หวนเวลา..คืนสายน้ำคาน

สายน้ำคานที่ไหลสู่แม่โขงไม่หวนกลับ....เฉกเช่นเดียวกับวันเวลา


หกปีที่แล้ว....

ครั้งแรกที่ผมมาเยือนน้ำคานอันงดงามสายนี้.

การเดินทางในครั้งนั้น ผมเดินทางมาพร้อมกับรอยแผลในใจ.. เหมือนสัตว์บาดเจ็บหาที่ซ่อนกาย อาจไม่ใช่แผลอะไรใหญ่โตขนาดที่ลงไปนอนคร่ำครวญ ร่างกายผมยังครบ 32 และสติสัมปชัญญะของผมยังเป็นปรกติ และก็ไม่มีเหตุที่ต้องพลัดพรากจากคนที่ผมรักรอบตัวในภพนี้  มันก็เป็นแค่รอยแผลใจผมที่ไม่มีใครมองเห็น คนรอบข้างส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้  แต่ก็เป็นแผลที่เราไม่สามารถหายาใดในมาใส่เพื่อสมาน..ไม่แม้แต่กาลเวลา

สายน้ำคาน

(ภาพขาว-ดำประกอบบทความทั้งหมดโดย: ตาเกิ้น)

ผมไม่คิดว่ากาลเวลาเป็นยารักษาอะไรได้ แต่เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานเราอาจจะ”เข้าใจ”หรือ”ทำใจ”ได้

หลายเช้าและเย็นที่ผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองหน้าสายน้ำคานสายนี้  นั่งมองสายน้ำและถามคำถามกับตัวเอง..ถามคำถามที่อาจไม่มีคำตอบ..

จิตมนุษย์นั้นไซร้หยั่งไม่เคยถึง ผมเองยังไม่เอาจถ่องแท้ใจของตน ไหนเลยจะเข้าใจใจของผู้อื่นได้

น้ำคานที่ขุ่นข้น จากฟุ้งตะกอนที่ถูกพัดกวนด้วยสายน้ำ ฉันใด... ความคิดคำนึงที่สับสนและพลุ่งพล่านของผมหน้าสายน้ำคานก็เป็นฉันนั้น

ยอมรับในความเป็นไป..แต่ไม่เคยเข้าใจ หรือหัวใจของผมไม่อยากจะเข้าใจ ก็สุดจะคาดเดา

ทุกข์ครั้งนั้นเกิดเมื่อสิ่งที่หวังไม่เป็นไปตามคาด .. ถ้าไม่คาดหวัง ไหนเลยจะผิดหวัง 


แต่ยามที่ไม่ได้อยู่กับความคิดของตัวเอง  หลวงพระบาง..เมืองแห่งสายน้ำคานสบน้ำโขง..แห่งนี้กลับทำให้ผมสงบใจได้อย่างประหลาด

คงไม่ใช่เพราะวัดเก่าสวยงามมากมายที่รายล้อมอยู่ในตัวเมือง...ไม่ใช่เพราะอากาศที่เย็นสบายในช่วงเดือนธันวาคม....ไม่ใช่เพราะพูสีที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองโอบล้อมด้วยสายน้ำสองสาย

หากคงจะเป็นเพราะความมีน้ำใจของชาวหลวงพระบาง สถานที่ซึ่งคนเปี่ยมด้วยน้ำใจและเห็นแก่มิตรภาพต่อเพื่อนใหม่เหนือเวลา...ที่ซึ่งผมรู้สึกว่าเวลารอบตัวเดินช้ากว่านาฬิกาบนข้อมือเสมอ...ที่ซึ่งคนมีรอยยิ้มบนดวงหน้าและรอยยิ้มในดวงตาตรงกับรอยยิ้มในดวงใจ

ผมหลงรักหลวงพระบางขนาดที่ผมลังเลว่าจะควรจะกลับไปหามนต์ สเหน่ แห่งเมืองหลวงแห่งนี้อีกครั้งดีหรือไม่

