเคยมาสู่เส้นทางที่อาจทุรกันดารและเต็มไปด้วยความกังวลกับสิ่งที่ไม่เคยพบเจอ แต่หากระหว่างทางที่ขรุขระนั้น อาจมีสิ่งที่ดีงามที่ซ่อนไว้ให้ได้พบพาน เพราะจะว่าไปแล้วการเดินทางมา Quebec และ Jacques-Catier นี้ก็ล้วน เป็นทางเบี่ยงที่ผมไม่ได้คาดคิดหลังจากที่ผมต้องเลือกเดินในหน้าที่งานที่เต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้องใจมานานนับปี
รถติด, หาแหล่งท่องเที่ยวไม่เจอ, ลืมเหยื่อตกปลา และแค้มป์เต็มในวันนี้ก็เป็นเช่นทางไม่คุ้นเคยผิดไปจากความคาดหวัง แต่หากว่าผมนอนหงุดหงิดอารมณ์เสียกับโชคชะตาอยู่ในเต๊นท์ ผมก็คงไม่ได้ไปพบกับป่าศักดิ์สิทธิ์บนเขาสูง เหมือนกับมีอะไรบางอย่างตั้งใจให้บทเรียนสอนผมว่า หากว่าทางเบี่ยงที่ผ่านมาอาจเป็นการลิขิตของโชคชะตา แต่สิ่งดีๆในชีวิตล้วนแต่ต้องเป็นเราที่ต้องออกไปค้นหา เพราะหลายครั้งมันอาจจะอยู่ข้างทางขรุขระ.......ออกไปเพียงไม่ไกล
ตาเกิ้น
26 กันยายน 2549จากบันทึกการเดินทาง มิถุนายน 2548
ภาพบันทึกโดย Leica M6เรื่องราวบันทึกด้วยหัวใจ
love & good memory will remain forever
คุยกันรอบกองไฟ
เซ็นสมุดเยี่ยม
สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี