Home

เป็นเพียงความทรงจำที่งดงาม
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

โดยส่วนมากแล้วสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่ทาสเงินเดือนอย่างผมรอคอยวันปลดปล่อยให้หลุดออกไปจากโลกที่วุ่น
วายของเมืองหลวงและความเครียดแต่ไร้สาระของการงาน แต่หลายครั้งวันสุดสัปดาห์ก็เป็นเพียงวันที่ถูกจองจำอยู่
กับที่โดยไม่ต้องไปทำงาน

วันนี้ก็เช่นกัน ภารกิจทั้งงานราษฎ์ งานหลวงที่จองจำผมไว้ในกรุงเทพแทนที่จะได้ไปนอนแช่น้ำกับเพื่อนๆในมุมสงบ
แถวป่าเพชรบุรีตามที่นัดกันไว้, อากาศที่ร้อนอบอ้าวของเดือนพฤษภาคม, มรสุมหลงฤดูที่เทสายฝนลงมาเป็นระยะ
 บวกกับเทศกาลลดราคากระหน่ำของห้างสรรพสินค้าที่ทำให้รถบนถนนติดจนไม่สามารถจะกระดิกกระเดี้ยออกไป
ไหนได้ ล้วนเป็นตัวแปรที่ทำให้ผมมีอาการงุ่นง่านราวกับเสือติดจั่นพาลอาละวาดเข้ากับคนใกล้ตัวจนต้องหลบออก
มาห่างจากผู้คนมายังมุมส่วนตัวรกๆอยู่ที่ซอกหนึ่งในบ้าน

เหลียวมองดูรอบตัวพบว่าข้าวของกระจัดกระจายไม่เข้าที่เข้าทางอยู่เต็มบ้าน ฟิล์ม สไลด์ หลายม้วนวางกองอยู่บนโต๊ะ
เมื่อหยิบฟิล์มเหล่านั้นขึ้นมาส่องดูสักพักหนึ่งผมจึงเริ่มยิ้มออกมาได้ ความทรงจำและความรู้สึกหลายอย่างพรั่งพรู
ราวกับว่าผมได้เดินทางเข้าไปสู่เหตุการณ์ในภาพนั้นอีกครั้งหนึ่งทั้งๆที่เป็นเหตุการณ์ที่เกินขึ้นมาแล้วกว่าปี


ผมยืนเอาเป้หลังพิงต้นไม้หอบหายใจ หัวใจเต้นแรงราวกับจะออกมาเต้นอยู่ข้างนอก ในขณะที่ขาทั้งสองข้างก็เต้น
สั่นอย่างไม่ยอมแพ้หัวใจ

พี่เต็ม ยืนพิงต้นไม้อีกต้นไม่ห่างไปนัก ดูจากสีหน้าแล้วก็คงอาการหนักไม่แพ้กัน

"เอาอีกหน่อยน่ะมองเห็นยอดเขาอยู่แค่นี้แล้ว" เสียงพี่เต็มบอกมาปนเสียงหอบ

ทางข้างหน้ายังไต่ชันดิกขึ้นไปราวกับว่ามันเป็นทางของเลียงผา
ไม่ใช่เส้นทางของผู้คน ผมมองเห็นท้องฟ้าอยู่บนสันเขาข้างหน้า
อีกไม่ไกลจนเกินจะคืบคลานขึ้นไปทำให้เกิดแรงฮึดอีกครั้ง

อีกหลายนาทีต่อมาผมก็ขึ้นมาอยู่ตรงจุดที่คิดว่าเป็นสันเขานั้น
ทางก็วกซ้ายไต่ขึ้นชันดิกต่อไปอีกจนดูเหมือนว่าการเดินนี้
............................จะไม่มีวันจบสิ้น........................


