Home

โอโล๊ะโกร ตำนานในหัวใจ
เงา
แม่เงา
เงาชีวิต
โอโล๊ะโกร
ของขวัญปีใหม่
ชวนกันไปบริจากของ
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ผมไม่แน่ใจว่าผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้นเพราะความหนาวเย็นหรือเพราะเสียงเป็ดที่เดินอยู่รอบตัว

เมื่อตัดใจออกจากถุงนอนสองชั้นมาได้ ผมก็เดินออกไปดูปรอทที่แขวนอยู่ที่ชายคา ปรอทสีแดงข้างในหดต่ำลง
ไปชี้อยู่ที่ "2 องศา" เมื่อมองไปยังทุ่งโล่งข้างหน้าสถานีอนามัย"นาเกียน" ผมก็เห็นแม่คนิ้งหรือน้ำค้างแข็งปกคลุม
อยู่เป็นหย่อมๆ

บางครั้งคนเราตัดสินใจทำอะไรลงไปด้วยเหตุจูงใจเพียงเล็กน้อย สำหรับผมแล้วบ่อยครั้งเป็นเพราะคำพูดเพียง
ไม่กี่คำ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน


"ตรงนี้ละครับ น้ำตกโอโล๊ะโกร บริเวณนั้นแทบจะไม่มีคนเข้าไปสำรวจเลย ยิ่งนักท่องเที่ยวคนเมืองแล้วยังไม่
เคยมีใครเข้าไปสักคน"

คุณสมาน หัวหน้าอุทยานแม่เงาบอกกับผมในขณะที่ชี้ไปบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดตากและเชียงใหม่
บนแผนที่ขนาด 1:50,000 ที่ติดอยู่ในสำนักงานของอุทยานเมื่อผมเข้ามาถึงแม่เงาเป็นครั้งแรก

ผมเคยนึกอิจฉานักเดินทางรุ่นเก่าผู้ที่เดินเท้าขึ้นไปพบกับความอุดมสมบูรณ์ของดอยอิทนนท์ครั้งเมื่อยังไม่มี
ถนน หรือ ฝ่าป่าทึบของเขาใหญ่ไปยังน้ำตกเหวนรกในสมัยที่ยังไม่มีทางขึ้นฝั่งปราจีน จนมาถึงนักสำรวจผู้เดิน
ทางไปตามคำบอกเล่าจนไปพบความยิ่งใหญ่ของน้ำตกทีลอซูกลางป่าอุ้งผาง ฯลฯ

ผมนึกเสียใจมาตลอดที่ตัวเองเกิดช้าไปหน่อยจนพลาดยุคบุกเบิกเช่นนั้น และนั้นก็คงจะเป็นสาเหตุให้คำพูด
ของหัวหน้าสมาน ฝังติดอยู่ในใจผมมากว่าสองเดือน และการที่ผมกลับมาในครั้งนี้น้ำตกโอโล๊ะโกรคือเป้า
หมายอันดับหนึ่ง

เคยมีการสำรวจเข้าไปถึงน้ำตกโอโล๊ะโกรมาแล้วโดยเจ้าหน้าที่ของอุทยาน ทางเดินที่พวกเขาใช้ก็คือนั่งเรือทวน
น้ำไปที่บ้านนาดอยแล้วเดินตัดขึ้นทิศเหนือไปประมาณสองวัน ถ้าลากเส้นตรงบนแผนที่ก็เป็นระยะทางประมาณ
20กว่ากิโลเมตร แต่ในทางป่าที่คดเคี้ยวมันย่อมไกลกว่านั้นมาก และนอกจากนั้นเส้นระดับความสูงที่ถี่ยิบบน
แผนที่ทหารก็บอกให้รู้ว่าเราจะต้องเดินไต่ระดับความสูงขึ้นไปตลอดทาง

