Home

ถ้าคุณเหนื่อย
ปาย
จุดหมาย
ถ้าคุณเหนื่อย
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

วันนั้นในเมืองปายเริ่มขึ้นเหมือนกับวันก่อนๆของเมืองอันสงบเงียบแห่งนี้ ถ้าจะมีสิ่งที่แตกต่างไปก็คงจะเป็น
นักท่องเที่ยวสองคนที่หอบฮักๆอยู่บนจักรยานที่คลานกระดึ๊บๆไปในเส้นทางที่ออกจากเมืองไปสู่วัดน้ำฮู้ 

จากแผนที่ๆพี่ปลิวให้มา วัดน้ำฮู้ดูเหมือนจะอยู่ใกล้ตัวเมืองแค่นิดเดียว แต่พอเอาเข้าจริงๆ เรากลับต้องปั่นขึ้น
เขาจนลิ้นห้อย คิดไปแล้วก็คงไม่ต่างกับอะไรอื่นๆอีกหลายอย่างในชีวิตที่ดูเหมือนจะง่ายแต่ต้องเหนื่อยเหมือน
เข็นจักรยานขึ้นภูเขากว่าจะได้มา

ที่จริงแล้วเป้าหมายของเรานั้นมิใช่วัดน้ำฮู้แต่หากเป็นบ่อน้ำร้อนโป่งสักที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 15 ก.ม. ทาง
เหนือของเมืองปาย แต่เมื่อดูเวลาแล้วเราเกรงว่าอาจจะถึงที่หมายเร็วไปซักหน่อยจึงได้เบนเข็มไปไหว้พระที่
วัดน้ำฮู้กันก่อน

และเราก็ใช้เวลาไม่นานเลยที่จะพบว่าเราประเมินสถานะการณ์ผิดไปมาก

บรรยากาศยามเช้า
ของตลาดเมืองปาย


หลังจากไหว้พระที่วัดน้ำฮู้เสียนานจนขาหายสั่นแล้วเราก็ออกเดินทางหันต่อ เราปรึกษากันว่าควรจะไปต่อตาม
ทางข้างหน้าที่ผ่านบ้านชาวเขาละฮูแล้วตัดลงถนนใหญ่อย่างที่วางแผนไว้เดิมหรือจะกลับไปตั้งต้นในเมืองก่อน

พี่เต็มพยายามอธิบายให้ผมเชื่อว่าระยะทางจากจุด A ไปยังจุด B ทางไหนก็ย่อมขึ้นเขาเท่าๆกัน ถึงแม้จะไม่
เห็นด้วยกับทฤษฎีผมก็ยังคว้าจักรยานขี่ตามไปอย่างง่ายๆ

แล้วผมก็เข้าใจว่าทำไมที่นั้นจึงถูกเรียกว่าหมู่บ้าน"ชาวเขา"

หลังจากต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงและหัวใจที่พยายามจะออกมาเต้นอยู่ข้างนอกสักพักใหญ่ ในที่สุดเราก็หอบสังขาร
มาถึงบ้านหมอแปง

ถนนคอนกรีตเส้นนั้นเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปสู่น้ำตกหมอเป็งเลี้ยวขวาลงถนนใหญ่ ระยะทางเจ็ดกิโลจากจุดนั้น
 "ขึ้น" ไปสู่น้ำตกทำให้เราตัดสินใจเลือกเส้นทางได้ไม่ยากนัก

เช่นเดียวกับชีวิต เส้นทางย่อมมีขึ้นมีลง หากจะต่างไปคงเป็นที่ว่าบนเส้นทางจักรยานนั้นเราย่อมชื่นชมกับ
ขาลงมากกว่าขาขึ้น


เส้นทางนั้นลงมาบรรจบกับทางหลวง และไม่นานนักเราก็แยกลงไปทางสู่บ้านแม่ของ

"ทางแยกอยู่ข้างศาลา บนดอยปู้.....น" เสียงลากยาวของพี่สาวคนที่ผมถามถึงทางแยกไปบ่อน้ำร้อนทำให้เข็ม
วัดกำลังใจที่เหลืออยู่น้อยนิดลดต่ำลงไปอีก

"รถถีบจะไปไหวเหรอ  รถเครื่องยังขึ้นไม่ค่อยจะไหวเลยนะเจ๊า"  พี่สาวคนเดิมบอกมาอีกด้วยความหวังดี หลัง
จากขอบคุณด้วยรอยยิ้มผมก็ได้แต่เดินเข็นจักรยานไปช้าๆเพราะขาข้างหนึ่งเริ่มจะเป็นตะคริว

ศาลาบนดอยปู้....น หน้าตาเหมือนศาลารอรถเมล์ที่เราเห็นทั่วไป แต่ผมว่ามันสวยกว่าศาลาไหนๆเคยเห็นมา