"โมโกจู" ผมได้พบผ่านชื่อนี้เป็นครั้งแรกจากหนังสือนวนิยายอมตะ "ล่องไพร" ที่อ่านตั้งแต่วัยเด็ก ในล่องไพรกล่าวถึง
 "โมโกจู" ว่าเป็นขุนเขาสูงท่ามกลางดงลึกในเขตป่าแม่วงศ์ที่ตัวเอกของเรื่องคือคุณศักดิ์และกระเหรี่ยงเกิ้นท่องไพรอยู่ 
จากนั้นมาสะดุดตาสะดุดใจอีกครั้งก็เมื่อได้อ่านบทความของคณะสำรวจยอดเขาโมโกจูที่ตีพิมพ์ในครั้งแรกในหนังสือ
อ.ส.ท. เมื่อเกินสิบปีมาแล้ว บทความนั้นเล่าถึงความยากลำบากของการเดินทางที่ต้องข้ามห้วยนับสิบครั้งก่อนที่จะ
ต้องขึ้นเขาสูงชันและต้องใช้เวลาเดินทางทั้งหมดถึง 7 วัน

จากนั้นเป็นต้นมา "โมโกจู" ก็ถูกกล่าวถึงในหมู่เพื่อนฝูงที่เดินป่าด้วยกันในฐานะ "ความฝันที่จะต้องถูกเก็บเกี่ยว"

หลายปีผ่านไปราวกับเล่านิทาน จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้ไปกันสักทีด้วยเหตผสมผสานกันตั้งแต่การหาวันลายาวๆ
 จนไปถึงสมาชิกร่วมเดินทางที่นับวันจะร่อยหรอลงทุกที

แต่ในที่สุดเวลาแห่งความเด็ดเดี่ยวก็มาถึงเมื่อพี่เต็มทนความรบเร้าของผมไม่ไหวจนลุกขึ้นมาประกาศว่า "ไปกันเลย
รอแก่กว่านี้เดินไม่ไหวแน่นอน"


แสงแดดยามเย็นส่องทอดลงมากระทบผิวน้ำของคลองแม่กระสาปรากฏอยู่หน้า นั่นเป็นเป็นเครื่องหมายบอกให้
เรารู้ว่าการเดินอันยาวไกลของวันแรกได้จบลงแล้ว

ระยะทางกว่าสิบแปดกิโลเมตรนับว่าไม่ไกลเลยสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ แต่หากถ้าเป็นการเดินในทางป่า
เขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะต้องแบกสำภาระและอาหารสำหรับการเดินป่าห้าวันไปด้วยแล้วละก็นับว่าเป็นการ
ทรมานสังขารไม่น้อย

หลังจากเดินกันมาทั้งวัน ได้แช่น้ำใสๆในคลองแม่กระสาก็นับเป็นรางวัลตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยที่ควรค่ากัน

หลังจากจับจองที่ผูกเปล อาหารที่ถูกแบ่งเฉลี่ยใส่เป้แต่ละคนก็ถูกเอามารวมกันเพื่อเตรียมมื้อเย็น ครั้งนี้เรานับว่า
โชคดีไม่น้อย เพราะในคณะของเรานั้นนอกจากที่จะมีหมอจิ๋วทำหน้าที่เป็นหมอประจำคณะที่คอยดูแลทุกข์สุขของ
พวกเราแล้วก็ยังมีอาจารย์ยุ้ยที่ทำหน้าที่เป็นแม่ครัวใหญ่ที่คอยทำอาหารหรูๆให้เราทานกันได้ตลอดทาง

วันต่อมาถือเป็นการพักผ่อน เราเดินกันเพียงห้ากิโลเมตรก็ถึงที่พักที่คลองแม่เรวา  ยิ่งเข้ามาลึกป่าก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้น
ไร้ร่องรอยของผู้คน

บรรยากาศสงบร่มรื่นที่คลองแม่เรวา

ว่าไปแล้วการจัดการเดินป่าไปดอยโมโกจูของอุทยานแห่งชาติแม่วงศ์ทำได้ดีมาก ทั้งการวางเส้นทางและการจัดที่พัก
แรมไว้เป็นจุดๆ และการดูแลรักษาธรรมชาติ น่าจะเป็นแบบอย่างให้อุทยานอื่นๆเอาไปทำตามไม่ใช่ว่าเอะอะก็ห้าม
ค้างแรมในป่า จะให้นอนบ้านพักและกางเต็นท์ที่อุทยานเสียท่าเดียว แล้วอย่างนี้ใครจะได้มีโอกาสซาบซึ้งกับธรรมชาติ

หลังจากพักผ่อนในวันที่สองเราเริ่มจะย่ามใจว่าโมโกจูคงไม่ไกลเกินคลานแล้ว แต่เราหารู้ไม่ว่าการเดินทางไม่ได้เริ่ม
ต้นขึ้นจริงๆจนกระทั่งวันที่สามของการเดินทาง.......................


