Home

จุดหมาย ที่ไม่ใช่ปลายทาง
ปาย
จุดหมาย
ถ้าคุณเหนื่อย
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ยามเช้าที่ปายริเวอร์ลอดจ์

เช่นเดียวกับทุกๆวัน ในเช้าวันที่หนาวเหน็บวันนั้นรถด่วนนครพิงค์กำลังทำหน้าที่ของมัน ซึ่งก็คือการพาผู้คน
มากหน้าหลายตาขึ้นสู่ภาคเหนือโดยมีปลายทางที่เชียงใหม่ และก็เช่นเคย ในครั้งนี้ผมกับพี่เต็มเดินทางกันมา
เพียงสองคน ด้วยหน้าที่การงานที่รัดตัวทำให้เราไม่สามารถกำหนดวันหรือแม้กระทั่งจุดหมายของการเดินทาง
ครั้งนี้ได้ล่วงหน้า แต่ในที่สุดเราก็ตกลงกันได้อย่างง่ายๆก่อนขึ้นรถไฟว่าเราจะไปเมืองปาย....

ในขบวนรถไฟเราย่อมมีเพื่อนร่วมเดินทางมากมาย ในจำนวนนี้มีคุณป้าคุณลุงสองท่านที่นั่งอยู่ติดกันและคุยกับ
เรามาตั้งแต่เช้า ด้วยความประสบการณ์มากมายที่สองท่านสะสมไว้จากห้วงชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เรารู้สึกว่าการ
สนทนานั้นให้แง่คิดต่อเราไม่น้อย

คุณป้าเล่าให้เราฟังว่าเป็นครูมาตลอดชีวิตการทำงาน ในช่วงเวลามที่ยาวนานย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะ
การย้ายที่สอนไปทั่วเขตภาคเหนือ, เปลี่ยนงานบ้างเป็นบางครั้ง, เติบโตในการงานจากครูน้อยจนมาเป็นครูใหญ่
แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือ ทุกวันมีความตั้งใจอยู่เสมอว่าจะต้องสอนคนให้เป็นคนดี แม้วันนี้เกษียณแล้วหันไปทำ
การเกษตร แต่เวลาไปไร่ไปนาก็ยังเอาหนังสือไปแจกเด็กในละแวกนั้น และคอยสอนคอยถามเด็กๆถึงเรื่องที่อ่าน
อยู่เสมอ ป้ากับลุงบอกว่า "ชั่วชีวิตนี้ ขอแค่ได้สอนให้เป็นคนดีสัก 10คนก็นับว่าคุ้มแล้วที่เกิดมา"

คุณป้ายังบอกเราอีกว่า "ทุกวันตื่นเช้ามาป้าจะต้องเป้าหมายไว้ให้ตัวเอง ใหญ่บ้างเล็กบ้างแต่ต้องมีเสมอ เพราะ
มันเหมือนกับการกำหนดทางที่เราจะเดินไว้ไม่ให้เปะปะ และที่สำคัญพอบรรลุเป้าหมายที่ตั้ง เราก็จะเกิดความ
ภูมิใจ" ฟังดูง่ายๆแต่คิดไปแล้วมันช่างเป็นคำมั่นที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

พอรู้ว่าเราจะไปเมืองปาย คุณป้าถามเราว่าคิดไว้แล้วหรือยังว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้างที่ปาย ผมคิดว่าคุณป้าคงจะ
งงกับคำตอบของเราที่ว่า ไม่ได้ตั้งใจไปเที่ยวที่ไหน แค่ไปนอนเล่นสักสองสามวัน แต่น่าแปลกใจคุณป้ากลับพยัก
หน้าอย่างเข้าใจ "ดี  ไปให้สมองตกตะกอน"