ข้าวเหนียวไก่ทอด น้ำพริกหนุ่มที่ห่อมาหมดลงอย่างรวดเร็ว ความเหนื่อยอ่อนทำให้เราอดไม่ได้ที่จะเอนหลัง
ลงพักพิงม้านั่งใต้ร่มเงากันสักครู่

ว่ากันไปแล้วเราสองคนมาเมืองปายก็เพราะความเหนื่อย

หลังจากต่างคนต่างทำงานกันมาเกือบสิบปีโดยไม่มีเว้นวรรค งานการที่ทำอยู่ก็ดูจะน่าเบื่อเสียเหลือเกิน นอก
จากนั้นร่างกายและจิตใจก็ยังอ่อนล้าเต็มทีกับสภาพสังคมเมืองใหญ่ที่มุ่งวัดคนกันด้วยเปลือกนอกแต่ไม่เคย
ให้คุณค่ากับตัวตนที่แท้จริง บ่อยครั้งที่เราถึงกับอยากลาออกจากงานมาตระเวณท่องเที่ยวไปสักพักแล้วค่อยคิด
อีกที่ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตที่เหลืออยู่ แต่ด้วยพันธะทั้งหลายที่มีเราก็ยังทำได้เพียงหนีออกมาพักในระยะสั้นๆ

นานทีเดียวกว่าเราจะตัดใจจากร่มเงาและสายลมเย็นในศาลาพักใจนั้นได้


ทันทีที่ออกจากศาลาเราก็เลี้ยวออกไปตามทางลูกรัง ทางนั้นไต่ชันขึ้นไปตามไหล่เขาเหมือนกับจะบอกเราว่า
ไม่ว่าจะหนีไปพักนานเท่าไรเราก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงอยู่ดี

ทางสายนั้นเลียบอยู่ข้างลำน้ำซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำปาย ขึ้นเนินลงเนินอยู่หลายรอบเราก็มาถึงปลาย
ทางที่จักรยานจะไปกับเราได้ หลังจากที่จอดจักยานให้พ้นตาแล้วเราจึงออกเดินกันต่อ

อีกเกือบชั่วโมงต่อมาเราจึงเห็นดงสักปลูกใหม่อยู่ข้างหน้า มันทำให้เราลิงโลดว่าคงจะถึงที่หมายเสียที

แต่เมื่อเข้าไปถึงกลับไม่มีวี่แววของบ่อน้ำร้อน โชคดีที่เจอพี่สาวชาวบ้านสองคนกำลังช้อนปลาอยู่ในคูน้ำจึงได้
โอกาสถามทาง

"จับปลาได้เยอะมั๊ยครับ" ผมอดถามไม่ได้เพราะดูแล้วว่าในคูส่งน้ำเล็กๆนั้นไม่น่าจะมีปลาสักเท่าไร

"ก็พอได้ละเจ๊า ได้กบเขียดอะไรก็เอา ขอแค่พอมื้อเย็นเท่านั้นแหละ" คำตอบนั้นส่งมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ใส
สะอาดและจริงใจอย่างที่ผมไม่เคยเห็นในเมืองกรุงมานานแสนนาน


สิบนาทีและเขาสองลูกต่อมาเราก็มาถึงบ่อน้ำพุร้อน บ่อน้ำร้อนที่นี่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักแต่ก็เงียบสงบปราศจาก
ร่องรอยของผู้คน จะมีบ้างก็เพียงร่องรอยของฝูงควายที่ทิ้งไว้ประปราย

หลังจากหย่อนไข่ที่เตรียมมาลงไปต้มในบ่อน้ำร้อนตามธรรมเนียม เราก็จัดแจงเตรียมตัวโดดลงน้ำปายที่
หมายมั่นปั้นมือว่าจะเล่นให้สะใจ

แต่เพียงก้าวแรกก็โดดเหย็ง

น้ำในแม่น้ำปายเย็นมาก น้ำร้อนที่ไหลลงมาจากบ่อสู่แม่น้ำปายก็ร้อนเกิน เหมือนอะไรในชีวิตที่หาความ
พอดีไม่ได้

วูบนั้นผมนึกถึงพี่สาวทั้งสองคนที่ช้อนเขียดอยู่ในห้วย เพราะว่าเขาทั้งสองลงไปแช่น้ำลึกแค่เอวอยู่นานนับ
ชั่วโมงเพียงเพื่อหากบเขียดไปเป็นอาหารเย็น

คงไม่ใช่น้ำที่เย็นเกินไป แต่คงเป็นที่เราเปราะบางไม่แกร่งพอ

แช่น้ำอยู่ได้ไม่กี่นาทีเราก็ต้องขึ้นเพราะนอกจากน้ำจะเย็นจัดแล้วเรายังกังวลอีกด้วยว่าอาจมืดกลางทาง