หลายวันที่ผ่านมาการเดินทางไกลยังติดขัดจนเราต้องท่องเที่ยวอยู่ใกล้ๆอุทยาน วันลาของพี่เต็มหมดลงแล้ว
และคงไม่มีโอกาสที่จะไปด้วย(ดูเหมือนว่าหลังจากที่ดูระยะทางในแผนที่แล้วเจ้าตัวจะค่อนข้างดีใจที่วันลา
หมดลง) ส่วนผมยังมีเวลาอีกหลายวัน โอกาสนั้นเป็นของผมแล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าผมจะปล่อยให้มันผ่านไปแล้ว
มาอาลัยอาวรณ์ภายหลังกับสิ่งที่ผ่านเลยโดยไม่ย้อนกลับไปตามกาลเวลา

จากที่ดูแผนที่แถบนั้นทั่วๆ ผมก็พบว่า มีหมู่บ้าน"ยางเกี๋ยง" ที่อยู่ใกล้บริเวณที่คาดว่าเป็นน้ำตกโอโล๊ะโกรมาก
ที่สุด เขตนั้นน่าจะอยู่ในฝั่งอำเภออมก๋อยของเชียงใหม่ ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เห็นในแผนที่น้ำตกน่าจะอยู่
ห่างหมู่บ้านแค่ 5-6 กิโลเมตร!

ปัญหาก็คือแผนที่ทหารที่เราใช้มีอายุกว่า 20ปีแล้ว ในนั้นไม่มีระบุว่า มีถนนเข้าไปที่ยางเกี๋ยงหรือไม่ เมื่อสอบ
ถามดูไม่มีใครรู้ว่าถ้ามีถนนจะต้องเข้าทางไหน หรือแม้กระทั่งว่าหมู่บ้านยังอยู่ตรงนั้นจริงหรือ!!


แดดยามเช้าสาดส่องไปทั่วหุบ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อากาศรอบๆตัวผมอุ่นขึ้นแต่อย่างไร

เขาข้างหน้านั้นสูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า ในแผนที่บอกว่าสันเขานั้นสูงถึง 1600เมตร ระหว่างสถานีอนามัยที่
ผมยืนอยู่กับสันเขาคือทุ่งนาแคบๆของชาวบ้านนาเกียน ชุมชนกระเหรี่ยงที่แทรกตัวอยู่ในชายเขตจังหวัดเชียง
ใหม่ต่อกับจังหวัดตาก

เส้นทางจากอมก๋อยมาสู่ นาเกียนที่เรียกกันจริงๆ หรือ ยางเกี๋ยงตามแผนที่ ยาว 40 กิโลเมตร แม้ในฤดูแล้งอย่าง
นี้เจ้าลาย, รถขับเคลื่อนสี่ล้อของผม, ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมง จากคำบอกเล่าของคนที่นี่ ในหน้าฝนทางออกสู่
โลกภายนอกทางเดียวก็คือเดิน

พี่เม็ดเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของอุทยานแม่เงาช่วยขับเจ้าลายกลับไปเมื่อวานนี้ เพราะแผนของเราคือออกเดินจาก
ที่นี่ไปสำรวจน้ำตกจากนั้นก็ตัดออกไปยังบ้านนาดอยจากนั้นจึงหาทางกลับแม่เงากันต่อไป

เราในที่นี้ ก็คือเจ้าหน้าที่จากอุทยานแม่เงาสามคนคือ วัธ, ไก่ ,จะซอ และผมอีกคนเป็นสี่ นอกจากนี้เรายังได้
สมาชิกสมทบอีกคนคือหมอแป๊ะ หมออนามัยคนเดียวของบ้านนาเกียน

หมอแป๊ะให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดีเมื่อผมเข้ามาบอกว่าเราจะไปไหนกัน หมอยืนยันว่าเคยเห็นน้ำตกใหญ่
จากมุมสูงแต่ก็ไม่เคยลงไปสักที จึงยินดีจะช่วยนำทางอยากจะไปร่วมสำรวจกับเราด้วย

