Home

เงาชีวิตที่ผิวน้ำ
เงา
แม่เงา
เงาชีวิต
โอโล๊ะโกร
ของขวัญปีใหม่
ชวนกันไปบริจากของ
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เปลวไฟที่พริ้วไหวจากฟืนสองสามท่อนบนหาดทราย ช่วยให้ความหนาวเย็นยามเช้าตรู่บรรเทาลงไปบ้าง

ไม้ฟืนท่อนเดียวไม่อาจก่อเป็นกองไฟ ไม่ว่าอย่างไรมันก็คงจะดับมอดไปก่อน ไม้ฟืนหลายท่อนย่อมส่ง
ความร้อนให้แก่กันจนลุกไหม้เป็นกองไฟ

เพื่อนฝูงก็เหมือนฟืนในกองไฟ ต่างช่วยกันและกันให้ดำรงอยู่และก้าวเดิน

โชคดีที่ผมมีเพื่อนเช่นนี้อยู่บ้าง


เราออกมาจากบ้านพะดิลาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ด้วยความที่เกรงว่าจะพลาดเรือที่จะมารับตอนหกโมง

ริมน้ำหน้าหมู่บ้านเป็นหาดทรายกว้าง เราปักหลักกันอยู่ตรงนั้น

ขณะที่กำลังผิงไออุ่นจากกองไฟ ทันได้ก็มีเงาหนึ่งปราดวูบออกมาจากทางเดิน รูปร่างในความมืดนั้น
เห็นได้ไม่ชัดเจน แต่ก็พอบอกได้ว่าไม่ใช้รูปร่างของคนปรกติ ในวินาทีนั้นผมเข้าใจได้ถึงความหมาย
ของคำว่า"ขนหัวลุก" และก็จวนเจียนจะได้รู้จักคำว่า"วิ่งป่าราบ"

ร่างนั้นมาหยุดอยู่หน้ากองไฟ แสงริบหรี่ของกองไฟทำให้เราเห็นเขาได้ชัดขึ้น

เขาเป็นชายกระเหรี่ยง แขนทั้งสองข้างของเขาขาดด้วนเหนือข้อศอกขึ้นมา ขณะที่ขาทั้งสองข้างขาด
ใกล้โคนขา

ไม่มีคำพูดแต่รอยยิ้มที่เป็นมิตรก็เพียงพอที่จะทำให้ผมหายตกใจ หลังจากผิงไออุ่นอยู่กับเราครู่หนึ่ง
เขาก็เดินลงไปที่ลำน้ำ แม้แขนขาจะขาดด้วนแต่เขาก็เคลื่อนไหวได้ด้วยความคล่องแคล่ว เด็กชายอีก
คนลงมาสมทบที่ริมน้ำ

 แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นและน้ำจะเย็นราวน้ำแข็ง พวกเขาทั้งสองลุยน้ำลงไปเก็บตาข่ายดักปลาที่
วางไว้ในแม่น้ำเงา ชายคนนั้นลงไปแหวกว่ายในแม่น้ำได้อย่างคล่องแคล่วจนผมแทบไม่เชื่อสายตา

ผมลุกออกไปดูเมื่อชายแขนด้วนลากตาข่ายขึ้นมาบนบก ปลาตัวเล็กๆยาวสองถึงสามนิ้วติดตาข่ายขึ้น
มาหลายตัว เขาจับมันใส่ข้อง รอยยิ้มบนใบหน้านั้นส่งความหมายที่ลึกซึ้ง

ในอดีตเขาจะประสบเคราะห์กรรมอย่างไรผมไม่อาจล่วงรู้ และเช่นเดียวกับอดีตอื่นที่ผ่านพ้น มันก็ไม่
สำคัญอีกต่อไป หากแต่รอยยิ้มนั้นบอกให้ผมรู้ว่าเขายังยินดีจะสู้เพื่อชีวิตที่กำลังดำเนินไป

ผมพลันเหลียวมองเงารางๆของตัวเองที่สะท้อนจากผิวน้ำเงา
........ผมเป็นใครกันเล่าที่จะมาเรียกร้องว่าบางอย่างในชีวิตขาดหาย


