Home

บันทึกการเดินทาง:หมู่เกาะสุรินทร์
ชีวิตและการเดินทาง
หลวงพระบาง
กระทิง
เสี้ยวหนึ่งของอาดัง
ทุ่งใหญ่นเรศวร
คลองใหญ่
นครวัด
ให้หัวใจนำทาง
ปาย
เขาใหญ่โรงเรียนธรรมชาติ
ตะรุเตา
หมู่เกาะสุรินทร์
ทะเลตรัง ตอนที่ 1
ทะเลตรัง 2
ล่องใต้
ขี่ม้า
เงา
หมอบุญส่ง เลขะกุล
เกาะรอก
เที่ยวเมืองน่าน
ลอยละลิ่วบนผิวน้ำ
ตามล่าหาหอย
พาลูกไปเดินป่า
กระบี่ ตอนที่ 2
ค้นหา
เพื่อน
ความทรงจำ
จุดหมายทางปาย
แม่เงาแห่งความทรงจำ
โพนสะวัน
นอนบ้านเพื่อน
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

"เฮ้ย ไปเกาะสุรินทร์มั้ย" นั่นเป็นข้อความที่ปรากฎขึ้นบนหน้าจอ Thinkpad 770Z
หลังจากเสียงโอ๊ะโอดังทำลายความเงียบของออฟฟิศผม... โอ หมู่เกาะสุรินทร์ ผมนึกถึงภาพปลาฉลามวาฬ
และกระเบนราหูขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก็เกาะสุรินทร์ที่ผมเคยได้ยินมานั่น โด่งดังเฉพาะโลกใต้น้ำนี่ ผมไม่เคย
เห็นภาพของตัวเกาะจริงๆเลยว่าหน้าตาเป็นอย่างไร น่าสนๆ "ไปเมื่อไหร่ ยังไงวะ" คำตอบกลับมาว่า 6-9 เมษา
 รายละเอียดไม่รู้แต่นายกบและยัยปูเละน้องสาวไปด้วย มันเลยชวนผมอีกคนให้ครบทีม ผมนึกในใจ เอ เหลือ
เวลาอีกสามอาทิตย์ ผมยังเหลือหลุมสำรวจน้ำมันอีกสองหลุมถึงจะหมดโปรเจคท์ น่าจะทันวุ้ย เลยตอบตกลง
ไป "ถ้างั้นเช้าวันที่ 6 ไปเจอกันที่ท่าเรือคุระบุรีนะ" แล้วมันก็ off-line ไปโดยไม่เปิดโอกาศให้ผมได้ถามอะไรอีก...


นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทริปที่ประทับใจที่สุดทริปหนึ่งของผม ... ผมเริ่มต้นค้นหาข้อมูลของอุทยานแห่งชาติทาง
ทะเลแห่งนี้ทันที สิ่งแรกที่อยากรู้คือ ... คุระบุรีนี่มันอยู่ตรงไหนของประเทศกันแน่ฟะ???

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อยู่ในพื้นที่ของอ. คุระบุรี จ. พังงา ประกอบไปด้วยเกาะที่สำคัญห้าเกาะ คือ
เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะรี เกาะไข่ และเกาะกลาง ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 29
 ของประเทศ ในปีพ.ศ. 2524 โดยมีที่ทำการอุทยานอยู่บนเกาะสุรินทร์เหนือ จุดเด่นของอุทยานแห่งนี้คือแนว
ปะการังที่สมบูรณ์มาก ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก บนบกก็มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ทั้งป่าดิบ และป่าชายเลน เป็นที่อยู่อาศัย
ของนกหายากหลายชนิด ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็ทำให้ผมตกลงใจได้ในทันทีว่า ไม่ว่าจะยังไงต้องไม่พลาดทริปนี้แน่
นอน... อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่าคุระบุรีเนี่ย มันอยู่พังงา ห่างจากสงขลาที่ผมทำงานอยู่ไม่เท่าไหร่เอง ไม่น่าจะไป
ยาก (แล้วผมก็รู้ทีหลังว่าคิดผิด...)

27 มีนาคม 2543... ผมเหม่อมองท้องฟ้าที่มืดครื้มไปด้วยเมฆฝนอย่างเซ็งๆ สามวันมาแล้วที่ฝนตกแบบไม่ลืมห
ูลืมตา เนื่องมาจากพายุที่ผ่านเข้ามาแบบกระทันหัน ทำให้โครงการสำรวจน้ำมันกลางอ่าวไทยโครงการหนึ่งซึ่งผม
ก็มีส่วนร่วมอยู่ด้วย ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าพายุจะสงบและแท่นขุดเจาะสามารถเคลื่อนเข้าไป
ยังตำแหน่งขุดเจาะได้ ผมเริ่มตระหนักว่าผมอาจจะหมดโอกาศไปสุรินทร์ซะแล้ว เนื่องจากงานคงจะเลื่อนจนไป
ทับกับช่วงเวลานั้นพอดี... ช่วงนั้นผมหมดอารมณ์ที่จะทำอะไรทั้งสิ้น เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ใครคุย icq
กับผมช่วงนั้นคงจะพอรู้สึกได้ นายกบและยัยปูเละ ถึงกับว่าอาจจะไม่เอากล้องไป เพราะไม่มีเพื่อน (พี่น้องคู่นี้ก็
แปลกดี ไปถ่ายกันแค่สองคนก็ไม่ได้) ผมก็ได้แต่เซ็ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ฟ้าฝนดันไม่เป็นใจซะนี่...

แต่แล้วดั่งกับสวรรค์มีตา... วันรุ่งขึ้น ฟ้ากลับสดใสอย่างน่าประหลาด โครงการดำเนินไปอย่างรีบเร่ง และขั้นตอน
ต่างๆ ลุล่วงไปอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย เช้าวันอาทิตย์ที่ 2 เมษา ผมออกไปทำงานกลางทะเลด้วยหัวใจ
ลุ้นระทึก ว่าจะเสร็จทันหรือไม่...แล้วฟ้าก็ไม่ทอดทิ้งคนน่าสงสารอย่างผม (อิอิ) งานส่วนของผมเสร็จลุ่ล่วงไปได้
ด้วยดี และรวดเร็วเกินคาด เพียงบ่ายวันที่ 4ผมก็สามารถมาโทรคอนเฟิร์มกับเพื่อนว่า " เ ฮ้ ย ตู ไ ป ไ ด้ เ ฟ้ ย "
ก่อนจะกลับไปนอนเอาแรงเพราะยังไม่ได้นอนเลยตั้งแต่วันอาทิตย์...

