Home

ที่สูง
หลวงพระบาง
อุโมงค์เวลา
River Of Joy
รอคอย
ที่สูง
ภาพสีเทา
ลาแล้วเมืองหลวง
รอยประทับใจ
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เย็นวันนั้นผมและพี่เต็มลงเรือข้ามฟากที่ส่งเราข้ามแม่น้ำโขง เรารู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบเล็กน้อย
ที่คนเรือเรียกค่าข้ามฝากตั้งประมาณร้อยบาทแต่เราก็จำเป็นต้องตกลงเพราะเห็นว่าไม่มีเรือลำอื่น
อยู่แถวนั้นอีก

แต่ความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นก็หายไปทันทีที่คนเรือสองสามีภรรยาปฎิเสธที่จะรับเงินที่ผมยื่นให้เมื่อ
ข้ามฝากไปถึงโดยที่บอกว่าเดี๋ยวเย็นๆจะมารับกลับเสร็จแล้วค่อยให้เงิน ผมรู้สึกทันทีว่าหนึ่งร้อย
บาทไม่แพงเลยสำหรับความไว้ใจที่เขามีให้กับเรา

ริมฝั่งด้านนั้นของแม่น้ำเป็นหมู่บ้านเล็กๆซึ่งมีความแตกต่างจากหลวงพระบางที่อยู่อีกฟากฝั่งอย่าง
เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนในหลายๆด้าน

ที่นี่ ชาวบ้านมีความเป็นอยู่อย่างชาวชนบทลาว ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์ ต่างจากหลวง
พระบางที่เริ่มรับ"วัฒนธรรมภายนอก" จากนักท่องเที่ยวที่ผ่านเข้ามา

ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คงเป็นรอยยิ้มที่ผู้คนในประเทศนี้มีให้กับคนไทยแปลกหน้าสองคน

เราเดินลัดเลาะผ่านไปในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่เชิงเขา ความตั้งใจของเราในวันนี้คือไปถ่ายรูปพระ
อาทิตย์ตกจากวัดสมเพชซึ่งอยู่บนเนินเขาริมน้ำโขงตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบาง

เมื่อขึ้นบันไดมาจนถึงยอดเนิน เราพบว่าวัดสมเพชต่างไปจากที่เรานึกไว้เมื่อเรามองเห็นวัดนี้
จากระยะไกลๆ วัดนี้มีสภาพเป็นวัดร้างไม่มีพระอยู่ สิ่งก่อสร้างอยู่ในสภาพปรักหักพัง จะเหลือก็แต่
เพียงโบสถ์ ซึ่งมีกุญแจคล้องประตูอยู่

อ้ายน้องคนหนึ่งซึ่งนั่งเล่นอยู่หน้าโบสถ์ไขกุญแจให้เราเข้าไปเมื่อเราถามว่าจะเข้าไปไหว้พระได้
อย่างไร

เด็กๆชาวบ้านหลายคนวิ่งตามเราขึ้นมาจากหมู่บ้าน ทำให้เราไม่เหงานักในขณะรอถ่ายรูปพระ
อาทิตย์ตก เราใช้เวลาว่างไปกับการเรียนอักษรลาวกับเด็กๆ  ตัวอักษรลาวคล้ายอักษรไทย แต่มีตัว
อักษรที่เรียกต่างออกไปบ้าง อย่าง ย.ยุง และ ฮ.เฮือน (เรือน)

เรานั่งมองย้อนกลับไปที่ฝั่งหลวงพระบาง จากมุมสูงทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจนว่า ตำแหน่งที่ตั้ง
ของเมืองนั้นสวยงามเพียงใด สองฟากฝั่งของเมืองถูกขนาบด้วยน้ำ ข้างหนึ่งคือแม่น้ำโขง อีกข้างคือ
แม่น้ำคาน ซึ่งทำหน้าที่เสมือนคูเมือง รายล้อมไว้อีกชั้นด้วยเทือกเขารอบทิศ

 ทั้งๆที่ตลอด ๒-๓ วันที่เราใช้เวลาอยู่ในหลวงพระบาง เรากลับไม่ได้สังเกตเห็นภูมิประเทศของ
เมืองหลวงพระบางอย่างที่เรากำลังมองเห็นในตอนนี้เลย

หากเปรียบชีวิตกับการเดินทาง การเรียนรู้ก็คงเปรียบได้กับการขึ้นที่สูง แม้หนทางจะยากลำบาก
ท้าทายกำลังกายและใจ แต่ผลที่ได้ ก็มักจะเป็นมุมมองที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เห็น
บนพื้นราบ หลายครั้งที่ขึ้นเขาสูง เราจะสามารถเห็นเส้นทางที่เราเดินผ่านมา อีกทั้งมองเห็นว่าควร
จะเดินต่อไปทางใดจึงจะถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้