จนแล้วจนรอดเราก็ไม่เห็นวี่แววของเรือ

ผมรู้ว่าพี่เต็มมีธุระสำคัญที่ต้องกลับวันนี้ ถ้าไม่มีเรือมารับนั่นอาจเป็นปัญหาใหญ่ แต่ไม่มีคำบ่นออก
มาให้ได้ยินแม้แต่คำเดียว พี่เต็มยังคงชื่นชมกับความเป็นไปรอบๆตัวทั้งที่ใจอาจกระวนกระวาย

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำไมระยะหลังๆนี้เราจึงเหลือมาเที่ยวกันแค่สองคน

พอฟ้าสว่างขึ้นเราถึงได้รู้สึกว่าจุดที่เรานั่งอยู่มีทิวทัศน์งดงามเพียงใด หาดทรายกว้างเป็นเนินสูง ลาด
ลงไปสู่แม่น้ำเงาเบื้องล่าง สายน้ำไหลรินกระทบก้อนหิน ต้นไม้ใหญ่เอนลำต้นอยู่เบื้องหน้า

ชาวบ้านผู้ชายสองคนแบกปืนแก็ปกระบอกยาวเฟื้อย ข้ามลำน้ำไปพร้อมกับหมา พวกเขาคงออกไปหา
กับข้าวสำหรับวันนี้ ขณะเดียวกับที่ผู้หญิงหลายคนถือขวานแบกกระบุงออกไปตัดฟืนและหาของป่า

ชีวิตรอบตัวผมกำลังดำเนินไปอย่างที่มันเป็นทุกๆวัน มันแตกต่างจากวิถีเมืองในด้านรูปแบบและเปลือก
นอก แต่หากไม่ต่างเลยในแง่มุมของครรลอง

ผมมองไปรอบๆตัวเพื่อซึมซับความงาม สูดลมหายใจเอาอากาศที่สดชื่นของยามเช้าเข้าให้เต็มปอด
เสียงเพลงภาษากระเหรี่ยงจากชายที่แบกปืนข้ามน้ำไปเมื่อครู่ยังลอยมาตามลม

ความงามนั้นมีอยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแฅ่เรามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอาวรณ์ถึงอดีฅและกังวล
กับอนาคฅจนละเลยความสุขในนาทีปัจจุบัน

......แต่หากเป็นเช่นนั้นอนาคตเมื่อมาถึงจะมีความหมายใดถ้าเราไม่เคยที่จะหยุดเพื่อชื่นชมมันเลย?


ข้าวที่เหลือจากเมื่อคืนและปลากระป๋องๆสุดท้ายถูกนำออกจากเป้มาแบ่งกันกินรองท้อง

เด็กๆสองสามคนวิ่งเล่นอยู่ริมน้ำพร้อมด้วยหนังสติ๊กในมือ กระป๋องที่ทิ้งอยู่ริมทางเป็นเป้าฝึกฝีมือที่ดี
 และเราก็พบว่ามือปืนเมืองกรุงพ่ายแพ้พรานกระป๋องแห่งบ้านอุ้มโล๊ะอย่างราบคาบ

เราอดไม่ได้ที่จะไปแวะเวียนกลับไปในหมู่บ้านอีก  หญิงสาวนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน ย่ามฝีมือเธอสักใบ
เป็นของที่ระลึกดีไม่น้อย

"นัดเรือไว้ หรือครับ" ชายกลางคนๆหนึ่งกล่าวทัก พูดก็พูดเถอะตาที่แดงก่ำเสื้อผ้าโทรมๆและหน้าตาท่าทาง
ทำให้เขาดูไม่ค่อยจะน่าไว้ใจเอาเสียเลย

แต่จากการนั่งคุยกันไม่กี่นาที เราก็รู้จักกันดีขึ้น

พี่นิด เป็นเจ้าหน้าที่จากกองควบคุมมาลาเรีย ที่ชาวบ้านเรียกสั้นๆว่าหมอมาลาเรีย หมู่บ้านแถบรอยต่อ
ระหว่างตากกับแม่ฮ่องสอนนี้ยังเป็นเขตที่มีการระบาดของมาลาเรียค่อนข้างรุนแรง (ผมเองเคยรู้มาบ้าง
มาถึงตอนนี้พี่เต็มพึ่งจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงลุกขึ้นมาพ่นยากันยุงตลอดคืน) หน้าที่ของพี่นิดก็คือเดิน
แบกเป้ตระเวณไปตามหมู่บ้านต่างๆทั่วดอยเพื่อไปตรวจเลือดและจ่ายยาแจกมุ้งให้ชาวบ้าน