เช้าวันที่ห้า ผมเคลียร์งานเอกสารทั้งหมดอย่างรีบเร่ง เพื่อให้เสร็จทันไฟลท์ หาดใหญ่-ภูเก็ต เวลาบ่ายสามสิบห้า
นาทีผมไปทันเช็คอินคนสุดท้ายพอดี เฮ้อ... หวุดหวิด ถึงภูเก็ต ก็หารถไประนอง (เพื่อนเปลี่ยนแผนให้ไปเจอกันที่
ท่ารถจ. ระนองแทน)รอแล้วรอเล่า กี่คันๆ ก็บอกว่าเต็มๆ ให้รอคันหลัง จนสุดท้าย ผมต้องนอนอยู่ที่จุดตรวจของ
ตำรวจทางหลวงเมืองใหม่ อ. ถลาง จ. ภูเก็ตหนึ่งคืนเพื่อรอรถตะกั่วป่าตอนตีห้าครึ่ง.... ผมโทรไปบอกเพื่อนว่าไป
เจอกันที่คุระบุรีก็แล้วกัน... ถ้าไม่เจอ ก็ไปเจอกันที่เกาะเลย...

6 เมษา 2543 เวลาตีห้า... ตรู๊ด ตรู๊ด ... "เฮ้ย ถึงระนองแล้วว่ะ" เอิ๊ก... ทำไมมันเร็วอย่างนี้ฟะ ผมรีบล้างหน้าแปรง
ฟัน หอบของมารอรถ ตีห้าครึ่ง รถส้ม ภูเก็ต-ตะกั่วป่า ก็มา ผมโดดขึ้นรถ แล้วไปนั่งลุ้นเอาว่า จะไปถึงกี่โมง (เค้าว่า
กันว่าไม่แน่นอน แล้วแต่คนขับ) วันนี้พี่คนขับท่าทางจะรู้ใจผม ขับค่อนข้างเร็ว เจ็ดโมงสี่สิบห้า ผมก็มาเดินอยู่ที่
ท่ารถตะกั่วป่าแล้ว... ตรู๊ด ตรู๊ด... "เฮ้ย ถึงท่าเรือแล้วอยู่ไหนฟะ?" โอย.. ทำไมมันเร็วอย่างนี้ฟะ ผมบอกไปว่าเดี๋ยวรถ
ไปคุระบุรีจะออกตอนแปดโมง น่าจะไปถึงตอนเก้าโมง ยังไงก็รอๆหน่อยละกัน ช่วงเวลาที่ผมอยู่บนรถมินิบัสสีส้ม
คันนั้น เพียงแค่ชั่วโมงเดียว แต่ใจผมกลับรู้สึกเหมือนยาวนานเหลือเกิน ก็ทริปนี้ จากทั้งหมดสิบหกคน ผมรู้จักแค่
สี่คนเอง ที่เหลือเป็นเพื่อนใหม่ทั้งหมด จะไป first impression ด้วยการไปเลทเลยก็น่าเกลียดใช่เล่นอยู่เมื่อไหร่
ถึงคุระบุรี ผมโดดลงจากรถมินิบัส ลงอานมอเตอร์ไซค์ที่มาจอดเทียบ แล้วบึ่งไปท่าเรือทันทีเจอเพื่อนผมมายืนรอ
รับอยู่แล้ว แหะๆ ขอโทษขอโพยกัน ก็แนะนำตัวแล้วก็ลงเรือไปกันเลย อิอิ เฮ้อ.. ไม่ตกเรือแล้ว

และนี่คือภาพแรกของหมู่เกาะสุรินทร์ที่ปรากฏสู่สายตาของพวกเรา.

 โอ... ท้องฟ้าสีฟ้า ปุยเมฆสีขาว น้ำทะเลสีคราม ที่ไล่เฉดสีเป็นเขียวบริเวณใกล้ฝั่ง ชายหาดสีขาว ต้นไม้สีเขียว อย่าง
ที่ผมเคยจินตนาการเอาไว้ และหวังว่าคงได้เห็นซักวัน บัดนี้ภาพนั้นๆ ได้มาอยู่ตรงหน้านี่เอง สวยกว่าที่เคยเห็นใน
รูปตั้งเยอะแยะ พวกเราทยอยกันลงเรือเล็กเพื่อเข้าฝั่งบริเวณที่ขึ้นเกาะจะเป็นบริเวณที่ทำการอุทยาน มีป้ายบอกชื่อ
อุทยานเหมือนกับที่อื่นๆ พวกผมทยอยนำของไปเก็บแล้วก็ไปกินข้าวกลางวันจากที่ประมาณคร่าวๆ ผมคิดว่าจำนวน
คนที่เห็นนั้น น่าจะมากกว่า 300 คนที่ทางอุทยานจำกัดไว้เป็นแน่ ซึ่งก็จริงๆ แต่ก็อย่างว่า ช่วงเทศกาลนิ ก็ต้องแบ่ง
กันกิน แบ่งกันใช้ห้องน้ำไปตามอัตภาพ กินข้าวเสร็จ พี่ๆ พนักงานก็บอกว่า บ่ายสองครึ่งไปดำน้ำนะ ให้มารวมกัน
ที่ทำการ ผมมองดูนาฬิกา ยังเหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ อย่ากระนั้นเลย ไปหาโลเกชั่นถ่ายภาพดีกว่า ว่าแล้วก็แบก
กระเป๋ากล้อง ซึ่งงานนี้ตั้งใจจะมาลองกล้องใหม่ EOS 3 ว่าทำมั้ย ทำไมถึงได้โดนด่านักหนาว่าห่วยแตก (อิอิ) เดิน
ไปรอบๆ ที่ทำการ ก็ได้ภาพมาสี่ห้าภาพ พอให้ได้ชื่อว่ามาถ่ายภาพ (อิอิ) ก็ถึงเวลารวมพลคนดำน้ำ (ตื้นๆ ไม่มีปัญญา
หรอกครับ Scuba อะไรเนี่ย) ก็มาเลือกอุปกรณ์ ก็แค่หน้ากาก ท่อหายใจ แล้วก็เสื้อชูชีพ อิอิ ช่วงนี้ชุลมุนดีครับ สาวๆ
ก็ควักเอาครีมกันแดดออกมาทาเป็นการใหญ่ ผมมองดูผิวตัวเองแล้ว ก็นึกปลงว่า มันจะดำไปได้มากกว่านี้ซักแค่
ไหนกันเชียวว้า แต่ก็ยังทาๆ ตามเค้าไปอยู่ดี อิอิ

