Home

ตามล่าหาหอย-ที่เมืองกระบี่
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกวัน (ถ้าไม่กลัวฝน)

เราสองคนอยากขับรถไปเที่ยวปักษ์ใต้ แวะดูโน่นดูนี่ แบบสบายๆค่ำไหนนอนนั่นมานานแล้ว แต่ขัดสนปัจจัยอย่าง
เดียว คือ "เวลา" อันเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์เงินเดือนตื่นเช้ากลับค่ำ ต้องรอวันหยุดลองวี้คเอ็นด์ ถึงจะมีโอกาส
ไปเที่ยวไกลๆ

แต่ความที่ชอบสบายๆ ไม่ชอบเบียดเสียดยัดเยียดแย่งกันกินแย่งกันนอน ไม่ชอบรถติด และข้อสำคัญไม่อยากไป
เห็นอะไรแบบ "เรายกกรุงเทพฯมาไว้ที่นี่" ลองวี้คเอ็นด์จึงไม่ค่อยมีมู้ดอยากขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดสักเท่าใดนัก
สู้เดิน  ช้อปปิ้งตามศูนย์การค้า ตามด้วยหาของอร่อยๆกลับไปทำกินที่บ้านไม่ได้ สบายกว่ากันเยอะเลย

ปีนี้พอเราสามารถหาวันลาให้ได้ตรงกันทั้งอาทิตย์ในเดือนสิงหาคม ก็เลยตัดสินใจว่าถึงเวลาลงใต้เสียที อยากไป
นอนกระบี่สักสามคืน เห็นใครๆเขาว่าสวยนัก ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า หน้านี้ไม่น่าไปเที่ยวใต้ เพราะมีแต่ฝน ยิ่งฝั่งทะเล
อันดามันยิ่งมีแต่คลื่นลม ไม่มีใครเขาไปเที่ยวเกาะหน้านี้หรอก

คิดไปคิดมาแล้วก็ตกลงใจว่าจะไปละ เห็นแค่ไหนก็แค่นั้น ความตั้งใจเดิมก็บอกว่าอยากขับรถเที่ยวอยู่แล้วนี่ ไม่
ได้บอกว่าอยากนั่งเรือเที่ยวเสียหน่อย (ความลับที่ไม่เปิดเผยคือ เป็นคนเมาเรือ) วันหลังอยากไปเที่ยวเกาะค่อยว่า
กันใหม่ ระหว่างนี้อ่านเรื่องทะเลเรื่องเกาะ ดูรูปในเว็บไทยแลนด์เอ๊าท์ดอร์ไปก่อน ก็ได้บรรยากาศเหมือนได้ไป
เองแล้ว (จริงมั้ย?)

ที่เลือกกระบี่ ไม่ใช่เพราะเป็นจังหวัดแรกในพจนานุกรมที่ขึ้นต้นด้วย ก ไก่ แต่เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นแหล่ง
รวมหอยประเภทต่างๆมากมาย มีสุสานหอยอายุหลายสิบล้านปียืนยันความขลัง และปริศนาที่มาของชื่อเมือง
กระบี่ ซึ่งในหนังสือท่องเที่ยวบอกว่า ทุกวันนี้นักประวัติศาสตร์ยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ลงตัวว่าได้ชื่อนี้มาอย่างไร

ลองคิดดูเล่นๆแล้ว อาจไม่มีอะไรลึกลับไปกว่ามีหอยเยอะแยะ แต่พวกผู้ดีกรุงเทพฯกระดากปากที่จะเรียกว่าเมืองหอย
เลยเรียกว่าเมืองกระบี่แทน

