Home

ความฝัน, ความตั้งใจและการกลับมาของฝูงกระทิง
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

คลิ๊กที่ภาพเพื่อชมภาพขยาย

ออกมาแล้ว    ออกมาแล้ว   มาดูเร็ว

เสียงพี่นูญตะโกนโหวกเหวกอยู่ที่หน้ากระท่อมทำให้ผมรีบวิ่งตามเสียงนั้นไปทันที ผมมองลงไปที่ป่ากล้วย
เบื้องล่างตามที่พี่นูญชี้ สักพักหนึงผมจึงได้เริ่มมองเห็นจุดดำๆสี่ห้าจุดเคลื่อนไหวอยู่บริเวณนั้น เมื่อ
ส่องด้วยกล้องส่องทางไกลผมก็เห็นได้ชัดว่าที่จริงแล้วก็คือฝูงกระทิงที่เรากำลังเฝ้ารอดูกันอยู่


ผมได้รู้จักกระทิงจากการบรรยายของหนังสือเรื่องป่าหลายเล่มที่อ่านมาตั้งแต่เด็ก หนังสือเหล่านั้นได้
กล่าวถึง ความแข็งแรงสง่างามของกระทิง ซึ่งก็ทำให้ผมเกิดความฝันที่จะได้พบเห็นและถ่ายภาพกระทิง
ในป่าสักครั้งหนึ่ง แต่เมื่อผมเติบโตขึ้นและเริ่มนิยมการเดินทางเข้าสู่ป่าดง ผมก็เริ่มรู้ว่าความฝันของผม
ที่จะได้เห็นฝูงกระทิง ในป่านั้นคงจะเป็นไปได้ยากเต็มทีเพราะป่าดงที่เคยพบเห็นหรืออ่านในหนังสือตอน
เด็กได้ถูกทำลายย่อยยับ กลายเป็นไร่เป็นเมืองไปหมดแล้ว
 
แต่ผมก็ไม่ได้ยอมทิ้งความฝันนั้นไปโดยง่าย นับสิบครั้งที่ผมไปนั่งเฝ้ารอกระทิงโป่งหนองผักชีทั้งๆที่รู้ว่า
ครั้งสุดท้ายที่มีคนถ่ายภาพกระทิง ได้ที่นั่นเป็นเวลาร่วมสิบปีมาแล้ว ผมยังเดินทางเข้าไปอีกหลายป่าทีมี
ข่าวคราว การพบเห็นกระทิงฝูงไม่ว่าจะเป็นคลองอีเฒ่าที่เขาใหญ่ ห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ก็
ไม่พบ สาเหตุของความล้มเหลวอย่างหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะเวลาที่ผมมีจำกัด จนผมเริ่มจะยอมรับว่าของ
หายากสองสิ่ง คือกระทิงและวันหยุดของผมคงจะไม่มีโอกาสได้เจอกันเป็นแน่

จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่หน่อย (คุณขจิต สุนทรทอง) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าส่งข่าวมาว่า
มีฝูงกระทิง มาปรากฏตัวอยู่ในแปลงปลูกป่าของมูลนิธิในเขตอำเภอปักธงชัยและมักจะไม่ออกจากพื้นที่
ไปไหน โอกาสที่จะได้เห็น มีสูงมาก ข่าวนี้เป็นที่น่าตื่นเต้นของผมมาก ไม่กี่วันหลังจากนั้นผมและเพื่อนอีก
สี่ห้าคนก็พร้อมที่จะเดินทาง

เราเดินทางผ่านแปดริ้ว, ปราจีนบุรี แล้วมุ่งไปตามถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย ด้วยเวลาแค่สี่ชั่วโมงเราก็มา
ถึงชุมชน ก.ม.79 ซึ่งเป็นทางแยกเข้าสู่พื้นที่ปลูกป่า หลังจากที่เลี้ยวเข้าไปผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่าข่าวที่ได้รับ
มาจะถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพราะ ถนนเส้นนั้นเป็นถนนลาดยางอย่างดีสองข้างทางก็เป็นไร่ข้าวโพดที่พึ่งปลูก
ใหม่ทำให้ดูราบโล่งไปหมด ผมนึกภาพไม่ออก จริงๆว่าฝูงกระทิงจะมาเดินอยู่แถวนี้ได้ยังไง

สี่กิโลเมตรสุดท้ายเป็นถนนดินที่ไต่วนขึ้นสู่ยอดเขา ทางไม่ได้ยากลำบากจนเกินไป เพียงไม่นานเราก็มาถึง
หน่วยปลูกป่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ซึ่งรับรู้ล่วงหน้าถึงการเดินทางมาของพวกเราจากพี่หน่อยเตรียมรับพวก
เราอยู่แล้ว

พวกเราพักกันที่กระท่อมเล็กๆบนยอดเขา ซึ่งมีชื่อเรียกว่ากระท่อมช้างป่า กระท่อมนี้ปลูกอยู่ริมหน้าผาทำ
ให้เรา สามารถมองเห็นได้กว้างไกลเบื้องหน้าเป็นพื้นที่ปลูกป่าที่มีต้นไม้เล็กปลูกอยู่เต็มพื้นที่ ไกลไปเป็นที่
ราบซึ่งเป็นไร่ข้าวโพด สุดลูกหูลูกตา ทางด้านซ้ายมือเป็นเทือกเขา สลับซับซ้อนของอุทยานแห่งชาติเขา
ใหญ่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยป่าทึบแน่น