เพราะกลัวว่าองค์ประกอบที่ทำให้ผมหลงรักเมืองแห่งนี้จะจางหายไปเมื่อถูกรุกล้ำด้วยวัฒนธรรมใหม่ๆ

แค่กลัวว่าสิ่งที่หวังจะไม่เป็นดังคาด... นี่ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้แล้ว

หกปีต่อมา

“ท่าน (E20)ZUK ไม่มีรถสวนครับ แซงได้เลย” เสียงของตาเกิ้นดังผ่านวิทยุ VR มาแทรกเสียงเพลงของวง the Eagle จากวิทยุ-ซีดี MP3 ติดรถยนต์, เสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามขณะเพิ่มความเร็วรอบเพื่อขึ้นเขาและเสียงดอกยางที่บดถนนลาดยางอันแสนจะคดเคี้ยว

“ถนนปูยาง” อันแสนจะคดเคี้ยวสู่หลวงพระบาง

ภาพประกอบบทความสี ทั้งหมดโดย: คุณไกรสร

แล้วผมก็แซงรถประจำทาง เวียงจันทร์-หลวงพระบาง ที่บนหลังคาเต็มไปด้วยจักรยานและสัมภาระเป็นรอบที่สาม..

ขบวนของเรา ประกอบด้วย หนุ่ม-สาว 6 ชีวิต รถยนต์สามคัน ออกจากบ้านพูคูน หรือชื่อที่พวกเราเรียกกันตามลักษณะของเมืองว่า “สามแยก” ในเวลาบ่ายโมงเศษ ออกตามหลังเจ้ารถเมล์เจ้ากรรมคันนี้   พอออกจากสามแยก ก็อาศัยความคล่องตัวของรถเร่งแซงรถร่วมทางอันได้แก่รถเมล์และรถบรรทุกเจ้าถิ่นมาได้หลายต่อหลายคัน ทั้งๆที่เส้นทางส่วนใหญ่จากบ้านพูคูน ไปยังหลวงพระบางนั้นแสนจะคดเคี้ยวตัดเลาะแนวเขา มองไกลๆเหมือนงูตัวใหญ่สีเทาที่เลื้อยทอดยาวไปตามทิวเขาอันสลับซับซ้อน 

รถเมล์(เจ้ากรรม)ที่โดนขบวนพวกเราแซงแล้วแซงอีกเป็นสิบรอบ เพราะเราแซงแล้วก็จอดถ่ายรูปกัน

เมืองพูคูน หรือ “บ้านสามแยก” จุดพักรถ พักกาายของนักเดินทางทางรถ หากมาจากเวียงจันทร์ เมื่อถึงสามแยกนี้เลี้ยวซ้าย (ขึ้นเหนือ) เพื่อไปหลวงพระบาง เลี้ยวขวาเพื่อไป เมืองโพนสะหวัน

เหล่านักเดินทางกำลังโจ้เฝอมื้อกลางวันที่บ้านสามแยก (ล่างซ้าย)

พี่ปุ้ม (ไกรสร) กำลังนั่งแทนที่นายท่ารถ ณ. บ้านสามแยก (ล่างขวา)

ถนนช่วงระหว่างบ้านพูคูน-หลวงพระบางนั้นเป็นถนน”ปูยาง(มะตอย)”  ที่ปูมาหลายปีทำให้บางช่วงของถนนเป็นหลุมเป็นบ่อหรือมีบางช่วงที่ยางมะตอยหลุดลอกไปกำลังรอการซ่อมแซม และถนนสายนี้ก็เป็นถนนสองเลนสายแคบขนาดที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องสวนกับรถใหญ่ ต้องขอบคุณตาเกิ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ขับเจ้า “ด๊อกแด๊ก” Suzuki Caribian นำขบวนและเจ้าวิทยุ VR ที่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยให้รถคันแรกที่แซงรถใหญ่ไปแล้วบอกกับคันหลังได้ว่ามีรถสวนมาหรือไม่ และเป็นเครื่องมือ.ใช้สนทนาคลายเหงาตลอดการขับระยะทางไกล

