Home

แม่เงา บทเริ่มต้นของการเดินทาง
เงา
แม่เงา
เงาชีวิต
โอโล๊ะโกร
ของขวัญปีใหม่
ชวนกันไปบริจากของ
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เงา

ในช่วงสองสามปีมานี้ ผมมักจะบ่นกับเพื่อนๆว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องในชีวิต ผมรู้ว่าต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อที่
จะเปลี่ยนแปลง ปัญหาก็คือผมยังไม่รู้แน่ว่ามันคืออะไร  แต่ผมก็ถูกเพื่อนๆต่อว่าทุกครั้งที่เอ่ยปาก พวกเขาต่างว่า
 ผมนับว่าโชคดีที่มีครอบครัวที่อบอุ่น มีการงานที่จัดว่ามั่นคง มีรายได้ในระดับที่เรียกได้ว่าไม่ขัดสน แถมยังมีส่วน
ต่างไว้ให้จับจ่ายซื้อของที่อยากจะได้ มีบ้าน มีรถ ฯ แล้วจะเรียกร้องเอาอะไรอีก

แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเข้าใจหรือแม้สังเกตเห็นว่าท่ามกลางสิ่งรายล้อม บางอย่างกำลังเลือนหายไป

ท่ามกลางสิ่งต่างๆที่ห้อมล้อม ผมเริ่มรู้สึกว่าในวันนี้ผู้คนรอบข้าง รู้จักผมแต่เพียงตำแหน่งงาน ยี่ห้อรถที่ผมขับ
เครื่องแต่งกายที่ผมใส่ กล้องที่ผมใช้ แต่พวกเขาอาจไม่เคยรู้จักตัวผมเลย

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเมื่อผมหันมามองตัวเองผมก็ยังเริ่มรู้สึกว่า ผมก็ไม่รู้จักตัวเองเช่นกัน
มันสำคัญเพราะ ผมกำลังพบว่าสิ่งที่เลือนหายไปกลับเป็นตัวตนของผมเอง

ตัวตนของใครคนหนึ่งแท้จริงแล้วคือสิ่งที่"เขาทำ"จนทำให้เกิดสิ่งที่"เขาเป็น"  แต่ใช่หรือไม่ว่า ในปัจจุบันคุณค่า
ของคนในสายตาคนทั่วไปกลับถูกบดบังด้วยสิ่งที่"เขามี"เป็นเปลือกนอกจนผู้คนต่างละเลยเนื้อแท้

แต่ตัวเราเองเล่า ยอมรับได้หรือ ถ้าหากเราจะพบว่าวันหนึ่งคุณค่าของเราเหลือเพียงเปลือกนอก

......แต่ข้างในกลวง


1. ลุ่มน้ำเงา
แสงแดดยามเย็นที่ทอดตัวเรี่ยยอดไม้ขับให้แสงและเงาที่เกิดจากร่างแกร่งเกร็งของหนุ่มชาวกระเหรี่ยงดูเด่นอยู่
ที่หัวเรือ

ไม่เพียงแสงและเงาเท่านั้นที่ทำให้เขาน่าสนใจ หน้าที่"หัวเรือ" ของเขาเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับผม ตลอดทางเขา
ต้องคอยใช้น้ำหนักตัวโถมไปด้านข้างเพื่อเอียงเรือไปตามการเลี้ยวของ"นายท้าย"

แม่น้ำเงานั้นค่อนข้างจะคดเคี้ยว และน้ำในยามนี้ตื้นเขินลงไปมาก ทำให้การเลี้ยวไปตามเกาะแก่งทำได้ค่อน
ข้างลำบาก บางครั้ง"หัวเรือ" ก็ถึงกับต้องคว้าถ่อขึ้นมาค้ำช่วย

"เขาว่าน้ำใสเหมือนกระจกเลยครับ ถึงได้ชื่อแม่น้ำเงาไงพี่" มิตรสหายคนหนึ่งส่งข่าว และมันก็คือประโยคที่ทำ
ให้เราระหกระเหินมาไกลถึงเพียงนี้

