Home

ตามล่าหาหอย-ที่เมืองกระบี่  ตอนที่ 2
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

ใต้ฟ้าเมืองกระบี่ - วันนี้มีอะไร

วันต่อมาเป็นรายการตระเวณดูเมืองกระบี่ เริ่มแต่เช้าด้วยการไปนั่งกินกาแฟ แกล้มขนมจีบซาละเปากับข้าวเหนียว
สังขยา ที่ร้าน "ดงกาแฟ" ไกล้ๆธนาคารกสิกรไทย บนถนนอุตรกิจ ถนนสายนี้ตัดเลียบแม่น้ำกระบี่ มีผู้มาเดินชมวิว
เขาขนาบน้ำ ลงเรือไปเที่ยวได้ไกลๆจากที่นี่ และเป็นที่ตั้งของกิจการทัวร์หลายร้าน รวมทั้งสำนักงาน ท.ท.ท. ที่ดูไม่
ค่อยกระตือรือร้นจะต้อนรับหรือบริการนัก หรือจะเป็นเพราะไม่ค่อยมีใครสนใจอยู่แล้วก็ไม่รู้

กาแฟที่ร้านนี้ชงใส่แก้ว มีนมข้นรองอยู่ตรงก้นแก้ว ตามสไตล์สมัยก่อนที่ต้องกินคู่กับไข่ลวก แต่แถวนี้ไข่ลวกคงจะ
ไม่เป็นที่นิยม มองดูโต๊ะอื่นๆก็ไม่เห็นมีใครสั่งไข่ลวก เราจึงสั่งขนมจีบซาละเปาตามคำแนะนำของหนังสือท่องเที่ยว
ที่บอกว่าถ้าไม่มากิน ถือว่ายังมาไม่ถึงเมืองกระบี่  ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพียงแต่หนังสือโม้ไปนิดว่ามีของเก่าแต่งร้านเยอะ
มาดูจริงๆพบว่ามีประดับบ้างนิดหน่อย โต๊ะเก้าอี้ถึงจะเป็นไม้ แต่เป็นของใหม่ไม่ใช่ของเก่า

ตัวเมืองกระบี่มีภูมิประเทศสวยงาม นอกจากมีถนนยาวหลายกิโลตัดเลียบแม่น้ำ มีทั้งทางเดินและสวนสาธารณะแล้ว
 พื้นที่ทั้งหมดยังเป็นเนินเป็นเขาอยู่ทั่วไป ไม่ได้แบนราบไปทั้งเมืองอย่างกรุงเทพฯ ค่อนข้างจะเหนื่อยหน่อยสำหรับ
คนชอบไปไหนมาไหนด้วยจักรยาน และไม่ค่อยเห็นมีใครถีบ(จักรยาน)กันนัก เห็นแต่รถเครื่อง ผู้คนทั่วไปอัธยาศัยดี
ทำมาค้าขายแบบสบายๆไม่เคร่งเครียด รถยนต์ไม่มาก การจราจรคล่องตัว ชาวบ้านขับขี่กันอย่างสบายใจ อยากจะ
หยุดเมื่อไรก็หยุด อยากจอดซ้อนตรงไหนก็จอด ไม่ค่อยสนใจว่าจะขวางหรือเกะกะคนอื่น ถนนหลายสายกำลังขุดทำ
ใหม่ เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามจะทำให้เมืองสวยงามเรียบร้อยน่าดูมากขึ้น

เขาขนาบน้ำมองจากถนนอุตรกิจ

หมู่เสาไฟช้างเต้นบั๊มพ์ บนทางไปวัดถ้ำเสือ

บริเวณหมู่บ้านพักข้าราชการ ดูจะเป็นทำเลที่น่าอยู่กว่าเพื่อน ตั้งอยู่บนยอดเนินข้างแม่น้ำ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมเขียว
ครึ้มไปหมด จวนผู้ว่าราชการจังหวัดยังเป็นบ้านไม้หลังใหญ่รุ่นเก่า มีทางเข้าเป็นถนนลาดยางเส้นเล็กๆ สองข้าง
ทางเรียงรายด้วยต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศสุดแสนคลาสสิค เสียดายตัวบ้านไม่ได้รับการบูรณะที่ดีนัก ทำให้ดูทรุดโทรม
ไปตามกาลเวลา