ยอดเขาโมโกจู มองเห็นอยู่ไม่ไกลหลังจากเดินกันมากว่าห้าชั่วโมงในวันที่สาม

"เอาอีกหน่อยน่ะมองเห็นยอดเขาอยู่แค่นี้แล้ว" เสียงพี่เต็มบอกมาปนเสียงหอบ

ทางข้างหน้ายังไต่ชันดิกขึ้นไปราวกับว่ามันเป็นทางของเลียงผาไม่ใช่เส้นทางของผู้คน ผมมองเห็นท้องฟ้าอยู่บน
สันเขาข้างหน้าอีกไม่ไกลจนเกินจะคืบคลานขึ้นไปทำให้เกิดแรงฮึดอีกครั้ง

อีกหลายนาทีต่อมาผมก็ขึ้นมาอยู่ตรงจุดที่คิดว่าเป็นสันเขานั้น ทางก็วกซ้ายไต่ขึ้นชันดิกต่อไปอีกจนดูเหมือนว่า
การเดินนี้
...........................................จะไม่มีวันจบสิ้น........................


สภาพเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนนับไม่ไหวว่ากี่ครั้งในช่วงที่เราเดินขึ้นสู่ยอดดอยโมโกจู จะมีเปลี่ยนแปลง
ไปบ้างก็แต่เพียง ว่าเปลี่ยนคนพูดจากพี่เต็มเป็นผมบ้าง เปลี่ยนจากวกซ้ายเป็นวกขวาบ้าง เท่านั้นเองจริง มันซ้ำไป
ซ้ำมาจนคล้ายความทุกข์ทนของชีวิตที่ต่างคนไม่ว่าจะยากดีมีจนย่อมจะต้องเผชิญ

หากแต่ว่าการขึ้นเขานั้นยังมีการจบสิ้นหลุดพ้นที่ยอดเขา แล้วยอดเขาของชีวิตจริงนั้นเล่าอยู่ที่ใด?

ผมมั่นใจเลย ถ้าหากว่าคำพูดที่ว่า "ทางเตียนพาเวียนลงนรก
ทางรกพาวกขึ้นสวรรค์" เป็นจริงแล้วละก็ สวรรค์ก็คงอยู่แถวๆโมโกจู

การเดินขึ้นโมโกจูเฉลยความจริงให้เห็นได้อีกอย่างว่าคนเรา
นั้นมีพลังกายและพลังใจสะสมซุกซ่อนไว้ภายในอีกมาก จะ
เรียกว่าพลังภายในก็คงจะใกล้เคียงที่สุด

หลายครั้งที่เราเดินกันจนหมดแรงแม้จะเพียงก้าวขา หมดแรง
ใจแม้กระทั่งจะคิดหยุดเดินเพียงแค่นั้น แต่หากเพียงฝืนทนที่
จะไม่ยอมแพ้สักชั่วเวลาหนึ่งพลังภายในนั้นจะออกมาและมีเรี่ยว
แรงเดินต่อได้อยางน่าแปลกใจ

คงจะดีไม่น้อยถ้าพลังภายในนี้สามารถมีขึ้นได้กับการมุ่งมั่นทำงานทำงาน ถึงแม้ว่าได้เห็นความหน้าไหว้หลังหลอก
ของชีวิตในสังคมวัตถุมาจนด้านชาแล้ว ผมก็ยังหวังว่าสักวันผมจะพบงานอันควรค่าจนทำให้ตัวเองมุ่งมั่นทำจนจะ
ต้องใช้พลังภายในที่ซ่อนอยู่