จากจุดที่เรายืนความจริงอย่างหนึ่งปรากฏต่อสายตาเรา เมฆฝนหน้าทึบปกคลุมอยู่เหนือป่าทึบทางด้านเขา
ใหญ่ ่จนดำมืดฝนเริ่มตกแล้วในป่า แต่ในขณะที่ท้องฟ้าเหนือไร่นาข้างหน้ากลับปราศจากเมฆ ผมพลันนึก
ถึงคำพูดของข้าราชการ ระดับสูงคนหนึ่งที่เคยกล่าวไว้หลายปีก่อน ในระหว่างที่หลายฝ่ายกำลังปลุก
จิตสำนึกในการรักษาป่าเพื่อป้องกันภัยแล้งว่า "ไม่เคยมีการวิจัยที่ไหนที่ยืนยันว่าป่าไม้มีความสัมพันธ์ กับ
ปริมาณฝนที่ตก ในหลายสิบปีที่ผ่านมาป่าไม้ลดลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฝนตกน้อยลงแต่อย่างไร ดูกรุงเทพซิ
ต้นไม้ก็ไม่ค่อยมีฝนก็ยังตกจนน้ำท่วม" นึกแล้วก็ทำให้สงสาร ประเทศไทยที่ได้คนโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนี้
มาบริหารกรมที่มีหน้าที่ดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศ

ขณะที่พี่นูญทำหน้าที่คอยเฝ้ามองกระทิงที่หน้าบ้านเราก็ต่างแยกย้ายกันหามุมส่วนตัว ผมจัดการจุดเตา
น้ำมันเบนซิน ที่เตรียมไปต้มถั่วเขียวไว้เป็นอาหารว่างยามบ่าย แต่เพียงชั่วถั่วเขียวไม่ทันสุก เสียงพี่นูญก็
ดังขึ้นมาก่อน


ออกมาแล้ว ..... ออกมาแล้ว......มาดูเร็ว

ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมงที่เรามาถึง ฝูงกระทิงแห่งเขาแผงม้าก็ปรากฏตัวออกมา
ให้เราเห็นแล้ว นับเป็นการรอคอยที่สั้นมากถ้าไม่นับเวลาสิบกว่าปีที่ผมวนเวียนค้นหากระทิงในป่าอื่น!

กระทิงฝูง 5 ตัวนั้นอยู่ในป่ากล้วยต่ำลงไปในหุบข้างล่าง ถึงแม้ระยะจากเราจะไกลมากแต่ด้วยสโคปดูนก
กำลังขยาย 45เท่าก็ทำให้เราได้เฝ้าดูพวกเขาอย่างใกล้ชิด เราสามารถมองเห็นรูปร่างที่สวยงาม ขนสี
น้ำตาลดำที่เป็นมันขลับ และถุงเท้าขาวได้อย่างชัดเจน กว่า 30 นาทีก่อนจะหายเขาไปในความหนาทึบของป่า

แต่ไม่นานนัก ในเวลาประมาณ 5โมงเศษฝูงกระทิงก็กลับออกสู่ที่โล่งอีกครั้ง คราวนี้นับได้ถึง 12ตัว ใน
จำนวนนี้มี ลูกกระทิงเล็กๆอยู่ตัวหนึ่ง มันคงยังเล็กมากเพราะสีของมันยังเป็นสีน้ำตาลอ่อนเช่นเดียวกับ
วัวบ้านที่เราเห็นทั่วไป ด้วยสโคปเราสามารถมองเห็นเจ้าลูกกระทิงตัวนั้นดูดนมแม่ได้อย่างชัดเจน ออกจะ
เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจอยู่ไม่น้อย เพราะจะมีสักกี่คน ที่ได้มีโอกาสได้เห็นลูกกระทิงดูดนมแม่ในสภาพธรรมชาติ
อย่างนี้

ผมถ่ายภาพฝูงกระทิงอยู่จนแสงหมด ฝูงกระทิงเดินเข้าป่าทึบอีกครั้งในเวลา 6โมงเย็น นับเป็นเวลาถึง
กว่าหนึ่งชั่วโมง แห่งความประทับใจที่เราได้เฝ้าดูพวกเขา

ในวันต่อมาพวกเราได้พบกับพี่โชคดี ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการปลูกป่าของมูลนิธิฯในพื้นที่แถบนี้ พี่โชคเล่า
ให้พวกเราฟัง ถึงขั้นตอนในการฟื้นฟูป่าของที่นี่