พอพ้นเขตที่นา ทางเท้าแคบๆนั้นก็พาเราตัดขึ้นไปตามลาดชันของภูเขา ป่าเริ่มสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ ต้นไม้
ใหญ่ๆเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น ความสดชื่นยามเช้าและอากาศที่เย็นทำให้เราพอที่จะสู้กับความชันของเส้นทางได้
โดยไม่ทรมานนัก

ราวๆสองชั่วโมงต่อมาเราก็ขึ้นมาถึงตอนบนของดอย ทางเดินก็เช่นเดียวกับชีวิต เมื่อฝ่าฟันมาขั้นหนึ่งก็อาจมี
เวลาได้พัก ทางช่วงนั้นไม่ชันเท่ากับที่ผ่านมา

เราหุงหาจัดการกับข้าวกลางวันกันอย่างง่ายๆ พรานชาวบ้านสองคนเดินสวนมาพร้อมกับปืนแก็ปกระบอกยาว
และแร้วสำหรับดักสัตว์เล็ก พวกเขาเข้ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อเย็นวาน แต่คราวนี้ก็ต้องกลับมาออกมามือเปล่า

ซูเปอร์มาเก็ตกลางดง ก็อย่างนี้แหละ ไม่ได้มีอาหารให้หยิบฉวยได้ง่ายดายเสมอไป

รอบๆตัวเราเป็นป่าดิบที่ยังสมบูรณ์มาก ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่ เราพบรองเท้านารีอินทนนท์ที่กำลังออกดอก
อยู่บนคบไม้หลายช่อ

เมื่อเราออกมาสู่ที่โล่ง ทะเลหมอกที่ปกคลุมหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ไปจนสุดสายตาก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าเรา เพียง
ภาพที่งดงามนี้ก็คุ้มแล้วกับการเดินทางครั้งนี้ด้วยตัวมันเองแล้ว

อีกกว่าสองชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึง"ดอยหลวง"จุดที่ถูกระบุว่าเป็นจุดสูงที่สุดของเทือกเขา

จากจุดพิกัดที่ถูกระบุไว้จากการสำรวจไว้ในครั้งก่อน ที่จุดนี้เรา"น่าจะ" อยู่ใกล้น้ำตกโอโล๊ะโกรมากแล้ว

แต่เรากลับไม่เห็นน้ำตกอยู่ในหุบเขาเบื้องหน้า

เราแยกย้ายกันมองหาน้ำตกจากมุมต่างๆของยอดดอย แต่ก็ไม่มีใครพบเห็น จากแผนที่น้ำตกน่าอยู่ห่างออก
ไปข้างหน้าไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร แต่ข้างหน้าเราเป็นหน้าผาที่ลาดชัน

แผนที่บางครั้งก็เหมือนความฝันของผู้คนที่มองเห็นจุดหมายอยู่แค่เอื้อม แต่ในชีวิตจริงเราอาจต้องเผชิญกับ
หุบเหวและหน้าผาที่ต้องฝ่าฝัน

เมื่อคนเราตัดสินใจว่าความฝันต้องถูกติดตาม หน้าผาก็ย่อมต้องถูกปีน


วัธนำทางเราลัดเลาะลงไปทางไหล่เขาที่ชันน้อยที่สุด และมีต้นไม้ให้รั้งตัว ช่วงนี้เราต้องฝ่าลงไปในป่ารก ไม่มี
ทั้งทางคนหรือด่านสัตว์ เท้าที่ย่ำลงบนในไม้แห้งที่ทับถมยากนักที่ยั้งตัวไม่ให้ไหลร่วงลงไป มือต้องคอยคว้า
ต้นไม้ใกล้ตัว ไม่นานนักมือทั้งสองข้างของผมก็เต็มไปด้วยหนามจากต้นไม้ข้างทาง แต่มันก็ยังดีกว่าการร่วง
หล่นสู่เบื้องล่าง

กว่าสามชั่วโมงจากยอดเขา เราก็ลงมาใกล้ลำน้ำเบื้องล่าง ทางช่วงสุดท้ายนั้นชันเป็นหน้าผาตัดลงไปกว่า
ยี่สิบเมตร

