แม่เงา แม่น้ำในนิทาน
แม่เงา แม่น้ำในนิทาน
ตาเกิ้น
ตีพิมพ์ครั้งแรกในอนุสารอ.ส.ท. ฉบับเดือนมกราคม 2553
ThailandOutdoor Netzine
หากจะมีใครสักคนถามว่าสายน้ำใดงดงามที่สุดที่เคยพบมา ผมจะตอบโดยไม่ลังเลเลยว่าน้ำเงา
ในค่ำคืนนั่้น ผมนั่งชมความงามของสายน้ำเงาท่ามกลางแสงจันทร์ราวกับการได้ทักทายเพื่อนเก่า หลังจากที่ห่างหายกันไปหลายปี
เงาสะท้อนจากแสงจันทร์ละเลื่อมพริ้วไปตามผิวน้ำงดงามราวกับภาพในจินตนาการ สายน้ำเงาพัดแรง เสียงคลื่นดังแว่วมาเหมือนตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จากกันไป
ความสมบูรณ์ของธรรมชาติและความงดงามของชีวิตผู้คนตลอดลำน้ำ ทำให้ผมคิดเสมอมาว่าที่นี่คือ “แม่น้ำในนิทาน”
1. หมู่บ้านในนิทาน
กาลครั้งหนึ่ง 9 ปีมาแล้ว ในเดือน ธันวาคม 2543
แสงแดดยามเย็นที่ทอดตัวเรี่ยยอดไม้ขับให้แสงและเงาที่เกิดจากร่างแกร่งเกร็งของหนุ่มชาวกระเหรี่ยงดูเด่นอยู่ที่หัวเรือ
แสงแดดยามเย็นที่ทอดตัวเรี่ยยอดไม้ขับให้แสงและเงาที่เกิดจากร่างแกร่งเกร็งของหนุ่มชาวกระเหรี่ยงดูเด่นอยู่ที่หัวเรือ
ไม่เพียงแสงและเงาเท่านั้นที่ทำให้เขาน่าสนใจ หน้าท ี่"หัวเรือ" ของเขาเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับผม ตลอดทางเขาต้องคอยใช้น้ำหนักตัวโถมไปด้านข้างเพื่อเอียงเรือไปตามการเลี้ยวของ"นายท้าย"
แม่น้ำเงานั้นค่อนข้างจะคดเคี้ยว และน้ำในยามนี้ตื้นเขินลงไปมาก ทำให้การเลี้ยวไปตามเกาะแก่งทำได้ค่อนข้างลำบาก บางครั้ง"หัวเรือ" ก็ถึงกับต้องคว้าถ่อขึ้นมาค้ำช่วย
"เขาว่าน้ำใสเหมือนกระจกเลยครับ ถึงได้ชื่อแม่น้ำเงาไงพี่" มิตรสหายคนหนึ่งส่งข่าว และมันก็คือประโยคที่ทำให้เราระหกระเหินมาไกลถึงเพียงนี้
เรือหางยาวที่เรานั่งอยู่เรียกได้ว่าเป็นเรือประจำทางที่วิ่งไปกลับจากบ้านแม่เงาเข้าไปจนถึงบ้านอุมโล๊ะ
ตั้งแต่ฤดูฝนจนเข้าสู่ฤดูหนาว นอกจากเดินแล้ว เรือเป็นอีกเพียงหนึ่งทางเลือกที่จะเข้าสู่หมู่บ้านทางด้านในของลุ่มน้ำแม่เงาได้ นอกจากรับส่งผู้คนแล้ว "นายท้ายเรือ"ก็ยังรับฝากสินค้า(ส่วนใหญ่ก็คือหน่อไม้และถั่วดินลักษณะคล้ายถั่วลิสง)ออกไปขายข้างนอกในลักษณะเดียวกับนายฮ้อยกองควาย
เรือก็จะวิ่งรับส่งจนน้ำลดต่ำในช่วงมกราคม ซึ่งก็จะเป็นเวลาที่ทางราชการเข้ามาปรับไถทางให้ใช้ได้อีกครั้งไปจนถึงหน้าฝน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเช่นนี้ตามฤดูกาล
แม่น้ำเงายามเย็น ช่างสวยงามยิ่งนัก สองข้างทางเป็นป่าที่ถึงแม้จะผ่านการทำไม้มาแล้วแต่ก็ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ไม่น้อย เราผ่านหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมน้ำเป็นระยะ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นบ้านกระเหรี่ยงที่ปลูกอยู่อย่างสงบเสงี่ยมใต้ร่มเงาของป่าดง
สองชั่วโมงเศษของการเดินทางด้วยเรือ เราก็มาถึงหมู่บ้านอุมโล๊ะ
"นอนบ้าน ผ.ร.ส. ก็ได้พี่" หัวเรือของเราชี้แนะพร้อมทั้งเดินนำทางไปเพราะรู้ว่าเราไม่รู้จักใครในหมู่บ้านนี้
ภรรยาของ ผ.ร.ส. (ซึ่งเราพึ่งจะรู้ว่าย่อมาจากผู้รักษาความสงบ) พยักหน้าเมื่อผมขออาศัยนอนสักคืน
หมู่บ้านอุมโล๊ะ เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงขนาดประมาณ 60หลังคาเรือน ที่ตั้งอยู่กลางป่าแม่เงา ชีวิตที่นี่ยังคงเป็นอย่างที่มันเคยดำเนินมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิม ชาวบ้านปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ หาของป่า จับปลาในแม่น้ำ เอาแค่พอกิน ไปวันๆ เงินเป็นของหายากที่นี่เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะส่งขายได้มาก แต่ดูจะเป็นของที่ไม่จำเป็นนัก เพราะพวกเขาพึ่งตนเองได้เกือบจะทุกอย่าง จะต้องซื้อหาก็เพียงเกลือเอาไว้ทำอาหาร และหยูกยาเวลาเจ็บป่วย ยังโชคดีอยู่ บ้างที่มีหมออนามัยอยู่ไม่ไกลออกไปมากนัก
เราตกเป็นเป้าสายตาตลอดทางที่เดินไป คงจะไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามาที่นี่บ่อยนัก การสื่อสารค่อนข้างจะเป็นปัญหาเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ส่วนภาษากระเหรี่ยงของผมยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะรู้อยู่สองคำ ออมี่(กินข้าว) และตำพรือ(ขอบคุณ) แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรผ่านรอยยิ้มที่เกลื่อนกลาดทั่วหมู่บ้าน
เมื่อเรากลับมาที่บ้าน ผ.ร.ส. เจ้าของบ้านก็มาตอนรับเรา เขาชื่อพะดิลา
"ข้าวมีเปอเลอะ กินตามสบายนะ แต่กับข้าวเราไม่มี" เรารู้สึกได้ถึงน้ำใจที่เปิดเผยจากคำพูดสั้นๆนั้น แต่เราก็จุดเตาหุงข้าวกันเองด้วยความที่ไม่อยากจะรบกวนเจ้าของบ้านผู้อารีมากไปกว่าที่ซุกหัวนอนในคืนนี้
ทั้งหมู่บ้านมืดและเงียบสงัด ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าไม่มีดาราในทีวี แต่หากมีดาวเต็มท้องฟ้าในคืนเดือนมืด หากเพียงบางครั้งที่เราได้มาสัมผัสก็รู้ได้ว่าเราห่างจากความรื่นรมย์จากธรรมชาติไปเพียงใด
ลูกๆของพะดิลาเข้าไปนอนรวมกับเขาในห้องเพื่อแบ่งปันที่นอนและมุ้งข้างนอกนี้ให้เรา นับว่าเป็นน้ำใจกับคนแปลกหน้าที่หาได้ยากยิ่งในยุคที่น้ำเปล่ายังต้องซื้อกิน
เสียงไก่ขันและเสียงจากครกกระเดื่องตำข้าวปลุกเราขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่ตีห้า เราเก็บข้าวของแล้วเข้าไปร่ำลา พะดิลากับครอบครัว ก่อนจะออกเดินทางต่อ
ที่ริมน้ำเงาเช้านั้นเราได้พบกับอีกหลายชีวิตที่อยู่อาศัยและพึ่งพาอยู่กับน้ำเงา ชาวบ้านผู้ชายสองคนแบกปืนแก็ปกระบอกยาวเฟื้อย ข้ามลำน้ำไปพร้อมกับหมา พวกเขาคงออกไปหากับข้าวสำหรับวันนี้ ขณะเดียวกับที่อีกคนร้องเพลงภาษากระเหรี่ยงแว่วมาแต่ไกลก่อนจะแวะลงมาเก็บข่ายที่ขึ้นมาพร้อมกับปลาน้ำเงาที่พอสำหรับเขาและครอบครัว ผู้หญิงหลายคนถือขวานแบกกระบุงออกไปทำไร่ ตัดฟืนและหาของป่า
ทุกชีวิตรายรอบลำน้ำเงาดูเหมือนจะดำเนินไปตามครรลองของชีวิตจริงที่ปราศจากความซับซ้อนที่เราพบเห็นในสังคมเมือง ความเรียบง่ายนั้นคือที่มาของความสุขสงบที่มีมาในชุมชนนับสิบนับร้อยปี
ในความรู้สึกของเราตอนนั้น การเดินทางของเราในทริปนี้กำลังจะจบลง แต่หากมันกลับเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมกลับมาเยี่ยมเยียนน้ำเงาที่ผมหลงไหลและผู้คนที่ผมผูกพันอีกนับครั้งไม่ถ้วน พร้อมกับเรียกที่นั่นว่า
“แม่น้ำในนิทาน”
2. ความเปลี่ยนแปลงที่ยังคงไม่เปลี่ยนไป