 โปรแกรมของวันแรกนี่ก็ไม่มีอะไรมาก เราไปดำน้ำตื้นกันที่อ่าวเต่า ซึ่งอยู่ในเกาะสุรินทร์ใต้ ด้วยความหวังอันเต็ม
เปี่ยมว่าจะมีเต่าอยู่เต็มไปหมดตามชื่อของอ่าว (ผมบอกสาวๆ ว่าถ้าอยากเห็นเต่าเยอะๆ ให้ล้างเอายาระงับกลิ่นใต้
วงแขนออกไปให้หมด ออกวิ่งรอบเกาะซักสองรอบค่อยลงน้ำ แล้วเต่าจะออกมาตามหาแม่ กลับโดนด่าออกมา...)
เนื่องจากสาวๆ ไม่เชื่อผม วันนั้นเราเลยไม่เห็นเต่า (อิอิ) น้ำในช่วงบ่ายวันนั้น ไม่ถึงกับใสแจ๋ว แต่ก็ไม่ถึงกับขุ่น เรา
ยังสามารถมองเห็นความสวยงามข้างใต้ได้อย่างชัดเจน สวยจริงๆ ครับ สำหรับผมซึ่งมีประสบการณ์อันน้อยนิด
ถึงกับตะลึงในความสมบูรณ์ของปะการัง (เทียบกับภูเก็ตแล้วอยากจะร้องไห้ เสียดายจริงๆ เฮ้อ) ปลาหลากสีสัน
ว่ายวนเวียนมาโชว์ตัว ดาวขนนกสีสวย ปะการังหลากชนิด โอย สุดจะบรรยาย ร่ำๆ ทำเอาผมเกิดกิเลสชั่ววูบ อยาก
ได้อุปกรณ์ถ่ายภาพใต้น้ำ (พอนึกถึงราคา ก็หมดอารมณ์ ดูอย่างเดียวดีกว่า) ก่อนจะขึ้นเรือกลับ ผมเจอปลาหมึก
ตัวเล็กๆ ฝูงนึง ว่ายตามกันเป็นแถวๆ น่ารักดี ทำเอาไม่อยากขึ้นจากน้ำเลยครับ

 กลับมาถึงที่พัก คนอื่นๆ เริ่มทยอยไปอาบน้ำ แต่ผมไม่สนใจ คว้าไบนอคห่วยๆ ของผม และเบิร์ดไกด์ เดินตามทาง
เดินเลาะชายฝั่ง เพื่อตามหาเจ้าชาปีไหน ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ทันที เดินไปกลับ ก็ไม่ยักกะเห็นซักตัว (เพิ่งมารู้ทีหลังว่า
ต้องขึ้นไปเดินในป่า ไม่ใช่ริมหาด แป่ว...) แต่ก็เจอนกชายทะเลชนิดนึงที่พยายามดูแล้วดูอีก มันก็ไม่เหมือนตัว
ไหนเลย สงสัยเป็นชุดขนแปลกประหลาดอะไรซักอย่าง แบบอยู่ครึ่งๆ กลางๆเลยดูไม่ออก กล้องก็ไม่ได้หิ้วมา เก็บ
ภาพมาถามกันไม่ได้ เฮ้อ

หลังจากความพยายามล่าชาปีไหนในวันแรกไม่สำเร็จ ผมเลยชวนยัยปูเละไปถ่ายพระอาทิตย์ตกที่ชายหาดด้าน
หลัง มองฟ้าแล้ว เมฆก็มากอยู่แต่ก็ดีกว่าไม่ไปลองเลย ก็เลยแบกกล้องไปกัน นายกบบอกว่าเดี๋ยวฝนตกชัวร์ เลย
ไม่ไปแต่ฝากน้องสาวให้ไปกับผม (โอว์ ขาว อวบ อึ๋มอย่างนี้มันยังกล้าให้ไปกับผมอีก อิอิ) ก็ไปตั้งกล้องรอกัน มีนัก
ถ่ายภาพหลายคนเลยครับ ที่ไปตั้งกล้องอยู่บริเวณนั้น ตอนเย็นเนี่ย น้ำจะลดลงจนเห็นเป็นหาดกว้างไกลสุดตาที
เดียว ผมกับยัยปูเละก็ควงกันไป (อิอิ) ตั้งกล้องตรงริมๆ น้ำ พระอาทิตย์เห็นความอึ๋มของยัยปูเละเลยเกิดความน้อย
ใจ หลบลี้หนีหน้าไปหลังเมฆซะดื้อๆ อย่างนั้นแหละ ทำเอาหลายๆ คนบ่นกันพึม พร้อมกับเก็บกล้องกลับกันหมด
เหลืออยู่ไม่กี่คนจากประสบการณ์ที่ทำงานกลางทะเลอยู่ทุกวัน ทำให้ผมรู้ว่า ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นพระอาทิตย์ตก
น้ำ ใช่ว่าแสงสุดท้ายจะไม่สวย ก็เลยรอครับ ยัยปูเละก็เชื่อผม รออยู่ด้วยกัน อิอิ นี่ถ้าไม่มีน้องๆ อีกสามสี่คนแถวๆ
นั้นละก็ โอ๊ย เสร็จแหงๆ อิอิ แล้วสวรรค์ก็ประทานแสงทองผ่องอำไพฉาบท้องฟ้าให้สว่างสดใส ด้วยสีสันและลีลาที่
ยากจะบรรยายได้ เป็นรางวัลให้แก่ไม่กี่คนที่ยังอดทนรอ และเชื่อมั่นในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอยู่ช่วงนี้ก็ตัว
ใครตัวมันละครับ มุมใครมุมมัน กดกันให้ลั่นสนั่นเมือง น้องๆ ข้างหลังมองดูกล้องของผมกับยัยปูเละแล้ว ก็ตัด
สินใจเดินเข้ามาถามยัยปูเละว่าจะถ่ายยังไงดี (โธ่ Canon มันจะไปดูดีเท่า Leica ได้ไง) ผมก็เลยปลีกตัวมาถ่าย
อยู่ไกลๆ เงียบๆ คนเดียว อิอิได้ภาพมาหลายภาพละครับ เสร็จแล้วก็ไปกินข้าว ระหว่างทางเห็นคนเอาไฟฉายไป
ส่องๆ ดูที่ต้นไม้ มองตามเค้าไปก็เห็นบ่างตัวนึงเกาะอยู่ เฮ้อแสงหมดไปซะแล้ว ไว้พรุ่งนี้ดีกว่า เห็นว่าบ่างมันมา
ให้ดูทุกวันนั่นละ...