"เรา" ในที่นี้ก็ไม่ต่างไปจากปีที่ผ่านๆมา ผมกับพี่เต็มออกเดินทางจากเมืองมาปักหลักอยู่ที่อุทยานแม่เงาเป็น
วันที่สามแล้ว นอกจากเรื่องขลุกขลักนิดหน่อยในระหว่างการเดินทางแล้ว การเดินทางครั้งนี้นับว่าสะดวกสบาย
ที่ทำการของอุทยานแม่เงาตั้งอยู่ริมแม่น้ำในจุดที่มีทิวทัศน์งามไม่แพ้ที่ไหนที่เราเคยพบมา เราใช้เวลาของวันที่
ผ่านมากับการเดินป่าใกล้ๆ กลับมาเล่นน้ำในตอนเย็น กินน้ำพริกยอดอร่อยฝีมือแม่ครัวที่นี่ แล้วก็ผูกเปลนอนริมน้ำ

........ ดูเป็นวันพักผ่อนที่แสนจะลงตัว


เรือหางยาวที่เรานั่งอยู่เรียกได้ว่าเป็นเรือประจำทางที่วิ่งไปกลับจากบ้านแม่เงาเข้าไปจนถึงบ้านอุ้มโล๊ะ

ตั้งแต่ฤดูฝนจนเข้าสู่ฤดูหนาว นอกจากเดินแล้ว  เรือเป็นอีกเพียงหนึ่งทางเลือกที่จะเข้าสู่หมู่บ้านทางด้านในของ
ลุ่มน้ำแม่เงาได้ นอกจากรับส่งผู้คนแล้ว "นายท้ายเรือ"ก็ยังรับฝากสินค้า(ส่วนใหญ่ก็คือหน่อไม้และถั่วดินลักษณะ
คล้ายถั่วลิสง)ออกไปขายข้างนอกในลักษณะเดียวกับนายฮ้อยกองควาย

เรือก็จะวิ่งรับส่งจนน้ำลดต่ำในช่วงมกราคม ซึ่งก็จะเป็นเวลาที่ทางราชการเข้ามาปรับไถทางให้ใช้ได้อีกครั้งไปจน
ถึงหน้าฝน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเช่นนี้ตามฤดูกาล

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่"จริง" กว่าคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าตามฤดูกาลของคนในเมืองอย่างเทียบกันไม่ได้

แม่น้ำเงายามเย็น ช่างสวยงามยิ่งนัก สองข้างทางเป็นป่าที่ถึงแม้จะผ่านการทำไม้มาแล้วแต่ก็ยังคงความอุดม
สมบูรณ์อยู่ไม่น้อย เราผ่านหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมน้ำเป็นระยะ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นบ้านกระเหรี่ยงที่ปลูกอยู่อย่างสงบเสงี่ยม
ใต้ร่มเงาของป่าดง

น้ำแม่เงายามนี้ยังไม่ใสสมคำรำลือ หัวหน้าอุทยานเฉลยในข้อนี้ว่าน้ำยังขุ่นเพราะเรือวิ่ง ต่อเมื่อเรือวิ่งไม่ได้นั่นละ
น้ำจึงจะใสสมชื่อแม่เงา

เรื่องนี้ไม่ยากที่จะเข้าใจและยอมรับ แต่หากความขุ่นในใจของผมเล่าเกิดจากสิ่งใด


สองชั่วโมงเศษของการเดินทางด้วยเรือ เราก็มาถึงหมู่บ้านอุ้มโล๊ะ

"พ่อหลวงหลับ" ผมรับฟังคำตอบนั้นอย่างงงๆเมื่อถามหาพ่อหลวง(ผู้ใหญ่บ้าน)จันแดง เพราะตอนนั้นเป็นเวลาไม่
ถึงห้าโมงเย็น

"นอนบ้าน ผ.ร.ส. ก็ได้พี่" "หัวเรือ"ของเราชี้แนะพร้อมทั้งเดินนำทางไปเพราะรู้ว่าเราไม่รู้จักใครในหมู่บ้านนี้

"ผ.ร.ส. หลับอยู่" คำตอบที่ได้จากบ้านไม่ห่างไปนักทำให้เรางุนงงยิ่งขึ้น หรือที่นี่คือนิทรานครในตำนาน

ภรรยาของ ผ.ร.ส. (ซึ่งเราพึ่งจะรู้ว่าย่อมาจากผู้รักษาความสงบ) พยักหน้าเมื่อผมขออาศัยนอนสักคืน

ผ.ร.ส. เป็นชายกลางคนรูปร่างใหญ่แข็งแรง เขาหลับนอนกลิ้งอยู่กลางบ้าน หลังจากวางข้าวของแล้วเราจึงรีบ
ออกไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ด้วยความที่ไม่อยากรบกวนคนที่กำลังหลับ