แต่ถนนสายนี้ก็สวยงามจนพวกเราอดใจไม่ได้ต้องจอดรถถ่ายรูปหลายต่อหลายครั้ง และอย่างน้อยสองครั้งที่พวกเราสนุกสนานกับการถ่ายรูปวิวข้างทางกันอยู่นานโขจนรถเมล์เจ้ากรรมขับผ่านพวกเราไป...นี่เป็นสาเหตุที่ผมต้องขับแซงรถเมล์คันเดิมเป็นรอบที่สาม

พวกเราเดินทางมาถึงเมืองหลวงพระบางในเวลาสี่โมงเย็น พร้อมๆกับรถเมล์คันนั้น  จุดหมายแรกที่เรามุ่งสู่คือเรือนพักสายน้ำคาน ตัวเมืองสองข้างถนนมีทั้งภาพที่คุ้นตาและมีทั้งภาพของสิ่งแปลกใหม่ สมองผมพยายามรื้อความทรงจำทางโสตอันเลือนรางเมื่อหกปีที่แล้ว ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก หลวงพระบางวันนี้”โต”กว่าความทรงจำของผมมาก แต่ในที่สุดหลังจากที่จอดถามป้าที่ร้านค้าและขับหลงกันเล็กน้อย ขบวนของเราก็ขับรถมาจอดริมถนนหน้าเรือนพักสายน้ำคาน

น้องจิ๊บ พาหนะคู่ใจที่ตุเลงตุเลงพาพี่หมู(จ่าน้อมฯ)กับผมมาถึงเมืองหลวงฯ

เวลาที่หลวงพระบางคงจะเดินช้ากว่าเวลาของผมมาก เฮือนพักสายน้ำคานเมื่อ  ธค.2541 (ซ้าย) และ กพ. 2548 (ขวา)

ผมเดินตรงไปที่เรือนพักสายน้ำคาน เพียงหวังจะได้พบแม่หญิงพนักงานต้อนรับใจงามคนเดิม แต่สายน้ำคานในวันนี้นอกจากห้องพักจะเต็มแล้ว ยังไม่มีแม้แต่เงาของแม่หญิงใจงามคนนั้น 1

ผมเดินออกมาด้วยความเศร้าสร้อย ..

ผมไม่ได้คิดว่าแม่หญิงจะจำผมได้ ถึงจำได้ก็ไม่รู้ว่าจะชวนพูดคุยอะไรเพิ่มเติม

คงเพียงแค่อยากจะบอกกับแม่หญิงว่า สิ่งเล็กน้อยที่เธอได้ทำเมื่อหกปีที่แล้ว สร้างความประทับใจต่อบ่าวผู้มาเยือนจากแดนไกล

อยากจะขอที่อยู่เพื่อจะพิมพ์บันทึกการเดินทางเรื่อง “รอยประทับใจ”ของงบส่งไปให้อ่าน

อยากจะขอแค่มีโอกาสตอบแทนเลี้ยงกาแลม (ไอศครีม) และขอบคุณต่อเธอที่สร้างความเชื่อให้แก่เขาทั้งสองว่ามีคนอีกไม่น้อยที่ปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างมีน้ำใจ 

หรืออยากแค่เพียงเห็นรอยยิ้มอันจริงใจของเธอ

หลังจากผิดหวังจากห้องพักที่สายน้ำคาน พวกเราก็เริ่มเดินหาที่พักอื่นในบริเวณนั้น แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงหยุดตรุษจีนทำให้เฮือนพักในกลางเมืองหลวง(พระบาง)ไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับพวกเรา

ผมหนีมาเดินอ้อยอิ่งเพื่อชื่นชมสายน้ำคานที่คิดถึง....