จากนั้นก็ไปกินข้าวครับ ที่นี่เขาจัดข้าวไว้ให้เป็นชุดๆ เราก็ไปนั่งตามโต๊ะที่เขาจัดไว้ให้ แล้วก็กินๆๆ แหะๆ อาหาร
อร่อยเหมือนกันแฮะกินเสร็จก็ไปอาบน้ำ แล้วก็กิจกรรมประจำของการไปเที่ยว คือไพ่ แหะๆ ผมไม่ค่อยถนัดแฮะ
ชอบเป็นกุนซือมากกว่า ยุให้เค้าตีกันมันส์กว่าเยอะเหอๆๆ พอเที่ยงคืน เจ้าหน้าที่ก็ดับไฟ โดยมีการเตือนมาก่อน
สองครั้ง โดยดับไปวูบนึง พออีกทีก็ของจริง ดับวูบไปเลย คืนแรกนี้ฟ้าไม่ใสแถมฝนทำท่าจะตกอีกด้วย โครงการที่
นายกบชวนผมไปถ่าย star trail เลยล้มเลิกไป คืนนี้นอนอย่างเดียวครับ...

 แสงสีทองผ่องอำไพ รางวัลแด่ความอดทนแก่ทุกคนที่เฝ้ารอ

 ติ๊ด..ติ๊ด..ติ๊ด.. เสียงนาฬิกาปลุกปลุกผมในเวลาตีห้าสี่สิบห้านาที ผมตื่นขึ้นมามองท้องฟ้า โอ ใสแจ๋ว ท่าทางแสง
แรกแห่งวันนี้คงจะสวยใช้ได้แฮะก็เลยตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน หกโมงก็ไปตั้งกล้องรออยู่แล้วที่ชายหาด เฮ้อ
มางานนี้ผมดันหา Graduate gray filter ไม่เจอไม่รู้เอาไปวางทิ้งไว้ที่ไหนแล้ว ก็เลยต้องยอมเสียรายละเอียดส่วน
ฟ้านิดหน่อย เพื่อจะเอารายละเอียดด้านล่าง ต้องแลกกันละครับงานนี้แสงแรกวันนี้เป็นสีชมพูอ่อน สบายตา สวย
งามใช้ได้ทีเดียวครับ บริเวณชายหาดด้านหน้าที่ทำการน้ำจะลดลงไปจนแทบจะแห้งเลย บรรดาเรือบรรดาโขดหิน
ต่างๆ จะโผล่ออกมาเป็นฉากหน้าเต็มไปหมด สุดแต่ใครจะเลือกเอามุมไหนเช้านี้ในกลุ่มที่มาด้วยกันไม่มีใครยอม
ตื่นขึ้นมาชมความงามนี้กับผมเลย น่าเสียดายจริงๆ อิอิ นายกบยังมาบ่นทีหลังอีกว่า ทำไมไม่ปลุก โธ่ผมน่ะปลุกมัน
ขึ้นมาแล้ว มันก็ตื่นขึ้นมาคุยกับผมแล้ว แต่เจือกไปนอนต่อเอง ช่วยไม่ได้ อิอิ ช่วงที่เดินกลับที่พักก็ได้ยินเสียงนก
กางเขนดงมาร้องอยู่ทั่วไป ผมเลยแว่บไปเก็บมาสองสามภาพ อิอิ

 แสงแรกแห่งวันที่ 7 เมษา 2543

ผมกลับขึ้นมาถึงที่พักก็เห็นหลายคนทยอยกันตื่นเกือบหมดแล้ว ผมเลยชวนทุกคนไปหาดทางด้านหลัง เพื่อไป
เดินรับอากาศบริสุทธิ์กับถ่าย portrait กันนิดหน่อย ก็เดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติหาดไม้งาม ไปได้นิด
หน่อย ท้องก็เริ่มร้อง แหะๆ ก็เลยถอยทัพมากินอาหารเช้ากันก่อน เพิ่งจะถ่าย portrait ไปได้ไม่กี่รูปเอง (แต่อย่าง
ว่า นายแบบแต่ละนางเพิ่งตื่นกันทั้งนั้น สภาพสุดๆ เลยครับท่าน อิอิ) อาหารเช้าก็เป็นแบบฝรั่งแฮะ ขนมปัง แฮม
ไข่ดาว ง่ายดี แต่ไม่พอยาไส้กระผมหรอกครับ แหะๆ ก็เลยตบขนมปังคนอื่นมากินอีก อิอิ พอได้ๆ

