Home

แม่เงาทริพหนึ่งแห่งความทรงจำ
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง]

   แล้งปีนี้อะไรต่ออะไรรอบตัวผม ดูมันร้อนรุ่มกลุ้มใจเป็นกำลัง แม้กระทั่งสายลมที่พัดเข้ามาในบ้านที่แวดล้อมด้วย
ต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้ม ยังไม่มีความเยือกเย็นเช่นเคย มีแต่ความร้อนระอุของเปลวแดด ราวกับนั่งอยู่ในตู้อบก็ปาน ฝูงนก
ที่เคยร้องอยู่เซ็งแซ่ก็พร้อมใจกันหายหัวไปหมดอย่างผิดสังเกตุ ประกอบกับความหงุดหงิดผิดหวังจากข่าวสารการ
บ้านการเมือง ที่ดูมันสับสนอลหม่านไปหมด

     ผมนั่งเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างพลางคิดในใจว่า นี่ตัวเองชักจะใกล้บ้าเข้าไปทุกที ในสมองมีแต่เรื่องขยะ
วุ่นวายอยู่เต็มหัว ร่างกายร้อนรุ่มเป็นกำลังท่ามันจะไม่ดี ขืนอยู่กับบ้านเดี๋ยวได้พาลพาโลหาเรื่องด่าลูกเมียให้หมาง
ใจกันเปล่าๆ คิดแล้วก็จัดแจงเรียกผู้มีอำนาจทั้งหลายคือลูกสองเมียหนึ่ง ว่าอันตัวพ่อจะจรลีไปสงบสติอารมณ์สัก
สองสามวันได้หรือไม่  หลังจากได้รับอนุมัติก็จัดแจงข้าวของประดามี ชุดแค้มปิ้ง เบ็ดตกปลา โยนใส่พาหนะคู่กาย
แลนด์โรเวอร์ 5 ประตูตะบึงออกจากบ้านโดยมิชักช้า ด้วยกลัวว่าที่ประชุมจะเปลี่ยนใจไม่ปล่อยเสือเข้าป่า

     ออกจากเชียงใหม่ ผ่านหางดง สันป่าตอง จอมทอง แวะจ่ายตลาดหาเสบียงข้าวสาร ปลาทูเค็ม เครื่องกระป๋อง
สองสามอย่างที่ตลาดอ.ฮอด โทรศัพท์ไปหา"  กาญจน์ " เพื่อนซี้ที่แม่สะเรียง บอกเล่าเก้าสิบว่าให้เตรียมสัมภาระรอ
ไว้จะรับไปนอนเล่นในป่าสักสองสามวัน เพื่อนไม่ถามสักคำว่า ไปไหน ไปกี่คน กลับเมื่อไร ตอบเพียงคำเดียวว่า เออ
...ให้รีบมา ซิวะ... ( ก็คงจะเซ็ง ๆ อยู่เหมือนกัน )

   ยามบ่ายสามโมงบนถนนสายฮอด-แม่สะเรียง  ลมนิ่งสงบ ใบไม้ไม่กระดิกสักใบ ต้นไม้ใบหญ้าสองข้างทางกรอบ
เกรียมไปด้วยความร้อนแห่งเปลวแดด แถมยังถูกซ้ำเติมด้วยไฟป่า ผสมผสานกับความร้อนจากเครื่องยนต์ดีเซลข
นาด 3000 ซีซี ที่กำลังครางสนั่นขึ้นสันเขาที่สูงชัน ทำให้เข็มวัดความร้อนกระโดดไปเกือบยันเกจ์ นั่งเหงื่อไหลไคล
ย้อยอยู่หลังพวงมาลัย ผมชักคิดว่านี่เราคิดผิดหรือถูกกันแน่ มันร้อนกว่าอยู่ที่บ้านเสียอีก แต่เมื่อนึกถึงจุดหมายอีก
ไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ทำให้มีกำลังใจขับต่อไป