การเดินทางไปยังแม่เงาในครั้งต่อๆมาของผม มีทั้งการสำรวจค้นหาน้ำตกใหม่, จุดชมวิวบนดอยสูง หรือแม้กระทั่งเส้นทางสู่ต้นน้ำเงา อีกทั้งยังมีมิตรแท้สหายรักอยู่ที่นั่นอีกหลายคน
แต่แล้วบางอย่างก็ทำให้ผมไม่ได้กลับไปที่แม่เงาอีกเลยในหกปีที่ผ่านมา ดูเหมือนเวลาช่วงเวลานั้นของผมหมดไปกับการแสวงหาบางอย่างในสังคมของเมืองใหญ่ แต่ก็ไม่เคยค้นพบ
“ไก่ครับ
พี่จะไปแม่เงา วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ คงจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นสัก 5-6 วัน
หวังว่าไก่คงจะว่างที่จะไปด้วยกัน ช่วยติดต่อกลับมาบอกพี่ด้วยครับ
พี่ตาเกิ้น”
ข้อความสั้นๆนี้ถูกส่งไปทางจดหมายติดสแตมป์ ในยุค พ.ศ.นี้ที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มี e-mail การติดต่อระหว่างผมและเพื่อนเก่าที่แม่เงายังคงรูปแบบเดิมคือจดหมาย ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าที่นั่นยังคงไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีไฟฟ้า เครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่เคยมีก็ใช้ไม่ได้ และโทรเลขก็ถูกยกเลิกใช้ไปแล้ว ฟังดูราวกับการเที่ยวป่า “ล่องไพร” ในสมัยหลายสิบปีก่อน
แม้จะไม่ได้รับจดหมายฉบับนั้น แต่ในค่ำคืนของวันที่เราไปถึงไก่ก็อยู่ที่บ้านริมน้ำเงา และเขาก็ดีใจที่ได้พบผมผู้เป็นเพื่อนเก่าอีกครั้ง ดีใจที่เราจะได้เดินทางด้วยกันอีก เห็นได้ชัดว่ามิตรภาพที่แท้จริงยังคงอยู่โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยี่อย่าง MSN, Hi5 หรือ facebook เข้ามาเกี่ยวข้อง
เราจอดรถที่ลานกางเต๊นท์ของอุทยานแห่งชาติแม่เงา หลังจากที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพกว่าสิบชั่วโมง
ลานกางเต๊นท์เป็นสิ่งแรกที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนอุทยานแห่งชาติแม่เงา ลานหญ้านุ่มและเขียวขจีใต้ร่มของดงสักใหญ่กว่าสองคนโอบ ยาวไปตามแม่น้ำเงากว่าสองร้อยเมตรทำให้ที่นี่เป็นลานกางเต๊นท์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งที่ผมเคยพบเห็นมา
แม่น้ำเงาคงเป็นแม่น้ำเพียงไม่กี่สายในประเทศนี้ที่ยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติไว้ได้เพียงนี้ สายน้ำใสไหลออกมาจากป่าลึกที่อยู่ในรอยต่อของจังหวัดเชียงใหม่, แม่ฮ่องสอนและตาก ยาวกว่าห้าสิบกิโลเมตร โดยปราศจากเขื่อนกั้น อุดมไปด้วยป่าดิบ และพันธุ์ปลาที่หลากหลาย สองข้างตลอดลำน้ำไม่มีชุมชนใหญ่ แต่หากเป็นธรรมชาติของป่าเขาและหมู่บ้านเล็กๆที่ยังคงดำรงค์ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ
ฟังดูราวกับเป็นแม่น้ำในเรื่องเล่าสมัยโบราณเก่าก่อน แต่หากยังคงมีอยู่จริง
3.ทะเลหมอกและดอยสูง
เส้นทางดินแคบๆที่สูงชันเลาะไปตามใหล่เขานั้นพาเราไปสู่บ้านห้วยม่วงหมู่บ้านบนสันดอย
“พี่จอดตรงนี้ครับ เดี๋ยวผมไปตามจะซอก่อน” ไก่บอกให้ผมจอดรถใกล้บ้านหลังหนึ่ง
ไม่นานนัก “จะซอ” สหายเก่าชาวกระเหรี่ยงของผมก็เดินยิ้มออกมาจากชายไร่ เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่ที่อุทยาน แต่จะซอรักชีวิตแบบดั่งเดิมเช่นนี้จึงกลับมาทำไร่อยู่ที่บ้านห้วยม่วง
