|
แล้งปีนี้อะไรต่ออะไรรอบตัวผม ดูมันร้อนรุ่มกลุ้มใจเป็นกำลัง แม้กระทั่งสายลมที่พัดเข้ามาในบ้านที่แวดล้อมด้วย
ต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้ม ยังไม่มีความเยือกเย็นเช่นเคย มีแต่ความร้อนระอุของเปลวแดด ราวกับนั่งอยู่ในตู้อบก็ปาน ฝูงนก ที่เคยร้องอยู่เซ็งแซ่ก็พร้อมใจกันหายหัวไปหมดอย่างผิดสังเกตุ ประกอบกับความหงุดหงิดผิดหวังจากข่าวสารการ
บ้านการเมือง ที่ดูมันสับสนอลหม่านไปหมด
ผมนั่งเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างพลางคิดในใจว่า นี่ตัวเองชักจะใกล้บ้าเข้าไปทุกที ในสมองมีแต่เรื่องขยะ
วุ่นวายอยู่เต็มหัว ร่างกายร้อนรุ่มเป็นกำลังท่ามันจะไม่ดี ขืนอยู่กับบ้านเดี๋ยวได้พาลพาโลหาเรื่องด่าลูกเมียให้หมาง
ใจกันเปล่าๆ คิดแล้วก็จัดแจงเรียกผู้มีอำนาจทั้งหลายคือลูกสองเมียหนึ่ง ว่าอันตัวพ่อจะจรลีไปสงบสติอารมณ์สัก
สองสามวันได้หรือไม่ หลังจากได้รับอนุมัติก็จัดแจงข้าวของประดามี ชุดแค้มปิ้ง เบ็ดตกปลา โยนใส่พาหนะคู่กาย แลนด์โรเวอร์ 5 ประตูตะบึงออกจากบ้านโดยมิชักช้า ด้วยกลัวว่าที่ประชุมจะเปลี่ยนใจไม่ปล่อยเสือเข้าป่า
ออกจากเชียงใหม่ ผ่านหางดง สันป่าตอง จอมทอง แวะจ่ายตลาดหาเสบียงข้าวสาร ปลาทูเค็ม เครื่องกระป๋อง
สองสามอย่างที่ตลาดอ.ฮอด โทรศัพท์ไปหา" กาญจน์ " เพื่อนซี้ที่แม่สะเรียง บอกเล่าเก้าสิบว่าให้เตรียมสัมภาระรอ
ไว้จะรับไปนอนเล่นในป่าสักสองสามวัน เพื่อนไม่ถามสักคำว่า ไปไหน ไปกี่คน กลับเมื่อไร ตอบเพียงคำเดียวว่า เออ ...ให้รีบมา ซิวะ... ( ก็คงจะเซ็ง ๆ อยู่เหมือนกัน )
ยามบ่ายสามโมงบนถนนสายฮอด-แม่สะเรียง ลมนิ่งสงบ ใบไม้ไม่กระดิกสักใบ ต้นไม้ใบหญ้าสองข้างทางกรอบ เกรียมไปด้วยความร้อนแห่งเปลวแดด แถมยังถูกซ้ำเติมด้วยไฟป่า ผสมผสานกับความร้อนจากเครื่องยนต์ดีเซลข
นาด 3000 ซีซี ที่กำลังครางสนั่นขึ้นสันเขาที่สูงชัน ทำให้เข็มวัดความร้อนกระโดดไปเกือบยันเกจ์ นั่งเหงื่อไหลไคล
ย้อยอยู่หลังพวงมาลัย ผมชักคิดว่านี่เราคิดผิดหรือถูกกันแน่ มันร้อนกว่าอยู่ที่บ้านเสียอีก แต่เมื่อนึกถึงจุดหมายอีก ไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ทำให้มีกำลังใจขับต่อไป
5 โมงเย็นตรงเผง แลนด์โรเวอร์สีครีม คลานต้วมเตี้ยมเข้าจอดหน้าร้าน สาละวิน แค้มป์ แอนด์ ฟิชชิ่ง ใบหน้า
ป้อมๆของเพื่อนรักโผล่ออกมาจากร้าน พร้อมกับบงการให้เปิดประตูท้ายรถ เพื่อนกุลีกุจอขนสัมภาระส่วนตัวโยนใส่
และกระโดดขึ้นนั่งที่คนขับพลางพูดว่า " รีบไป กูร้อนเหลือทนแล้ว" ผมกระโดดขึ้นนั่งข้างๆ ทำตาปริบๆ หลังจาก
ตะบันรถมากว่า 200 กิโลเมตร หวังว่าจะได้กินน้ำเย็นแก้เหนื่อยสักอึก มันกลับบอกให้รีบไป "เออ มึงร้อนกว่ากูอีก"