   5 โมงเย็นตรงเผง แลนด์โรเวอร์สีครีม คลานต้วมเตี้ยมเข้าจอดหน้าร้าน สาละวิน แค้มป์ แอนด์ ฟิชชิ่ง ใบหน้า
ป้อมๆของเพื่อนรักโผล่ออกมาจากร้าน พร้อมกับบงการให้เปิดประตูท้ายรถ เพื่อนกุลีกุจอขนสัมภาระส่วนตัวโยนใส่
และกระโดดขึ้นนั่งที่คนขับพลางพูดว่า " รีบไป กูร้อนเหลือทนแล้ว" ผมกระโดดขึ้นนั่งข้างๆ ทำตาปริบๆ หลังจาก
ตะบันรถมากว่า 200 กิโลเมตร หวังว่าจะได้กินน้ำเย็นแก้เหนื่อยสักอึก มันกลับบอกให้รีบไป "เออ มึงร้อนกว่ากูอีก"
ผมสบถพลางยกขวดน้ำสำรองที่ช่วยดูดซับความร้อนในรถสาดเข้าปาก  อย่างน้อยก็เพื่อสร้างความสมดุลย์ให้กับ
ร่างกาย

   จากการที่คร่ำคร่าอยู่กับการใช้ชีวิตกลางแจ้งมานานนม ทำให้เราไม่ต้องเป็นโกลาหลกับการเตรียมตัวเข้าป่ามากนัก
 ชุดแค้มปิ้ง อุปกรณ์ที่จำเป็นทุกชิ้น ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมใช้งานตลอดเวลา อาหารการกินก็ไม่พิถีพิถันเอาง่ายเข้าไว้ 
ที่ลืมไม่ได้ก็คือยาดองตำหรับแม่สะเรียง เหน็บไป 1 ขวด แก้เมื่อยครับ

   โดยไม่ต้องบอก "กาญจน์ "เลี้ยวรถเข้าสู่ถนน หมายเลข 105 สายแม่สะเรียง-แม่สอด จุดหมายของเราคือ อุทยาน
แห่งชาติแม่เงา 42กม.จากแม่สะเรียง ผ่านอ.สบเมย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนลูกรัง 38 กม.เลาะเลียบธารน้ำใสบริสุทธิ์ของ
แม่น้าเงา เส้นชีวิตของชาวกะเหรี่ยงไม่กี่หมู่บ้านที่ยังคงวิถีชีวิตตามแบบบรรพชนของตนเอาไว้ เบื้องบนคือทิวเขาสูง
เสียดฟ้า เบื้องล่างคือธารน้ำใสเย็นไหลเลาะฝ่าแก่งหินและโตรกผาคดเคี้ยวดั่งงูเลื้อย เปล่งประกายระยิบระยับล้อแสง
ตะวันอยู่ชั่วนาตาปี นี่คือ แม่น้ำเงา สวรรค์ของนักล่าในอดีต และสวรรค์ของนักเที่ยวผู้หลงไหลในความสวยงามบริสุทธิ์
แห่งพงไพรในปัจจุบัน

       ตะวันลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว เรายังโขยกเขยกอยู่บนเส้นทางลูกรัง หลังจากแวะทักทายเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่ด่าน
ถามไถ่ถึงคุณสมาน สายชล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่เงา ปรากฎว่าไปราชการ เราจึงเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความ
มืดมิดมีแต่แสงไฟหน้ารถที่สาดจ้าเลาะแนวป่าออกไปเท่านั้น ผมเปรยกับเพื่อนว่า"พักที่ไหนดีวะ" เพื่อน กาญจน์ อึ้ง
ไปครู่หนึ่งก็ตอบว่า "กินเมื่อหิว นอนเมื่อง่วง ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้" ฟังมันตอบซิครับ ได้เลยเพื่อน