“เดี๋ยวหุงข้าวจากบ้านเฮาไปกินบนดอยเลย ข้าวเฮามีเยอะแยะ” จะซอบอกก่อนจะเดินนำพวกเราไปยังบ้านหลังน้อยที่สร้างขึ้นจากไม้ไผ่ ไม่นานนักเตาไฟกลางบ้านก็ส่งควันฉุย บ้านหลังนี้อาจขาดแคลนวัตถุ แต่ไม่เคยขาดนำ้ใจ
“เป็นไงปีนี้ข้าวดีมั๊ย” ผมถามเพราะเห็นว่าไร่ข้าวรอบๆหมู่บ้านเพิ่งจะผ่านการเก็บเกี่ยวมา
“พอได้ แต่ไม่เยอะนะ” จะซอตอบ
“แค่พอกิน”เมียของจะซอเสริมขึ้น เห็นได้ชัดว่าข้าวแค่พอกินและน้ำใจที่เหลือเฟือของเขานั้นพอที่จะแบ่งปันให้กับผู้มาเยือนอย่างเราได้
จากห้วยม่วงทางสายนั้นก็วกวนไปตามไหล่เขาชันเพิ่มขึ้นอีกจนราวกับขึ้นไปสู่สวรรค์บนฝากฟ้า ทางสายนี้เป็นเส้นทางระหว่างหมู่บ้านที่ใช้เดินทางเข้าไปสู่หมู่บ้านลึกๆเข้าไปในเขตอมก๋อยจังหวัดเชียงใหม่
“รถไปได้แค่นี้ครับ ทางขาดตั้งแต่หน้าฝนแล้ว จากนี้ต้องเดิน” ไก่บอกให้ผมจอดรถแอบไว้ข้างทาง
เราเดินไปทางรถที่ขาดวิ่นเพราะโดนน้ำเซาะสักครู่ไก่ก็พาเลี้ยวลงไปในทางป่า
“ทางนี้เป็นทางเดินที่จะไปดอยปุยแม่หลงครับ” ไก่บอกยิ้มๆเมื่อเอ่ยถึงชื่อดอยสูงและน้ำตกแห่งหนึ่งที่เราไปเจอเข้าโดยบังเอิญด้วยกันในการเดินป่าเมื่อเกือบสิบปีก่อน และตั้งชื่อว่าดอยแม่หลง ที่ปัจจุบันนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวเด่นอีกแห่งหนึ่งของอุทยานแม่เงา
“แต่วันนี้เราไม่ต้องไปไกลถึงนั่นหรอกครับ ผมจะพาพี่ไปนอนที่อีกดอยหนึ่ง จุดนี้ทะเลหมอกสวยครับ”
หลังจากเดินสบายๆบนทางที่เลาะไปใต้ร่มไม้เป็นเวลาชั่วโมงเศษ เราก็ทะลุออกมาที่โล่งบนดอยที่มองไปเห็นทางเดินเป็นหญ้าสีทองอร่ามบนสันเขา
ไก่เลือกที่จะตั้งแค้มป์บนดอยนิรนามลูกหนึ่งที่พอจะมีไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและมีกอไม้บังลมเพื่อไม่ให้ค่ำคืนนี้หนาวเย็นจนเกินไป ซีกซ้ายของเต๊นท์เราเป็นหน้าผาชันมองเห็นหุบเขาสลับซับซ้อนของอำเภออมก๋อย
หลังจากเราตั้งเต๊นท์เสร็จไม่นานตะวันก็ลับขอบฟ้าพร้อมกับทิ้งให้แสงสีเหลืองส้มอันเป็นแสงสุดท้ายทาบอยู่บนเทือกเขาสลับซับซ้อนห้อมล้อมลำน้ำเงาที่อยู่ลึกลงไปเบื้องล่าง
อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วเมื่อความมืดแผ่เข้ามาปกคลุมแค้มป์ของเรา กองไฟเล็กๆถูกก่อขึ้นมาเพื่อประทังความหนาวเย็นและปรุงอาหารมื้อเย็นง่ายๆที่เตรียมมา
นอกจากแสงไฟในกองที่ส่องวอมแว่มแล้ว ป่ารอบตัวเรามืดสนิทราวกับม่านหมึก จะมีก็เพียงแสงไฟสองสามจุดจากหมู่บ้านที่อยู่บนสันเขาไกลโพ้น แสงหริบหรี่จากจันทร์เสี้ยวของวันข้างแรมอ่อน และดาวที่พรางพร่าวเต็มท้องฟ้า
สายลมเย็นพัดพาความหนาวเหน็บเข้ามาจนเราไม่อยากลุกออกไปจากกองไฟ เราล้อมวงกันกินอาหารใต้แสงตะเกียงดวงเล็ก ไร้่ซึ่งชนชั้นวรรณะ ไม่มีเขาไม่มีเรา มีแต่เพื่อนฝูงมิตรสหาย
แม้จะปราศจากสิ่งที่เราเรียกว่า “สิ่งอำนวยความสะดวก” ธรรมชาติท่ามกลางป่าดงรอบตัวกลับทำให้ใจเราสงบและปลอดโปร่งได้อย่างประหลาด นั่นอาจเป็นเพราะเราได้เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระปลดปล่อยจากเปลือกสมมุติที่เราพยายามจะแสดงว่าเราเป็นใครสักคนหนึ่งเพื่อให้เป็นยอมรับในสังคมเมือง
เรานอนหลับไปอย่างง่ายๆและตื่นมาพบกับทะเลหมอกหน้าเต๊นท์
ทะเลหมอกเหนือน้ำเงานั้นอาจไม่ใช่ทะเลหมอกที่งามอลังการที่สุด แต่ความสงบที่เราได้ชื่นชมกับความงามเช่นนั้นกลับหาได้ยาก
4. ถนนและสายน้ำ