ผมสบถพลางยกขวดน้ำสำรองที่ช่วยดูดซับความร้อนในรถสาดเข้าปาก อย่างน้อยก็เพื่อสร้างความสมดุลย์ให้กับ ร่างกาย
จากการที่คร่ำคร่าอยู่กับการใช้ชีวิตกลางแจ้งมานานนม ทำให้เราไม่ต้องเป็นโกลาหลกับการเตรียมตัวเข้าป่ามากนัก
ชุดแค้มปิ้ง อุปกรณ์ที่จำเป็นทุกชิ้น ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมใช้งานตลอดเวลา อาหารการกินก็ไม่พิถีพิถันเอาง่ายเข้าไว้ ที่ลืมไม่ได้ก็คือยาดองตำหรับแม่สะเรียง เหน็บไป 1 ขวด แก้เมื่อยครับ
โดยไม่ต้องบอก "กาญจน์ "เลี้ยวรถเข้าสู่ถนน หมายเลข 105 สายแม่สะเรียง-แม่สอด จุดหมายของเราคือ อุทยาน
แห่งชาติแม่เงา 42กม.จากแม่สะเรียง ผ่านอ.สบเมย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนลูกรัง 38 กม.เลาะเลียบธารน้ำใสบริสุทธิ์ของ
แม่น้าเงา เส้นชีวิตของชาวกะเหรี่ยงไม่กี่หมู่บ้านที่ยังคงวิถีชีวิตตามแบบบรรพชนของตนเอาไว้ เบื้องบนคือทิวเขาสูง
เสียดฟ้า เบื้องล่างคือธารน้ำใสเย็นไหลเลาะฝ่าแก่งหินและโตรกผาคดเคี้ยวดั่งงูเลื้อย เปล่งประกายระยิบระยับล้อแสง
ตะวันอยู่ชั่วนาตาปี นี่คือ แม่น้ำเงา สวรรค์ของนักล่าในอดีต และสวรรค์ของนักเที่ยวผู้หลงไหลในความสวยงามบริสุทธิ์ แห่งพงไพรในปัจจุบัน
ตะวันลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว เรายังโขยกเขยกอยู่บนเส้นทางลูกรัง หลังจากแวะทักทายเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่ด่าน
ถามไถ่ถึงคุณสมาน สายชล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่เงา ปรากฎว่าไปราชการ เราจึงเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความ
มืดมิดมีแต่แสงไฟหน้ารถที่สาดจ้าเลาะแนวป่าออกไปเท่านั้น ผมเปรยกับเพื่อนว่า"พักที่ไหนดีวะ" เพื่อน กาญจน์ อึ้ง
ไปครู่หนึ่งก็ตอบว่า "กินเมื่อหิว นอนเมื่อง่วง ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้" ฟังมันตอบซิครับ ได้เลยเพื่อน
สองทุ่มครึ่งเราดับเครื่องแลนด์โรเวอร์ เบื้องหน้าท่ามกลางแสงไฟรถที่สาดจ้าออกไปกระทบพรายน้ำระยิบระยับ
ของแม่น้ำเงา เรามาจนสุดทางรถที่ท้ายหมู่บ้านกะเหรี่ยงอุมโล๊ะเหนือ พักสักครู่ เราช่วยกันจุดไฟแสงสว่าง กางเต้นท์
ได้เวลาลงแช่ในแม่น้ำเงา ความเย็นสดชื่นเอิบอาบไปทั่วปล่อยให้ความร้อน ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางละลาย ไปกับสายน้ำ
เกือบสี่ทุ่มแล้ว ผมจิบยาดองไปสองเป๊ก เราจัดการกับข้าวเหนียว ไก่ทอด น้ำพริกที่ห่อเตรียมมาจากแม่สะเรียงเป็น
อาหารเย็น จมูกได้กลิ่นควันไฟป่าโชยมาเป็นระยะ เที่ยวป่าหน้านี้ต้องทำใจครับ ไฟป่าเกิดจากชาวบ้านเผาไร่แล้วลุก ลามออกไปจนกว่าจะสิ้นเชื้อ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำทุกปี
|