     สองทุ่มครึ่งเราดับเครื่องแลนด์โรเวอร์  เบื้องหน้าท่ามกลางแสงไฟรถที่สาดจ้าออกไปกระทบพรายน้ำระยิบระยับ
ของแม่น้ำเงา เรามาจนสุดทางรถที่ท้ายหมู่บ้านกะเหรี่ยงอุมโล๊ะเหนือ พักสักครู่ เราช่วยกันจุดไฟแสงสว่าง กางเต้นท์
 ได้เวลาลงแช่ในแม่น้ำเงา ความเย็นสดชื่นเอิบอาบไปทั่วปล่อยให้ความร้อน ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางละลาย
ไปกับสายน้ำ

   เกือบสี่ทุ่มแล้ว ผมจิบยาดองไปสองเป๊ก เราจัดการกับข้าวเหนียว ไก่ทอด น้ำพริกที่ห่อเตรียมมาจากแม่สะเรียงเป็น
อาหารเย็น จมูกได้กลิ่นควันไฟป่าโชยมาเป็นระยะ เที่ยวป่าหน้านี้ต้องทำใจครับ ไฟป่าเกิดจากชาวบ้านเผาไร่แล้วลุก
ลามออกไปจนกว่าจะสิ้นเชื้อ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำทุกปี

เต้นท์แม่เงา

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยนาฬิกาปลุกธรรมชาติ ไก่ป่าขันเจื้อยแจ้วอยู่ชายดง ฝูงชะนีกู่ร้องโหวกโวยบนยอดเขา นก
นานาชนิดร้องเซ็งแซ่ออกหากินยามเช้า เป็นบรรยากาศที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานเต็มทีแล้ว 

 จัดแจงภาระกิจส่วนตัว จุดไฟต้มน้ำชงกาแฟ พลางตะโกนเรียก กาญจน์ ซึ่งยังนอนอุตุอยู่ในเต้นท์ ให้รีบลุกขึ้นมาลอง
เหยื่อตกปลาอันใหม่ เพราะสังเกตุเห็นปลาใหญ่ขึ้นฮุบน้ำหลายครั้งตรงวังน้ำลึกข้างหน้า  กาญจน์คลานงุ่มง่ามออก
จากเต้นท์คว้าเบ็ดกับเหยื่อออกไปริมแม่น้ำพยายามอยู่สักชั่วโมงก็ยอมแพ้ เดินกลับมาหากาแฟกิน พลางบ่นพึมพัมว่า
ปลามันคงไม่ชอบเหยื่อประเภทนี้

ตกปลาแม่เงา

สายแล้วเราเก็บสัมภาระขึ้นรถ ออกไปแวะเยี่ยมและหาข้อมูลจากพ่อหลวงจันทร์แดง ผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าทางรถที่เรา
เข้ามา เพิ่งใช้งานได้ หลังจากพังเสียหายจากน้ำป่าเมื่อฝนที่แล้ว และเส้นทางไปยังหมู่บ้านกะเหรี่ยงแม่หาดก็พอใช้
การได้แต่ก็มีจุดอันตรายหลายจุดที่ควรระวัง เราตัดสินใจเสี่ยงดวงทันที เพราะหมู่บานแม่หาดแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขา
สูงชันเส้นทางรถใช้ได้เฉพาะฤดูแล้งเท่านั้น  หลังร่ำลาพ่อหลวงจันทร์แดง ผมทำหน้าที่โชเฟอร์นำรถตั้งหลักที่เชิงเนิน
เข้าเกียร์สโลว์สอง เริ่มไต่ระดับสูงขึ้นไปช้าๆ แม้ผิวถนนจะค่อนข้างเรียบแต่อุปสรรคอยู่ที่ความชัน คดเคี้ยว โค้งบาง
แห่งหักพับศอกจนเลี้ยวไม่พ้น ต้องถอยหลังตั้งลำใหม่ ข้อสำคัญคือชันอีกต่างหาก สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็น
ไร่ทำกินของชาวกะเหรี่ยง เมื่อถนนบางตอนตัดเลียบไหล่เขาช่วงแคบพอดีกับรถ ข้างหนึ่งเป็นเขา ส่วนอีกข้างหนึ่ง
เป็นพื้นที่ลาดชัน 70-80 องศา ลึกลงไปประมาณ300-400 เมตร ไม่มีต้นไม้ใหญ่แม้แต่ต้นเดียว หากเกิดผิดพลาด
หลุดลงไปละก็...ไม่ต้องกู้กันแล้ว เผาได้เลยทั้งรถทั้งคน เพียง 20 นาทีจากจุดเริ่มต้นเหงื่อผมโชกทั้งตัวเหมือนอาบน้ำ
เนื่องจากอาการเกร็งเพราะไม่ได้ขับรถในเส้นทางแบบนี้มานานเต็มที