อีกฟากหนึ่งของเนินเขา บนถนนอีกสายหนึ่งไม่ไกลจากบ้านผู้ว่าฯนัก มีบ้านของผู้มีอันจะกินประจำจังหวัด สร้าง
เป็นตึกหลังใหญ่สไตล์ปราสาทโรมัน บนพื้นที่หลายไร่ ด้านหน้าเป็นสนามหญ้าสีเขียวกว้างขวาง ลาดลงเนินรับกับ
แนวถนน ตัวถนนเองได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ทุกยอดเสาไฟปั้นเป็นรูปช้างยืนยกขาหน้า ชูงวงห้อยโคมไฟ
ให้ความรู้สึกตระการตา สอดรับกับความยิ่งใหญ่ของตัวบ้านอย่างไม่มีที่ติ

ดูเหมือนว่า ที่สุดของอำนาจใหม่และอำนาจเก่าของเมืองกระบี่ จะอยู่ห่างกันแค่คนละฟากเนินเท่านั้น

พบเสาไฟฟ้าประดับยอดด้วยรูปปั้นช้างได้อีกที่หนึ่ง บนถนนไปวัดถ้ำเสือ อันเป็นวัดที่มีคนขึ้นมากมายไม่ขาดสาย
มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่อยู่กลางวัด ตั้งใจว่าทำบุญแล้วจะปีนเขาดูวิวกับชมต้นไม้ยักษ์เสียหน่อย ฝนก็เท
แบบไม่ลืมหูลืมตาลงมาเสียก่อน โปรแกรมอื่นๆที่วางไว้เลยยกเลิกหมด ตัดสินใจกลับที่พักไปนอนตากฝนดูฟ้าหม่น
ทะเลหมอง ออมแรงไว้ก่อนขับรถกลับกรุงเทพฯ

อำลาอ่าวนาง ไม่จืดจางสายฝน

วันรุ่งขึ้นออกเดินทางกลับประมาณ 9 โมง ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเหมือนวันก่อน ใช้เส้นทางเพชร
เกษมหรือทางหลวงหมายเลข 4 ขับแบบระมัดระวังประมาณ 80 กว่ากิโล ก็ถึงพังงา แวะเติมน้ำมันคุยกับเด็กปั๊ม
ได้ความว่า ตกหนักมาแต่เมื่อคืน พายุแรงมาก ชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าปั๊มที่เพิ่งโค่นลงมา ปั๊มตราเนื้อหอยหน้า
สามแยกเข้าเมืองพังงานี่มีฟู้ดเซ็นเตอร์อาหารอิสลามด้วย ท่าทางคงต้องอร่อย เห็นรถเก๋งจอดกินหลายคัน

จากพังงาใช้เส้นทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4090 ลัดไปตะกั่วป่าโดยไม่ต้องอ้อมไปทางภูเก็ต ย่นระยะได้ถึง 60 กิโล
ผิวทางดีรถน้อยมาก สองข้างทางเป็นสวนยาง เจอน้ำป่าไหลข้ามถนนเป็นระยะๆท่ามกลางสายฝนให้พอตื่นเต้น ขับ
ไปดูวิวไปไม่ทันเที่ยงก็ถึงตะกั่วป่า ตั้งใจจะกินข้าวกลางวันที่นี่ แต่ต้องหลังจากเยี่ยมชมสถานที่สำคัญอีกแห่ง อัน
หมายมั่นปั้นมือมานานปีแล้วเสียก่อน

คึกคักยามบ่ายที่ตะกั่วป่า

ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า คือสถานที่นั้น ชื่อนี้เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ เวลาฟังข่าววิทยุรายงานพยากรณ์อากาศ
ทำให้อยากเห็นเหลือเกินว่าผู้คนที่นี่เขาคึกคักกันขนาดไหน