วันนี้มีโปรแกรมดำน้ำถึง 4 แห่ง เลยรีบออกกันหน่อย แห่งแรกที่ไปคือบริเวณอ่าวผักกาด อยู่ที่เกาะสุรินทร์ใต้เหตุ
ที่ได้ชื่อนี้เพราะว่ามีปะการังผักกาดอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่อุทยานที่มาดูแลเราในวันนี้เป็นชายหนุ่มรูปงาม
นามกรว่าต้น อิอิ เป็นที่ถูกอกถูกใจของสาวๆ ชาวคณะเป็นที่ยิ่ง ต้นบอกผมว่าวันนี้น่าจะได้เจอฉลาม เต่า และ
กระเบนราหูเพราะมีผู้พบเห็นบ่อยครั้งภายในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่กี่วัน ผมก็โดดตูมลงน้ำทันที วันนี้น้ำใสกว่าเมื่อ
วานนิดหน่อย แต่บริเวณนี้น้ำจะลึกเพราะตอนนี้เป็นช่วงน้ำขึ้น นอกเหนือจากปลาหลากสีสันดังที่เราเจอมาก่อน
เมื่อวานแล้ว วันนี้เรายังได้เห็นกุ้งมังกรโผล่หนวดออกมากระดุ๊กกระดิ๊กจากในโพรงหิน เป็นที่กรี๊ดกร๊าดของสาวๆ
อิอิ ซักพัก เราก็เปลี่ยนที่ใหม่ไปเกาะตอรินล่า ต้นเล่าให้พวกเราฟังว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่ง
ปะการังน้ำตื้นที่สวยที่สุดในประเทศไทย สมดังที่ว่าไว้ละครับ ปะการังบริเวณนี้สมบูรณ์และสวยงามมากจริงๆน้ำ
ก็ไม่ลึกจนเกินไป สามารถมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน และที่นี่เองที่เราเจอเต่ากระหนึ่งตัว หลบมุมอยู่ในซอก
หิน ต้นบอกว่าน่าจะเป็นลูกเต่าเพราะขนาดแค่ประมาณครึ่งเมตรเท่านั้น พอเราไปมุงดูกันซักพัก เจ้าเต่าตัวนี้แทน
ที่จะร้องหาแม่กลับว่ายปรู๊ดหนีหายไปเลย เร็วมากๆ พวกเราตามไม่ทัน เพราะต้องว่ายทวนน้ำ หมดแรงข้าวต้มซะ
แล้วขากลับผมเห็นนกจำพวกนกอินทรีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง หัวสีขาว ต้นบอกว่านั่นคือนกออก ซึ่งเป็นนกที่หายาก
มาก ในปัจจุบันจะพบเฉพาะตามเกาะไกลๆ เช่นนี้เท่านั้น ผมก็ได้แต่อือออไปตามเรื่อง เพราะไม่ได้เอาเบิร์ดไกด์ลง
เรือมาด้วย... เห็นนกตัวขาวๆบินโฉบไปมาตามยอดไม้ ผมหันไปถามต้นว่าใช่ลุมพูขาวรึเปล่า ต้นยิ้มแล้วบอกว่าใช่
อิอิ ไม่ต้องส่องก็ได้ฟะ

หลังจากอาหารกลางวัน เราก็ไปลุยดำน้ำกันต่อ คราวนี้ไปที่ด้านหลังเกาะสุรินทร์เหนือกันบ้าง เป็นบริเวณที่เรียกว่า
อ่าวจาก สิ่งที่เจอก็เดิมๆ ที่เราเจอกันมาแล้ว ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้น เรามุ่งหน้าต่อไปที่จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ คือ
เกาะรี หรือเกาะสต๊อค ทันทีที่ไปถึง ก็ได้ทราบว่ากลุ่มที่กำลังดำน้ำกันอยู่ตอนนี้เพิ่งจะเจอแมนต้า หรือกระเบนราหู
ไปเมื่อกี้นี่เอง พวกเราจึงกระโดดลงน้ำทันทีเพื่อจะได้มีโอกาศเจอยักษ์ใหญ่ใจดีตัวนี้ ทัศนวิสัยขุ่นมาก มองไปข้าง
หน้าแทบไม่เห็น เนื่องจากมีปริมาณแพลงค์ตอนในน้ำสูงมากผมก็ว่ายไปตามเรื่องตาก็พยายามมองหา แต่ก็ไม่มีผู้
ใดได้เจอแมนต้าเลย ซักพักเราก็กลับขึ้นเรือเพื่อไปเริ่มต้นดำน้ำตามโปรแกรมต่อไปถึงแม้เราจะไม่ได้เจอแมนต้า
แต่ที่นี่เราก็ได้เจอกัลปังหา ซึ่งผมไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นจากการดำน้ำตื้นเช่นนี้ รวมทั้งปลาไหลมอเรย์ตัวใหญ่ก็ม
ีให้เห็น กุ้งมังกรก็มีหลายตัว ทั้งยังมีเพื่อนคนนึงบอกว่าเจอฉลามด้วย แต่ไม่รู้ว่าเป็นชนิดไหน ตัวผมเองมีจังหวะนึง
ซึ่งขึ้นจากน้ำมาไล่ฝ้าในแว่นตาดำน้ำ ก็พอดีกับที่ปลากระโทงแทงร่มตัวใหญ่ กระโจนขึ้นเหนือน้ำพอดี ในระยะ
ประมาณไม่เกินสิบเมตรเท่านั้น แค่นี้พวกเราก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีมากแล้วละครับ