ขับสบายบ่ายวันอาทิตย์

ปฏิบัติการตามล่าหาหอยที่เมืองกระบี่เริ่มต้นในตอนบ่ายวันอาทิตย์ หลังจากรวบรวมเสบียงและสแน็คสำหรับการ
เดินทาง ตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะแล้ว ก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯตอนบ่ายสองโมงครึ่ง ขึ้นทางด่วน
ไปลงดาวคะนอง เพื่อใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ที่เมื่อก่อนเรียกกันว่า ถนน ธนบุรี-ปากท่อ เดี๋ยวนี้มีชื่อใหม่ว่าถนน
พระราม 2 ไปออกทางหลวงหมายเลข 4 หรือเพชรเกษม ล่องลงใต้ การจราจรเบาบางตลอดทาง ขับสบายมาก เนื่อง
จากสวนทางกับชาวบ้านที่กำลังแห่กันกลับจากชะอำหรือหัวหิน มองดูฝั่งตรงข้ามเห็นรถวิ่งตามกันมาเป็นขบวน

ขับไปเรื่อยๆ แบบเราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย ใช้ความเร็วประมาณ 100 ไม่เกิน 110 ช่วยชาติประหยัดพลังงาน ตั้งใจ
ว่าเย็นนี้จะนอนดูทะเลประจวบฯก่อน สภาพถนนซึ่งบัดนี้เป็น 4 เลน ผิวถนนลาดยางแอสฟัลท์ตลอดทาง ส่วนใหญ่ดี
ยกเว้นช่วงเลี่ยงเมืองชะอำกับหัวหิน ที่เลนซ้ายแทบจะวิ่งไม่ได้หลายช่วง เพราะกระเทือนมาก ต้องเลี่ยงมาวิ่งขวา
กันเกือบหมด

ฝนไม่หยุดตกที่ประจวบคีรีขันธ์

ถึงประจวบคีรีขันธ์ตอนหกโมงครึ่ง พร้อมกับฝนพรำๆให้การต้อนรับ พบว่าตัวเองขับรถชมวิวบนถนนเลียบชายหาด
อยู่คันเดียว ไม่มีใครอีกเลย เข้าพักในโรงแรมริมถนนชายหาด แทบไม่มีผู้คนอีกเลยเหมือนกัน ออกไปกินอาหารค่ำ
ที่ร้าน ฉ โภชนา ริมถนนชายหาดไม่ห่างจากโรงแรมนัก คืนวันอาทิตย์มีคนมานั่งกินอยู่ไม่กี่โต๊ะ เลือกนั่งได้ตามใจ
ชอบ เพลิดเพลินชมชายทะเล ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งยามมืดในสายฝนโดยไม่มีคนรบกวน มีแบ๊คกราวนด์เป็นไฟเรือ
ประมงระยับระยิบอยู่ลิบๆ อาหารอร่อยราคาไม่แพงและบริการสุภาพ

รุ่งขึ้นวันจันทร์ออกเดินทางแต่เช้า ฝนยังตกไม่ยอมหยุด ขับรถผ่านตลาดชมเมืองเสียหน่อยตามธรรมเนียม กลับออก
ถนนเพชรเกษม แวะเติมน้ำมันตุนไว้ก่อนเพราะเริ่มแพงกว่ากรุงเทพฯลิตรละ 10 สตางค์

ชายหาดเมืองประจวบฯยามเช้า

ดาวน์ทาวน์เมืองประจวบฯ

ทริปนี้กะเติมแต่น้ำมันตราหอยให้เข้ากับบรรยากาศตามล่าหาหอย และเพื่อความรักชาติ จึงไม่เลือกตราเปลือกหอย
ที่เป็นของต่างชาติ แต่เลือกสนับสนุนตราเนื้อหอยมหาชนของคนไทยแทน แม้สีสรรจะดูช้ำเลือดช้ำหนองไปหน่อย
ไม่สดใสแสบตาเหมือนตราเปลือกหอย แต่ปั๊มก็กว้างขวาง บริการดี น้ำมันไม่ปนเปื้อน ที่สำคัญคือห้องน้ำสะอาด
แวะได้ตามอำเภอใจตลอดเส้นทาง สมเป็นพลังไทยเพื่อไทยตามโฆษณา

ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แดดไม่ออกเลย เก้าโมงแล้วยังดูเหมือนหกโมงเช้า อุณหภูมิอยู่ที่ 24 องศาเท่านั้น ไม่ต้องใช้แอร์
ก็เย็นสบาย ผ่านแยกชุมพรตอนสิบโมงกว่า เราเลือกตรงไปสุราษฎร์ธานี บนทางหลวงหมายเลข 41 กะว่าขากลับจึง
จะใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านระนองไม่ให้ซ้ำกัน สองข้างทางเริ่มเห็นสวนยางหนาตา เหมือนเป็นการต้อนรับสู่
ภาคใต้โดยไม่ต้องมีป้ายบอก

นั่งคอยไก่ที่ไชยา

ผ่านอำเภอไชยาตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง ฝนหยุดแต่อากาศยังร่มครึ้ม แวะนมัสการพระบรมธาตุไชยา บริเวณวัดทั้งภาย
ในภายนอกได้รับการดูแลอย่างดี ดูสง่างามและสงบร่มเย็น น่าระลึกถึงบรรยากาศเมื่อพันปีก่อน สมัยที่นี่ยังเป็นศูนย์
กลางแห่งอณาจักรศรีวิชัยอันยิ่งใหญ่ มาวันนี้ไม่เจอนักท่องเที่ยวสักคน ถามคนขายดอกไม้ตรงหน้าระเบียงพระธาตุ
ได้ความว่า มีคนมาเที่ยวเฉพาะเสาร์อาทิตย์ แต่ก็ไม่มากนัก ข้างวัดมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองไชยา แต่ปิดวัน
จันทร์และวันอังคาร เลยไม่ได้ดู

ระเบียงรอบวัดพระธาตุไชยา

วัวหนุ่มกับอาหารกลางวัน หน้าโรงเรียนวัดพระธาตุไชยา

แวะทำบุญที่วัดสวนโมกข์ฯ เคยฟังเขาเล่าว่าไก่วัดนี้เชื่องมากไม่กลัวคน  ได้พิสูจน์ความจริงตอนจะออกจากวัดนี่เอง
 เมื่อพบไก่คู่หนึ่งเดินวนเวียนอยู่รอบรถไม่ยอมไปไหน นั่งดูอยู่ครู่หนึ่งจึงสังเกตเห็นว่า ตัวเมียพยายามขึ้นไปหาที่
สบายๆ เหมือนอยากวางไข่บนล้อรถตรงใต้บังโคลน คงจะเห็นว่ามิดชิดดี ฝ่ายตัวผู้ก็คอยติดตามดูแลใกล้ชิดไม่ห่าง
ตัวเมียนั่งขยับไปมาบนล้อรถอยู่สักพัก คงจะรู้สึกว่าไม่สะดวกสบายอย่างที่คิด เลยกระโดดกลับลงมาชวนตัวผู้ไปหา
ที่อื่นต่อ เราก็เลยออกรถได้

 ไก่หนุ่มสาวแห่งวัดสวนโมกข์

เปลี่ยนวิถีที่สุราษฎร์

จากไชยาไปอีกไม่ถึง 40 กิโล ก็ถึงสะพานข้ามทางแยกเข้าอำเภอพุนพินกับตัวเมืองสุราษฎร์ฯ มองเห็นสหกรณ์โคอ็อป
โปรเจ็คท์ใหญ่ของเมืองสุราษฎร์ฯอยู่ฝั่งตรงข้าม เลยแวะหาอะไรทานกลางวันเสียหน่อย ข้างในมีฟู้ดเซ็นเตอร์กว้าง
ขวาง มีอาหารหลายอย่างให้เลือก มีปั๊มน้ำมันตราเนื้อหอยให้เติมด้วย ราคาน้ำมันเริ่มขยับขึ้นแพงกว่ากรุงเทพฯเป็น
ลิตรละ 20 สตังค์

เราเปลี่ยนเส้นทางจากทางหลวงหมายเลข 41 เป็น 401 มุ่งตะวันตก เป็นทางลัดกลับไปเชื่อมทางหลวงหมายเลข 4
 ถนนเปลี่ยนจาก 4 เลนเหลือ 2 เลนวิ่งสวนกัน ต้องระมัดระวังมากขึ้นเพราะถึงผิวถนนจะดี แต่ก็เป็นทางภูเขาตลอด
มีเนินและโค้งแยะ สองข้างทางไม่ค่อยมีชุมชนมากนัก อากาศยังคงครึ้มฟ้าครึ้มฝนแต่ไม่ตก ขับอย่างผ่อนคลายได้
สบายๆ ถ้าไม่รีบร้อนหรือต้องแซงทุกคันที่ขวางหน้า

ประมาณ 40 กิโลบนถนนสาย 401 ยังไม่ทันจะถึงอำเภอพนม ก็มีทางแยกลงทิศตะวันตกเฉียงใต้ เข้าสู่ทางหลวง
หมายเลข 415 ช่วยย่นระยะไปออกทางหลวงหมายเลข 4 ให้ใกล้เมืองกระบี่มากขึ้นอีก ช่วงนี้ยาวประมาณ 60 กิโล
ทางเรียบ วิ่งสบายรถไม่มากอีกเหมือนกัน ในที่สุดก็มาออกทางหลวงหมายเลข 4 โดยเรียบร้อย เหลืออีกแค่ 60 กว่า
กิโล ก็จะถึงกระบี่แล้ว ที่หัวมุมทางแยกมีปั๊มตราเนื้อหอยให้หยุดทำธุระส่วนตัวได้สบายเช่นเคย

ช่วงสุดท้ายก่อนถึงกระบี่เป็นทางหลวงเลขตัวเดียว ไม่ยักเป็น 4 เลน นอกเสียจากช่วงผ่านเมือง แต่เป็นถนนที่วิว
สวยมากสายหนึ่ง ตัดผ่านสวนยาง ป่า แล้วก็ภูเขาหินปูนสูงชันมองเห็นเป็นเหมือนหน้าผา ก่อนถึงสี่แยกอำเภอ
อ่าวลึก ถนนจะลดระดับลงจากเนินสูง มองเห็นเป็นทางตรงไปข้างหน้ามุ่งสู่เมืองที่อยู่ข้างล่าง มีภูเขาสูงชันหลาย
ลูกเรียงติดๆกันเป็นฉากหลัง ให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจดี

ทิวทัศน์ทางหลวงจังหวัดกระบี่

อ่าวนาง - กลางฤดูฝน

เข้าเขตอำเภอเมืองกระบี่ นาฬิกาบอกเวลา 4 โมงเย็น เราแวะเข้าที่พักที่อ่าวนาง ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวเมืองกระบี่ บน
อ่าวนางมีถนนเลียบหาด บรรยากาศคล้ายๆหาดจอมเทียน แต่กำลังขุดทำใหม่แดงเถือกเละเทะไปหมด โชคดี
เลือกที่พักแยกบริเวณออกมาต่างหาก ติดชายหาดโดยตรงไม่มีถนนกั้น เลยไม่ต้องทนเห็นภาพรกหูรกตาข้างนอก

 ทะเลกระบี่หน้ามรสุม

ออกมาเดินเล่นชายหาด พอย่ำเท้าก้าวแรกลงไปก็ได้เผชิญหน้ากับหอยทันทีโดยไม่คาดคิด (เรียกว่าถูกหอยชิงโจมตี
เสียก่อนตามล่า) เมื่อพบว่าชายหาดที่เห็นเป็นสีน้ำตาลนั้น ความจริงไม่ใช่ทราย แต่เป็นเศษเปลือกหอยที่แตกจน
แทบละเอียดแล้วปกคลุมไปทั้งหาด มองหาเม็ดทรายไม่เจอเลย เวลาเดินชายหาดจึงไม่นิ่มเท้าสักนิดเดียว ออกจะ
ไปทางเจ็บๆคันๆเสียมากกว่า มิน่าเขาถึงใส่รองเท้าเดินกันเป็นส่วนใหญ่ เห็นฝรั่งบางคนวิ่งเท้าเปล่าออกกำลังตอน
เช้าๆเย็นๆ ต้องยกหัวแม่โป้งให้ นึกในใจว่า (มัน)หนังหนาจริงๆ