"ไม่ต้องห่วงหรอก คนที่นี่ถ้าเขารับปากแล้วเขาต้องมา แต่ถ้าไม่มาเดินไปขึ้นเรือที่บ้านนาดอยกับพี่ก็ได้"
พี่นิดบอกเมื่อผมชะเง้อดูเรือบ่อยๆ

เมื่อเสียงเรือดังมาแว่วๆ เราก็ได้เห็นเพียงเรือลำหนึ่งกำลังส่งผู้โดยสารลงอยู่ไกลๆแล้วก็เลี้ยวกลับ เพียง
พริบตาเดียวก็ลับคุ้งน้ำไป ช้าเกินไปแล้วที่จะตะโกนเรียก

พี่นิดแนะนำให้เรารู้จักกับผู้โดยสารที่มากับเรือลำนั้น "ครูสมภพ ครูใหญ่ของโรงเรียนบ้านแม่หาด "

จากคำบอกเล่าของครูสมภพ บ้านแม่หาดอยู่บนดอยสูงห่างจากบ้านอุ้มโล๊ะไปอีก 12กิโลเมตร ตั้งแต่
หน้าฝนของทุกปี การไปบ้านแม่หาดไปได้ทางเดียวคือเดิน ซึ่งก็หมายถึงการแบกข้าวของเดินขึ้นดอย
ไม่ต่ำกว่าห้าชั่วโมง

ครูสมภพชวนพวกเราให้ขึ้นไปเที่ยวด้วย แต่เราก็จำใจต้องปฏิเสธเพราะเวลาที่จำกัด
"ข้างบนนั้นสวย โรงเรียนผมอยู่เหนือเมฆ มีทะเลหมอกให้ดูตลอดปีเลย"

"ชาวบ้านค่อนข้างยากจนครับ เรื่องอาหารการกินพวกเขาไม่ขัดสนหรอกเพราะปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เอง แต่
ที่ขาดแคลนมากๆก็เป็นเสื้อผ้าเครื่องกันหนาว ข้างบนนั้นหนาวทั้งปีครับ" ครูสมภพบอกเมื่อผมถามถึง
ความเป็นอยู่ของบ้านแม่หาด

"ถ้าวันหลังมาก็เชิญไปเที่ยวนะครับ ไปพักกับพวกผมได้เสมอ และถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปก็ช่วยเอา
เสื้อผ้าเก่ามาบริจากให้ชาวบ้านบ้างนะครับ"  ครูสมภพทิ้งคำชวนไว้ให้อีกครั้งก่อนจะเริ่มออกเดิน

ผมมองครูแบกเป้ขึ้นดอย  บนดอยแม่หาดอาจขาดแคลนข้าวของ แต่ผมก็พอบอกได้ว่าบนนั้นไม่ขาด
แคลนความมุ่งมั่นของครูที่มีให้กับเด็กๆ


เราตัดสินใจแบกเป้ขึ้นบ่ากันราวสิบโมงหลังจากที่หมดหวังกับเรือ (เรามารู้ทีหลังว่าเรือลำนั้นไปจอดรอเรา
อยู่ในจุดที่เขาส่งเราเมื่อวานนี้ซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่หลังคุ้งน้ำ) พี่นิดเดินนำหน้าพาเราลุยข้ามแม่น้ำ

ทางที่เราเดินเป็นทางของชาวบ้านที่ตัดผ่านป่าสลับกับทุ่งนา พี่นิดทักทายชาวบ้านไปตลอดทาง จากท่า
ทางของชาวบ้านผมก็พอจะบอกได้ว่า"หมอนิด" เป็นคนที่เข้าถึงชาวบ้านมากทีเดียว ผมได้แต่นึกละอาย
อยู่ในใจที่วัดคุณค่าของพี่นิดผิดๆจากการมองภายนอกเมื่อแรกพบกัน

ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงบ้านนาดอย
"กินข้าวด้วยกันนะครับ กับข้าวมีเปอเลอะ" หมอเก่ง หมออนามัยแห่งบ้านนาดอยเอ่ยปากชวนทันทีที่พี่นิด
แนะนำให้รู้จัก

ที่นั่นผมได้รู้จักกับอีกหลายๆคนซึ่งเป็นครูในละแวกนั้น วันนี้ทางอำเภอมาจัดอบรมเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.
แบบใหม่ ครูจึงต้องมารับวิธีการไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง

จากการสนทนารอบวงอาหารเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับงานของหมออนามัย ที่นาดอยมีหมออนามัย
สองคน หมอป๋อง และหมอเก่ง

หมอป๋องอยู่ที่นี่มาห้าปีแล้ว หมอเก่งเป็นรุ่นน้องอยู่มาสามปี ทั้งสองคงจะอายุยี่สิบกว่าๆ ถ้าเทียบกันแล้ว
ชายหนุ่มในวัยนี้ถ้าอยู่ในเมืองกรุงก็คงใช้ชีวิตอยู่กับเงินตราและแสงสี แต่หมอเก่งหมอป๋องกลับรักที่จะ
ทำหน้าที่ของพวกเขาอยู่ที่นาดอยริมน้ำเงา ซึ่งไม่มีแม้แต่แสงไฟ

หมอเก่งเล่าให้เราฟังว่าหน้าที่หมออนามัยทำให้มีโอกาสท่องเที่ยวทำความรู้จักกับชาวบ้านไปจนทั่ว เพราะ
ทั้งสองคนนอกจะต้องดูแลชาวบ้านนาดอยแล้วยังต้องดูแลหมู่บ้านรอบๆอีกไม่เจ็ดแปดหมู่บ้าน เขาทั้งสอง
จึงขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนไปเพื่อรักษาและจ่ายวัคซีนให้ชาวบ้านทั่วทั้งดงดอยแถบนี้

วงอาหารนั้นปูด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และมีอาหารง่ายๆเพียงสองสามอย่าง แต่ขอบอกจากใจจริงว่าผม
ภูมิใจที่ได้ร่วมวงอาหารนั้นเสียยิ่งกว่าการไปนั่งปั้นหน้าร่วมโต๊ะในงานเลี้ยงของ"ท่านผู้มีหน้ามีตา"ในวง
สังคมมากนัก


เย็นวันนั้นเรามาได้ไกลแค่แม่สะเรียง กว่าเรือจะออกจากนาดอยก็บ่ายสามโมงแล้ว การเดินทางเข้ากรุงเทพ
ของพี่เต็มจึงต้องเลื่อนไปหนึ่งวัน

"ก.ก.ต. ตัดสิทธิ สามผู้สมัคร ส.ส. ชื่อดัง ของจังหวัด..... จากสาเหตุซื้อเสียง"
เสียงข่าวจากทีวีในร้านอาหาร ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นดู ช่วงนี้มีข่าวเช่นนี้เกือบทุกวัน ผมคงโชคดีอยู่บ้าง
ที่ได้หลบหนีจากมันไปเสียหลายวัน และโชคดีที่ได้ไปรู้เห็นว่าสังคมของประเทศนี้ยังคงไม่หมดหวังเพราะ
เรายังมีคนอย่าง หมอนิด, ครูสมภพ, หมอเก่ง และหมอป๋อง ที่กล้าพอที่สวนทางค่านิยมเพื่อที่จะทำสิ่งที่
พวกเขามุ่งมั่น

ผมนึกขอบคุณความผกผันของโชคชะตาในวันนี้ที่ทำให้เราได้เห็นเงาสะท้อนความเป็นจริงของอีกหลายๆ
ชีวิตที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ใต้กระแสอันเชี่ยวกราก

ผมได้แต่ตั้งใจว่าผมจะพยายามทำอย่างพวกเขาบ้าง   .... แม้จะเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆก็ยังดี

ตาเกิ้น

3 กรกฎาคม 2544
จากบันทึกการเดินทางวันที่  20 ธันวาคม 2543

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com