ด้วยค่าโดยสารคนละ 51 บาท รถประจำทางสายเชียงใหม่ปลายทางแม่ฮ่องสอน ก็จะสามารถพาเราไปที่เมือง
ปายได้ พ่อหนุ่มชาวเหนือในชุดยีนส์และแว่นดำในสไตล์เดียวกับที่เรามักจะพบเห็นกันในบทพระเอกของ
โฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังโดดขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสารถี ดูเหมือนเขาจะชำนาญทางมากทีเดียว แต่เจ้ารถสีส้มที่ไม่
แน่ใจว่าสร้างพร้อมกับทางสายนี้หรือเปล่าก็เคลื่อนไปอย่างไม่รีบร้อน ดีแล้วแหละเพราะเราเองก็ไม่รีบร้อน

หลังจากแวะกินข้าวกลางวันกันที่บ้านแม่แสะ ทางเขาที่วกวนก็พาเราขึ้นสูงไปเรื่อยๆ จุดที่สูงที่สุดบนเส้นทางคง
จะเป็นแถวๆห้วยน้ำดังที่ต้องใต่ขึ้นไปที่กว่า 1,300 เมตร จากนั้นก็ค่อยๆลดระดับลงเรื่อยๆ ไม่นานนักเรามาถึง
เมืองปาย

จุดพักรถที่แม่แสะ

มุมที่เจอโดยบังเอิญที่หลังร้านข้าวซอย


จากท่ารถ เราแบกเป้คนละใบเดินมองหา "ปาย ริเวอร์ลอดจ์" ตามคำแนะนำที่ได้มาจากเพื่อนใน Blue Planet
ด้วยความช่วยเหลือจากของคนแถวนั้นไม่นานเราก็ไปถึงกระท่อมน้อยริมน้ำปายจนได้ คุณพจน์ให้การต้อนรับ
เราอย่างกันเอง เมื่อเราบอกว่าจะอยู่ที่เมืองปายสักสองสามวัน คุณพจน์ก็คว้าแผนที่ออกมาแนะนำที่เที่ยวให้ และ
เมื่อเราได้รับรู้ถึงน้ำตกแม่เย็นที่อยู่ห่างออกไปด้วยระยะเดินป่าไปครึ่งวัน ความตั้งใจที่จะมานอนอ่านหนังสือเล่น
ก็เริ่มลางเลือนไป

หลังจากยอมแพ้ความเย็นของแม่น้ำปายจนต้องวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำอุ่นแล้ว เราก็ออกไปชมเมืองปายกัน แน่
นอนที่แรกย่อมเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมท้องถิ่น(ในความคิดของผมนะ) นั่นก็คือตลาด

แม่ค้าขนมครก หน้าตลาดเย็น

พอคนเข้าคิวมากๆก็รีบบอกทันทีว่าหมดแล้วเจ๊า...

แต่ผมก็อยู่ตื้อจนได้ชิม

ค่อนข้างจะแปลกไปกว่าที่อื่นที่เคยไปมา เมืองปายมีตลาดวันละสองครั้ง ครั้งแรกตั้งแต่เช้ามืดอีกครั้งตอนเย็น
ตลาดเย็นนี้ไม่ได้เป็นตลาดของพ่อค้าแม่ขายอย่างเช่นตลาดเช้า แต่หากเป็นเป็นตลาดของชาวบ้านที่เก็บผักปลา
มาขายคนละนิดละหน่อย ซึ่งก็ให้บรรยากาศที่เป็นกันเองอย่างที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน

ทันทีที่พระอาทิตย์ลับทิวเขาอากาศก็เริ่มเย็นลงทันที พี่คนนึ่งบอกเราว่าเมื่อเช้านี้ความหนาวเย็นลงไปถึงศูนย์องศา
หลังจากเตร่กันอยู่พักนึงเราก็เริ่มออกเดินไปสู่ "เฮือนโฟล์ค" หรือที่เป็นชื่อฝรั่งว่า "Farmers' Home" (ตามคำ
แนะนำจาก Blue Planet อีกเช่นเคย)

