ปริศนา ที่โป่งกระเหรี่ยง


ทักทาย พูดคุยกันได้ที่ เว็บบอร์ด ที่เสวนาของคนรักชีวิตกลางแจ้งhttp://thaiblades.com/forums/forumdisplay.php?s=3fbbfe898ecf907174f4992828f20589&forumid=9http://thaiblades.com/forums/forumdisplay.php?f=9http://thaiblades.com/forums/forumdisplay.php?f=9http://thaiblades.com/forums/forumdisplay.php?f=9shapeimage_1_link_0shapeimage_1_link_1

สนับสนุนโดย

                       บ่ายวันหนึ่ง.... ในเดือนพฤษภาคม  กลางป่าอุทัยธานี

                    เรา –คือตัวผมและเพื่อนอีกสองคน จากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยลุงวี พรานนำทาง   กำลังเดินตามกันมา จากสันเขาสูงลูกหนึ่ง   วกลงหาหุบต่ำ  ผ่านดงไผ่รวกแนวยาว  สลับป่าเต็งรังและเสลาใหญ่ ร่มรื่น   ต่อมา  ทางด่านนำเราเลียบไหล่เขา คลาคล่ำด้วยดงตะเคียนขนาดสามคนโอบ   ลอดเถาวัลย์หมู่ใหญ่ ขนาดโคนขา   กระรอกกระโดดหนีไปส่งเสียงบนคบไม้สูงเหนือหัว ร้องทักเป็นระยะ  นกเงือกฝูงใหญ่ร้องโกกกาก  ขยับตัว เกรียวกราวบนกิ่งไทรชะลูดลิ่ว

                       จากจุดนี้   มองลงไปเห็นคลองหินลาด  ไหลแทรกซอนในราวป่า คล้ายงูสีเงินเลื้อยลัด หายไปในทิวเขาใหญ่น้อย    มีน้ำขังอยู่ตามแอ่งเป็นช่วงเพราะความแล้ง  สะท้อนแสงอาทิตย์  เป็นประกาย   ลมเอื่อยๆ ทำให้เราสดชื่นได้บ้าง

                      ตัดลงต่ำ ไปอีก  สู่ที่หมายข้างล่าง ลุยฝ่ากอพงหนา สูงท่วมหัวริมคลอง   ใบคมยาวเรียวบาดแขน และ นอกร่มผ้าจนเลือดไหลซิบๆ   

                สองสามครั้งมีเสียงสวบสาบ ของสัตว์ที่หลบนอนในป่าพง ออกวิ่ง แต่มองไม่เห็นว่าเป็นตัวอะไร  แมงมุมป่าขึงใยขวาง  ตามกิ่งก้านไทรแดงเปื้อนติดหน้าเราหลายครั้ง  ลุยน้ำท่วมหน้าแข้งก่อนจะข้ามกองหินที่โผล่พืดเป็นแนว  ฝ่าดงบอนใบใหญ่     ไปหยุดตรงริมหาดเล็กๆริมน้ำ  เปรอะไปด้วยรอยสัตว์มากมาย   ใต้ร่มเงาของแมกไม้ หนาครึ้ม เป็นทำเลดีสำหรับการพักนอน 

                   ตกลงกันว่า – คืนนี้เราจะวางแค็มป์ พักแรมกันที่นี่


 

       

 

  เราเริ่มต้นการเดินทางจาก บ้านระบำ  ชุมชนบ้านป่า ไม่กี่หลังคาเรือน  ผู้คนยังชีพด้วยการทำไร่ข้าวโพด  ปลูกมัน อ้อย และหาของป่า จากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ในดงเขียว แต่น่าเสียดายว่า  ทุกวันนี้ หมู่บ้านและผืนป่าแถบนั้น จมอยู่ใต้น้ำ เมื่อทางการสร้างเขื่อนระบำ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตร  เป็นการสูญเสียทรัพยากรป่ามหาศาลประมาณค่ามิได้

 

                   ทางเดินสายเล็กๆท้ายหมู่บ้าน  พาเราเลี้ยวลดไปในร่มเงาแมกไม้ สู่แนวป่าด้านตะวันตก   ป่าเต็งรังเบียดเสียด  เรียงราย เหมือนนิ้วมือ   ความหนาแน่นของหมู่ไม้ดงนั้นเปรียบเทียบได้ว่า ....หากคุณเอามีดพร้าสักเล่ม หลับตา ขว้างมันออกไปสุดแรง  มีดเล่มนั้นจะตกหล่นข้างหน้า ไม่เกินสี่ห้าเมตร   เพราะปะทะกับแนวไม้นั้น