จากตะกั่วป่า ขับลงใต้ไปตามถนนเพชรเกษม ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก ประมาณ 32 กิโล ก็เจอป้ายบอกชื่อ บ้าน
คึกคัก เด่นเป็นสง่าอยู่ข้างทาง เหลียวมองดูรอบๆมีแต่ป่าไม่เห็นมีชุมชนอะไร

เลยไปสักนิดมีสถานีอนามัยอยู่ทางด้านซ้าย หน้าตาเงียบเหงาไม่มีใคร เลยไปอีกหน่อยเป็นโรงพัก ปลูกเป็นอาคาร
ไม้ยกพื้น มีรถจอดอยู่สองสามคัน ไม่เห็นคนอีกเช่นเคย

บ้านคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า

โรงพักคึกคัก

 สถานีอนามัยคึกคัก

ฝั่งตรงกันข้ามมีร้านค้าเล็กๆ ปิดเงียบเชียบ ถัดมาอีกนิดเป็นวัด มีโรงเรียนด้วย มีป้ายบอกทางไป อบต.คึกคัก เห็น
คนนั่งสัปหงกเฝ้ามอเตอร์ไซค์อยู่ในศาลาคนนึง กับสุนัขกำลังนอนหาวบิดขี้เกียจอีกหนึ่งตัว นอกนั้นไม่เห็นมนุษย์
มนาหรือสิงสาราสัตว์ใดๆอีก

สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาอย่างหนักและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เราขับรถกลับตะกั่วป่า ทิ้งตำบลคึกคักไว้เบื้องหลัง
ด้วยความรู้สึกหลายอย่างที่บรรยายไม่ถูก ได้ยินแต่เสียงที่ปัดน้ำฝน ซึ่งเปิดไว้ในจังหวะเร็วสุด ดัง คิกคัก คิกคัก
คิกคัก ไปตลอดทาง

กลับเข้าตะกั่วป่าหาข้าวกลางวันกินกลางสายฝน ขณะนั้นบ่ายโมงครึ่งแล้ว อากาศมืดครึ้ม มองเห็นร้านก๋วยเตี๋ยว
เปิดอยู่เพียงสองร้าน ตัดสินใจเลือกร้านที่จอดรถได้ใกล้หน้าร้านที่สุด แต่กระนั้นก็ยังเปียกปอนไปหมดกว่าจะเข้า
ไปถึงในร้าน สั่ง หมี่หุน ซึ่งเหมือนเส้นหมี่สำหรับภาคกลางชามนึง ตามด้วย หมี่ ซึ่งถ้าเป็นภาคกลางก็คือบะหมี่
อีกชามนึง เท่านี้ก็พร้อมแล้วที่จะเดินทางต่อไประนอง

บนเส้นทางอันเปล่าเปลี่ยว ชอุ่มเขียวและเลี้ยวลด

คู่มือท่องเที่ยวบอกว่าทางหลวงหมายเลข 4 จากตะกั่วป่าไประนองค่อนข้างเปลี่ยวและหาปั๊มน้ำมันเติมยาก เรา
จึงเติมน้ำมันให้เต็มถังเผื่อไว้ก่อน พ้นตะกั่วป่าฝนเริ่มเบาลง ทางสวยเพราะเป็นโค้งเป็นเขา สองข้างทางยังเขียว
ชอุ่มตลอด บางช่วงมองเห็นทะเลอยู่ข้างล่างด้วย เผลอๆนึกว่ากำลังขับอยู่บนแคลิฟอร์เนียนไฮเวย์หมายเลข 1

ออกจากตะกั่วป่ามาแล้วตั้งเกือบ 100 กิโล ถึงเจอปั๊มน้ำมันตรงอำเภอสุขสำราญ ยี่ห้อสีเขียวแดง ที่เคยจ้างปุ๋ย
ภรณ์ทิพย์ตั้งแต่สมัยยังสาวๆและป๊อปปูล่าร์กว่าตอนนี้เป็นพรีเซ็นเต้อร์ เลยไปอีกนิดเจอปั๊มตราเนื้อหอย เราตัด
สินใจเติมน้ำมันให้เต็มอีกครั้งกันเหนียว

ฝนหยุดแล้ว ท้องฟ้าเริ่มเปิด แสงแดดลอดลงมาอ่อนๆ นาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง หลักทางหลวงบอกว่า
อีกแค่ 80 กว่ากิโลจะถึงระนอง คืนนี้วางแผนนอนแช่น้ำแร่ที่ระนองอยู่แล้ว คงมีเวลาชมที่เที่ยวต่างๆรอบๆเมืองได้
หลายที่ก่อนค่ำ

เส้นทางช่วงนี้มีอะไรน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งหากสังเกตให้ดี นั่นคือตลอดสองข้างทางประมาณ 50 กิโล จากอำเภอ
สุขสำราญ ผ่านอำเภอกะเปอร์ไปจนถึงอำเภอเมืองจังหวัดระนอง มีแต่มัสยิดตั้งอยู่เป็นระยะๆตลอดทาง ไม่มีวัด
ลยสักวัดเดียว

เมืองระนอง ของดีเพียบ

ใกล้เข้าเขตอำเภอเมือง มีชาวบ้านมุสลิมปลูกเพิงขาย กะปิ ไตปลา และปลาแห้ง ดูเป็นหนึ่งตำบลหลายผลิตภัณฑ์ด
 เลยแวะอุดหนุนหน่อย กะปิเมืองระนองนี้เขาว่าไม่เหมือนที่อื่น เพราะมีตาดำของกุ้งผสมอยู่ด้วย เนื้อกะปิค่อนข้าง
เหนียวและแห้ง ถ้าเอาไปปิ้งจะหอมเหมือนกุ้งเผา

ก่อนถึงตัวเมืองระนองไม่กี่กิโล มีน้ำตกใหญ่สูงชันอยู่บนภูเขา มองเห็นได้จากถนนใหญ่ มีชื่อว่าน้ำตกหงาว ให้ความ
รู้สึกครึ้มๆ อย่างกับขับรถเที่ยวอยู่แถวยุโรป ถ้าไม่มองเห็นฝั่งตรงข้ามมีคาราโอเกะบาร์ร้านเบ้อเริ่มตั้งประจันหน้าอยู่
เสียก่อน เลยไปหน่อยเป็นภูเขาหญ้าสีเขียวโล่งเตียนหลายลูก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของระนอง
มีถนนลาดยางตัดเข้าไปถึงจุดชมวิว พร้อมที่จอดรถกว้างขวาง

น้ำตกหงาว มองจากคาราโอเกะบาร์ริมถนนเพชรเกษม

ไม่ทันห้าโมงเย็นก็ถึงตัวเมืองระนอง ตัดสินใจขับรถชมเมืองก่อนจะหมดแสงตะวัน การจราจรในตัวเมืองคับคั่งเอา
การเพราะเป็นช่วงรัชอาวร์ ชาวบ้านหน้าตาเป็นพม่าแยะมาก คงเพราะอยู่ใกล้กัน การค้าดูคึกคัก (คึกคักจริงๆ ไม่ใช่
คึกคักแบบตำบลคึกคักอำเภอตะกั่วป่า) มีร่องรอยความคาดหวังในยุคฟองสบู่ให้เห็นได้ชัดเจน จากโรงแรมและ
รีสอร์ทอันใหญ่โตมโหฬารหลายแห่ง มาวันนี้ล้วนเงียบเหงาทรุดโทรมขาดการดูแล

แต่ที่จันทร์สมธารายังมีผู้คนพอประมาณ คงเพราะมีน้ำพุร้อนนั่นเอง ไปลงแช่ตอนเกือบจะค่ำแล้ว มีคนมาแช่เพียง
ไม่กี่คน คนหนึ่งอัธยาศัยดี เล่าว่าเป็นคนเมืองเพชร ย้ายมาทำมาหากินอยู่ที่นี่ได้เจ็ดแปดปีแล้ว พอเราบอกว่าเพิ่ง
มาที่นี่เป็นครั้งแรก ก็รีบแนะนำให้มาเที่ยวใหม่อีกทีช่วงปลายปี เพราะจะอากาศดีกว่า เมืองระนองนี้ฝนแปดแดดสี่
เสื้อหนาวไม่มีมีแต่เสื้อฝน

มื้อค่ำตัดสินใจทานในโรงแรม เพราะขี้เกียจออกไปย่ำฝน ห้องอาหารของโรงแรมกว้างขวาง ดนตรีเสียงดังมากจน
ต้องเอาทิชชู่อุดหูไว้ อาหารอร่อย จานเด็ดคือ ผักเหลียง ผัดกับวุ้นเส้นและไข่ ติดใจจนตอนเช้าต้องแวะตลาดหาซื้อ
กลับบ้าน ผักเหลียงนี้เขาว่าปลูกขึ้นที่ระนองที่เดียว ใบบางสีเขียวแก่รูปทรงเรียวยาว เคี้ยวลงไปจะคล้ายๆใบชะพลูที่
นำมากินกับเมี่ยงคำ

วันรุ่งขึ้นลุกไปแช่น้ำแร่ตั้งแต่หกโมงครึ่ง หนนี้เจอผู้คนมากมาย ทราบว่าส่วนใหญ่เป็นสมาชิกประจำ มาแช่กันเกือบ
ทุกเช้าก่อนไปทำงาน น่าอิจฉาจัง อุณหภูมิน้ำแร่อยู่ที่ประมาณ 42 องศา ลงไปใหม่ๆรู้สึกร้อนเอาการเหมือนกัน ต้อง
ค่อยๆแหย่ลงไปที่ละนิด แต่พอลงไปทั้งตัวแล้วอุ่นสบายมาก มีป้ายบอกวิธีแช่อย่างถูกสุขภาพ และนาฬิกาติดข้างฝา
ให้ดูได้ว่าแช่ไปนานเท่าไรแล้วด้วย คำแนะนำบอกว่า หากแช่นานเกินไปจะเกิดอาการวิงเวียนหน้ามืด ให้ขึ้นจากน้ำ
มานั่งพักก่อน พอรู้สึกดีขึ้นแล้วค่อยลงไปแช่ต่อ

เมืองระนองมีความเก๋อีกอย่าง ตรงมีตึกศาลากลางจังหวัดตั้งอยู่บนยอดเขาสูงกลางใจเมือง มองเห็นทิวทัศน์เมือง
ได้โดยรอบ เห็นไปไกลจนถึงทะเล เชิงเขาทำเป็นสวนสาธารณะ ทำให้นึกถึง Edinburgh Castle ที่สก๊อตแลนด์ เพียง
แต่ของเราเจียมตัวและทรุดโทรมกว่ามาก กับสิ่งปลูกสร้างและบรรยากาศรอบๆเป็นแบบไทยแท้แน่ไปเลยจริงๆ

ออกจากระนองราวสิบโมง หลังจากแวะซื้อของฝากชื่อดังของจังหวัด คือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ กับเติมน้ำมันเต็มถัง
ให้พร้อม น้ำมันเมืองระนองแพงกว่ากรุงเทพฯลิตรละ 30 สตางค์ เด็กปั๊มตราเนื้อหอยยิ้มแย้มแจ่มใส เอาใจใส่ดูแล
ใกล้ชิด แถมชักชวนให้ซื้อขนมจากรถกะบะขายขนม ที่มาจอดเติมน้ำมันข้างๆด้วย โฆษณาให้เสร็จว่าลองชิมดูแล้ว
ขนมเขาอร่อยดี

ทางหลวงหมายเลข 4 มุ่งขึ้นเหนือก่อน แล้วเบนออกขวาไปยังจังหวัดชุมพร ระยะทาง 115 กิโล ผิวทางดี กว้างขวาง
ไม่ชันคดเคี้ยวเหมือนเขาพับผ้าในอดีต ขับปลอดภัยสบายๆวิวสวยเช่นเคย ช่วงแรกมีน้ำตกอยู่ติดถนนหลายแห่ง ติด
ริมถนนเลยจริงๆเหมือนป้ายรถเมล์ สามารถจอดข้างถนนแล้วเปิดประตูลงจากรถไปอาบได้เลย ชื่อหมู่บ้านตามเส้น
ทางก็แสนจะน่ารักอบอุ่น มี บ้านสองเรา บ้านสองพี่น้อง แต่ตอนหลังชักจะเริ่มแปร่งๆ เมื่อผ่าน บ้านทับจาก จนในที่
สุดมาถึง บ้านทับหลี อันเต็มไปด้วยโฆษณาซาละเปา และเตานึ่งซาละเปาตั้งเรียงรายตลอดสองข้างทาง