ทางสายคอนกรีตนั้นวิ่งผ่านอุทยานเลาะเลียบลำน้ำเงาเข้าไปสู่หลายหมู่บ้านข้างใน
“เดี๋ยวนี้ทางเข้าไปถึงสบโขงแล้วครับ” ไก่เอ่ยชื่อหมู่บ้านที่อยู่ในสุดของเขตอุทยานซึ่งแต่เดิมต้องเดินเท้าเข้าไปเพียงสถานเดียว “เทคอนกรีตเข้าไปถึงแม่หลุยส์แล้วด้วย”
เราใช้เวลาไม่นานนักที่จะเข้าไปถึงบ้านแม่หลุยส์ จากนั้นก็วิ่งต่อไปบนถนนดินที่เรียบและกว้างไปสู่บ้านนาดอย สองข้างทางเป็นไร่ถั่วเหลืองที่ชาวบ้านปลูกเป็นรายได้หลักหลังจากที่ทำนาปลูกข้าวไว้พอกิน
“เดี๋ยวนี้ชาวบ้าน ขนของทางรถสะดวกกว่ามาก แต่พอหน้าฝนทางเละก็ยังคงต้องใช้เรืออยู่บ้าง” ไก่อธิบายเมื่อเราเห็นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อหลายคันบรรทุกถั่วเหลืองมาเต็มคันรถ บางคนก็บรรทุกข้าวของเข้าไปข้างใน
บนถนนเรามองเห็นน้ำเงาคดเคี้ยวไประหว่างป่าเขาและทุ่งนาแทบจะตลอดทาง ฟ้าสีสดที่เป็นฉากหลังทำให้ภาพเบื้องหน้าเราในบางมุมงดงามราวกับฉากในภาพยนต์
บ้านอุมโล๊ะเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก นอกจากถนนที่ใหญ่ขึ้น ร้านค้ากลางหมู่บ้านที่มีของจำเป็นและไม่จำเป็นให้จับจ่ายใช้สอย แต่หากรอยยิ้มตอนรับอย่างอบอุ่นยังคงเกลื่อนกลาดไปทั่วหมู่บ้าน และสายน้ำเงาที่ไหลผ่านหมู่บ้านก็ยังคงใสสะอาดงดงามไม่เปลี่ยนแปลง
จากหมู่บ้านอุมโล๊ะถนนก็เล็กลงเหลือแค่พอดีรถ บางช่วงก็นับว่าเสียวใส้ชนิดที่เรียกว่า “ซ้ายเป็นผาขวาเป็นเหว”
ทางยิ่งลึกเข้ามา น้ำเงาก็ยิ่งงดงาม ธรรมชาติข้างทางก็ยังคงสมบูรณ์ เราเลือกที่จะตั้งแค้มป์พักกันที่จุดหนึ่งก่อนถึงบ้านสบโขง เลยสบห้วยแม่หาดมาไม่ไกล
แค้มป์ของเราอยู่บนหาดทรายเล็กๆริมโค้งน้ำท่ามกลางดงไม้ใหญ่ทั้งสองฝั่ง กอผักกูดน้ำและลำห้วยนิรนามสายน้อยที่ไหลลงสู่น้ำเงา สมาชิกในคณะของเราถึงกับเอ่ยปากว่านี่อาจเป็นแค้มป์กลางป่าที่งดงามที่สุดที่เขาเคยเห็นมา
เสียงเพลงกระเหรี่ยงแว่วมาจากชายคนหนึ่งที่กำลังวางข่ายดักปลาที่เหนือน้ำไปไม่ไกล เสียงที่แว่วมาตามช่องเขาและสายน้ำฟังดูโหยหวน ไม่ใจนักว่าเป็นจากความว้าเหว่ห่างไกลรักของเขาหรือความเยือกเย็นของสายน้ำที่ทำให่้ผมต้องร้องออกมาบ้างเมื่อลงไปแช่น้ำเงา
หลังจากมื้อเย็นอันแสนโอชะด้วยผักกูดสดผัดน้ำมันหอย เราคุยกันถึงเส้นทางที่ผ่านมาเมื่อตอนบ่าย
“ทางช่วงนี้ชาวบ้านขุดกันเองด้วยจอบด้วยเสียมครับ หินก้อนใหญ่ๆก็เผาไฟแล้วเอาน้ำราดให้แตกแล้วช่วยกันขนออกไป ชาวบ้านสบโขงช่วยกันทุกคนเพราะเขาอยากได้ถนนมากครับ” ไก่เล่าถึงความเป็นมาเมื่อเราถามว่าทำไมถนนถึงได้กว้างแค่พอดีกับรถกระบะขับสี่ล้อยี่ห้อยอดนิยมที่ใช้กันอยู่ในหมู่บ้าน
“ความเจริญ”เป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหาไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองหรือคนในป่า แม้บางครั้งเราจะไม่เคยรู้ตัวล่วงหน้าว่ามันจะมาพรากอะไรไปจากเราเป็นการตอบแทน
แม้ในใจจะกลัวว่าถนนจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของชีวิตธรรมชาติอันสงบสุขริมน้ำเงา แต่หากผมเป็นใครเล่านอกจากคนเมืองผู้หากินอยู่กับความเจริญในเมืองหลวง ที่เพียงวิ่งหนีมาหาความสงบสุขในป่าเขาดงดอยชั่วครั้งชั่วคราว ผมจะมีสิทธิ์อันใดที่จะต่อต้านความเจริญอันน้อยนิดที่จำเป็นต่อการดำรงค์อยู่ของชาวบ้านผู้อยู่กลางป่าดง