                

                   ภาพอย่างนั้น หาไม่ได้อีกแล้ว

 

 

 

          สามวันมาแล้ว.. เราออกเดินทางท่องเที่ยวซอกซอนในถิ่นดงแถบนี้  ผมและเพื่อนยังอยู่ในวัยฉกรรจ์  เรานิยมชมชอบการออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง   และออกเดินทางดั้นด้นไปทุกป่า ทุกที่ ตามโอกาสอำนวย 

                        ผมมักจินตนาการถึงแผ่นดินใหม่ ป่าใหม่ที่ไม่มีใครเหยียบย่าง..    หลายครั้ง ที่เราแบกเป้หลัง อัดแน่นด้วยข้าวสาร  ปืน และเสบียงยังชีพได้ตลอดอาทิตย์   ตะลอนๆไปกับคนนำทาง  พักแรมตามราวป่า ในถิ่นกันดาร และเป็นสุขกับความยากลำบาก  ที่ได้รับ 

                ทุกครั้ง เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง ... เรากลับออกมาด้วยความอ่อนเปลี้ย เหนื่อยล้า แต่ก็ได้รับบทเรียนล้ำค่าและประสบการณ์มากมาย ที่ไม่มีสถาบันความรู้แห่งใดจะให้ได้ เป็นรางวัล       

            

                  ป่า –สอนให้เรารู้จักความอดทน มุ่งมั่น  สอนให้เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์  ผู้เป็น เพื่อนร่วมแผ่นดิน  ตระหนักรู้ และเคารพในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

                  สอนให้เราเข้าใจความหมายของมิตรภาพ  และคนที่เรียกว่า   “เพื่อน”

รวมถึง การให้... ที่ความหมายของมัน มีมากกว่าการหยิบยื่น

 

 

  

 กว่าชั่วโมงแล้ว...   บนทางด่าน ผ่านละเมาะไม้  สลับ ป่าโปร่งเราแวะเข้าไปยังซับก้านเหลืองริมทาง มีรอยเก้งขนาดใหญ่สามสี่รอย  ลงกินน้ำซับเมื่อเช้านี้  กับรอยหมูโทนเก่าๆลงเกลือกปลัก รอยมันเดินขึ้นไปถูโคลนกับต้นเหียง   คราบดินแห้ง เกาะติดเป็นแผ่น  สูงระดับเอว  เปลือกไม้ร่อนหล่นเกลื่อนกลาด เพราะคมเขี้ยว ที่มันแว้งไว้ด้วยความคะนอง

                    เมื่อต้นปีที่แล้ว ณ.ซับก้านเหลืองแห่งนี้ เราเคยได้เก้งขนาดเขื่อง ขณะที่ผมและพรานวีออกท่องเที่ยวผ่านมา   พรานวีเป็นคนย่องเข้าไปดู  และพบมันกำลังลงกินน้ำ แกสำเร็จโทษมันด้วยปืนลูกซองแฝด  กระสุนโอ.โอ.บัค เก้าเม็ด ทำงานของมันอย่างเที่ยงตรงเต็มก้านคอ

 

ยินยันความจริงที่รู้ๆกันในหมู่พวกเราว่า..   เก้งแถบนี้ไม่กลัวคน   !               

 

               “มันกลัวแต่หมาไน ...แต่ไม่กลัวคน  จะเอาเก้งไม่ต้องมาไกลเลย  แถวบ้านก็หาบกันไม่ไหวแล้ว”  พรานวีขยายความให้ฟัง

                หมาไน แม้มีรูปร่างเล็ก ขนาดสุนัขบ้าน  สีน้ำตาลอมแดง เพรียว แต่แกร่ง เกร็งด้วยกล้ามเนื้อ เคี้ยวคม  กินทุกอย่างเป็นอาหารไม่เลือก..  อาจเป็นกบ เขียด ตามแอ่งน้ำ ไข่นกตามรังบนพื้นดิน หนู และ สารพัดสัตว์ เมื่อใดที่มันรวมฝูงเป็นสัตว์ร้ายกาจมาก  ความชาญฉลาด  ความเจ้าเล่ห์และความสามัคคีของฝูงนับสิบตัว สามารถล้มสัตว์ที่ใหญ่กว่าตัวมันได้ แม้กระทั่งกวาง หรืออาจแอบด้อมโจมตีฝูงวัวแดง   เลือกเอาลูกตัวเล็กๆที่ตามฝูงไม่ทัน หรือตัวแก่ พิการ มาเป็นอาหารเสียมากมาย

