Home

ค้นหา
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

"ว่ายังไงนะครับ" ผมถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

"มาช้าไปแล้วครับ ปีนี้ฝนมาเร็ว นกทำรังเร็วกว่าทุกปี ตอนนี้รังวายหมดแล้วครับ" พี่โต๊ะ เจ้าหน้าพิทักษ์ป่าแห่ง
หน่วยบ้านกร่าง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อธิบายว่าทำไมถึงบอกว่าตอนนี้ไม่มีรังนกเลย

"สัตว์อื่นก็อาจจะเจอบ้างแต่ยากหน่อย เพราะตอนนี้กำลังซ่อมถนน เสียงดังมาก พวกผมออกไปตรวจป่ายังไม่
ค่อยจะเจออะไรเลย" พี่โต๊ะบอกเสริมอีก


กลางเดือนกรกฎาคมนั้น ผมลางานแล้วเก็บข้าวของขึ้นเจ้าด็อกแด็ก ออกจากบ้านมาเงียบๆ ผมบอบช้ำเต็มกลืน
แล้วกับหน้าที่การงานและความวุ่นวายสังคมเมืองที่ดูเหมือนจะเป็นเส้นใยที่คอยชักให้ผมขยับเคลื่อนไปจน
ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง และเพียงอยากปลีกตัวไปอยู่คนเดียวสักพัก

ผมนึกอยู่นานว่าจะไปไหนดี มาตัดสินใจเลือกเอาบ้านกร่างก็เพราะจากบันทึกในปีก่อนๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมเคย
เดินถ่ายภาพนกทำรังเลี้ยงลูกได้ง่ายๆทั่งแคมป์ แถมด้วยหิ่งห้อยที่ออกมาโชว์ไฟในยามค่ำคืนไปทั้งป่าจนต้นไม้
สว่างราวกับประดับไปด้วยไฟคริสต์มาส

และอีกเหตุผลสำคัญก็คือว่า ในวันธรรมดาแบบนี้ บ้านกร่างคงเงียบเชียบปราศจากนักท่องเที่ยวอื่น มันก็คงทำ
ให้ผมได้อยู่คนเดียวโดยไม่ต้องพูดกับใครเลยสักสองสามวัน

แต่แล้วอะไรที่ไม่คาดคิดก็มักจะเกิดขึ้นได้เสมอ นอกจากที่ว่าปีนี้นกทำรังเร็วผิดปรกติแล้ว คณะทหารช่างก็ยังใช้
รถเกรดและรถบรรทุกวิ่งเข้าออกเพื่อทำถนนในช่วงกิโลเมตร 10-18 กันอยู่อีกด้วย แน่นอนว่าเสียงรถที่ดังสนั่น
ย่อมไล่สัตว์ในละแวกนี้ออกไปไกล และยังไล่ความฝันที่ผมจะนอนเล่นเงียบๆไปด้วย

อย่างน้อยก็ถูกอย่างหนึ่งว่าผมเป็น "นักท่องเที่ยว"คนเดียวในแคมป์บ้านกร่างเมื่อตอนที่ไปถึง หลังจากที่กาง
ฟลายชีตผืนใหญ่ในมุมโปรดของผมแล้ว ผมก็เดินลงไปที่ลำห้วยข้างหลังแคมป์ด้วยความหวังว่าจะลงไปแช่
ให้จุใจ "ไม่ได้ถ่ายรูปนก ขอนอนแช่น้ำซักสองวันก็ยังดี" ผมพูดกับตัวเอง

แต่พอลงไปถึงห้วยผมก็ถึงกับต้องยืนซึม การซ่อมถนนทำให้ให้ดินลงไปในลำห้วย จนน้ำเป็นสีแดงขุ่นไปทั้งห้วย

บางครั้งโชคชะตาก็ยิ่งชอบนักที่จะซ้ำเติมคนที่บอบช้ำ

ไม่นานนักฝนก็โปรยปราย เรื่องฝนเป็นเรื่องที่ผมทำใจไว้แล้วสำหรับการเดินทางในฤดูนี้ หนังสือหลายเล่มที่ซื้อ
ไว้แต่ไม่ได้มีโอกาสอ่านรวมกับหนังสือเล่มโปรดที่อ่านครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นกองใหญ่วางอยู่ข้างเตียงผ้าใบ ก็พอ
ที่จะให้ผมสงบจิตใจลงได้บ้าง

เสียงรถที่ทำทางเงียบไปตั้งแต่เย็น หลังจากอาหารเย็นแบบง่ายๆ ผมก็ได้นั่งสงบเงียบในป่าอย่างที่ตั้งใจ
หิ่งห้อยเริ่มออกมาบินให้เห็นบ้างแต่ก็น้อยตัวเต็มที พูดก็พูดเถอะผมค่อนข้างจะผิดหวังที่ไม่มีหิ่งห้อยออกมา
เต็มป่าอย่างที่เคยเห็นในปีก่อน