     ในระยะทางประมาน 10 กม. เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จึงนำรถเข้าไปจอดบนลานโรงเรียนบ้านแม่หาด คุณครู
ในโรงเรียนออกมาต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันดี จากการสนทนาผมจึงทราบว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อภาษากะเหรี่ยงว่า บ้าน
แม่หะคี มีความหมายว่าเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนและตกทีหลัง ทั้งนี้เพราะทำเลที่ตั้งหมู่บ้านอยู่บนยอดเขาสูงสุดใน
ละแวกนี้นั่นเอง ชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยงแบ่งเป็นนับถือศาสนาพุทธครึ่งหนึ่ง ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์
แต่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บนขุนดอยแห่งนี้ผู้คนยังคงรักษาวีถีชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้ ลักษณะของบ้านส่วน
ใหญ่ยังคงมุงด้วยไม้แป้นเกล็ดแบบโบราณ ปลูกลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา  คุณครูเล่าให้ฟังว่าโรงเรียนแห่งนี้ประสบ
ปัญหาจัดอาหารกลางวันและนมสำหรับเด็กแม้จะมีงบประมาณจัดซื้อ แต่ก็ไม่สามารถขนส่งขึ้นมาได้ โดยเฉพาะใน
ฤดูฝนทางรถถูกตัดขาดมากกว่า 6 เดือนต้องใช้วิธีบรรทุกของด้วยช้างเท่านั้น "ชาวบ้านยามเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องหาม
ลงเขากันไปเป็นวันๆ ถึงแม่น้ำเงาก็ตัดไม้ไผ่ทำแพบรรทุกคนเจ็บไปหาหมอที่อนามัย ที่ไม่หนักก็รอด ที่หนักก็ตาย
กลางทาง ไม่ทันถึงหมอ"ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแม่หาด ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาบอกกับผมอย่างง่ายๆ

บ้านกะเหรี่ยงแม่หาด

 ทิ้งให้ กาญจน์ หาข้อมูลต่อ ผมผละจากวงออกมายืนบนสนามเด็กเล่น ทอดตามองไปยังทิวเขาสลับซับซ้อนเบื้องหน้า
ลูกต่อลูก ทิวต่อทิว แลลิ่วไปจนสุดขอบฟ้า ถนนสีแดงคดเคี้ยววกวนสลับไปมาอยู่เบื้องล่างลงไปนับร้อยเมตร ในห้วง
คำนึงบอกกับตนเอง เราได้มา ได้เห็น ได้รับรู้ ถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ขุนเขา หุบห้วย และพงไพร รับรู้ถึงสุขและ
ทุกข์ตามวีถีชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ได้ประสบกับใบหน้าที่ซื่อบริสุทธ์ ไร้เดียงสาของเด็กๆ และคำว่าสวัสดีครับ สวัสดีค่ะ
พร้อมกับการยกมือไหว้ทุกครั้งเมื่อเราผ่านพวกเขาไป นี่ผลงานของครูดอยผู้เสียสละ แล้วพวกเราผู้ใช้ชีวิตอันสุขสบาย
ในเมือง จะช่วยอะไรแก่พวกเขาเหล่านั้นได้บ้าง