     เมื่อมันพบเหยื่อ  ทั้งฝูงจะพร้อมใจกันทำงาน เหมือนทหารที่รับการฝึกมาอย่างดี  มันรู้จักแบ่งหน้าที่  มีฝ่ายไล่ล่า ฝ่ายระวังปีก ผลัดกันวิ่งไล่ตาม จนเหยื่อเหนื่อยอ่อนและจู่โจมเหยื่อตัวอ่อนแอที่สุดในฝูง

     ผมเคยเห็นกวางรุ่นหนุ่มหลายตัว บาดเจ็บจากคมเขี้ยวหมาไน นอนตายในลำห้วยแถบป่าไม้ดีตอนบน ก้อนเนื้อบริเวณสะโพกหายไป และเครื่องใน ถูกกัดทึ้งออกมาเรี่ยราด บาดแผล  น่าสยดสยองมาก

                   

             ผ่านมอและเนินสูง    อากาศยามสายร้อนขึ้นทุกขณะ  เราตัดผ่านเข้าไปในป่าดำอันร่มครึ้ม       บางแห่งแสงส่องไม่ถึงพื้น ใบไม้แห้งเกลื่อนกล่นสุมหนา ท่วมข้อเท้า  ดังกรอบแกรบ ทุกย่างก้าว  ฝูงผึ้งและแมลงตอมหึ่ง น่ารำคาญ

            ทากยั้วเยี้ย ชันตัวชูสลอนตามขอนไม้แห้ง บางตัวชะเง้อตามกิ่งไม้ริมทาง และต่อมาเราก็ได้ผู้โดยสารไม่พึงประสงค์ติดในรองเท้า ถุงเท้า  ตัวเป่ง กันคนละหลายๆตัว     ได้เลือดกันทั่วหน้าและแผลอันเกิดจากรอยกัด ต่อมากลายเป็นสะเก็ดจะคันนานแรมเดือน 


  

ย่ำไปในดงหวายรกเรื้อ และวนเวียนสลับไปอยู่อย่างนั้น   เที่ยวท่องในเทือกเขาและทุ่งกว้าง   ในป่าที่ว่ากันว่า... เป็นบ้านของช้าง เสือ วัวแดง กระทิง และกวาง และส่ำสัตว์นานาชนิด

  

 

                    วันแล้ว.... วันเล่า ผ่านเลยไป ไม่มีเมตตาจากสวรรค์เบื้องบน  โป่งหลายแห่ง ที่ปีก่อนๆเราเคยได้เนื้อเป็นอาหาร มีแต่รอยของสัตว์ใหญ่อย่างกระทิงโทนหรือไม่ก็กวาง   แวะเข้ามากิน   เมื่อหลายวัน   รอยขนาดใหญ่ของมันเป็นที่ตื่นตาสำหรับเรา แต่ก็เก่าเกินกว่าจะหวังได้  คาดหมายกันสนุกๆว่า หากตามกันจริงๆ คงเป็นเดือน กว่าจะได้ตัว  ทุ่งหญ้าหลายแห่ง ระบัดยังอ่อน อวดใบเขียว มีแต่รอยเก้ง กวางลงกินอย่างเสียไม่ได้ แล้วก็ผ่านเลยไป

                 อาหารหลายมื้อเป็นปลาตัวเล็กๆ และกบ จากเดินส่องไฟกลางคืนในลำห้วย กับผักป่า   พอเป็นอาหารประทังชีวิต  นอกเหนือจากปลากระป๋องและเสบียงกรังที่เตรียมมา   เป็นเมนูซ้ำซากจำเจซึ่งเราไม่เต็มใจเท่าใดนัก

 