"พี่มาคนเดียว หรือครับ" ชายหนุ่มคนเพื่อนร่วมแคมป์คนเดียวของผมเดินเข้ามาทักทาย

ผมสังเกตเห็นเขาผูกเปลอยู่ในศาลา ห่างออกไปตั้งแต่เย็นแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นความเกียจคร้านหรือความ
โหยหาสันโดดที่ทำให้ผมไม่ได้เดินไปทักทายเขา

"เบิ้ม" แนะนำตัวว่าเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโท ที่มหิดล ตอนนี้กำลังตระเวนเก็บข้อมูลช่วยเพื่อนวิจัยเรื่อง หิ่งห้อย

"หิ่งห้อย ในบ้านเรานี่มีหลายพันธุ์ครับ ที่แก่งกระจานนี่ก็มีสองชนิด สังเกตได้จากการบินสูงบินต่ำและลักษณะ
การกระพริบของแสงก็สามารถจะบอกได้ครับ" เบิ้มเล่าเรื่องหิ่งห้อยให้ผมฟัง

"เดี๋ยวนะครับ พี่ เดี๋ยวผมมา" เบิ้มลุกขึ้นอย่างกระทันหัน แล้วก็วิ่งออกไปกระโดดเหวี่ยงสวิงอยู่กลางลาน

"พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ตัวใหญ่ครับ ผมกำลังอยากได้ตัวอย่างเลย"

ผมบอกกับเบิ้มว่าผมเคยได้มาที่นี่ในวันที่หิ่งห้อยเต็มป่า เห็นแสงกระพริบอยู่บนต้นไม้ราวกับต้นคริสต์มาสไปทั้งป่า
แต่มาในวันนี้มีให้เห็นบ้างก็เพียงไม่กี่ตัว

"พี่ครับ ผมอยากจะชวนไปดูอะไรบางอย่างครับ" เบิ้มกวักมือเรียกให้ผมลงไปที่ลำห้วย

"พี่ปิดไฟฉาย ซักพักนะครับ" เบิ้มบอกเมื่อเราลงไปถึงชายน้ำ

ไม่นานนักเมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด ผมก็เริ่มจะสังเกตเห็นจุดเรืองแสงเล็กที่พื้นดินแพรวพราวไปทั้งสองข้าง
ลำห้วย ราวกับใครเอากากเพชรมาโรยไว้

"นี่ละครับพี่ ตัวอ่อนของหิ่งห้อย"

อยู่กันที่นี่เอง หิ่งห้อยไม่ได้หายไปไหน แต่อาจยังไม่ถึงเวลาครบรอบที่พวกมันจะออกมาส่องแสงประดับป่า
เวลานั้นย่อมจะมาถึง คำถามมีเพียงแต่ว่าผมซิจะอดทนพอที่จะรอดูเวลานั้นหรือไม่

เราคุยกันอยู่อีกพัก เบิ้มจึงแยกย้ายกลับไปนอน และผมก็ได้นั่งอยู่เงียบๆคนเดียวอีกครั้ง

สรรพเสียงของแมลงกลางคืนดังเซ่งแซ่ เสียงแกรกกรากดังที่ชายป่าห่างจากเต้นท์ไปไม่มาก เมื่อเปิดไฟฉาย
ส่องดูผมก็เห็นอีเห็นตัวเขื่องออกมาเดินลากหางอยู่ เมื่อส่องไฟก็เห็นตาสะท้อนแสงวาว

ดูเหมือนป่าจะกลับสู่สภาพปรกติอย่างรวดเร็วหลังจากการรบกวนของเสียงในตอนกลางวัน แต่ใจผมล่ะทำไม
ถึงต้องใช้เวลานานนัก

ผมลุกขึ้นประกอบเลนส์ยาวเข้ากลับกล้องแล้วออกเดินจากแค้มป์แต่เช้า ด้วยความหวังที่จะอาศัยความเงียบ
ยามเช้าเดินดูสัตว์และนกในบริเวณใกล้ๆ

"ไปเดินดูสัตว์ หรือครับ ผมไปด้วยคนนะครับพี่" เบิ้มวิ่งตามออกแค้มป์มา

ป่าเช้านั้นเงียบเชียบ แม้แต่นกที่เคยบินกันให้ว่อนก็ไม่มีให้เห็น คงเป็นเพราะรถที่วิ่งเข้าวิ่งออกเพื่อทำถนนกัน
ทั้งวัน แต่ไม่นานนัก ผมก็เห็นกวางตัวหนึ่งเดินอยู่ข้างทาง

"นั่น กวางพี่ กวาง" เบิ้มตะโกนบอก

กวางตัวนั้นกระโดดเข้าป่าไป พร้อมๆกับที่ผม ลดกล้องลง
"อย่าส่งเสียงดังซิ" ผมหันมาบอกเบิ้มอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก

เราเดินไปกันต่อ เบิ้มชวนผมคุยอีกตลอดทาง เราไม่เจอสัตว์อะไรอีกนอกจากนกเล็กๆสองสามตัว ผมกลับมา
ที่แคมป์ด้วยความขุ่นมัว

วันรุ่งขึ้นเบิ้ม ออกเดินทางต่อในตอนสายๆ คราวนี้ทั้งแคมป์เหลือผมเพียงคนเดียวจริง 

สองวันต่อมาผมใช้เวลากลางวันหมดไปกับนอนอ่านหนังสือ เงียบๆ ดูแล้วก็น่าจะเป็นวันที่ผมโหยหา แต่ในใจ
กลับทุรนทุราย ผมบอกตัวเองว่าความหงุดหงิดนั้นมาจากเสียงรถทำทางที่แว่วมาจากไกลๆ

นกพญาปากกว้างอกสีเงินที่มักจะทำรังอยู่ในบริเวณแค้มป์บ้านกร่าง
ให้นักดูนกได้ถ่ายรูปกัน มาคราวนี้ หายไปหมดไม่มาให้ยลโฉมเลย

หลังอาหารเย็นทุกคืนป่ากลับคืนสู่ความเงียบสงบ ไม่มีเสียง รถ ไม่มีผู้คน ผมนั่งจิบชาอยู่เงียบๆท่ามกลางแสง
สลัวของตะเกียง ผมนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานด้วยความหวังว่าความ

เงียบสงบจะทำให้ใจผมสงบลงไปด้วย แต่มันก็หาเป็นเช่นนั้นไม่


จนกระทั่งยามบ่ายวันหนึ่ง ที่ผมลุกเดินไปที่ลำห้วยอีกครั้ง

ผมหอบเอาเตียงผ้าใบ และหนังสือลงมานอนอ่านอยู่กลางห้วย ไม่นานนักผมก็ได้เริ่มสัมผัสกับความงามของ
ดงไม้รายรอบตัว เสียงน้ำไหลริน เสียงลมที่พัดใบไม้ไหว

เมื่อก้าวลงไปสู่ลำห้วย ก็เหมือนผมก้าวลงไปสู่อีกโลกหนึ่ง โลกของความสงบ และความงดงาม ท่ามกลางแมกไม้
น้ำที่เคยขุ่นเมื่อสองวันก่อน ตกตะกอนจนใส

ใบบอนสีเขียวสด ประดับเรียงรายอยู่ข้างห้วยสะท้อนเป็นเงาอยู่บนผิวน้ำใส ฝูงผีเสื้อบินตามกันเป็นทิวแถวเรี่ยผิวน้ำ

ผมลุกกลับไปหยิบกล้องลงมาถ่ายภาพรอบๆตัวไม่ว่าจะเป็นลำธารใส กอบอนเขียวขจี หรือแม้แต่ใบไม้แห้ง  สิ่ง
เหล่านี้มีอยู่ตลอดมาตั้งแต่วันที่ผมมาถึง เพียงแต่ผมไม่เคยได้สังเกต

มันคงเป็นเพราะผมวาดหวังที่จะถ่ายรูปนกทำรัง, ถ่ายรูปสัตว์, เฝ้าดูหิ่งห้อยเต็มป่า และนอนอ่านหนังสือเงียบๆ
ในมุมโปรดมากเกินไป จนทำให้ผมปิดตาไม่เคยรับรู้ถึงความงามของสิ่งอื่นเมื่อผิดหวัง

บางครั้งความทุกทุรนทุรายนั้นอาจมาจากการดิ้นรน ค้นหา "ความสุข" ในรูปแบบที่เราวาดหวัง ใช่หรือไม่ว่าท่าม
กลางการดิ้นรนนั้นเราอาจมองข้าม "ความงามและความสุข" อีกมากมายที่อยู่รายรอบตัวเรา

เช่นเดียวกับความงามของหิ่งห้อย ที่หลบซ่อนอยู่เป็นตัวอ่อนริมน้ำ หากเราไม่ ดับไฟฉายนั่งสงบลงก็คงไม่เคย
ได้มองเห็น

เมื่อย้อนมองตัวเอง กี่ครั้งแล้วที่ผมต้องอยู่ในเมืองแต่โหยหาการใช้ชีวิตในป่าดง จนลืมสังเกตไปว่าบรรยากาศ
ยามเช้าที่หน้าบ้านตัวเองก่อนจะออกไปทำงานนั้นน่ารื่นรมย์เพียงใด

.................ยังมิต้องพูดถึงรอยยิ้ม, สายตา และความรักจากคนใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม.......

บางครั้ง เราคงต้องหยุดพักการค้นหา แล้วนั่งลงสงบนิ่งบ้าง
........ เพื่อที่จะค้นพบ

ตาเกิ้น

7 เมษายน 2546

จากบันทึกการเดินทาง กรกฎาคม 2545

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com