บนยอดเขาสูงกว่าหนึ่งพันเก้าร้อยเมตร จากจำนวนนั้น พันหกร้อยเมตรหรือเทียบได้กับบันไดของตึกกว่าห้าร้อยชั้น
เป็นการไต่เต้าขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราแท้ๆ เนื่องจากยอด "โมโกจู" เป็นยอดที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น เราจึง
สามารถมองไปได้เห็นทิวทัศน์ที่รายล้อมไปด้วยทิวเขารอบด้านมุมกว้างสุดสายตาทั้งด้านกว้างและทางลึกจาก
ยอดดอยโมโกจู

สายลมที่พัดมากระทบทำให้ความเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้ง หลังจากเดินกันมาทั้งวัน ไม่ใช่ซินะ ต้องบอกว่าเดินกัน
มาทั้งสามวันจึงจะถูก และที่สดชื่นไปกว่านั้นก็คงเป็นความรู้สึกที่ว่าเราได้มาถึงแล้ว ยอดโมโกจูที่ใฝ่ฝันกันมาร่วมสิบปี

เรามาถึงแล้วที่ยอดสูงสุดของโมโกจู ก่อนมาเมื่อชวนเพื่อนไปโมโกจู หลายคนถามผมว่ายอดโมโกจูสวยมากหรือ
ผมได้แต่บอกว่าก็คงจะสวยแต่ว่าแต่ละคนอาจจะมองความสวยนั้นไม่เหมือนกัน และเกือบทุกคนถามว่าถ้ามัน
ลำบากขนาดนั้นไปทำไมกันหรือ และนั้นก็เป็นคำถามที่ผมไม่เคยมีคำตอบมาตลอด

เรามิใช่ต้องการเป็นผู้พิชิตยอดเขาเพราะขุนเขานั้นยิ่งใหญ่นัก เราขึ้นมาได้ แต่พรุ่งนี้หลังจากที่เราลงไปขุนเขาก็ยัง
คงอยู่แล้วเราจะเรียกตัวเองว่าผู้พิชิตได้อย่างไร

การได้บรรลุถึงสิ่งที่ใฝ่ฝันนับเป็นรางวัลในตัวมันเอง แต่ใช่หรือไม่ว่า เมื่อมาถึงวันนี้ที่ผมได้นั่งนึกย้อนไปถึงการเดิน
ทางครั้งนั้น เช่นเดียวกับความฝันอื่นๆในชีวิต อะไรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ น่าตื่นเต้น ที่ไขว่คว้ามา เมื่อ
ผ่านไปก็เพียงเหลือไว้ด้วยความทรงจำอันงดงาม

สำหรับใครสักคนที่ผ่านไปในการเดินทางของชีวิตมายาวนาน เส้นทางนั้นย่อมมีทั้ง รื่นรมย์ หรือ ตรากตรำ อบอุ่นหรือ
 หนาวเหน็บ และสักวันหนึ่ง เส้นทางข้างหน้าอาจสั้นลงเมื่อเทียบกับเส้นทางที่เดินผ่าน ในวันนั้นทรัพย์สิน เกียรติยศ
ล้วนมีความหมายน้อยลง แต่ความทรงจำที่งดงามที่สะสมไว้เหล่านี้มิใช่หรือคือความหมายของชีวิตที่พ้นผ่าน

อย่างน้อยที่สุดมันก็คือ "ความสุข" ที่ทำให้วันนี้และอีกหลายๆวันที่สุดแสนจะน่าเบื่อหน่ายกลายเป็นวันที่ดีขึ้นมา
อีกมาก และเป็นกำลังใจให้เราออกเดินทางต่อไปบนเส้นทางของชีวิต

.....................เดินต่อไปเพื่อเก็บเกี่ยวความฝันไว้ชื่นชมในวันฝนตก

ตาเกิ้น
21 มิถุนายน 2547

จากความทรงจำในการเดินทาง 8-12 กุมภาพันธ์ 2546

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com