Home
"ว่ายังไงนะครับ" ผมถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง"มาช้าไปแล้วครับ ปีนี้ฝนมาเร็ว นกทำรังเร็วกว่าทุกปี ตอนนี้รังวายหมดแล้วครับ" พี่โต๊ะ เจ้าหน้าพิทักษ์ป่าแห่ง หน่วยบ้านกร่าง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อธิบายว่าทำไมถึงบอกว่าตอนนี้ไม่มีรังนกเลย"สัตว์อื่นก็อาจจะเจอบ้างแต่ยากหน่อย เพราะตอนนี้กำลังซ่อมถนน เสียงดังมาก พวกผมออกไปตรวจป่ายังไม่ ค่อยจะเจออะไรเลย" พี่โต๊ะบอกเสริมอีก
กลางเดือนกรกฎาคมนั้น ผมลางานแล้วเก็บข้าวของขึ้นเจ้าด็อกแด็ก ออกจากบ้านมาเงียบๆ ผมบอบช้ำเต็มกลืนแล้วกับหน้าที่การงานและความวุ่นวายสังคมเมืองที่ดูเหมือนจะเป็นเส้นใยที่คอยชักให้ผมขยับเคลื่อนไปจน ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง และเพียงอยากปลีกตัวไปอยู่คนเดียวสักพัก ผมนึกอยู่นานว่าจะไปไหนดี มาตัดสินใจเลือกเอาบ้านกร่างก็เพราะจากบันทึกในปีก่อนๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมเคย เดินถ่ายภาพนกทำรังเลี้ยงลูกได้ง่ายๆทั่งแคมป์ แถมด้วยหิ่งห้อยที่ออกมาโชว์ไฟในยามค่ำคืนไปทั้งป่าจนต้นไม้สว่างราวกับประดับไปด้วยไฟคริสต์มาส และอีกเหตุผลสำคัญก็คือว่า ในวันธรรมดาแบบนี้ บ้านกร่างคงเงียบเชียบปราศจากนักท่องเที่ยวอื่น มันก็คงทำให้ผมได้อยู่คนเดียวโดยไม่ต้องพูดกับใครเลยสักสองสามวัน แต่แล้วอะไรที่ไม่คาดคิดก็มักจะเกิดขึ้นได้เสมอ นอกจากที่ว่าปีนี้นกทำรังเร็วผิดปรกติแล้ว คณะทหารช่างก็ยังใช้รถเกรดและรถบรรทุกวิ่งเข้าออกเพื่อทำถนนในช่วงกิโลเมตร 10-18 กันอยู่อีกด้วย แน่นอนว่าเสียงรถที่ดังสนั่น ย่อมไล่สัตว์ในละแวกนี้ออกไปไกล และยังไล่ความฝันที่ผมจะนอนเล่นเงียบๆไปด้วยอย่างน้อยก็ถูกอย่างหนึ่งว่าผมเป็น "นักท่องเที่ยว"คนเดียวในแคมป์บ้านกร่างเมื่อตอนที่ไปถึง หลังจากที่กาง ฟลายชีตผืนใหญ่ในมุมโปรดของผมแล้ว ผมก็เดินลงไปที่ลำห้วยข้างหลังแคมป์ด้วยความหวังว่าจะลงไปแช่ให้จุใจ "ไม่ได้ถ่ายรูปนก ขอนอนแช่น้ำซักสองวันก็ยังดี" ผมพูดกับตัวเอง แต่พอลงไปถึงห้วยผมก็ถึงกับต้องยืนซึม การซ่อมถนนทำให้ให้ดินลงไปในลำห้วย จนน้ำเป็นสีแดงขุ่นไปทั้งห้วยบางครั้งโชคชะตาก็ยิ่งชอบนักที่จะซ้ำเติมคนที่บอบช้ำ
ไม่นานนักฝนก็โปรยปราย เรื่องฝนเป็นเรื่องที่ผมทำใจไว้แล้วสำหรับการเดินทางในฤดูนี้ หนังสือหลายเล่มที่ซื้อไว้แต่ไม่ได้มีโอกาสอ่านรวมกับหนังสือเล่มโปรดที่อ่านครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นกองใหญ่วางอยู่ข้างเตียงผ้าใบ ก็พอ ที่จะให้ผมสงบจิตใจลงได้บ้างเสียงรถที่ทำทางเงียบไปตั้งแต่เย็น หลังจากอาหารเย็นแบบง่ายๆ ผมก็ได้นั่งสงบเงียบในป่าอย่างที่ตั้งใจ หิ่งห้อยเริ่มออกมาบินให้เห็นบ้างแต่ก็น้อยตัวเต็มที พูดก็พูดเถอะผมค่อนข้างจะผิดหวังที่ไม่มีหิ่งห้อยออกมาเต็มป่าอย่างที่เคยเห็นในปีก่อน "พี่มาคนเดียว หรือครับ" ชายหนุ่มคนเพื่อนร่วมแคมป์คนเดียวของผมเดินเข้ามาทักทาย ผมสังเกตเห็นเขาผูกเปลอยู่ในศาลา ห่างออกไปตั้งแต่เย็นแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นความเกียจคร้านหรือความ โหยหาสันโดดที่ทำให้ผมไม่ได้เดินไปทักทายเขา"เบิ้ม" แนะนำตัวว่าเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโท ที่มหิดล ตอนนี้กำลังตระเวนเก็บข้อมูลช่วยเพื่อนวิจัยเรื่อง หิ่งห้อย "หิ่งห้อย ในบ้านเรานี่มีหลายพันธุ์ครับ ที่แก่งกระจานนี่ก็มีสองชนิด สังเกตได้จากการบินสูงบินต่ำและลักษณะการกระพริบของแสงก็สามารถจะบอกได้ครับ" เบิ้มเล่าเรื่องหิ่งห้อยให้ผมฟัง "เดี๋ยวนะครับ พี่ เดี๋ยวผมมา" เบิ้มลุกขึ้นอย่างกระทันหัน แล้วก็วิ่งออกไปกระโดดเหวี่ยงสวิงอยู่กลางลาน"พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ตัวใหญ่ครับ ผมกำลังอยากได้ตัวอย่างเลย" ผมบอกกับเบิ้มว่าผมเคยได้มาที่นี่ในวันที่หิ่งห้อยเต็มป่า เห็นแสงกระพริบอยู่บนต้นไม้ราวกับต้นคริสต์มาสไปทั้งป่า แต่มาในวันนี้มีให้เห็นบ้างก็เพียงไม่กี่ตัว "พี่ครับ ผมอยากจะชวนไปดูอะไรบางอย่างครับ" เบิ้มกวักมือเรียกให้ผมลงไปที่ลำห้วย"พี่ปิดไฟฉาย ซักพักนะครับ" เบิ้มบอกเมื่อเราลงไปถึงชายน้ำ ไม่นานนักเมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด ผมก็เริ่มจะสังเกตเห็นจุดเรืองแสงเล็กที่พื้นดินแพรวพราวไปทั้งสองข้างลำห้วย ราวกับใครเอากากเพชรมาโรยไว้"นี่ละครับพี่ ตัวอ่อนของหิ่งห้อย" อยู่กันที่นี่เอง หิ่งห้อยไม่ได้หายไปไหน แต่อาจยังไม่ถึงเวลาครบรอบที่พวกมันจะออกมาส่องแสงประดับป่า เวลานั้นย่อมจะมาถึง คำถามมีเพียงแต่ว่าผมซิจะอดทนพอที่จะรอดูเวลานั้นหรือไม่ เราคุยกันอยู่อีกพัก เบิ้มจึงแยกย้ายกลับไปนอน และผมก็ได้นั่งอยู่เงียบๆคนเดียวอีกครั้งสรรพเสียงของแมลงกลางคืนดังเซ่งแซ่ เสียงแกรกกรากดังที่ชายป่าห่างจากเต้นท์ไปไม่มาก เมื่อเปิดไฟฉาย ส่องดูผมก็เห็นอีเห็นตัวเขื่องออกมาเดินลากหางอยู่ เมื่อส่องไฟก็เห็นตาสะท้อนแสงวาวดูเหมือนป่าจะกลับสู่สภาพปรกติอย่างรวดเร็วหลังจากการรบกวนของเสียงในตอนกลางวัน แต่ใจผมล่ะทำไมถึงต้องใช้เวลานานนัก
ผมลุกขึ้นประกอบเลนส์ยาวเข้ากลับกล้องแล้วออกเดินจากแค้มป์แต่เช้า ด้วยความหวังที่จะอาศัยความเงียบยามเช้าเดินดูสัตว์และนกในบริเวณใกล้ๆ "ไปเดินดูสัตว์ หรือครับ ผมไปด้วยคนนะครับพี่" เบิ้มวิ่งตามออกแค้มป์มาป่าเช้านั้นเงียบเชียบ แม้แต่นกที่เคยบินกันให้ว่อนก็ไม่มีให้เห็น คงเป็นเพราะรถที่วิ่งเข้าวิ่งออกเพื่อทำถนนกัน ทั้งวัน แต่ไม่นานนัก ผมก็เห็นกวางตัวหนึ่งเดินอยู่ข้างทาง"นั่น กวางพี่ กวาง" เบิ้มตะโกนบอก กวางตัวนั้นกระโดดเข้าป่าไป พร้อมๆกับที่ผม ลดกล้องลง "อย่าส่งเสียงดังซิ" ผมหันมาบอกเบิ้มอย่างอารมณ์ไม่ดีนักเราเดินไปกันต่อ เบิ้มชวนผมคุยอีกตลอดทาง เราไม่เจอสัตว์อะไรอีกนอกจากนกเล็กๆสองสามตัว ผมกลับมาที่แคมป์ด้วยความขุ่นมัว วันรุ่งขึ้นเบิ้ม ออกเดินทางต่อในตอนสายๆ คราวนี้ทั้งแคมป์เหลือผมเพียงคนเดียวจริง สองวันต่อมาผมใช้เวลากลางวันหมดไปกับนอนอ่านหนังสือ เงียบๆ ดูแล้วก็น่าจะเป็นวันที่ผมโหยหา แต่ในใจ กลับทุรนทุราย ผมบอกตัวเองว่าความหงุดหงิดนั้นมาจากเสียงรถทำทางที่แว่วมาจากไกลๆ