                   จนกระทั่งล่วงเลยมาถึงวันที่สี่ ... หลังจัดการกับมื้อเช้า เราเก็บข้าวของออกเดินทาง  พรานวีพาเดินตัดขึ้นแนวสันเขาเขียว  ตามทางด่านช้างโขลงใหญ่ ตะลุยแหวกป่าไผ่ เป็นแนวราบ โล่ง เหมือนถนน  ไผ่ลำอวบขนาดน่องหลายลำถูกดึงลงมา  กิ่งไม้ใหญ่น้อยสองข้างทางถูกทึ้ง ด้วยแรงกำลังของพญาคชสารที่มีมากกว่าสิบเชือก   มีรอยเล็กๆของลูกช้างสามสี่ตัว เดินปะปนในโขลง    รอยนั้นหากินต่อลงไปยังป่ากล้วย  อันทอดลงในหุบลึกที่ต่ำกว่า ก่อนจะบ่ายหน้าข้ามเนินอีกลูก  ซึ่งเชื่อมดงไผ่รวกไว้ด้วยกัน

 

                     ใกล้ๆเพล.. พรานวีพาเรามาถึงโป่งแห่งหนึ่ง   ตัวโป่งไม่ใหญ่มากนัก อยู่ในแอ่งต่ำ ร่มรื่นด้วยเงาไม้   ขนาดกว้าง สามเมตร มีร่องรอยสัตว์ต่างๆลงกินมากมาย                           

 

                มีทางด่านสัตว์หลายเส้นเดินหากิน มองเห็นเป็นแนว  มุ่งหน้าสู่โป่ง มีรอยกระทิงขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลงกิน แต่นั่นก็เก่าแล้ว  กับอีกรอยสัตว์สารพัดชนิด    ลงกินโป่ง   และเหยียบไม้ไร่ในอาณาบริเวณนั้น หักราบเป็นแปลง  เหมือนมีใครต้อนสัตว์ทั้งฝูงมาเลี้ยงไว้   มีรอยกวางใหญ่รอยหนึ่ง เป็นกวางเขา อยู่ตรงด้านเหนือของตัวโป่ง ใหม่  สด กว่ารอยอื่น  ทำให้ผมตัดสินใจว่า จะขัดห้างเฝ้ามัน  

        รอยของ กวางเขาสังเกตุได้ไม่ยาก ให้ดูที่ความลึกของรอยเท้าคู่หน้า บนพื้นดิน   รอยจะกดลึกมากกว่ารอยเท้าหลัง  เพราะมันต้องแบกเขาหนักอึ้งไว้บนหัว เป็นวิชาป่าง่ายๆ

         

 

 

 แหงนมองดูทำเลรอบตัว  มีต้นชงโคป่าอยู่ไม่ไกลนัก เป็นพุ่มใบหนาและซุ้มเถาวัลย์ก่ายเกย ดูเหมาะดี แต่ก็ต่ำเกินกว่าจะนั่งได้อย่างสบายใจ  เลยออกไปอีกสิบเมตร มีต้นมะค่าใหญ่   ต้นเป็นปุ่มปม  ขรุขระ ง่ายต่อการปีนป่าย  กิ่งก้านแผ่กว้าง มีคบไม้พอขัดห้างได้   คะเนว่าอยู่ห่างจากตัวโป่ง  ไม่น่าเกินสามสิบเมตร...  ระยะยิงกำลังดี              

         ผมบอกความประสงค์กับพรานวีว่า คืนนี้ผมจะนั่งห้างที่นี่  แกอึ้ง ชั่วครู่  แหงนมองป่ารอบๆตัว

                    ถามเบาๆว่า  เอ็งแน่ใจนะ

                     ผมยิ้ม ..แทนคำตอบ

             

                     เราช่วยกันตัดไม้จากเนินเขาอีกฟากหนึ่งของตัวโป่งไกลพอประมาณ   พรานที่ดีจะไม่ตัดไม้บริเวณโป่งที่จะนั่งห้างเป็นอันขาด       สัตว์ป่ามีสัญชาติญาณล้ำลึก  และประสาทสัมผัส ละเอียดอ่อน เกินความคาดหมาย  แค่กิ่งไม้เล็กๆก้านเดียว วางขวางทางด่านที่เคยเดินหากิน  สัตว์ป่าจะจับความผิดปกติได้  และเดินเลี่ยงอ้อมไปทางอื่น ทันที