ที่จริงแล้วผมเป็นคนที่มีอคติกับการปลูกป่ามาตลอดเพราะที่ผ่านมาเคยเห็นแต่การปลูกต้นไม้กันเป็นพิธี
ใหญ่โตเสร็จแล้ว ก็ไม่มีใครสนใจ ที่จะดูแลให้ต้นกล้าที่ปลูกนั้นอยู่รอด อีกทั้งผมยังเชื่อว่าการปลูกป่าไม่มี
ทางสร้างสมดุลย์ของป่า ตามธรรมชาติขึ้นมาได้ แต่คำพูดของพี่โชค ในวันนั้นทำให้ความคิดผมเปลี่ยนไป

"ที่นี่เราไม่ได้ถางไม้เดิมออกจนเตียนแล้วปลูกใหม่ แต่เราปลูกกล้าไม้เสริมเข้าไป กล้าที่ใช้ก็ต้องเป็นไม้ที่มี
ในธรรมาชาติของพื้นที่นี่ ไม่ใช้เอาไม้แปลกปลอมมาปลูก ตอนปลูกก็ลงคละชนิดกันไปไม่ต้องชักแถว
ภายในแปลงก็แทรกต้นไม้ ที่เป็นอาหารของสัตว์เช่นต้นกระท้อนหรือต้นไทรเข้าไปด้วยป่าถึงจะกลับมีชีวิต
ได้"

พี่โชคดี หัวหน้าโครงการปลูกป่าของมูลนิธิฯ

หมีน้อย เจ้าหน้าที่ๆคอยเฝ้าระวังอันตรายให้กับฝูงกระทิง

"นอกจากดูแลต้นไม้ที่เราปลูกไปแล้ว การป้องกันไฟป่าก็เป็นเรื่องสำคัญครับ ตลอดเวลาที่เรามาอยู่ที่นี่
เราดูแลไม่ให้มี ไฟป่าเกิดขึ้นเลย ก็ทำให้ป่าฟื้นตัวเร็วขึ้น"

ผืนป่ากว่าห้าพันไร่ที่เริ่มฟื้นตัว

พี่โชคชี้ให้เราดูดงสาบเสือที่มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่แล้วเล่าต่อ "เดินที่นี่มีแต่หญ้าคา พอไม่มีไฟไหม้สาบเสือก็จะ
เริ่มขึ้น กล้วยป่าก็จะตามมาเป็นพวกต่อไป ดินก็จะมีความชุ่มชื้น จากนั้นป่าก็จะเริ่มฟื้นตัวกล้าไม้ก็จะโตเร็ว"
"ผมได้ยินคนที่มักจะพูดว่าไม่ต้องปลูกป่าหรอก ป่ามันฟื้นเองได้ ก็จริงครับ แต่ผมว่าถ้าทุกคนเอาแต่พูด
นะ ป่ามันไม่ฟื้นหรอก"

ในช่วงเวลา 3 ปีที่มูลนิธิฯได้เข้ามาปลูกป่าและดูแลพื้นที่ ธรรมชาติได้เริ่มฟื้นตัว อย่างเห็นได้ชัด กระทิง
ฝูงนี้คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะสามารถยืนยันว่าป่าห้าพันไร่ของเขาแผงม้ากำลังฟื้นตัว

การที่ได้มาเฝ้าดูกระทิงอย่างง่ายดายในครั้งนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือชื่อ "เที่ยวป่า" ที่คุณหมอบุญส่ง
เลขะกุลเขียนเอาไว้ ในหนังสือเล่มนั้นบรรยายถึงการท่องเที่ยวไปในป่าอนุรักษ์ในความฝันของคุณหมอ
หลังจากที่คุณหมอสามารถผลักดัน ให้เกิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าขึ้นได้สำเร็จ ในหนังสือเล่นนั้นได้เล่า
ถึงการเฝ้าดูสัตว์ป่าต่างๆรวมทั้งกระทิง ได้โดยที่สัตว์ป่าเหล่านั้นไม่ตื่นกลัว เพราะพวกเขาได้ถูกคุ้ม
ครองอย่างปลอดภัยอยู่ในเขตอนุรักษ์

นอกจากความฝันของผมที่จะได้เห็นกระทิงในธรรมชาติได้กลายเป็นจริงแล้ว ผมคิดว่าวันนี้ความฝันของ
คุณหมอ ได้กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้วอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง โดยที่เป็นผลจากการริเริ่มของคุณหมอและ
ความทุ่มเทจากคนรุ่นหลัง อย่างพี่โชคและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯคนอื่นๆ

เย็นวันนั้นผมกลับออกมาจากเขาแผงม้าโดยที่ยังมีคำพูดของพี่โชคก้องอยู่ในหัว "ป่ามันฟื้นเองได้
ก็จริงครับ แต่ผมว่าถ้าทุกคนเอาแต่พูดนะ ป่ามันไม่ฟื้นหรอก" แล้วคุณล่ะ นอกจากพูดแล้ว
คุณได้ลงมือทำแล้วบ้างหรือยัง

ธัชรวี หาริกุล             
8 มีนาคม 2542

 หากท่านต้องการเข้าชมกระทิงในพื้นที่เขาแผงมาหรือร่วมกิจกรรมปลูกป่า กรุณาติดต่อคุณขจิต สุนทร
ทอง ที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์552-2111 หรือ
521-3435

ตาเกิ้น

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com