จะทำได้ก็แต่เพียงเคลือบแคลงใจว่าถนนและเงินตราจะช่วยให้ชีวิตเขา”ดีขึ้น”จริงหรือ
แต่คำถามนั้นก็คงต้องย้อนถามตัวผมเองด้วย เพราะแม้แสวงหาและสะสมมาเนิ่นนานผมเองก็ไม่่พบสิ่งที่เรียกว่า “พอดี”
5.ล่องเงา
วิธีที่จะชมความงามของลำน้ำเงาได้ดีที่สุดยังคงเป็นการล่องแพ
แพที่นี่ยังคงเป็นแพไม้ไผ่ หลายคนคงจะมองว่าการล่องแพไม้ไผ่เป็นการทำลายธรรมชาติ แต่หากแพไม้ไผ่ที่นี่ไม่เป็นแต่เพียงแพรับนักท่องเที่ยว แพไม่ไผ่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ชาวบ้านที่นี้ยังใช้แพไม้ไผ่ในการถ่อไปทำไร่ ขนข้าวขนถั่วเหลือง ถ้าใช้งานล่องรับนักท่องเที่ยวแล้วก็ใช้รถขนกลับขึ้นมาใช้ใหม่ เมื่อหมดสภาพการใช้งานหมดฤดูแล้วก็เอาลำไม้ไผ่มาทุบทำฟากทำบ้านกันต่อ
เราขอซื้อแพชาวบ้านที่แม่หลุยส์ แล้วล่องกันลงไปตามลำน้ำเงาในช่วงบ่าย ออกจากแม่หลุยส์ไม่นานนักเราก็หยุดพักชมเขตอนุรักษ์ปลาของหมู่บ้าน
หมู่บ้านริมน้ำเกือบทุกหมู่บ้านของน้ำเงามีเขตอนุรักษ์พันธ์ุปลา เป็นเขตที่ีชาวบ้านทุกคนมีพันธะสัญญากันไว้ว่าจะไม่จับปลาในบริเวณนี้และจะดูแลเฝ้าระวัง เพื่อให้มีปลาให้จับเลี้ยงชีพกันอย่างยั่งยืน
ด้วยความสมบูรณ์ของลำน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้งจากป่าใหญ่ การทำไร่นาที่ปราศจากสารเคมีทำให้น้ำเงาเต็มไปด้วยปลาหลากหลายสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นปลาพลวง,ปละสะแงะ, ปลาสะนาก, ปลากด ฯลฯ ซึ่งปลาเหล่านี้ได้หายไปจากแม่น้ำธรรมชาติส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไปแล้ว
ด้วยความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายของพันธุ์ปลา ทำให้แม่น้ำเงาเริ่มเป็นที่สนใจของนักตกปลาในรูปแบบที่เรียกว่าฟลายฟิชชิ่ง (Fly Fishing)
fly fishing นั้นเป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวที่ได้รับการพิสูจน์ในหลายๆพื้นที่แล้วจากทั่วโลกว่า นักเดินทางที่เข้าไปนั้นส่วนใหญ่เป็นสุภาพบุรุษ ที่เคารพและให้เกียรติกับธรรมชาติ ผู้คน และแม้กระทั่งปลาที่เขาตกและปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ อัตราการสูญเสียของปลาในผืนน้ำที่จำกัดให้ตกเพื่อเกมกีฬาได้ด้วย Fly นั้นจึงมีน้อยมาก
สำหรับปลาที่เป็นปลาเกมหลักในลำน้ำสายนี้ ก็คือปลาพลวง หรือ Thai mahseer นั่นเอง ปลาชนิดนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของนักตกปลาจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะการตกด้วยอุปกรณ์ Fly fishing
การตกปลาฟลายฟิชชิ่งนั้นเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สามารถจะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพดีที่รักธรรมชาติและยินดีที่จะจ่ายเงินในจำนวนที่เหมาะสมเพื่อทะนุบำรุงสถานที่ธรรมชาติที่เรารักขอเพียงเขาจะได้มาใช้เวลาในธรรมชาติที่งดงาม ตกปลาได้มากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องรอง นิวซีแลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่มองเห็นโอกาสจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จนมีรายได้จากการท่องเที่ยวจากนักตกปลาฟลายฟิชชิ่งมหาศาลทุกๆปี