นกพญาปากกว้างอกสีเงินที่มักจะทำรังอยู่ในบริเวณแค้มป์บ้านกร่างให้นักดูนกได้ถ่ายรูปกัน มาคราวนี้ หายไปหมดไม่มาให้ยลโฉมเลย
หลังอาหารเย็นทุกคืนป่ากลับคืนสู่ความเงียบสงบ ไม่มีเสียง รถ ไม่มีผู้คน ผมนั่งจิบชาอยู่เงียบๆท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียง ผมนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานด้วยความหวังว่าความ เงียบสงบจะทำให้ใจผมสงบลงไปด้วย แต่มันก็หาเป็นเช่นนั้นไม่
จนกระทั่งยามบ่ายวันหนึ่ง ที่ผมลุกเดินไปที่ลำห้วยอีกครั้งผมหอบเอาเตียงผ้าใบ และหนังสือลงมานอนอ่านอยู่กลางห้วย ไม่นานนักผมก็ได้เริ่มสัมผัสกับความงามของดงไม้รายรอบตัว เสียงน้ำไหลริน เสียงลมที่พัดใบไม้ไหว เมื่อก้าวลงไปสู่ลำห้วย ก็เหมือนผมก้าวลงไปสู่อีกโลกหนึ่ง โลกของความสงบ และความงดงาม ท่ามกลางแมกไม้ น้ำที่เคยขุ่นเมื่อสองวันก่อน ตกตะกอนจนใส ใบบอนสีเขียวสด ประดับเรียงรายอยู่ข้างห้วยสะท้อนเป็นเงาอยู่บนผิวน้ำใส ฝูงผีเสื้อบินตามกันเป็นทิวแถวเรี่ยผิวน้ำ
ผมลุกกลับไปหยิบกล้องลงมาถ่ายภาพรอบๆตัวไม่ว่าจะเป็นลำธารใส กอบอนเขียวขจี หรือแม้แต่ใบไม้แห้ง สิ่งเหล่านี้มีอยู่ตลอดมาตั้งแต่วันที่ผมมาถึง เพียงแต่ผมไม่เคยได้สังเกต
มันคงเป็นเพราะผมวาดหวังที่จะถ่ายรูปนกทำรัง, ถ่ายรูปสัตว์, เฝ้าดูหิ่งห้อยเต็มป่า และนอนอ่านหนังสือเงียบๆในมุมโปรดมากเกินไป จนทำให้ผมปิดตาไม่เคยรับรู้ถึงความงามของสิ่งอื่นเมื่อผิดหวัง
บางครั้งความทุกทุรนทุรายนั้นอาจมาจากการดิ้นรน ค้นหา "ความสุข" ในรูปแบบที่เราวาดหวัง ใช่หรือไม่ว่าท่ามกลางการดิ้นรนนั้นเราอาจมองข้าม "ความงามและความสุข" อีกมากมายที่อยู่รายรอบตัวเรา เช่นเดียวกับความงามของหิ่งห้อย ที่หลบซ่อนอยู่เป็นตัวอ่อนริมน้ำ หากเราไม่ ดับไฟฉายนั่งสงบลงก็คงไม่เคยได้มองเห็น
เมื่อย้อนมองตัวเอง กี่ครั้งแล้วที่ผมต้องอยู่ในเมืองแต่โหยหาการใช้ชีวิตในป่าดง จนลืมสังเกตไปว่าบรรยากาศยามเช้าที่หน้าบ้านตัวเองก่อนจะออกไปทำงานนั้นน่ารื่นรมย์เพียงใด .................ยังมิต้องพูดถึงรอยยิ้ม, สายตา และความรักจากคนใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม.......
บางครั้ง เราคงต้องหยุดพักการค้นหา แล้วนั่งลงสงบนิ่งบ้าง........ เพื่อที่จะค้นพบ
ตาเกิ้น
7 เมษายน 2546
จากบันทึกการเดินทาง กรกฎาคม 2545
คุยกันรอบกองไฟ
เซ็นสมุดเยี่ยม
สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี