|
เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกวัน (ถ้าไม่กลัวฝน)
เราสองคนอยากขับรถไปเที่ยวปักษ์ใต้ แวะดูโน่นดูนี่ แบบสบายๆค่ำไหนนอนนั่นมานานแล้ว แต่ขัดสนปัจจัยอย่าง
เดียว คือ "เวลา" อันเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์เงินเดือนตื่นเช้ากลับค่ำ ต้องรอวันหยุดลองวี้คเอ็นด์ ถึงจะมีโอกาส ไปเที่ยวไกลๆ
แต่ความที่ชอบสบายๆ ไม่ชอบเบียดเสียดยัดเยียดแย่งกันกินแย่งกันนอน ไม่ชอบรถติด และข้อสำคัญไม่อยากไป
เห็นอะไรแบบ "เรายกกรุงเทพฯมาไว้ที่นี่" ลองวี้คเอ็นด์จึงไม่ค่อยมีมู้ดอยากขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดสักเท่าใดนัก
สู้เดิน ช้อปปิ้งตามศูนย์การค้า ตามด้วยหาของอร่อยๆกลับไปทำกินที่บ้านไม่ได้ สบายกว่ากันเยอะเลย
ปีนี้พอเราสามารถหาวันลาให้ได้ตรงกันทั้งอาทิตย์ในเดือนสิงหาคม ก็เลยตัดสินใจว่าถึงเวลาลงใต้เสียที อยากไป
นอนกระบี่สักสามคืน เห็นใครๆเขาว่าสวยนัก ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า หน้านี้ไม่น่าไปเที่ยวใต้ เพราะมีแต่ฝน ยิ่งฝั่งทะเล อันดามันยิ่งมีแต่คลื่นลม ไม่มีใครเขาไปเที่ยวเกาะหน้านี้หรอก
คิดไปคิดมาแล้วก็ตกลงใจว่าจะไปละ เห็นแค่ไหนก็แค่นั้น ความตั้งใจเดิมก็บอกว่าอยากขับรถเที่ยวอยู่แล้วนี่ ไม่ ได้บอกว่าอยากนั่งเรือเที่ยวเสียหน่อย (ความลับที่ไม่เปิดเผยคือ เป็นคนเมาเรือ) วันหลังอยากไปเที่ยวเกาะค่อยว่า
กันใหม่ ระหว่างนี้อ่านเรื่องทะเลเรื่องเกาะ ดูรูปในเว็บไทยแลนด์เอ๊าท์ดอร์ไปก่อน ก็ได้บรรยากาศเหมือนได้ไป เองแล้ว (จริงมั้ย?)
ที่เลือกกระบี่ ไม่ใช่เพราะเป็นจังหวัดแรกในพจนานุกรมที่ขึ้นต้นด้วย ก ไก่ แต่เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นแหล่ง รวมหอยประเภทต่างๆมากมาย มีสุสานหอยอายุหลายสิบล้านปียืนยันความขลัง และปริศนาที่มาของชื่อเมือง
กระบี่ ซึ่งในหนังสือท่องเที่ยวบอกว่า ทุกวันนี้นักประวัติศาสตร์ยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ลงตัวว่าได้ชื่อนี้มาอย่างไร
ลองคิดดูเล่นๆแล้ว อาจไม่มีอะไรลึกลับไปกว่ามีหอยเยอะแยะ แต่พวกผู้ดีกรุงเทพฯกระดากปากที่จะเรียกว่าเมืองหอย เลยเรียกว่าเมืองกระบี่แทน
ขับสบายบ่ายวันอาทิตย์
ปฏิบัติการตามล่าหาหอยที่เมืองกระบี่เริ่มต้นในตอนบ่ายวันอาทิตย์ หลังจากรวบรวมเสบียงและสแน็คสำหรับการ เดินทาง ตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะแล้ว ก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯตอนบ่ายสองโมงครึ่ง ขึ้นทางด่วน
ไปลงดาวคะนอง เพื่อใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ที่เมื่อก่อนเรียกกันว่า ถนน ธนบุรี-ปากท่อ เดี๋ยวนี้มีชื่อใหม่ว่าถนน พระราม 2 ไปออกทางหลวงหมายเลข 4 หรือเพชรเกษม ล่องลงใต้ การจราจรเบาบางตลอดทาง ขับสบายมาก เนื่อง
จากสวนทางกับชาวบ้านที่กำลังแห่กันกลับจากชะอำหรือหัวหิน มองดูฝั่งตรงข้ามเห็นรถวิ่งตามกันมาเป็นขบวน
ขับไปเรื่อยๆ แบบเราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย ใช้ความเร็วประมาณ 100 ไม่เกิน 110 ช่วยชาติประหยัดพลังงาน ตั้งใจ
ว่าเย็นนี้จะนอนดูทะเลประจวบฯก่อน สภาพถนนซึ่งบัดนี้เป็น 4 เลน ผิวถนนลาดยางแอสฟัลท์ตลอดทาง ส่วนใหญ่ดี ยกเว้นช่วงเลี่ยงเมืองชะอำกับหัวหิน ที่เลนซ้ายแทบจะวิ่งไม่ได้หลายช่วง เพราะกระเทือนมาก ต้องเลี่ยงมาวิ่งขวา
กันเกือบหมด
ฝนไม่หยุดตกที่ประจวบคีรีขันธ์
ถึงประจวบคีรีขันธ์ตอนหกโมงครึ่ง พร้อมกับฝนพรำๆให้การต้อนรับ พบว่าตัวเองขับรถชมวิวบนถนนเลียบชายหาด
อยู่คันเดียว ไม่มีใครอีกเลย เข้าพักในโรงแรมริมถนนชายหาด แทบไม่มีผู้คนอีกเลยเหมือนกัน ออกไปกินอาหารค่ำ ที่ร้าน ฉ โภชนา ริมถนนชายหาดไม่ห่างจากโรงแรมนัก คืนวันอาทิตย์มีคนมานั่งกินอยู่ไม่กี่โต๊ะ เลือกนั่งได้ตามใจ
ชอบ เพลิดเพลินชมชายทะเล ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งยามมืดในสายฝนโดยไม่มีคนรบกวน มีแบ๊คกราวนด์เป็นไฟเรือ ประมงระยับระยิบอยู่ลิบๆ อาหารอร่อยราคาไม่แพงและบริการสุภาพ
รุ่งขึ้นวันจันทร์ออกเดินทางแต่เช้า ฝนยังตกไม่ยอมหยุด ขับรถผ่านตลาดชมเมืองเสียหน่อยตามธรรมเนียม กลับออก ถนนเพชรเกษม แวะเติมน้ำมันตุนไว้ก่อนเพราะเริ่มแพงกว่ากรุงเทพฯลิตรละ 10 สตางค์
|