บางทีนี่อาจจะเป็นทางหนึ่งที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยที่เขาจะยังคงดำเนินชีวิตอยู่กับธรรมชาติในวิถีดั้งเดิมโดยที่ให้ธรรมชาติที่เขาเฝ้ารักษาไว้ได้ตอบแทนเป็นเม็ดเงินที่มากขึ้นในรูปแบบที่ยั่งยืน อ่านเรื่องนี้เพิ่มได้ที่ Fly Fishing ที่หมู่บ้านในนิทาน
เราล่องแพกันต่อ สายน้ำเงาไหลคดเคี้ยวไปตามซอกเขา แสงยามเย็นส่องลอดป่าใหญ่ลงกระทบทุ่งนาหลังการเก็บเกี่ยวที่เหลืองอร่าม
สายน้ำยังคงไหลแรงในช่วงนี้ของปี บางครั้งเราต้องทุ่มแรงสุดตัวเอาถ่อไม้ไผ่ค้ำยันเพื่อให้แพเรารอดจากการฟาดเข้ากับโขดหิน แก่งของนำ้เงาไม่ได้เชี่ยวกรากรุนแรงนักแต่หากก็ให้ความตื่นเต้นพอสมควรสำหรับมือใหม่หัดถ่อ หรือมือเก่าเรื้อสนามอย่างผม แต่เราก็รอดมาได้โดยที่ไม่ได้เอาสมาชิกของเราลงไปว่ายน้ำเล่น
บางช่วงน้ำก็ไหลเอื่อย แพล่องลอยไปตามกระแสน้ำ จะมีก็เพียงเสียงคลื่นที่พัดพาเราไปและเสียงนกนาๆชนิดที่บินมาเยี่ยมเยียน ผมจึงได้โอกาสวางถ่อแล้วนั่งลงบนพื้นแพปริ่มน้ำที่เย็นชุ่มฉ่ำ
“เอ๊ะ ตรงนี้เราเคยมานอนพักกันนี่ เมื่อก่อนยังเป็นป่า ตอนนี้เป็นไร่ไปซะแล้ว” ผมอุทานเมื่อเราผ่านสบห้วยแห่งหนึ่งที่เราเคยมาตั้งแค้มป์กัน แต่ตอนนี้กลายเป็นไร่ถั่ว และมีไม้ใหญ่ยืนต้นตายให้เห็นทั่วไป
ไก่พยักหน้าตอบโดยไม่พูด แต่บางอย่างจากสายตาเขาก็สื่อให้ผมเข้าใจได้
วิถีชีวิตของชาวบ้านที่เคยอยู่กันมาย่อมหลีกหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก
“ความเจริญ” ที่เข้ามาย่อมหมายถึงความจำเป็นของเงินตราและความอยากได้อยากมี ลูกหลานที่ออกไปเรียนหนังสือข้างนอกย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย การทำนาแต่พอกินและพึ่งพาธรรมชาติแค่พอเพียงอาจไม่ใช่ทางที่จะอยู่รอดได้ ป่าหลายแห่งจึงกลายเป็นไร่ถั่วเหลือง
ลำห้วยเล็กห้วยน้อยที่ไหลลงสู่แม่เงายังมีให้เราเห็นตลอดทาง บอกให้เห็นถึงสายกำเนิดชีวิตของนำ้เงาที่ยังอุดมสมบูรณ์
“หน้าแล้งน้ำในห้วยแห้งลงบ้างมั๊ยนี่” ผมถามไก่
“ไม่เคยแห้งครับพี่ แต่น้ำน้อยลงเห็นได้ชัดเทียบกับเมื่อก่อน”
ที่ยิ่งไปกว่านั้นสารเคมี “ปราบศัตรูพืช” ก็เข้ามาถึงแม่เงาแล้วจากที่ไม่เคยมีมาก่อน
ดูเหมือนสิ่งที่เรากลัวเริ่มจะคืบคลานเข้ามาสู่น้ำเงาแล้ว
6. นิทานที่คงต้องเล่าต่อ
ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ ผมนั่งชมความงามของสายน้ำเงาท่ามกลางแสงจันทร์ เป็นการร่ำลาเพื่อนเก่าที่จะต้องจากกันอีกครั้ง
เงาสะท้อนจากแสงจันทร์ละเลื่อมพริ้วไปตามผิวน้ำงดงามราวกับภาพในจินตนาการ สายน้ำเงาพัดแรง เสียงคลื่นดังแว่วมาเหมือนตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา อีกทั้งพัดพาไปสู่ความคิดคำนึงถึงอนาคต
หากจะมีใครสักคนถามว่าสายน้ำใดงดงามที่สุดที่เคยพบมา ผมจะไม่ลังเลเลยที่จะตอบว่าน้ำเงา
ความสมบูรณ์ของธรรมชาติและความงดงามของชีวิตผู้คนตลอดลำน้ำ ทำให้ผมคิดเสมอมาว่าที่นี่คือ “แม่น้ำในนิทาน”