หาดทรายที่เกิดจากเศษเปลือกหอยทับถมกัน

มีชาวบ้านเจ้าของเรือมาเลียบๆเคียงๆ ชวนให้ว่าจ้างเรือไปเที่ยวเกาะโปดะใกล้ๆ บอกว่าเป็นเรือโพง นั่งได้ 5-6 คน
ไปกลับคิด 800 หรือเหมาลำทั้งวันก็ได้คิด 1500 สังเกตเห็นใส่เสื้อยืดสีเหลือง มีตราบนเสื้อเขียนว่าเป็นสหกรณ์เรือ
ท่องเที่ยว เลยชวนคุยสักพัก ได้ความว่าชาวบ้านแถวนี้เลิกทำประมง เอาเรือมาบริการนักท่องเที่ยวเกือบหมดแล้ว
เพราะรายได้ดีกว่า มีการรวมตัวจัดตั้งเป็นสหกรณ์บริหารกันเอง

สังเกตได้ว่าพี่แกเป็นนักขายที่เก่งไม่เบา สามารถบรรยายสถานที่น่าเที่ยวตรงโน้นตรงนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง ค่อยๆโน้ม
น้าวอย่างใจเย็นให้รู้สึกว่าควรจ้างแกพาไปเที่ยว ไม่แสดงอาการเร่งรัด ชอบใจที่สุดตรงมีการชักรูปโพ้สท์การ์ดสวยๆ
ออกมาโชว์ เหมือนฉายสไล้ด์ประกอบคำบรรยายด้วย และในที่สุดเมื่อเห็นว่าเราคงไม่ไปจริงๆ แกก็ไม่มีท่าทางผิดหวัง
ไม่พอใจ หรือออกท่าทางว่าทำให้แกเสียเวลาแต่อย่างใด เรียกว่ามืออาชีพกว่าเซลล์ขายประกันแยะเลย ลับหลังไป
แล้วเรายังคุยกันว่า ถ้าหาโน้ตบุ๊คกับพาวเว่อร์พ้อยน์ทมาให้เสียหน่อยรับรองพี่แกไปไกลแน่

ถึงเวลาตามล่าหาหอย

จากนี้จึงออกตามล่าหาหอยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ที่หมายแรกคือ หาดนพรัตน์ธารา ห่างจากอ่าวนางขับรถไป
แค่ 5 นาที เล็งร้านอาหารชื่อ "ครัวธาราสารพัดหอย" ตามคำแนะนำของหนังสือท่องเที่ยวของนายรอบรู้ ว่ามีหอยมาก
มายให้เลือกกินตามใจชอบ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เริ่มต้นหน้าร้านก็พบหอยชนิดต่างๆ ถูกกองใส่ตระกร้าแยกไว้อวดความ
งามของเปลือกและสีสัน บางตัวใจกล้าหน่อยมีเปิดโชว์เนื้อหนังมังสาวับๆแวมให้คนดูตื่นเต้นด้วย