"ลงไม่ได้แล้วโว้ย" ผมตะโกนออกมาอย่างหมดความอดทนขณะที่เกาะแน่นอยู่กับรากไม้ตอนบนสุดของหน้าผา
ในการเดินทางในป่าดง การปีนที่สูงเป็นเรื่องที่ผมพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด พูดกันตรงๆก็ได้ว่าผมเป็นคน
กลัวความสูง

แต่อีกนั้นละที่ การเดินทางก็เหมือนชีวิต เรื่องที่พยามหลีกเลี่ยงมักจะเข้ามาให้พบพานอยู่เสมอ

จะซอผู้สามารถปีนหน้าผาได้ราวกับจิ้งจกไต่ฝาบ้าน ก็ผูกเชือกหย่อนลงมาให้ผมจับยึด ดูเหมือนว่าเชือกเส้นนั้น
จะเป็นเพียงเครื่องช่วยด้านกำลังใจซะมากกว่าเพราะมันเล็กเสียจนจับไม่ถนัดมือ

แต่กำลังใจอาจเป็นสิ่งเดียวที่ขาดไป เพราะหลังจากได้เชือกเส้นนั้นผมก็ไต่ลงมาได้

เกือบสี่ชั่วโมง ที่เราไต่ลงมาในความชันถึงเจ็ดร้อยเมตร เราก็มาอยู่ที่ลำธารเบื้องล่าง

ยอดดอยหลวงถ่ายในวันถัดมา ดูแล้วไม่รู้ว่าลงมาได้อย่างไร

เมื่อเงยหน้ากลับไปมองในทิศทางที่เรามา เราก็ได้พบกับสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้คาดหวังไว้มาก่อน

ธารน้ำสายหนึ่งไหลลงจากหน้าผาใกล้ๆกับที่เราปีนลงมา มันไม่ใช่น้ำตกที่ใหญ่หรือสวยงามนักแต่ก็สูงร่วม
ร้อยเมตร ไม่หรอกเราไม่โชคดีขนาดนั้น มันไม่ใช่น้ำตกโอโล๊ะโกรที่ตามหา แต่หากเป็นน้ำตกนิรนามที่ยังไม่
เคยพบมาก่อน

ผมถือโอกาสตั้งชื่อน้ำตกนี้ว่า "น้ำตกแม่หลง" ด้วยความภาคภูมิใจ

ไก่เดินไปสำรวจทางปลายน้ำแล้วเดินกลับมาบอกว่ามีน้ำตกเล็กๆขวางหน้าอยู่เดินต่อไปไม่ได้ สองข้างของ
ลำห้วยก็เป็นหน้าผาชัน ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบหกโมงแล้ว เราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาที่พักแรมกัน
บริเวณนั้น

เมื่อเราเดินย้อนน้ำขึ้นไปเล็กน้อย ก็พบโขดหินริมน้ำพอให้เราพักพิง กองไฟถูกก่อขึ้นเพื่อหุงหาข้าวเย็นพอๆกับ
ไล่ความเหน็บหนาวจากอุณหภูมิที่เริ่มจะลดลง

อาหารเย็นง่ายๆทำให้ร่ายกายที่อ่อนโหยสดชื่นขึ้นอีกครั้ง เหล้ากระเหรี่ยงที่เราขอปันมาจากบ้านนาเกียนทำให้
เลือดสูบฉีดไปไล่ความหนาวเย็นที่เกาะกุม กองไฟที่ลุกโชนทำให้ป่าดงกลับกลายเป็นที่พักพิง เพื่อนฝูงที่นั่งราย
ล้อมทำให้ความเหงาเงียบห่างไกลออกไปนอกวง

บรรยากาศเช่นนี้แหละที่ย้ำเตือนให้ผมระลึกว่าคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายกับชีวิตเลย

ค่ำคืนนั้น ขณะที่ผมหย่อนตัวลงนอนในเปลเย็นเฉียบที่หย่อนลงไปเกือบถึงพื้นหินเพราะความจำกัดของพื้นที่
ความหนาวเย็นอีกประเภทหนึ่งก็เข้าเกาะกุมหัวใจ

น้ำตกโอโล๊ะโกรอยู่ที่ไหนกันแน่ มาตอนนี้เราค่อนข้างจะมั่นใจแล้วว่าพิกัดที่รู้มาคงจะผิดพลาดไปไกล ขณะนี้เรา
มาตั้งแคมป์อยู่ริมลำธาร สองฝั่งน้ำเป็นหน้าผาชันยากที่จะปีนขึ้น ทวนน้ำขึ้นไปน่าจะกลับไปยังบ้านนาเกียนแต่
ก็ไม่รู้ว่าทางจะเป็นอย่างไร  น้ำตกโอโล๊ะโกรน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งทางปลายน้ำ แต่จากที่ไก่เดินไปสำรวจพบว่า
ข้างหน้ามีน้ำตกย่อมๆขวางทางน้ำอยู่โดยที่สองข้างเป็นผาชันไม่มีที่ให้ปีนป่าย

หลายต่อหลายครั้งในชีวิต ที่อุปสรรคหยุดเราจากความหวังและตั้งใจ แต่ในวันเวลาของวัยที่ผ่านมามันดูจะไม่ใช่
ปัญหาใหญ่เพราะผมสามารถบอกตัวเองได้ว่าเมื่อเติบโตขึ้นผมจะเก่งขึ้นและกลับมาเอาชนะมันได้

มาถึงวันนี้วัยเด็กผ่านพ้นไปเนิ่นนาน กว่าที่จะรู้ตัวก็ต้องยอมรับว่าผมเติบโตแล้ว และจะไม่โตไปกว่านี้

ความเจ็บปวดอย่างหนึ่งของการเติบโต คือการที่ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้เก่งกาจอย่างที่เคยฝันที่จะเป็น และเรา
ก็ทำได้ดีที่สุดเพียงที่เป็นอยู่ ไม่มีวันหน้าให้แก้มือ หากถอยกลับก็ไม่ต้องคิดมาทวงคืนความฝัน

ทางเลือกต่ออุปสรรคขวากหนามในชีวิตจึงเหลืออยู่เพียงเดินหน้าต่อด้วยทุกอย่างที่มี หรือยอมแพ้แล้วยอมรับ
บาดแผลลึกนั้นไว้ให้เป็นแผลเป็นในใจไปจนแก่เฒ่า

ผมไม่ต้องการถอยกลับ แต่ผมยังนึกไม่ออกว่าพรุ่งนี้เราจะทำอย่างไร แต่ก็พอจะรู้แล้วว่าความเย็นที่เข้ามาจับ
หัวใจนั้นเรียกได้อีกอย่างว่า......ความกลัว กลัวกับอันตรายที่จะต้องเผชิญในวันรุ่ง และที่แย่ยิ่งกว่า กลัวกับการ
พ่ายแพ้ที่อาจฝังอยู่ในใจอีกนานแสนนาน


ความหนาวที่เกาะกุมทั้งตัวและหัวใจทำให้ผมหลับไม่สนิทนัก แต่ก็พอที่จะทำให้ผมได้รับความสดชื่นขึ้นมา
อีกครั้งในตอนเช้า กองไฟทำให้ร่างกายอบอุ่น เช่นเดียวกับที่ความแช่มชื่นจากการพักผ่อนทำให้หัวใจมีพลังจะ
สู้อีกครั้ง

หลังอาหารเช้า หมอแป๊ะต้องกลับไปดูแลสถานีอนามัยจึงขอแยกตัวเดินย้อนลำน้ำขึ้นไป พวกเราที่เหลือตัดสินใจ
ที่ไปค้นหาน้ำตกโอโล๊ะโกรทางปลายน้ำ