หมู่บ้านอุ้มโล๊ะ เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงขนาดประมาณ 60หลังคาเรือน ที่ตั้งอยู่กลางป่าแม่เงา ชีวิตที่นี่ยังคงเป็น
อย่างที่มันเคยดำเนินมาตั้งแต่สมัยดังเดิม ชาวบ้านปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ หาของป่า จับปลาในแม่น้ำ เอาแค่พอกิน
ไปวันๆ เงินเป็นของหายากที่นี่เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะส่งขายได้มาก แต่ดูจะเป็นของที่ไม่จำเป็นนัก เพราะพวก
เขาพึ่งตนเองได้เกือบจะทุกอย่าง จะต้องซื้อหาก็เพียงเกลือเอาไว้ทำอาหาร และหยูกยาเวลาเจ็บป่วย ยังโชคดีอยู่
บ้างที่มีหมออนามัยอยู่ไม่ไกลออกไปมากนัก

เราตกเป็นเป้าสายตาตลอดทางที่เดินไป คงจะไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามาที่นี่บ่อยนัก การสื่อสารค่อนข้างจะเป็น
ปัญหาเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังพูดพาษาไทยไม่ค่อยได้ ส่วนภาษากระเหรี่ยงของผมและพี่เต็มยิ่งแย่เข้าไป
ใหญ่เพราะรู้อยู่สองคำ ออมี่(กินข้าว) และตำพรือ(ขอบคุณ) แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรผ่านรอยยิ้มที่เกลื่อน
กลาดทั่วหมู่บ้าน


เมื่อเรากลับมาที่บ้าน ผ.ร.ส. เจ้าของบ้านก็ลุกขึ้นมาตอนรับเราอย่างสะโลสะเหล เขาชื่อพะดิลา

จากคำบอกเล่าของพะดิลา เราจึงเข้าใจที่มาของนิทรานครแห่งลุ่มน้ำเงา เมื่อคืนที่ผ่านมามีงานแต่งงานของ
คนในหมู่บ้านและก็ตามธรรมเนียมของที่นี่ ทุกคนได้รับเชิญ วงเหล้าพึ่งจะเลิกราเมื่อตะวันสายโด่งนี่เอง

มิน่าเล่าพะดิลาถึงกับเบือนหน้าหนีเมื่อเราหยิบของฝากออกมาให้หนึ่งขวด

เมื่อเราเสร็จจากอาบน้ำแม่เงาตอนเหนือของหมู่บ้าน ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ค่ำคืนเข้าปกคลุมหมู่บ้านไว้จนมืดมิด

"ข้าวมีเปอเลอะ กินตามสบายนะ แต่กับข้าวเราไม่มี" เรารู้สึกได้ถึงน้ำใจที่เปิดเผยจากคำพูดสั้นๆนั้น  แต่เราก็จุด
เตาหุงข้าวกันเองด้วยความที่ไม่อยากจะรบกวนเจ้าของบ้านผู้อารีย์มากไปกว่าที่ซุกหัวนอนในคืนนี้

ทั้งหมู่บ้านมืดและเงียบสงัด ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าไม่มีดาราในทีวี แต่หากมีดาวเต็มท้องฟ้าในคืนเดือนมืด หากเพียง
บางครั้งที่เราได้มาสัมผัสก็รู้ได้ว่าเราห่างจากความรื่นรมย์จากธรรมชาติไปเพียงใด

ลูกๆของพะดิลาเขาไปนอนรวมกับเขาในห้องเพื่อแบ่งปันที่นอนและมุ้งข้างนอกนี้ให้เรา นับว่าเป็นน้ำใจกับคน
แปลกหน้าที่หาได้ยากยิ่งในยุคที่น้ำเปล่ายังต้องซื้อกิน

เสียงไก่ขันและเสียงจากครกกระเดื่องตำข้าวปลุกเราขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่ตีห้า พี่เต็มหมดวันลาและจะต้องกลับ
วันนี้แล้ว เราเก็บข้าวของแล้วเข้าไปล่ำลา พะดิลากับครอบครัว ก่อนจะออกไปนั่งรอเรือที่น่าจะมารับตอนหกโมง
เช้า ในความรู้สึกของเราตอนนั้น การเดินทางของเราในทริปนี้กำลังจะจบลง

....... แต่เราหารู้ไม่ว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้น

ติดตามอ่านตอนต่อไปเร็วๆนี้

ตาเกิ้น
28 เมษายน 2544

จากบันทึกการเดินทาง วันที่ 19ธันวาคม 2543

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com