 หาดนพรัตน์ธารา

ที่หมายมั่นปั้นมืออยากจะเห็น หลังจากได้ยินใครๆพูดถึงมามากแล้วก็คือ หอยชักตีน และต้องแปลกใจเมื่อพบว่า
ตัวจริงตรงกันข้ามกับที่เคยนึกภาพไว้อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นหอยที่งดงามมากทีเดียว ตัวไม่ใหญ่นัก ความยาวเปลือก
จากหัวจดท้ายราว 3 นิ้ว รูปทรงออกไปทางหอยสังข์ คือด้านล่างเรียวแหลม ด้านบนกลมป้อมมีปลายเป็นยอดมงกุฎ
เปลือกหอยเปิดออกตามแนวยาว ด้วยเส้นสายที่อ่อนช้อยดูมีรสนิยม ผิวด้านนอกสีน้ำตาล ด้านในสีขาวเป็นเงาวับ
ช่างเป็นหอยที่รูปร่างหน้าตาเป็นผู้ดีมีสกุลไม่เหมือนชื่อสักนิดเดียว

 ใครสนใจพักบังกะโลเจ้านี้ให้รีบไปที่หาดนพรัตน์ฯ

หมู่ร้านอาหารริมหาดนพรัตน์ฯ

 สารพัดหอยแห่งเมืองกระบี่ ตะกร้าบนจากซ้ายไปขวา
หอยหลอดกระบี่ หอยแมลงภู่ หอยเม็ดขนุน ตะกร้าล่าง
จากซ้ายไปขวา หอยเม็ดขนุน หอยแครงกับหอยหวาน
หอยโข่งทะเลกับหอยแครง

เจ้าของร้านเป็นสุภาพสตรีผู้มีอัธยาศัยอันดี ได้ไขปริศนาที่มาของชื่อหอยชักตีนให้ดู หลังจากนำไปลวกมาเสริฟให้
เรากินกับน้ำจิ้มรสเด็ด เธอชี้ให้ดูเนื้อหอยที่โผล่ออกมาจากเปลือกเพียงเล็กน้อย มองเห็นเป็นเส้นดำๆเรียวๆ ส่วนนี้
แหละที่เรียกว่าตีน เวลากินต้องใช้ไม้จิ้มฟันปลายแหลม จิกปลายตีนออกมาจากเปลือกก่อน ให้ยื่นออกมายาวพอที่
จะใช้นิ้วจับได้ถนัดๆ จากนั้นจึงชักลากหอยทั้งตัวออกมา ดึงตีนและเนื้อส่วนที่เป็นไส้สีดำๆสนิทออกให้หมด นำ
เฉพาะเนื้อส่วนสีขาวไปจิ้มน้ำจิ้ม ส่งเข้าปากเป็นอันเสร็จพิธี เราสองคนเห็นตรงกันหลังจากลองชิมดูแล้วว่า หอยชัก
ตีนเนื้อแน่นและนุ่มดี ให้ความรู้สึกเหมือนกินปลาหมึกลวกมาก

หอยชักตีนในอิริยาบทต่างๆกัน

เปรียบเทียบเนื้อหอยกับเปลือกหอย

หากหอยชักตีนเป็นพระเอกของร้าน พระรองก็คงจะเป็น หอยหลอดกระบี่ ที่หาได้ที่เมืองกระบี่แห่งเดียวเท่านั้น หน้า
ตาต่างกับหอยหลอดแม่กลองตรงมีเปลือกหุ้มหนาแน่น ดูเผินๆคล้ายหอยแมงภู่เหมือนกัน ตัวที่เป็นผู้ร้ายแน่ๆ ดู
น่าเกลียดน่ากลัวมากกว่าน่ากิน คงจะต้องยกให้ หอยโข่งทะเล เค้าละ ส่วนนางเอกนึกไม่ออก ยกให้ หอยหวาน ไป
พลางๆก่อนโทษฐานชื่อเพราะ นอกนั้นเป็นเพียงหอยตัวประกอบชนิดหาดูได้ทั่วไป