หกปีผ่านไป สายน้ำคานยังคงสงบเงียบ สวยงามเฉกเช่นเมื่อได้มายลเป็นครั้งแรก

สายน้ำคานยังคงสวยงามเฉกเช่นเมื่อหกปีก่อน เช่นเดียวกับเรือนพักสายน้ำคานที่ยังคงตั้งตระหง่านภูมิฐานอย่างเงียบสงบริมสายน้ำ วิถีชีวิตและกิจกรรมบนสายน้ำคานยังคงเหมือนกับเมื่อหกปีก่อน...ชาวสวนกำลังรดน้ำสวนผักริมตลิ่ง เด็กๆสนุกสนานอยู่กลางสายน้ำ..ประหนึ่งว่าเวลาหกปีที่จากไปเป็นเพียงแค่วันวาน

ที่เปลี่ยนไปอาจมีแต่วัยและความคิดคำนึงของผู้มาเยือน

ระคน..ทั้งดีใจเหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าที่จากกันไปนาน...ทั้งระทดใจถึงความเสื่อมของชีวิตตนเมื่อเทียบกับเรือนพักและสายน้ำ...ทั้งรำลึกถึงสัจธรรมว่านาฬิกาชีวิตของสิ่งต่างๆในโลกล้วนแตกต่าง

ช่วงเวลาหกปีจัดว่า “นาน” สำหรับช่วงชีวิตผม แต่กับสายน้ำคานแล้ว อาจ “สั้น” นัก หากว่าผมสามารถสื่อสารกับสายน้ำคานได้ สายน้ำอาจจะกล่าวทักทายสหายน้อยที่เพิ่งจากไปเพียงเสี้ยวของทศวรรษ  ...หรืออาจไม่เคยรับรู้ถึงการมาเยือนของผมอันแสนสั้นของผม

หลวงพระบางเปลี่ยนไปไม่น้อยจากเมื่อหกปีที่แล้ว อย่างน้อยมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างที่ผมไม่อยากเห็น...รถจักร (มอเตอร์ไซค์) แล่นบนถนนมากมาย ...ตลาดกลางคืนบนถนนสายหลักของเมืองแบบไนท์บาร์ซา ...การจัดแถวนั่งจกข้าวเหนียวใส่บาตรตอนเช้าของแพคเกจทัวร์ให้แก่นักท่องเที่ยว..... แต่ในอีกแง่ เมืองที่มีชีวิตย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญผมไม่กล้า-ไม่ควร-และไม่มีสิทธิ์จะเอาตัวเองเป็นบรรทัดในการตัดสินว่าสิ่งที่ผมไม่อยากเห็นเป็นสิ่งไม่ดี

น่าเสียดายที่การกลับมาเยือนสายน้ำคานครั้งนี้เป็นเวลาแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง  แต่ปริมาณของช่วงเวลานั้นไม่ได้ปฏิภาคกับปริมาณความปิติของผม

ไนท์บาร์ซา@หลวงพระบาง

แถวนักท่องเที่ยวนั่งจกข้าวเหนียวใส่บาตรยามเช้า

หกปีผ่านไปในการกลับมาเยือนสายน้ำคานและเมืองหลวงแห่งนี้ รอยแผลในใจของผมหายดีแล้ว..คงทิ้งไว้แต่รอยแผลเป็นเล็กๆซ่อนอยู่ในเบื้องลึก  ช่วงชีวิตของผมในภพนี้สั้นลงไปหกปี...ผมไม่แน่ใจว่าผมได้ใช้มันคุ้มค่าหรือไม่ แต่อย่างหนึ่งผมได้เรียนรู้คือเวลาก็เฉกเช่นสายน้ำ ไหลผ่านไปไม่หวนกลับ ...ผมทำได้แค่เก็บสิ่งผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน และเก็บสิ่งดีงามไว้เป็นรอยประทับใจ...ตราบนานเท่านาน

สายน้ำโขง ยามอัสดง

พุทธกิจวัตรของชาวหลวงพระบาง เมืองที่ความศรัทธาแห่งพุทธศาสนาไม่มีเสื่อมคลาย

หนูเล

บันทึกการเดินทาง กพ. 48 และบันทึกความทรงจำ ธค. 41

ภาพบันทึก โดย คุณไกรสร (ภาพสี) ตาเกิ้น (ภาพขาวดำ)