|
ขากลับมีทางเลือกอยู่สองทางคือ เดินกลับโดยใช้เส้นทางเดิม หรือแวะไปเที่ยวถ้ำค้างคาวก่อนซึ่งจะต้อง เดินอ้อมภูเขาไป กว่าครึ่งหนึ่งของคณะเลือกเดินกลับเลย ส่วนที่เหลือเดินตัดลงเขาไปอีกทาง ไม่นาน
นักเราก็มาถึงเชิงเขาอันเป็นที่ตั้งของถ้ำค้างคาว ทางขึ้นชันมากเป็นหินปูนที่เปราะและแหลมคม ก่อนที่ เราจะเคลื่อนตัวไปแต่ละครั้งนั้น ต้องแน่ใจเสียก่อนว่าหินแต่ละก้อนจะสามารถรับน้ำหนักของเราได้ และ
ไม่หลุดร่วงลงมา เมื่อโผล่พ้นซอกหินแคบๆที่สูงเกินศีรษะ เสียงเพื่อนร่วมทางที่อยู่ข้างหน้าเตือนว่าให้ชิด ซ้ายไว้ มองลงไปเห็นเป็นหน้าผาที่สูงชัน จุดนี้ต้องระวังอย่างมากเพราะทางแคบเหลือเกิน
ปากถ้ำเป็นที่ราบกว้างประมาณสิบตารางเมตร ส่วนโถงถ้ำนั้นอยู่ลึกลงไปเกือบสิบเมตร เราต้องปีนลงไป ตามก้อนหินที่ถึงแม้จะไม่แหลมคมเหมือนตอนแรก แต่ก็ลื่นและเต็มไปด้วยขี้ค้างคาว
แสงไฟฉายที่ส่องกระทบเพดานถ้ำทำให้เหล่าค้างคาวส่งเสียงร้องระงม ในโถงถ้ำไม่มืดนักเพราะปากถ้ำ ค่อนข้างกว้าง และยังมีแสงสว่างลอดเข้ามาทางรอยแแแตกของหินอีกด้านหนึ่งด้วย
ท่าทางของงูก้านเถ้า เจ้าถิ่นที่ออกมาต้อนรับเราอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจทำให้เราใช้เวลาอยู่ในถ้ำไม่นาน นัก เรากลับขึ้นมาพร้อมกับสองมือและเนื้อตัวที่เลอะไปด้วยขี้ค้างคาวจากก้อนหินที่อาศัยปีนขึ้นมานั่น เอง
กว่าจะมาถึงบ้านน้าผล ก็เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็น สมาชิกบางส่วนที่ล่วงหน้ามาก่อนเตรียมตัวพร้อม สำหรับการเดินทางกลับ ส่วนทีมมนุษย์(ขี้)ค้างคาวก็ต้องรีบไปแปลงร่างเป็นปกติ ก่อนที่จะเดินทางกลับ
ไปพร้อมกับอีกบทหนึ่งของความทรงจำอันน่าประทับใจ
|