                   พรานวีตัดไม้ไผ่  ขนาดน่อง ยาวสองศอก เจาะรูตรงกลาง  ร้อยด้วยเถาวัลย์  ใช้ สำหรับรองรับปัสสาวะเผื่อให้ผมมาด้วย   มือใหม่หลายคนไม่รู้รายละเอียดในข้อนี้  เพื่อนผมคนหนึ่งเคยนั่งห้าง เพื่อเฝ้ากวางกินลูกส้าน    ตอนดึก มันปวดปัสสาวะสุดกลั้น   ยืนบนห้างแล้วฉี่ลงมาเป็นเทน้ำเทท่า   ผลที่สุด ฟาล์วตลอดคืน บ่นกระปอดประแปดตอนรุ่งเช้า ว่า มีเสียงกวาง  เดินกุกกัก   บนเนินฝั่งตรงข้ามหลายตัว  แต่ไม่มีอะไรลงกินลูกไม้สักตัว

               สอบถามดู เพื่อนก็เล่าให้ฟังประสาซื่อ

                 “ก็สงสัยเหมือนกันว่ามันกระบอกไม้ไผ่บนห้าง เค้าแขวนเอาไว้ทำอะไร  จะเป็นกระบอกน้ำดื่มก็ไม่ใช่ เพราะเขย่าๆดูก็ว่างเปล่าไม่มีน้ำสักหยด   นึกว่าใครคงลืมทิ้งไว้

                  

          พรานวีตัดเถาวัลย์สำหรับใช้มัดลูกห้าง มาด้วยหอบใหญ่ ม้วนเป็นวงคล้องไหล่   ใช้ความเจนป่าของแก ปีนป่ายขึ้นไปคบมะค่าที่หมายตาไว้ โดยมีผมและเพื่อน เป็นลูกมือ คอยช่วยเหลือ                  

 

 

 ครึ่งชั่วโมงต่อมา..  ห้างเล็กๆ  กว้างพอสำหรับคนสองคนเอนกายได้สบายๆ ก็เสร็จเรียบร้อย  ผมปีนขึ้นไป  มองลงมายังตัวโป่ง สำรวจดูแนวยิงและตำแหน่งที่คาดว่าสัตว์จะลงกิน ใช้มีดเดินป่า ตัด แต่งกิ่งไม้ที่พรานวีทำเป็นบังไพร  ดูว่า จะไม่เกะกะ ขวางนัยน์ตาหรือขวางทางปืน   พอใจแล้วปีนลงมา

                      เอ็งแน่ใจว่านั่งห้างคนเดียว..พรานวียังถามย้ำอีกครั้ง               

 

                  ห้าง ก็คือไม้เล็กขนาดท่อนแขน วางเรียงบนคบไม้  สูงจากพื้นดิน ราวห้าหรือหกเมตร แล้วแต่สภาพแวดล้อมจะอำนวย  คะเนว่าปลอดภัยจากช้างและสูงพอที่เสือกระโจนไม่ถึง ไม้เล็กๆที่

ปูเรียงไว้เรียกว่า..ลูกห้าง  มัดด้วยเถาวัลย์  ตอก ไม้ไผ่ หรือหวาย  แล้วแต่จะหาได้ในพื้นที่    รอบด้านมีราวไม้เล็กๆ ใช้พาดปืนและพรางไว้ด้วยกิ่งไม้ อีกชั้น เพื่อกำบังสัตว์  เรียกว่า..บังไพร  บนห้างด้านบน  สะกิ่งไม้กำบังแสงจันทร์หรือแสงดาว ที่อาจลอดลงมากระทบตัวเรา ไม่ให้เป็นเป้าเด่นชัด

 

                   การนั่งห้าง เป็นความทรมาน  ที่ผมนิยมอย่างยิ่งเมื่อออกป่า   และหากต้องนั่งห้างคนเดียวในป่าลึก  เป็นอะไรที่ยากสุดสำหรับคนผู้รักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง    เราต้องนั่งแฝงกายบนพื้นห้างที่เป็นลอน ไม่ราบเรียบ  

                     เวลาของการนั่งห้าง อาจเริ่มต้นตั้งแต่บ่ายสี่โมงเย็น เป็นต้นไป จนกระทุ่งรุ่งเช้า                  ลองนึกถึงภาพตัวเอง  นั่งอยู่คนเดียว บนคบไม้สูง กลางป่าเปลี่ยว  ในความมืดสนิท มองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง   รอบด้าน สงัดเงียบ เพราะเป็นลำเนาเถื่อน  ช้าๆนานๆก็ มีเสียงหวีดหวิวของสายลม ดังลอดกิ่งก้าน  รุมล้อมรอบด้าน  ฟังเหมือนเสียงกรีดร้องของปีศาจ   เสียงนกหากินกลางคืน ดังแว่วจากยอดไม้ฟังคล้ายเสียงครางของคน  เสียงแมลงป่าระงมก็เหมือนเสียงดนตรีเขย่าประสาท