เพียงห้าสิบเมตรจากที่พัก เราก็มาพบกับน้ำตกย่อมๆที่ว่านั้น มันน่าจะสูงไม่เกินห้าเมตร สองข้างขนาบด้วยผาหิน
หมดทางที่จะปีนป่ายหลบเลี่ยง

เมื่อปรึกษากันแล้ว ทางเดียวที่จะผ่านไปได้ก็คือโดดน้ำลงไปสู่แอ่งเบื้องล่าง เราถอดเสื้อใส่ในเป้เพื่อจะได้มีเสื้อ
แห้งๆใส่ แล้วทยอยโดดลงไปทีละคน

"ตูม" น้ำที่เย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งเหมือนจะทำให้สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ เมื่อลอยกลับขึ้นมาสู่ผิวน้ำผม
ก็รีบตะเกียกตะกายเข้าหาฝั่ง

จะซอหย่อนเป้หลังของพวกเราลงมาด้วยเชือกก่อนที่จะตามลงมาเป็นคนสุดท้าย

ไก่ก่อไฟขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อไล่ความหนาวสะท้านและเพื่อตากเสื้อผ้าให้แห้ง อย่างน้อยเราก็ผ่านอุปสรรคแรก
ของวันนี้มาแล้ว

เราออกเดินตามน้ำกับไปเรื่อยๆ ท้องห้วยเป็นก้อนหินก้อนโตๆ รองเท้าเดินป่าของผมลื่นมากในสถานการณ์
แบบนี้ ไก่กับจะซอซึ่งเป็นลูกป่าขนานแท้สามารถถอดรองเท้าเดินได้สบาย แต่เท้าอ่อนเดินดงอย่างผมทดลอง
บ้างแค่สองสามก้าวก็ต้องยอมแพ้กลับมาใส่รองเท้าที่ลื่นจนหกหน้าหกหลังเหมือนเดิม

ป่าสองข้างทางยังรกทึบและไม่มีร่อยรอยของผู้คน GPS และแผนที่พอจะบอกให้เรารู้ได้ว่าเราอยู่ที่ไหน แต่ใน
แผนที่นั้นไม่มีหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงเลย

อีกกว่าสามชั่วโมงเราจึงเริ่มที่จะพบทางเดินของชาวบ้าน ทางเดินนั้นพาเราเข้าไปสู่หมู่บ้านผาแดง ในเวลา
ประมาณบ่ายโมง

หมู่บ้านผาแดงเป็นหมู่บ้านเล็กแค่เจ็ดหลังตั้งอยู่กลางป่าใหญ่ มันไม่มีอยู่ในแผนที่ของอุทยานที่วัธถือมาเพราะ
เพิ่งจะย้ายมาที่นี่ไม่นาน มองไปรอบๆแล้วทำให้ผมนึกถึงคำบรรยายภาพหมู่บ้านกระเหรี่ยงกลางป่าในนิยาย
ล่องไพรหรือเพชรพระอุมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

หมู่บ้านผาแดงตั้งอยู่กลางป่าทึบเมื่อมองลงมาจากมุมสูง

เราหุงหาข้าวกลางวันกันที่ครัวของหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อสอบถามถึงน้ำตกโอโล๊ะโกร ก็ได้ความว่าอยู่ในช่องเขาอีก
ที่หนึ่งห่างจากหมู่บ้านไปไม่เกินสองชั่วโมง

เราออกเดินกันอีกครั้ง เด็กหนุ่มลูกเขยของหัวหน้าบ้านแบกปืนแก๊ปกระบอกยาวเฟื้อยเดินนำทางให้เรา เด็ก
ชาวบ้านอีกสองคนวิ่งตามเราออกไปด้วย

เนินเขาลูกแรกที่ออกจากหมู่บ้านเตียนโล่งเพราะเป็นไร่พริก มันสูงชันเสียจนหัวใจแทบจะออกมาเต้นอยู่นอก
หน้าอก ผมแน่ใจเลยว่าคงไม่มีกะเหรี่ยงคนไหนตายด้วยโรคหัวใจถ้าเดินขึ้นมาทำไร่บนนี้ทุกวัน