หาดนพรัตน์ธาราวันนี้เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทราบว่ามาประชุมฝึกอบรมเรื่องการต่อสู้ไฟป่ากัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง
ท่าทางจะเป็นหัวหน้าชุดฝึกอบรม ไม่ก็เชียร์ลีดเดอร์ ส่งเสียงร้องเพลงปลุกใจทางโทรโข่ง เรียกคนเข้าห้องประชุม
 "ปึง ปัง ปึง เสียงมันดัง ปัง ปึง... สีแดงเขามาที่หนึ่ง.... พอมาถึงมันก็ดัง ปึง ปัง" จากนั้นก็สีเขียว สีเหลือง และสีอื่นๆ
อีกหลายสี เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วใครมาที่หนึ่งกันแน่ เห็นคุยกันส่งเสียงแซ่ดไปหมด ไม่มีใครยอมเข้าห้องประชุมสักคน
คราวหน้าคงต้องหาเอ็มสิบหกมาประกอบเพลงเชียร์ให้ปึงปังกว่านี้หน่อย
 
สุสานหอย และความขัดแย้ง

กิจกรรมตามล่าหอยดำเนินต่อไป จุดหมายคือ สุสานหอย 75 ล้านปี คู่มือท่องเที่ยวอ้างหลักฐานล่าสุดจากกรม
ทรัพยากรธรณี ยืนยันว่าอายุแค่ 40 ล้านปี แต่ป้ายทุกป้ายในเขตจังหวัดกระบี่ ไม่ว่าป้ายบอกทาง ป้ายแนะนำแหล่ง
ท่องเที่ยว ไปจนถึงป้ายที่ทำการ หรือแม้แต่ป้ายคำอธิบายประวัติความเป็นมาตรงสถานที่จริง ยังคงเขียนว่า 75
ล้านปี มองหาเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลจะสอบถามเสียหน่อย ก็ไม่เจอใครสักคน (ทำให้ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม เพราะไม่มีใคร
มาเก็บ)

สุสานหอยที่ไม่รู้ว่า 75 หรือ 40 ล้านปีกันแน่

มาถึงที่นี่จึงได้ทัศนาหอยกันอย่างสุดลูกหูลูกตา ไม่น่าเชื่อว่าฟอสซิลจะเกาะตัวกันเป็นแผ่นใหญ่โตได้ขนาดนั้น
ดูไกลๆตอนแรกยังนึกว่าเป็นท่าคอนกรีตเทียบเรือ ที่ถูกน้ำเซาะทรุดตัวพังลงไป เข้าไปดูใกล้ๆถึงเห็นว่า มีแต่ร่อง
รอยซากหอยเกาะกันแน่นเป็นพืด กลายเป็นแผ่นหินอันกว้างใหญ่ไปทั้งบริเวณ น่าทึ่งมากๆ

บรรยากาศบริเวณสุสานหอย

นอกจากสุสานหอยแล้ว ยังมีเปลือกหอยที่ระลึกในรูปแบบต่างๆวางขายมากมาย ทำให้รู้สึกทึ่งกับภูมิปัญญาชาวบ้าน
ที่ช่างสรรหาเปลือกหอยมาประดิดประดอย ทำเป็นของสวยงามน่ารักไปเสียทุกอย่าง ที่โดนใจที่สุดคือตุ๊กตาสัตว์ต่างๆ
มีตั้งแต่ เต่า กระต่าย ช้าง ไก่ นก ลูกเป็ด ลูกเจี๊ยบ ลูกสุนัข ทุกตัวล้วนทำจากเปลือกหอย สุดยอดที่ต้องยกนิ้วให้ก็คือ
เท็ดดี้แบร์ หรือหมีน้อยนั่นแหละ ช่างเป็นการพบกันที่ลงตัวเสียจริงๆระหว่างสัตว์น้ำกับสัตว์บกคู่นี้

สารพัดของที่ระลึกทำจากเปลือกหอย

ตุ๊กตาหมีน่ารักตัวนี้ก็ทำจากเปลือกหอย

หอยสังข์อันใหญ่โตและสง่างาม

ติดตามอ่าน ตอนที่สอง (ภาคสมบูรณ์)

หม่อมสำลี
สิงหาคม 2545

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com