                   ต้องต่อสู้กับอากาศหนาวเหน็บกลางดึก ความเมื่อยขบและเหน็บชากับการนั่งอยู่กับที่นานๆ ทนกับความง่วงแสนสาหัส  เสียงน่ารำคาญหึ่ง วู้วี้  ของฝูงยุงข้างหู  ริ้นตัวเล็กๆ ที่กัดเข้าไปถึงโคนเส้นผม ทั้งคัน ทั้งเจ็บ  การเคลื่อนไหวแต่ละอิริยาบถ ต้องทำด้วยความระมัดระวัง  เงียบที่สุด  เท่าที่จะทำ ได้  ต้องอ่านรหัสป่าและสำเนียงรอบข้างให้ออก และแยกแยะให้ได้ว่า เสียงดังที่ได้ยินนั้น เกิดจากอะไร  ต้นตอมาจากไหน  หลายครั้งที่เสียงบ่างร้องกลางดึกฟังแล้วโหยหวนชวนขนลุก ยิ่งถ้ามันร้องในโพรงไม้ด้วยแล้ว.... จินตนาการออกมาเป็นผีได้หลายตัวทีเดียว

            

 

 

     รหัสป่าบางอย่างนั้นอ่านไม่ยาก เช่น-    เมื่อกวางเดินลงกินโป่ง หากมีเสียงโกกกัก เหมือนคนเคาะไม้ ดังมาเป็นระยะ อ่านได้เลยว่าเป็น กวางเขา  เพราะเสียงโกกกักนั้น เป็นเสียงเขาของมันระ  กระทบกับกิ่งไผ่  กิ่งไม้ตามรายทาง    มันอาจย่องมาเบาแสนเบาก็จริง แต่กิ่งก้านเขาบนหัว

เก็บพับไม่ได้   อีกอย่างหนึ่ง-กวางตัวผู้จะมีกลิ่นสาบแรงมาก    ตลบอบอวลเหมือนกลิ่นสาปม้าทีเดียว

                

          เมื่อเราต้องอยู่กับตัวเองในที่สงัดเงียบ  เป็นเวลานาน  มักจะมีมโนภาพผุดขึ้นมากมาย    หากเพ่งมองก้อนหินในความมืด นานๆ เราอาจรู้สึกว่า มันเคลื่อนไหวได้  ตอไม้แห้งอาจดูคล้ายคนยืน  กิ่งไม้แห้งโอนเอนเพราะแรงลม อาจดูคล้ายใครมายืนโบกมือ มีหลายคนเข็ดขยาดจากการนั่งห้าง เพราะอุปาทาน  เห็นภาพหลอนเป็นผี  เป็นงู  เป็นสัตว์ต่างๆ  สุดแล้วแต่จิตจะชักนำ

 

 

                   หลังเสร็จจากการผูกห้าง... เราย้อนกลับกลับไปที่แค็มป์  ระหว่างทาง ผมใช้มีดเดินป่าบากต้นไม้ไว้และหักกิ่งไม้เป็นที่สังเกตุ ไม่ให้หลงทาง

            ผมจัดการกับอาหารมื้อง่ายๆ    ชงกาแฟใส่กระติก กรอกน้ำดื่ม เตรียมของกินสองสามอย่าง  ตรวจดูไฟฉาย  เสื้อกันหนาว  เชือก ของจำเป็นและเผื่อถ่านไฟฉายสำรองไปด้วยหนึ่งชุด ยัดใส่เป้หลัง 

                    ขอเปลี่ยนปืน จากไรเฟิล .375 ซีแซด ที่ใช้ประจำมือ เป็นปืนลูกซองแฝดจากพรานวี   การนั่งห้างตามลำพังเวลากลางคืน  ปืนลูกซองแฝดให้ผลดีกว่าปืนไรเฟิล  เนื่องจาก ต้องส่องไฟและยิงพร้อมๆกัน  สัตว์ขนาดกวาง เจอลูกโอ.โอ.บัค. ที่มีกระสุน 9 เม็ดบรรจุภายในเข้าไป ถูกจุดสำคัญก็ล้มได้ไม่ยาก

 