คืนนั้นหนาวมาก เรานั่งกินข้าวกับน้ำพริกสุดอร่อยของพี่หนุ่ยเจ้าของร้านกันข้างกองไฟในขณะที่อุณหภูมิลดลง
มาถึงแปดองศาและทำท่าจะลงไปอีกเรื่อยๆ ฝรั่งหลายคนที่นั่งคุยกับเรารอบกองไฟถึงกับบ่นว่าทนไม่ไหวแล้ว
พรุ่งนี้คงจะต้องลงใต้หนีหนาว


ถุงนอนสองชั้นกับผ้าห่มอีกคนละสองผืนทำให้เราอยู่รอดได้ตลอดคืนนั้น นาฬิกาที่ผมแขวนไว้ข้างที่นอนบอกให้
รู้ว่าอุณหภูมิขณะนั้นคือ 2องศา ! แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะลุกจากถุงนอนเพื่อออกไปชมทิวทัศน์ของแม่นำปายใน
สายหมอกยามเช้า

แม่น้ำปายในม่านหมอกยามเช้า

หลังจากกินอาหารเช้าและซื้อข้าวของในตลาดแล้วเราก็เริ่มออกเดินกัน เราเดินไปตามแผนที่ๆได้มาจากคุณ
พจน์ข้ามสะพานแม่น้ำปายไปตามถนนและก็เลี้ยวซ้ายไปบนทางดินที่เลาะเลียบไปตามคลองชลประทานผ่าน
ร้านของพี่หนุ่ยที่เรามานั่งหนาวสั่นอยู่เมื่อคืนนี้ ผ่านเข้าไปสู่ช่องเขาที่อยู่เบื้องหน้า

กิโลเมตรแรกนำเราเข้าไปถึงฝ้ายน้ำล้นห้วยแม่เย็น ถนนดินจบลงตรงนั้น เราเดินไปตามทางเล็กๆที่ผ่านไปในไร่
กระเทียมของชาวบ้าน ไม่นานนักเราก็มาถึงจุดที่ต้องลุยน้ำข้ามห้วยแม่เย็น ด้วยความกลัวว่าจะต้องใส่รองเท้าที่
ชุ่มไปด้วยน้ำเย็นเจี๊ยบทำให้เราบรรจงถอดรองเท้าและหิ้วข้ามห้วยไป แต่ในเวลาต่อมาเราก็ต้องหัวเราะเยาะตัว
เองเพราะหลังจากนั้นแล้วเราก็ได้ลุยน้ำกันอีกทั้งวัน

ทางเดินเริ่มเล็กลงซอกซอนไประหว่างช่องเขา ป่าเริ่มเขียวขจี เราต้องข้ามห้วยอีกนับไม่ถ้วนบางครั้งก็ต้องลุย
น้ำไปเป็นระยะทางไกล ห้วยแม่เย็นช่วงนี้สวยมาก น้ำใสไหลเย็น(มาก)ลึกไม่เกินเข่าท้องห้วยเป็นหินที่ถูกน้ำซัด
จนกลมเกลี้ยงสลับกับพื้นทรายเป็นช่วงๆ ถ้าอากาศไปหนาวเย็นอย่างที่เป็นเราก็คงอดใจไม่ไหวที่จะนั่งแช่น้ำชม
ความงามกัน

สามชั่วโมงต่อมาเรายังคงเดินเลาะเลียบลำห้วยทวนน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ พี่เต็มยังบ่นเสียดายไม่ขาดปากที่ไม่สามารถ
เล่นน้ำได้เพราะบรรยากาศที่นี่สวยกว่าห้วยไหนๆที่เราเคยเจอกันมา

ทางเดินมาหายไปที่ซอกหินที่เป็นทางน้ำไหลลงมาจากที่สูง ลำห้วยไหลลดหลั่นลงมาราวกับน้ำตกย่อมๆ