วิวแม่หะคี

13.00น.เรากล่าวอำลาแก่ผู้คนที่น่ารัก เปี่ยมไปด้วยอัธยาศัยไมตรีเหล่านั้น ขาลงสดวกกว่าขาขึ้นเพราะเริ่มคุ้นกับ
เส้นทาง  ย้อนกลับทางเดิมเลียบลำน้ำเงา  จากอุมโล๊ะเหนือผ่าน บ้านนาดอย

กาญจน์ แวะเยี่ยมเกษตรกรในความรับผิดชอบของเขาตามหน้าที่ แม้ว่าจะเป็นวันหยุดราชการ"  ไหนๆ ก็มาแล้ว
แวะทักทายชาวบ้านหน่อย เผื่อเขามีปัญหาอะไรจะปรึกษา" กาญจน์ บอกกับผม

   บ่ายสามโมง เราช่วยกันตั้งแค้มป์ที่ สบแม่แพ ลำห้วยแม่แพที่ไหลจากเทือกเขาสูงชันด้านทิศตะวันออกมาบรรจบ
กับแม่น้ำเงาที่นี่ วังน้ำลึกทางขวามือเป็นที่อาศัยของฝูงปลาใหญ่น้อยมากมาย ริมน้ำร่มรื่นไปด้วยร่มเงาของต้นไม้
ขนาดใหญ่ ที่เป็นชัยภูมิที่พวกเรามาพักกันเป็นประจำ

   แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวจากตะวันยามบ่าย ผสมผสานกับไฟป่าที่เกิดขึ้นทั่วไป ก็ยังพอมีลมเย็นพัดมาให้ชื่นใจบ้าง
สายน้ำเงาใสสะอาดทอดตัวอยู่เบื้องหน้า ผมจัดการกับเสื้อผ้าแล้วโผลงสู่สายน้ำอันเย็นฉ่ำ เพื่อสระสนานเนื้อตัวอัน
เหนียวหนับด้วยคราบเหงื่อไคล  กานจัดแจงคว้าคันเบ็ดพร้อมเหยื่อปลอมหลากชนิดออกไปทดสอบฝีมือตรงวังน้ำลึก
ข้างหน้า ความพยายามไร้ผล แม้จะมองเห็นฝูงปลานาๆชนิดแหวกว่ายใต้สายน้ำอันใสแจ๋วเบื้องล่าง พวกมันพากัน
เมินเหยื่อปลอมที่ถูกส่งไปว่ายระริกระรี้ล่ออยู่ตรงหน้า ทั้งที่ในทริพก่อนๆมันโจนเข้างับเหยื่ออันเดียวกันทันทีที่เหวี่ยง
ครั้งแรก

  ผมขึ้นจากน้ำ คว้าคันเบ็ดขนาดเล็กและไข่มดแดงที่เตรียมมา เพื่อจะลองตกปลาขนาดเล็กดูบ้าง เพียงไม่ถึง 10 นาที
ก็วัดปลาแค้ม(ลักษณะคล้ายปลาตะเพียน ตัวขนาด 2 นิ้ว) ขึ้นมาได้สองตัว จึงตะโกนเรียกเพื่อนนำเบ็ดมาอีก 2 คัน
โดยใช้ปลาแค้มเป็นเหยื่อ เหวี่ยงแช่ใว้ตรงกลางวังน้ำ โดยไม่ลืมพันธนาการคันเบ็ดทั้งสองไว้อย่างดี

ลุงแบน

เย็นย่ำแล้ว  ข้าวในหม้อสนามกำลังเดือดปุดๆบนกองไฟ กาญจน์ กำลังโชว์ฝีมือทำน้ำพริกอ่องปลากระป๋อง และผัดผัก
กูดสดๆเก็บจากริมน้ำจะเป็นอาหารอันโอชะของเรา รับรองว่าหาซื้อตามภัตตาคารที่ไหนไม่ได้ ผมนั่งเหม่อมองสายน้ำ
ที่ไหลระริกอยู่เบื้องหน้าพลางจิบยาดองเป็นแก้วที่สาม อยู่ๆก็มีเสียงดังโครมครามมาจากคันเบ็ดที่มัดไว้ ไวกว่าความคิด
 กาญจน์ เหวี่ยงปลากระป๋องที่กำลังเปิด พร้อมกับผมทิ้งแก้วเหล้าในมือ ต่างโจนเข้าหาคันเบ็ด กาญจน์ ไวกว่าฉวยคัน
ที่กำลังจะถูกลากลงน้ำขึ้นตวัด สองคนเอะอะลั่นอยู่ริมลำธารด้วยความตื่นเต้น ไม่ถึง 5 นาทีปลาพลวงขนาด 1 กก.ก็ถูก
นำขึ้นจากน้ำ นับว่าเจ้าแม่คงคายังปรานีที่ส่งอาหารสดมาให้กับเรา