ใช่หรือไม่ว่า แชงกรีล่าหมู่บ้านในตำนาน เมืองลับแลที่มีสังคมอุดมคติ หรือแม่น้ำในนิทานอาจมีอยู่จริง และหลายคนอาจโชคดีได้ค้นพบสถานที่เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านจริงหรือสภาวะในใจ แต่น้อยคนจะได้อยู่ที่นั่น เพราะเมื่อผู้คนเข้าไปถึงและได้ชื่นชมความงดงามเพียงชั่วครู่แล้ว เราก็ล้วนใช้บรรทัดฐานในการวัด “ความเจริญ” ของโลกภายนอกมาเปลี่ยนแปลงสังคมในนิทานนั้นให้เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย
นิทานนั้นคงยังเป็นเพียงเรื่องเล่าขานปะรำปะรา ตราบใดที่เรายังไม่อาจตอบได้ว่าอะไรกันแน่ที่เราค้นหา
ขอขอบคุณ
•เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่เงาทุกท่านที่ช่วยเหลือในการจัดทำสารคดีชิ้นนี้
•คุณอุดร เทพทิพย์
•อุปกรณ์แค้มปิ้งจากร้าน ThailandOutdoor Shop ในสนามกอล์ฟออลสตาร์ ใกล้แยกเหม่งจ๋าย โทรศัพท์ 084 388 2007 www.ThailandOutdoor.com
การเดินทาง
1.จากอำเภอแม่สะเรียง เดินทางบนทางหลวงสาย 105 ลงทางใต้ผ่านอำเภอสบเมย ระยะทาง 35 กิโลเมตร จะพบป้ายอุทยานแห่งชาติแม่เงาอยู่ทางซ้ายก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเงา เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 4 กิโลเมตรถึงอุทยานแห่งชาติแม่เงา
2.จากอำเภอแม่สอด เดินทางบนทางหลวงสาย 105 ลงทางขึ้นเหนือผ่านอำเภอท่าสองยางมุ่งหน้าอำเภอแม่สะเรียง ระยะทาง 192 กิโลเมตร จะพบป้ายอุทยานแห่งชาติแม่เงาอยู่ทางขวาหลังจากข้ามสะพานแม่น้ำเงา เลี้ยวขวาเข้าไปอีก 4 กิโลเมตรถึงอุทยานแห่งชาติแม่เงา
3.การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ลงที่อำเภอแม่สะเรียงแล้วเหมารถไปยังอุทยานแห่งชาติแม่เงาระยะทาง 40 กิโลเมตร
4.การเดินทางไปหมู่บ้านด้านใน รถยนต์สามารถเข้าถึงหมู่บ้านแม่หลุยส์ระยะทาง 25 กิโลเมตรจากที่ทำการอุทยาน จากนั้นถ้าจะเข้าไปยังบ้านอุมโล๊ะและสบโขงจำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีกำลังดี ทางในหน้าฝนจะยากลำบากมากทางเลือกทีดีกว่าคือการว่าจ้างเรือจากสะพานแม่เงาเข้าไปส่ง
แหล่งท่องเที่ยว
1.ภายในอุทยานแม่เงามีเส้นทางเดินป่าทั้งระยะสั้นและระยะไกล หลายเส้น เช่นเส้นทางระยะใกล้ไปน้ำตกแม่วะหลวง เส้นทางระยะไกลไปน้ำตกโอโล๊ะโกร ติดต่อผู้นำทางได้ที่อุทยานฯแม่เงา
2.การเดินทางไปชมทะเลหมอก เดินทางไปบนทางหลวงสาย 105 ไปทางอำเภอสบเมย ระยะทาง 6 กิโลเมตรจะพบป้ายทางขึ้นบ้านห้วยม่วงอยู่ทางขวา จากทางแยกระยะทาง 6 กิโลเมตรถึงบ้านห้วยม่วง จากบ้านห้วยม่วงทางรถขึ้นไปได้อีก 7 กิโลเมตร จากนั้นจะต้องเดินไปตามทางป่าอีกประมาณ4 กิโลเมตร ควรติดต่อผู้นำทางไปจากอุทยานฯแม่เงา
3.ล่องแพชมธรรมชาติ อุทยานฯแม่เงามีแพไว้บริการนักท่องเที่ยว 2 เส้นทางคือ จากบ้านแม่หลุยส์มายังที่ทำการอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และจากที่ทำการอุทยานไปยังสะพานน้ำเงาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ที่พัก
ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงามีลานกางเต๊นท์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งมีห้องน้ำที่ดูและทำความสะอาดเป็นอย่างดีเยี่ยม แต่อาจจะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นในช่วงวันหยุดยาว มีร้่านอาหารขนาดเล็กที่สวยงามแต่ไม่พอที่จะให้บริการหากมีนักท่องเที่ยวไปพร้อมกันมากๆ ควรอาหารควรเตรียมไปเอง