"ตรงนี้ละมั่งครับน้ำตกแม่เย็น" พี่เต็มบอก
เราพยายามเดินหาเส้นทางที่เราจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดูเหมือนจะไม่มีทางอื่นนอกจากไต่ไปตามโขดหิน
ข้างหน้า
"นั่นนะซิตรงนี้อาจจะเป็นน้ำตกก็ได้" ผมเริ่มจะเห็นด้วย ใช่หรือไม่ว่าความยากอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นในการ
เดินทางหรือในชีวิตก็คือการที่ไม่รู้ว่าเรามาถึงจุดหมายหรือยัง

เราตัดสินใจนั่งพักกินข้าวกลางวันกันที่นั่น ทิวทัศน์ที่งดงามทำให้ข้าวเหนียวไก่ทอดน้ำพริกหนุ่มที่เตรียมมาเพิ่ม
ความเอร็ดอร่อยขึ้นอีกมากโข

พอนั่งพักหายเหนื่อยเราก็เริ่มมีแรงมีกำลังใจที่เดินกันต่อ เราตกลงกันว่าจะลองใต่โขดหินทวนน้ำขึ้นไปหาน้ำตก
แม่เย็นอีกซักชั่วโมงถ้ายังไม่เจอค่อยหันกลับ

เมื่อไต่พ้นโขดหินมาได้ไม่นานเราก็มาพบทางเดินอีกครั้งทำให้เราเริ่มมั่นใจมากขึ้นว่าน้ำตกคงจะต้องอยู่ข้าง
หน้าไม่ไกลนัก

อีกเกือบชั่วโมงต่อมาที่ทางเดินเส้นนั้นพาเราผ่านป่าโปร่งระหว่างช่องเขา ลำห้วยเริ่มเล็กและตื้นเขินลงเรื่อยๆ
และในที่สุดทางเดินก็หายไปอีกครั้งอย่างไม่มีร่องรอยให้เดินต่อ พื้นที่ราบโล่งตรงนั้นทำให้เราเริ่มจะคิดว่าน้ำตก
ไม่น่าจะอยู่แถวนี้ได้ เรานั่งพักกันอีกครั้ง

"วันนี้เห็นจะพอแค่นี้ละมั่ง" ผมพูดขึ้นอย่างไม่เต็มเสียงนัก
พี่เต็มพยักหน้าและนั่งลงจุดบุหรี่สูบ

"ลองดูอีกซักสิบนาทีน่า ถ้าไม่เจอแล้วค่อยกลับ" พี่เต็มพูดขึ้นอย่างที่ผมคิดอยู่ในใจ  เราลุกขึ้นออกเดินทวนน้ำ
ไปอีกครั้ง

ไม่ถึงห้านาที เพียงแค่พ้นเหลี่ยมเขาที่บังตาอยู่ เราก็เห็นน้ำตกใหญ่ที่ตกลงมาจากหน้าผาที่สูงไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตร
น่าแปลกใจที่เราไม่ได้ยินแม้แต่เสียงน้ำตกจากจุดที่เรานั่งพักกันอยู่

น้ำตกแม่เย็น

น้ำตกก็เป็นแค่น้ำตกไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญ เราเคยเห็นน้ำตกที่สวยกว่านี้มาแล้วเยอะแยะ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า
คุณป้าพูดถูก

 "ทุกวันตื่นเช้ามาป้าจะต้องเป้าหมายไว้ให้ตัวเอง ใหญ่บ้างเล็กบ้างแต่ต้องมีเสมอ เพราะมันเหมือนกับ
การกำหนดทางที่เราจะเดินไว้ไม่ให้เปะปะ และที่สำคัญพอบรรลุเป้าหมายที่ตั้ง เราก็จะเกิดความภูมิใจ"