                      เกือบสี่โมงเย็น...  ผมเดินย้อนกลับขึ้นไปบนเนิน    ตัดลงตามทางด่าน  ตามเครื่องหมายที่ทำไว้  ไม่นาน โป่งอันเป็นเป้าหมายก็อยู่ข้างหน้า

              จากจุดที่ยืน บนเนินสูง ใต้ร่มเต็ง และป่าพลวงร่มรื่น มองเห็นตัวโป่งในหุบต่ำได้ไม่ยาก  ตรวจดูปืนอีกครั้ง หักหางเหยี่ยว แง้มดูว่ากระสุน โอ.โอ.บัค.ทั้งสองนัด ยังอยู่ ค่อยๆจรดฝีเท้า ก้าวลงตามทางลาดชัน ที่ทอดต่ำลง  และหยุด สดับสำเนียงรอบตัว เป็นระยะ

 

     

หลายครั้ง ผมเคยได้สัตว์ที่ลงมากินโป่งในเวลากลางวัน  ในป่าลึกนั้น  เอาอะไรแน่นอนไม่ได้

 

                     ยืนนิ่ง  ฟังเสียงรอบตัวอยู่ครู่ใหญ่  จนแน่ใจว่าไม่มีสัตว์ตัวไหนในรัศมีรอบตัว  ก็เดินไปยังต้นมะค่าที่ขัดห้าง  หักหางเหยี่ยวลูกซองแฝด  ถอดลูกปืนออกเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ เพื่อความปลอดภัย  ผูกปืนด้วยเชือกที่เตรียมมา และปีนป่ายไปบนห้าง  สาวเชือกค่อยๆดึงปืนและสัมภาระต่างๆขึ้นมา 

 

                      ผมจัดของใช้ส่วนตัว  วางไว้ในตำแหน่งที่แน่ใจว่าหยิบฉวยได้ง่าย   ถอดรองเท้าเดินป่าออก มัดรวมไว้ด้วยปลายเชือกผูกรองเท้า แขวนกับกิ่งไม้ กันตก เช่นเดียวกับข้าวของอื่นๆ

ไฟฉาย อันเป็นของสำคัญ ก็ใช้เชือกยาวหนึ่งเมตรมัดไว้กับกิ่งไม้ใกล้ตัว เป็นอย่างดี จนแน่ใจว่าไม่หล่น พลัดตกลงมา  บรรจุลูกปืนและพิงไว้กับราวไม้ข้างหน้า  แล้วเอนหลัง แหงนมองยอดไม้  นึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย

                      นึกย้อนไปถึงประสบการณ์น่าขัน ในการนั่งห้างของตัวเอง

 

                       .....มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมออกไปนั่งห้าง ดักยิงเก้ง กินน้ำซับ กลางป่าอุทัยธานี   ตอนนั้นผมเพิ่งเที่ยวป่าได้ไม่กี่ครั้ง  อายุเพิ่ง 15ปี แต่ก็กล้าพอที่จะออกไปนั่งห้างตามลำพัง หลังจากมีประสบการณ์นั่งห้างกับพรานผู้ใหญ่มาบ้างแล้วและ เชื่อมั่นตัวเองอย่างคนเขลาว่า- เอาตัวรอดได้

                       ราวห้าทุ่ม-  เดือนเพิ่งลับเหลี่ยมเขาไม่นาน  มีเสียงย่ำใบไม้แห้ง กรอบแกรบ ของสัตว์ชนิดหนึ่ง แว่วมา พอได้ยิน  ต่อมาก็มีเสียงน้ำหยดจ๋อมๆ ดังๆหายๆ  คะเนว่า  มันก้มลงกินน้ำแล้ว  มือควานหาไฟฉายและปืน  ด้วยความตื่นเต้น   บวกกับอารามรีบร้อน ไฟฉายสามท่อนที่วางไว้  หล่นตุ้บ ไปตกอยู่ใต้ห้าง ... เสียงดังตุ้บใหญ่!