ทับหลี ชื่อนี้มีแต่ความอร่อย

ถึงแม้ทับหลีจะเป็นหมู่บ้านซาละเปา แต่ก็มีร้านข้าวมันไก่ด้วย เลยตัดสินใจแวะชิมเมื่อเห็นว่าสิบเอ็ดโมงครึ่งแล้ว
ร้านชื่อ "ข้าวมันไก่ทับหลี" ขายทั้งข้าวมันไก่ทั้งซาละเปา เป็นห้องแถวไม้แบบเก่าอยู่ริมถนน จอดรถหน้าร้านได้เลย
ภายในยังคงสภาพเดิมๆ แต่สะอาดสะอ้านน่านั่ง มีรูปถ่ายเจ้าของร้านกับดาราดังๆหลายคนติดโชว์ไว้ กับเพิ่มความ
เก๋มีเสน่ห์อีกนิด ด้วยการใช้จานกระเบื้องสีขาวแบบเก่า ที่มีลวดลายดอกไม้ประดับอยู่รอบๆขอบ ไม่ใช้จานพลาสติก

ร้านข้าวมันไก่ที่บ้านทับหลี

ไก่ร้านนี้เป็นไก่บ้าน ไม่ใช่ไก่ตอน เนื้อจึงไม่นิ่มยวบยาบเหมือนข้าวมันไก่ทั่วไป ออกจะเหนียวแน่นหนักไปทางไก่
นักมวย ข้าวสุกกำลังดีไม่มีเยิ้มน้ำมัน จัดเป็นข้าวมันไก่โลว์แฟ้ตได้ น้ำจิ้มไม่ใสไปหรือข้นไป และไม่เผ็ดมาก รวม
แล้วเรียกได้ว่าอร่อยเชียวละ 

ส่วนซาละเปานั้นรสชาติไม่ผิดหวัง และไม่ได้ฮือฮาอะไรมากมาย เพราะเห็นมีมาวางขายในกรุงเทพฯแยะแล้ว เลย
ไม่ได้ซื้อมาฝากใคร กลัวถูกแซว

ถึงเวลากลับบ้าน

ไม่ทันบ่ายโมงก็ผ่านชุมพร ถนนเปลี่ยนกลับเป็น 4 เลน แต่ไม่ได้ทำให้ขับสบายขึ้นนัก เพราะรถเริ่มแยะ แวะเติม
น้ำมันอีกครั้งที่อำเภอบางสะพาน จากนั้นรถก็เริ่มแยะขึ้นเรื่อยๆ บายพาสหัวหินเที่ยวกลับช่วงแรกๆถนนเสียมากจน
เลนซ้ายวิ่งแทบไม่ได้เลย มีป้ายบอกขออภัยในความไม่สะดวกไว้ด้วย สงสัยกะไม่ซ่อมกันเสียแล้วไม่รู้

พอถึงเพชรบุรี รถราก็หนาแน่นเหมือนเสาร์อาทิตย์ คงเพราะเป็นเย็นวันศุกร์ลองวี้คเอ็นด์ คนกลับเข้ากรุงเทพฯเยอะ
แต่ก็ไม่หนักหนามากถึงขนาดต้องเบียดหรือปาดกัน เป็นอย่างนี้ไปตลอดทางจนถึงถนนพระรามสอง  การจราจรจึง
กลับเข้าสู่สภาพปกติอย่างที่ชินๆและเบื่อกัน

ในที่สุดก็ถึงบ้านตอนเวลาพลบค่ำอย่างสวัสดิภาพ เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางเยี่ยมเยียนเมืองกระบี่ พร้อมด้วย
ประสบการณ์เรื่องหอยๆ มาฝอยให้เพื่อนฝูงฟัง หลังจากกลับไปทำงานแบบเช้าไม่อยากตื่นเหมือนเดิม

หม่อมสำลี

สิงหาคม 2545

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com