พี่เต็มชี้ให้ดูภูเขาสูงลูกหนึ่งแล้วบอกว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนเราคงต้องหาทางปีนขึ้นบนยอดให้ได้

เราต่างมองหน้ากันแล้วยิ้ม ไม่ใช่ว่าภูเขาลูกนั้นจะสูงจนเกินกำลัง แต่หากเป็นเพราะเหตุผลอื่น

ตลอดเวลาที่เคยท่องเที่ยวมาด้วยกันกว่าสิบปี เราเริ่มต้นการเดินทางด้วยความอยากเป็นผู้พิชิต เรา
ปีนเขาหลายลูก เพื่อให้ได้ถ่ายรูปกับป้ายผู้พิชิตและเพียงเพื่อให้สามารถบอกเล่ากับคนอื่นได้ว่าเรา
ไปมาแล้ว เราบุกบั่นแบกเป้เข้าป่าลึกเพียงเพื่อต้องการเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ถ่ายรูปน้ำตกนิรนาม
กลางป่าใหญ่

แต่วันนี้ เรากลับเฉยเมื่อมีคนบอกว่ามีน้ำตกสวยอยู่ห่างเมืองไปแค่สิบกิโล และตอนนี้เรากำลังนั่ง
มองภูเขาสูงโดยปราศจากความอยากที่จะพิชิต

ไม่ใช่เพราะว่าเป้าหมายนั้นไม่ท้าทาย  แต่หากเป็นเพราะเราพบว่าภูเขาลูกแล้วลูกเล่าที่เราเคยปีน
ป่าย ก็เป็นได้แค่เพียงชัยชนะที่เราแต่งตั้งให้กับตัวเองเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เมื่อขึ้นไปแล้วก็
ต้องลง ไม่ว่าจะขึ้นจะลงสักกี่ครั้ง ภูเขาก็ยังคงอยู่ที่เดิม เราก็ต้องกลับมาเป็นเรา คำบอกเล่าที่ว่าเรา
ได้พิชิตภูเขามาแล้วดูออกจะเกินเลย และเป็นเพียงความพยายามที่จะสร้างความสำคัญของตัวเรา
ต่อผู้ที่รับฟังเรื่องราว

อาจเป็นเพราะว่าสิบปีที่ผ่านมา เราเดินทางมาไม่น้อยบนเส้นทางของชีวิต บนเส้นทางนั้นย่อมมีที่สูง
อยู่บ้าง

ที่สูงเหล่านั้นทำให้เราได้มองเห็นภูมิประเทศในใจขึ้นมาได้ลางๆ ถึงแม้ภาพจะยังไม่ชัดเจน แต่มันก็
ทำให้เราอยากที่จะหันมาทำความเข้าใจกับภูมิประเทศในใจมากกว่าที่จะพิชิตภูเขาที่อยู่สูง
จากระดับน้ำทะเล

ปัญหาหนึ่งที่เรากำลังสับสนอยู่ในขณะนี้คือ เราควรจะหันหน้าเดินไปในทางทิศใด ระหว่างเส้นทาง
ที่ผู้คนในสังคมล้วนก้าวเดินตามกัน หรือว่าไปตามเส้นทางที่แตกต่างแต่เราคิดว่าถูกต้อง

แต่เราก็รู้สึกว่าการได้มาที่หลวงพระบางทำให้เรามีเวลากับตัวเองและได้ปลีกตัวห่างออกมาจาก
กรอบอันจำเจ เปรียบเสมือนการได้ขึ้นที่สูงและย้อนลงมามองการเดินทางของชีวิตอีกครั้ง เราได้มี
โอกาสสัมผัสกับวิถีชีวิตที่น้อยด้วยการปรุงแต่ง,เรียบง่าย และ สงบสุข ของชาวหลวงพระบาง ทำให้
เราเริ่มเห็นว่าสูตรสำเร็จของสังคมที่บูชาเงินตราที่เราทั้งสองเคยพบพานอยู่นั้นกลับมิใช่วิถีชีวิตแบบ
เดียวที่สามารถมีความสุขได้ หากยิ่งมิใช่วิถีชีวิตดั่งเดิมของมนุษย์ชาติ

หากได้พบที่สูงเช่นนี้เรื่อยๆ คงมีสักวันที่เราจะได้มองเห็นภูมิประเทศในใจเราเองได้ขัดเจนมากขึ้น
และหากเส้นทางไม่สับสนวกวนจนเกินไป เราก็คงได้พบกับสิ่งที่ค้นหา

อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้แล้วว่าสาระที่แท้จริงของการขึ้นที่สูงหาใช่การเป็นผู้พิชิต แต่หากเป็นเรียน
รู้ถึงมุมมองที่แตกต่าง

การพิชิตยอดเขาสูงจะมีความหมายใด ถ้าหากเรายังไม่เข้าถึงใจของตัวเอง

ตาเกิ้น

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com