หลังจากกลับจากดำน้ำ เช่นเคย ผมก็คว้ากล้องเดินไปชายหาดด้านหลังเพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกเช่นเคย แต่
วันนี้เมฆเยอะมากๆจนเรามองไม่เห็นอะไรเลย แม้แต่แสงสุดท้ายก็ไม่สวย ดีที่ผมได้ถ่ายตอนที่พระอาทิตย์ยังคงอยู่
สูงพอสมควรไว้ ก็เลยพอจะมีรูปจากเย็นวันนี้ไว้ได้บ้างระหว่างที่เซ็งๆ อยู่นั้น ก็เลยเดินลงไปดูปะการังบริเวณนั้น
และก็ไม่น่าเชื่อ เราเจอลูกปลาไหลมอเรย์ตาขาว อ้าปากพะงาบๆ อยู่ อิอิ ความจริงไม่ต้องไปดำน้ำก็เจอกันได้เนาะ
อิอิ แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็นเช่นเคย เย็นนี้พิเศษครับ มีคาราโอเกะด้วยโดยมีนักดนตรีมาเล่นกีตาร์แล้วก็เชิญพวก
นักท่องเที่ยวขึ้นไปร้องกัน ทางด้านกลุ่มของผม ก็มีการขึ้นไปร้องเพลงคู่ครับ อิอิ โดยเจาะจงว่าต้องเป็นคุณต้นรูป
หล่อเท่านั้น อิอิ ก็ขึ้นไปร้องหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือฉบับพิศดาร เฮฮากันสุดๆ ไปเลยครับ อิอิ ทำเอาต้นถึงกับขอ
ยอมแพ้ให้กับความใจกล้าหน้าทนของสาวเจ้าเพื่อนกระผม อิอิ ใครที่อยู่ตอนนั้นคงจะเข้าใจที่ผมเล่าได้เป็นอย่างดี
อิอิ หลังจากนั้นก็ไปเล่นไพ่ต่อ ผมมองดูฟ้าแล้วก็เห็นว่ามันใสใช้ได้เลยทีเดียว เลยชวนนายกบและยัยปูเละไปถ่าย
star trail กัน ปรากฏว่าพลพรรคตามมาดูดาวกันเป็นขบวน ทำเลก็ชายหาดด้านหลังเช่นเคย ช่วงนั้นน้ำกำลังขึ้น
พอดี เนื่องจากผมไม่มีสายลั่นสำหรับ EOS 3 เลยต้องใช้ EOS 50 ตัวเก่าซึ่งโหลดฟิล์มสี Reala เอาไว้ ทำไงได้ละ
ครับ... ตอนแรกก็มีการเถียงกันยกใหญ่ว่าตรงไหนคือทิศเหนือกันแน่ ต้องงัดเอาวิชาดูดาวที่มีอยู่น้อยนิดออกมาใช้
ก็เห็นๆ อยู่ว่ามีดาวหมีใหญ่หรือดาวกระบวยอยู่ตรงนั้น แต่นึกไม่ออกว่าดาวเหนืออยู่ตรงไหน ผมเลยเอา 17-35
ถ่ายคลุมมันไปซะเลย หมดเรื่อง อิอิ เปิดกว้างสุด ครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วก็ไปลองทางใต้มั่ง ทีนี้เห็นชัดๆ ว่ามีกลุ่มดาว
กางเขนใต้เลยง่ายเลย (ตอนแรกน่าจะเห็นซะก่อน ได้ไม่ต้องเถียงว่าทิศเหนืออยู่ตรงไหน) ตั้งเช่นเดิม ระหว่างนั้น
ก็นั่งกินลมชมดาว ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับกระแสความคิดและจิตใต้สำนึก โอ... สุดๆ ครับท่าน แทบจะไม่อยาก
กลับไปนอนเลยล่ะ

ภาพนี้หันไปทางทิศใต้ครับผม

 เช้าวันที่ 8 เมษา ผมตื่นขึ้นมาตีห้าสี่สิบห้าเช่นเคย แว่บไปดูฟ้า เห็นแต่สีขาวๆ ทึมๆ เต็มไปหมด เลยถอดใจกลับ
ไปนอนต่อ แหะๆวันนี้มีโปรแกรมจะไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติ..... เฮ้อ ชื่อเรียกยากจนผมจำไม่ได้ เอาเป็นว่า
เป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งเริ่มต้นจากใกล้ๆกับบ่ออนุบาลเต่าน่ะครับ ด้วยความหวังว่าจะได้เจอกับชาปีไหน ปรากฏ
ว่าขึ้นไปได้แค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็เจอเจ้าถิ่นครับ ลิงกังครับ หนึ่งฝูงมาแอบด้อมๆ มองๆ ทำท่าทางไม่ค่อยน่าไว้วางใจ
 ผมก็ดันเข้ามาคนเดียวซะด้วย เลยตัดสินใจถอยดีกว่า กลับลงมาอยู่ตรงทางขึ้นก็เห็นนกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ 1
คู่กำลังส่งเสียงร้องกันให้สนั่นป่าทีเดียว แต่ไกลมาก ถ่ายไม่ได้ พวกนกกาฝากเล็กๆ ก็บินไปบินมาเต็มไปหมด แต่
ผมเห็นกันจนชินตาซะแล้ว เลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ก็เลยเดินไปสมทบกับพรรคพวกซึ่งวันนี้มีส่วนนึงไปดำน้ำกัน
อยู่ตรงบริเวณช่องขาดอีกพวกก็เล่นไพ่กันอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ผมเลยเดินหามุมถ่ายภาพแถวๆ นั้นไปเรื่อยๆ ซักพัก
น้องคนนึงซึ่งลงไปดำน้ำด้วยก็วิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่าพวกที่เหลือถูกกระแสน้ำพัดออกไปไกลลิบแล้ว ว่าย
กลับเข้าฝั่งไม่ได้ มองออกไป ก็เห็นอยู่ไกลๆ นู่นแน่ะ แป๊บเดียวเอง เมื่อซักครู่ผมยังเห็นเค้าอยู่ใกล้ๆ อยู่เลย ผมเลย
วิ่งไปโบกเรือที่ผ่านมาพอดี เพื่อนอีกคนรีบวิ่งไปที่ทำการเพื่อตามเจ้าหน้าที่ก็มีเจ้าหน้าที่นำเรือออกมาตามเก็บขึ้น
มาทีละคนๆ หึหึ พอเจอหน้ากันนายกบซึ่งเป็นหนึ่งในนั้นด้วย บอกว่าความรู้สึกเหมือนเป็นพระมหาชนกจริงๆว่าย
ยังไงๆ ก็ไม่ถึงฝั่งซะที อิอิ ได้ฮากันกลิ้ง