ทางเดินกลับนั้นไกลโข เราต่างก็พากันเดินกันอย่างอ่อนระโหยโรยแรง เดินไปก็บ่นไป จนกระทั่งผมสังเกต
เห็นอะไรบางอย่าง

"พี่เต็ม สังเกตมั๊ยว่าตลอดทางที่เราเดินนี่มีคูน้ำอยู่ข้างๆ"

เมื่อเราเข้าไปดูใกล้ๆจึงได้พบว่าคูน้ำนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่หากเป็นร่องน้ำที่ขุดขึ้นในดินที่แข็ง
ราวกับหินเพื่อส่งน้ำเข้านา

"ผมว่าเราเดินไม่ไกลเลยเมื่อเทียบกับคนที่เขาขุดร่องน้ำนี้" พี่เต็มพูดขึ้นมาเหมือนกับที่ผมกำลังคิดอยู่ในใจ

ร่องน้ำเล็กๆนั้นสร้างความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจเรา และมันก็ทำให้ไม่มีเสียงบ่นอีกต่อไป


ดูเหมือนว่าขากลับเราจะต้องปั่นจักรยานขึ้นมากกว่าขามา เพราะอ่อนล้ามามากเพียงสองสามเนินเราก็ฮอบฮั่ก

แสงแดดยามเย็นทำให้ทิวทัศน์ริมน้ำปายสวยงามเหมือนหมู่บ้านในนิทาน ประกอบกับตะคริวที่เริ่มจะจับขา
ทั้งสองข้างทำให้ผมเอ่ยปากชวนพี่เต็มหยุดชมวิวที่กลางเนินกันซักพัก

ข้ามฝั่งแม่น้ำปายจากจุดที่เราอยู่เป็นไร่กระเทียมขั้นบันไดบนเขาที่สูงไม่น้อยกว่าเขาที่เรากำลังปั่นจักรยานไ่ต่ขึ้น

แม้จะเหนื่อยแต่เราก็รู้สึกแล้วว่าเขาที่เรากำลังไต่ขึ้นนั้นไม่ได้สูงเลยเมื่อเทียบกับแรงงานที่ต้องใช้ปรับเขาทั้งลูก
ให้เป็นขั้นบันไดเพื่อทำไร่เลี้ยงชีพ

เราปั่นจักรยานขึ้นเขากันต่อ ตะวันกำลังจะลับทิวเขา เรายังมีเวลาอีกไม่นานนักที่ซึมซาบเอาความงามของ
แสงแดดยามเย็น

...........และเมืองปาย


อากาศยามเช้ายังคงหนาวเหน็บเช่นดังวันก่อน เราจอดจักรยานไว้ข้างทางก่อนที่จะเดินข้ามสะพานไม้ไป
ยังไร่กระเทียมที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำปาย

เรามาถ่ายภาพผู้คนท่ามกลางสายหมอก ชาวไร่หลายคนออกมาทำงานของพวกเขาตั้งแต่เช้ามืด

เราเดินผ่านเพิงเล็กๆกลางไร่พี่ชายคนหนึ่งในกลุ่มชาวไร่ชวนให้เราเข้าไปผิงไฟกับพวกเขา ความอบอุ่นเกิด
ขึ้นจากไม้ฟืนที่ใส่เพิ่มเข้าไป แฅ่ความอบอุ่นภายในเกิดจากความจริงที่เรียนรู้ว่าปริมาณของน้ำใจที่ผู้คนมี
ให้กันมิได้มีความสัมพันธ์กับทรัพย์สินที่เขามีเลยแม้แฅ่น้อย

เมื่อพูดคุยกัน เราจึงได้รู้ว่าพวกเขาสองคนนอนเฝ้าไร่อยู่ที่เพิงนี้ ความหนาวเย็นอันเป็นสิ่งสนุกสนานของ
พวกเรานักท่องเที่ยวชาวกรุงเป็นความทรมานของพวกเขาไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในปีนี้ที่หนาวจัดจน
ขนาดน้ำในท่อสูบน้ำแข็งจนท่อแตก

ผมกับพี่เต็มมาถึงเมืองปายด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับงานที่เราทำอยู่กันจนเต็มกลืน แต่เมื่อเรากลับไป
ผมเชื่อว่าเราคงไม่บ่นอย่างนั้นอีกอย่างน้อยก็ฅราบที่เรายังจำภาพของชาวไร่ที่ออกมาขุดดินดายหญ้าท่าม
กลางความหนาวเหน็บนี้ได้

หรือจนกระทั่งเราจะได้กลับมาเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆแบบนี้ที่เมืองปายอีกครั้ง

ตาเกิ้น

22 ตุลาคม 2543
จากบันทึกการเดินทาง  26-29 ธ.ค. 2542

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com