ความยากมันอยู่ที่เราอาจไม่รู้ว่า "น้ำตก" ในชีวิตเรานั้นมันอยู่ที่ใด


เช้าวันนั้น อากาศเมืองปายยังหนาวเย็นอยู่เช่นเคย

ผมกับพี่เต็มจอดจักรยานหน้าร้านกาแฟที่เราหมายตาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ร้านนั้นไม่เหมือนร้านกาแฟอื่นๆในเมือง
ปายแต่หากไปละม้ายคล้ายเขากับร้านกาแฟแถวยุโรปแต่ก็ปกคลุมไว้ด้วยบรรยากาศแบบไทยๆ

คุณวัช เจ้าของร้านกาแฟ ตอนรับเราด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เช้าวันนั้นสดใสขึ้นอีกจากที่มันเป็นอยู่แล้ว กาแฟหนึ่ง
ถ้วยบราวนี่หนึ่งอัน เวลาสิบนาทีและมิตรไมตรีที่เธอมีให้ ก็ทำให้เราเริ่มรู้ว่าเธอเป็นคนกรุงเทพที่หลงสเน่ห์ของ
ชีวิตที่สงบสุขของเมืองปายและย้ายปักหลักอยู่ที่นี่ได้หกเดือนแล้ว

"ร้านขายดี นะครับ" คุณวัชเพียงแต่ยิ้มตอบ

"น่าอิจฉาจังที่ได้มาอยู่ที่นี่"

"อย่าอิจฉาเลยค่ะ เวลา low season ก็เหงาจริงๆ"

ผมชำเลืองมองชายหนุ่มที่กำลังเตรียมอาหารวุ่นอยู่ในครัวแล้วก็ถาม
"ย้ายมาอยู่กันสองคนเองหรือครับ?"

"ค่ะ ก็คงมีคนที่คิดตรงกันอยู่แค่นี้มั๊ง ตอนจะมาเพื่อนฝูงไม่มีใครเห็นด้วยเลย แม่ก็ยังว่า บอกว่าทำไมจะไปอยู่
บ้านนอก"

ใช่บางครั้งหนทางก็ดูจะยาวไกล, สายน้ำก็ดูจะแคบลงและน้อยคนจะเข้าใจ แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าเธอคงได้พบ
สิ่งที่เธอแสวงหาแล้ว


กรุงเทพฯ ในวันหนึ่ง

"พี่ว่าคิดให้ดีนะ ถ้ารับงานนี้ อนาคตน่าจะดีกว่า อีกสองสามปีก็คงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปใหญ่โตแล้ว งานที่ทำ
อยู่นะมันก็ไม่ค่อยจะมีอะไรแน่นอน" ผมนับว่าโชคดีที่ได้รับข้อเสนอจากผู้ใหญ่ที่หวังดี โอกาสเช่นนี้หลายๆคนคง
รีบรับ โดยเฉพาะในยุคที่เศรฐกิจย่ำแย่แบบทุกวันนี้

"ขอบคุณครับ แต่ผมคิดว่าผมไม่เหมาะกับงานนี้จริงๆ ผมคงต้องเลือกทำงานที่ผมถนัดและที่ผมชอบมากกว่า
ครับ"

"ถ้าคิดดีแล้วก็ตามใจ"

หลังจากขอบคุณสำหรับความหวังดีที่ท่านมีให้แล้ว ผมก็เดินออกจากห้องนั้นทั้งๆที่ใจสับสนรวนเร ความก้าว
หน้ามั่นคง มีหรือใครจะไม่ค้องการ ไม่ใช่ว่าผมจะหยิ่งทนง แต่หากว่าผมยังมีเป้าหมายให้กับตัวเองอยู่ในใจแม้ว่า
จะยังลางเลือน

หวังสายน้ำที่กำลังแคบลงสายนี้คงจะนำผมไปสู่น้ำตกที่อยู่ไม่ห่างจนเกินไปนัก

บันทึกจากเมืองปายยังมีต่ออีกตอนเร็วๆนี้ครับ

ตาเกิ้น

มีนาคม 2543

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com