พอพักกันหายเหนื่อยแล้ว ก็ยกพลไปกินข้าวกลางวัน วันนี้นกกางเขนดงสามสี่ตัวมาส่งเสียงเจื้อยแจ้วขับกล่อมเรา
ยามรับประทานอาหาร เป็นที่น่าสุนทรีย์ยิ่งนัก ขณะที่ผมมองหาตัวเจ้าของเสียงอยู่นั้น ก็เห็นบ่างตัวนึงเกาะอยู่บน
ต้นไม้ใกล้ๆ ผมเลยเอา 70-200 ต่อ 2x สอยมาซะ อิอิ เสร็จผมละ

บ่างช่างยุ

บ่ายวันนั้นเราตั้งใจจะไปหาดไม้งามกัน แต่เนื่องด้วยสมาชิกบอกว่าขี้เกียจเดิน เราเลยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ใจ
ดีเหลือหลาย พาพวกเราลงเรือไปส่งถึงเกือบๆ หาดไม้งาม แล้วขากลับเดินกลับเอาเอง โดยมีมัคคุเทศก์จำเป็นคือ
นายต้นเจ้าเก่านั่นเอง (special request เลยครับท่าน งานนี้) จากจุดที่เราลงจากเรือเดินไปแค่สองร้อยเมตรก็ถึง
หาดไม้งามแล้วครับ หาดนี้เงียบสงบ เหมาะแก่ผู้รักสันโดษจริงๆ แล้วก็มีปูเสฉวนเยอะมากๆๆๆ เดินกันให้ยุ่บยั่บ
เต็มหาดไปหมด เยอะจนผมอดไม่ได้ ต้องจับเอามาเป็นแบบถ่ายมาโครด้วย 17-35 ซะ อิอิ   ฉากหลังกว้างไพศาล
แต่ปูตัวนิดเดียวเพราะผมไม่มี tube 12mm หลังจากเดินถ่ายปูซักพัก ก็มาถ่าย portrait กันมั่ง ผมก็ไม่เป็นหรอก
ครับ มั่วๆตามนายกบและยัยปูเละ (สองศรีพี่น้องที่ไม่ค่อยจะยอมแยกจากกันเท่าไหร่) ไปนั่นละ ซักพักก็เริ่มเดิน
กลับ ก็เริ่มการบรรยายโดยคุณต้นโดยมีสาวๆ  คอยเป็นลูกคู่เพื่อส่งต่อคำบรรยายไปทางท้ายขบวน เล่นเอาต้นเขิน
ไปเลย อิอิ มีต้นไม้สมุนไพรต้นนึงดูจะเป็นที่สนอกสนใจของชายหนุ่มหลายๆ คนที่ได้พบเห็น นั่นก็คือต้นรากเดียว
อันเดียว หรือ โด่ไม่รู้ล้ม อิอิ แค่ชื่อก็บอกสรรพคุณอยู่แล้ว อิอิ เห็นหลายๆ คนทำท่าจะถอนมาทั้งต้นรวมทั้งนายกบ
ด้วย อิอิ เนื่องจากเรามากันหลายคน เสียงจึงค่อนข้างดังไปนิด เลยพลาดโอกาศที่จะได้เห็นนกหายาก ได้ยินแต่
เสียงนกลุมพู นกขุนทอง นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ แต่ก็ไม่เห็นตัว

กลับมาถึงที่ทำการ ผมก็ไปตั้งกล้องรอพระอาทิตย์ตกเช่นเคย ระหว่างที่รอ ก็ลงไปดูปะการังแถวๆ นั้น และเป็นเหตุ
ให้เพื่อนคนนึงโดนปะการังบาด เป็นแผลลึกที่นิ้วโป้งเท้าซ้าย งานนี้นายกบและน้องปูเล่เสียสละแบกเพื่อนคนนั้นไป
ทำแผล ทำให้พลาดพระอาทิตย์ตกเย็นนั้นไปเลย แต่ก็ได้ฝาก (แกมบังคับ) ให้ผมถ่ายภาพสวยๆ มาฝากด้วย วันนั้น
เป็นวันเดียวที่พระอาทิตย์ดวงกลมโตสีส้มสดหล่นปุ๊ลงน้ำโดยไม่มีอาการเอียงอายดังเช่นที่ผ่านมา คงเป็นเพราะว่า
ยัยปูเละไม่อยู่นั่นเอง พระอาทิตย์เลยไม่ต้องมาหลบรัศมีความอวบของยัยนี่ ผมเลือกที่จะใช้ 70-200 ต่อ 2x เพื่อ
ถ่ายเจาะให้เห็นเป็นดวงใหญ่ๆ แทนที่จะใช้ไวด์เพื่อเก็บบรรยากาศ เพราะผมมีภาพบรรยากาศเหล่านั้นแล้วจากวัน
แรกๆ แต่สไลด์ม้วนนี้ยังถ่ายไม่หมดเลยไม่รู้จะออกมาเป็นยังไง แต่ดูจาก neg ที่ถ่ายในเวลาเดียวกัน ก็คาดว่าคง
จะพอดูได้ ไม่น่าเกลียดจนเกินไปนักหรอก อิอิ หลังจากพระอาทิตย์ตกน้ำป๋อมแป๋มไปแล้ว นายกบก็วิ่งกระหืดกระ
หอบมา แต่ไม่ทันซะแล้ว แสงสุดท้ายวันนี้ก็สวยสู้วันแรกไม่ได้ซะด้วย มันเลยไม่ได้ถ่ายซักใบ แต่เอาเหอะเป็นพล
เมืองดีก็ดีแล้ว อิอิ รอดูรูปต่อไปละกัน ส่วนยัยปูเละนั้นยังคงดูแลเพื่อนคนนั้นอยู่ เลยฝากพี่ชายมาเก็บกล้องให้ด้วย
ก็ไม่ได้ถ่ายซักใบเหมือนกัน                

ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกน้ำ

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้ว ผมเลยอดไม่ได้ ออกไปร้องเพลงกับเค้าด้วย 1 เพลง อิอิ พอร้องจบ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
เลยขอกีตาร์เค้าแล้วก็บรรเลงต่อไปเลยรวดเดียวจนจบคืนนั้น อิอิ พอดีเพื่อนมันยุ ถ้าใครรู้สึกรำคาญก็ขอประทาน
อภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ แหะๆ

เช้าวันที่ 9 วันสุดท้ายแล้ว ผมตื่นขึ้นมาตีห้าสี่สิบห้าดังเช่นทุกเช้าที่ผ่านมา ฟ้าวันนี้ไม่สดใสผมก็เลยกระโจนกลับไป
นอนต่อ อิอิตื่นมาอีกทีหกโมงครึ่ง ล้างหน้าแปรงฟัน ก็คว้าแต่ไบนอคกับเบิร์ดไกด์ ด้วยความหวังสุดท้ายที่จะได
้เห็นชาปีไหนก็เดินขึ้นไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติชื่อจำยากเส้นนั้นอีกที ตั้งใจว่าจะไปให้สุดทางแม้ว่าจะมีลิง
มาผจญก็ตาม ปรากฏว่าปลอดโปร่งโล่งสบายไม่มีลิงมาผจญ แต่ก็ไม่ได้เห็นนกเหมือนกัน เฮ้อ ได้ยินเสียงร้อง Ah
Oooo, Ah Oooo... หนักๆ คาดว่าจะเป็นนกเปล้าใหญ่ไปยืนมองหาอยู่โคนต้นก็ไม่เห็นตัว จนเมื่อมันบินออกไป
นั่นแหละถึงได้เห็น โอ... เสียดายสุดๆ เห็นไม่ชัด มีตั้งสองตัวด้วยผมลงมาทานอาหารเช้าด้วยใจหดหู่ ฮึ่ม ไว้ไปแก้
ตัวที่สิมิลันก็ได้ฟะ... ชาปีไหนนะชาปีไหน...

กินข้าวเสร็จก็มาเตรียมเก็บข้าวของเดินทางกลับ ผมเก็บเสร็จตั้งแต่ก่อนไปกินข้าว เลยมานั่งรออยู่ เห็นกิ้งก่าตัวนึง
เลยชี้ให้เพื่อนดู เพื่อนบอกว่าเฮ้ย กิ้งก่าธรรมดาๆ ชี้ทำไมฟะ พอมันได้ยินดังนั้นก็นึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไฉนมาว่าตู
ธรรมดาๆ ได้ฟะ ก็เลยกางสีข้างออกมาเป็นลักษณะคล้ายๆปีกเล็กๆ เล่นเอาพวกผมตกตะลึงไปเลยครับ ผมคว้า
กล้องมาถ่ายไว้ไม่ทัน มันก็หุบสีข้างซะก่อน แล้วก็มีอีกตัวโผล่มา ตัวนี้กางสีข้างไม่ได้แต่มีเงี่ยงใต้คอที่สามารถยืด
ออกและพับเก็บได้ โอ ประหลาดอีกแล้ว... เป็นการประกาศตัวให้พวกผมรู้ว่า ชั้นไม่ใช่กิ้งก่าธรรมดาๆ นะยะอย่ามา
ดูถูกกันซะให้ยาก... แป่ว...

กิ้งก่าอะไรก็ไม่รู้ ช่วยบอกผมทีเถิดครับ

เก็บข้าวของเสร็จ ก็ไปถ่ายรูปกับป้ายซักหน่อย เป็นที่ระลึก รวมทั้งตัวผมเองจะได้มีรูปกับเค้ามั่ง หลังจากที่รับจ้าง
ถ่ายให้คนอื่นตลอดรายการพอสมควรแก่เวลา ก็ลงเรือกลับฝั่งโดยสวัสดิภาพ เพื่อนๆ ทุกคนก็นั่งรถกลับกรุงเทพ
ส่วนตัวผม ไปตะลุยภูเก็ตและพีพีต่ออีกสองวัน โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลยเพราะฝนดันตก เซ็งจริงๆ แต่ไม่เป็นไรละ
เกาะสุรินทร์ก็สวยและประทับใจสุดๆ แล้วละครับ


 ขอขอบคุณ

 - พี่สมพงษ์หัวหน้าอุทยาน ที่ให้การดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ขอขอบคุณพี่มากเลยครับ
 - คุณต้น ที่จับผลัดจับพลูมาได้อยู่กับพวกเรา เลยโดนล้อซะยับเยินจากสาวๆ อิอิ
 - เพื่อนๆ ทุกคนที่ไปกับผม ถ้าพวกนายไม่ชวนไป ผมคงยากที่จะมีโอกาศได้ออกทริปชั้นเยี่ยมแบบนี้ ถ้ายังไง
คราวหน้าชวนผมไปอีกนา
 - ธรรมชาติ ที่เป็นใจ ให้อากาศปลอดโปร่งโล่งสบายไร้ฝนตลอดสี่วันสามคืน ทั้งๆ ที่ในเมืองตกหนักทุกเย็น
 - ปะการัง กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก ดาว ดาวขนนก เต่ากระตัวนั้น แมนต้าที่เกือบจะได้เจอกัน และสรรพสัตว์
ทุกชนิด ที่ร่วมกันสร้างความสวยงามอันน่าอัศจรรย์ใจ
 - นักท่องเที่ยวที่อยู่ในคืนวันที่ 8 หลายๆ คน ที่ทนฟังผมร้องเพลงอยู่ได้ตั้งหลายเพลงโดยที่ไม่โห่ไล่ผมลง
ขอบคุณจริงๆ อิอิ
 - และขอบคุณทุกๆ ท่าน ที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ เฮ้อ ว่าจะเขียนไม่ยาวแล้วนะเนี่ย...

                         พบกันใหม่ทริปหน้าครับ

อ้อ เนื่องด้วยภาพหลายภาพที่ผมสแกนมามีขนาดใหญ่กว่า 50kb ดังนั้นจึงขอเรียนเชิญไปชมได้ที่ http://www.picturetrail.com/headbanger
                         ครับผม

headbanger

16 เมษายน 2543

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com