กานแม่เงา

 บรรยากาศกลับสู่ความเงียบสงบยามค่ำอีกครั้ง ฝูงนกนาๆชนิดโบยบินกลับรัง จั๊กจั่นกรีดปีกเซ็งแซ่อยู่ตามละเมาะ
ไม้ น้ำเงาไหลระริกล้อแก่งหินอยู่เบื้องหน้า สายลมเย็นโชยพัดมาแผ่วเบา ช่างเป็นวันเวลาแห่งความสุข สงบ อย่าง
แท้จริง

   เสร็จจากอาหารเช้าของวันใหม่ เราเดินเลาะลำห้วยแม่แพ ทวนน้ำขึ้นไปเพียง 20 นาทีเราพบโพรงน้ำใต้ดินขนาด
ใหญ่มีน้ำไหลออกมาตลอดเวลา ภายใต้คลาคล่ำไปด้วยฝูงปลาพลวงนับร้อยนับพัน แหวกว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำอันใสราว
กระจก เมื่อเราโยนเศษขนมปังลงไป ปลาทั้งฝูงจะพากันโฉบขนมปังกินอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาการตื่นกลัวคน ทั้งที่เรา
ยืนห่างแค่ระยะมือเอื้อมถึงเท่านั้น ชาวกระเหรี่ยงแห่งสบแม่แพเรียกจุดนี้ว่า ถ้ำปลา เป็นเขตอนุรักษ์พันธ์ปลาของหมู่
บ้าน เพื่อให้มันได้ขยายพันธ์ให้ลูกหลานของมันลงสู่แม่น้ำสายใหญ่ เพื่อเป็นอาหารแก่ผู้คนในถิ่นนี้ต่อไป

   ละล้าละลังกันมาตามทางจากสบแม่แพ ผ่านบ้านแม่หลุย เห็นที่ไหนทำเลดีก็จอดรถชื่นชมกับบรรยากาศสองข้างทาง
 บางทีก็เหวี่ยงเบ็ดลงน้ำเผื่อจะได้ปลาไปฝากคนที่บ้านบ้าง แต่เที่ยวนี้ดูโชคจะไม่เข้าข้างเรานัก ระเรื่อยมาถึงสำนัก
งานอุทยานแห่งชาติแม่เงา หน.อุทยานฯยังไม่กลับมาได้แต่ฝากความคิดถึงใว้กับเจ้าหน้าที่ด่านผู้มีอัธยาศัยอันดี แล้ว
มุ่งหน้ากลับสู่ตัวอำเภอแม่สะเรียง  2 วัน 2 คืนในป่าทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับแบตตารี่ที่ไฟอ่อนโทรม ได้รับการประจุอัด
ไว้อย่างเต็มปรี่ เพื่อนำพลังไปต่อสู้กับชีวิตในสังคมเมืองอันสับสนวุ่นวาย แวะส่งเพื่อนแล้วก็ห้อเจ้าแลนโรเวอร์คู่ยาก
กลับเชียงใหม่ พลางให้สัญญากับตัวเองว่า แล้วผมจะกลับมาอีก แม้ว่านี่มิใช่ครั้งแรกของผมในการเข้ามาสัมผัสป่า
แม่เงานี้ก็ตาม

เรื่อง และ ภาพ   โดย ลุงแบน

salavinb@yahoo.com

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com