เมื่อมองย้อนกลับไปเห็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กลางป่าใหญ่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าต่อไปพื้นที่หมู่บ้านจะลามออกไปใน
พื้นที่ป่าสักเพียงไหน แต่มาคิดอีกทีว่าคนเหล่านี้อยู่ในพื้นที่มาแล้วนับร้อยๆปีป่าก็ยังอยู่ ถ้าค่านิยมของสังคม
เมืองไม่ลามเข้ามา หมู่บ้านก็ไม่น่าจะลามจากที่มันเคยเป็น

ทางนั้นไต่ชันขึ้นไปเรื่อยๆแล้วก็เลาะเลียบไปตามไหล่เขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าดิบ ชั่วโมงต่อมาเราก็เดินลงสู่หุบ
อีกครั้ง เสียงน้ำตกเริ่มได้ยินไกลๆ
 
ทางช่วงสุดท้าย เราต้องเดินย้อนลำน้ำขึ้นไปอีกครั้ง หินก้อนกลมๆยังเป็นปัญหาให้ผมลื่นคะมำอยู่ตลอดเวลา
แรงที่อ่อนระโหยยิ่งทำให้มันแย่ลงไปอีก  ผมแทบจะไม่มีแรงยกขาให้พ้นพื้น


ในที่สุดสิ่งที่ตามหาก็ได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้า


เบื้องหน้าผมคือน้ำตกโอโล๊ะโกร

ถึงตอนนี้ผมไม่มีแรงแม้แต่จะเข้าไปทักทายเธอให้ใกล้ชิด จะทำได้แต่ก็เพียงยืนพิงก้อนหินชื่นชมเธอให้เต็มตา
และยกกล้องขึ้นถ่ายภาพเธอไว้ แสงแดดยามเย็นทำให้มีเงามืดอยู่บนซีกหนึ่ง ขณะที่อีกซีกยังสว่าง นั่นหมายถึง
ภาพที่ได้คงจะออกมาไม่ดีนัก

ในความคิดของคนอื่นผมไม่ใช่คนแรกที่พบเธออยู่กลางป่า และเธอก็ไม่ใช่น้ำตกที่สวยงามที่สุดหรือใหญ่โตที่สุด
แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความหมายลดลงแต่อย่างไร เพราะผมมิได้ต้องการให้การมาถึงของผมเป็นความยิ่งใหญ่
ในใจของใครทั้งนั้นอย่างไรเสีย แต่หากเป็นตำนานที่เกิดขึ้นในใจของผมเอง

ตำนานของความตั้งใจที่จะเอาชนะความรวนเรแปรเปลี่ยน และความกลัวในหัวใจที่คอยหยุดยั้งไม่ให้คนเราลุล่วง
ไปสู่ความฝันที่มีอยู่
 
แม้จะเป็นเพียงชัยชนะเล็กๆของคนที่บอบช้ำจากการพ่ายแพ้จำนนต่อวงวัฎและพันธะของสังคมเมือง

แต่ก็เป็นครั้งหนึ่งที่ผมได้ทำอย่างที่ฝันและตั้งใจไว้ และมันได้กลายเป็นตำนานของความภาคภูมิที่จะประทับ
อยู่ในหัวใจ

..................อยู่อีกนานเท่านาน

ตาเกิ้น
8 ตุลาคม 2544

จากบันทึกการเดินทาง ในวันที่ 24-27 ธันวาคม 2543

ขอขอบคุณ
1) คุณสมาน สายยนตร์ หัวหน้าอุทยานฯแม่เงาที่ให้ความสนับสนุนการเดินทางสำรวจ
2) วัธ, ไก่, จะซอ และหมอแป๊ะ เพื่อนร่วมเดินทางทาง
3) พี่เม็ด ที่ช่วยไปขับรถกลับมาให้

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com