              เสียง เจ้าตัวที่กำลังกินน้ำนั้น เผ่นแผลว   กระโดดโครมคราม และเงียบหายไปในราวป่า

                 

         ความวิตกสารพัดจู่โจม  เหงื่อกลางฤดูหนาวออกชุ่มเต็มตัว นั่งตรองอยู่นาน ไฟฉายสำรองก็ไม่มี  อะไรที่จะให้ความสว่างก็ไม่มีสักอย่าง  ตัดสินใจเด็ดขาด ปีนลงจากคบไม้พร้อมปืน  มือเปะปะควานหาไฟฉายเหมือนคนตาบอด ใต้กองใบไม้แห้งอยู่นานกว่าจะเจอ

                       ตอนคว้าไฟฉายได้.. มันเย็นเฉียบ  ลองกดสวิทซ์ดู มันยังทำงานได้ตามปกติ  ตอนเห็นแสงสว่างจ้าเป็นลำ   พุ่งแหวกความมืดออกไป  ผมโล่งอกและเป็นสุขที่สุด เหมือนเห็นแสงสวรรค์   ลืมเก้ง ลืมกวางไปเลย….



 ...มีเสียงกระรอก ร้องทักมาจากราวป่าด้านหลัง ชั่วครู่ ก็เงียบหายไป   อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว  ขณะที่ตะวันคล้อยลงลับทิวไม้เป็นลำดับ    ผมพยายามจดจำ ที่หมายข้างหน้า ใกล้ตัวโป่งให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน ตอไม้แห้ง  ก่อนจะมืดมองไม่เห็นอะไร  มั่นใจว่า หากเปิดไฟฉายเมื่อใด  ก็จะไม่มีอุปสรรคในการมองเห็น

                     ราวสิบนาที ในความนิ่งสนิทของป่ายามโพล้เพล้  แมลงประจำป่าซึ่งระงมร้อง บัดนี้หยุดเสียงลง   แม้แต่ลมที่โชยอ่อนเป็นครั้งคราวก็หยุดพัด  

     แว่วเสียงแหลม  ดัง โว้กๆลอยมาจากด้านหลัง  แผ่วเบาคล้ายเสียงนกเค้ากู่ร้อง เวลาออกหากิน   แต่ฟังแล้วไม่ใช่แน่นอน  บางช่วงเหมือนเสียงเป่าหลอดไม้ไผ่ เป็นสัญญาณเรียกในหมู่พวกเรา      

                    เสียงนั้นดังขึ้น ...ดังขึ้นเป็นลำดับ ประเดี๋ยวดังจากด้านหลัง แล้วประเดี๋ยวย้ายมาด้านหน้า และระงมรอบ ทุกสารทิศ !

 

                     เริ่มแรกนั้น... ผมเข้าใจว่า คงมีใครสักคนที่แค็มป์ ออกมาตามหา และเป่าหลอดเป็นสัญญาณ  ด้วยเหตุผลความจำเป็นอะไรสักอย่าง

                  แต่แล้วก็เอะใจ ว่าไม่น่าจะใช่ -เสียงนั้นมันดังระงมรอบตัว วุ่นวายไปหมด    ขยับปากคิดจะกู่ตอบ แต่ก็นิ่งเสีย                                  

                       หยิบปืนมาถือไว้ ไม่ได้คิดอะไร นอกจากทำไปตามสัญชาตญาณ  ลุกขึ้นยืน มองลอดบังไพรออกไปรอบตัว พยายามค้นหาที่มาของเสียง  แต่ก็ไม่พบอะไร

 

 

                  เสียงคล้ายเป่าหลอด ยังคงดังติดต่อกัน...  ราวห้านาทีต่อมา ก็แผ่วจาง เงียบหายไป เหมือนดึงสายลำโพงหลุดจากขั้ว

                        กำลังที่ผมจะทรุดตัวลงนั่ง

 

    

               จู่ๆ ก็เกิดเสียง กร๊อบดังสนั่น !

              กิ่งไม้ใหญ่ ขนาดโคนขา หักจากคบไม้เต็ง ใกล้กับต้นมะค่าที่ผมขัดห้าง   

  เสียงซ่า.. รูดปะทะกิ่งก้าน  จนคบไม้ สะท้าน   บังไพร ไหวยวบ และ  ตกลงไป กระทบพื้นเบื้องล่าง   ดังโครม !!!สนั่นหวั่นไหว  ใบไม้ปลิวว่อน และละอองดินฟุ้งตลบ    



 ผมสะดุ้งโหยงสุดตัว !

 

 

       งงงันไปชั่วครู่ แล้วบอกตัวเองว่า ....ก็แค่ไม้หัก  แต่สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมมันหักเฉียดกบาลหัวอย่างนี้    ลมสักนิดก็ไม่ไหวติง   ...แล้วปล่อยเลยไป  คิดว่าไม้มันคงหักของมันเอง ไม่เก็บมาใส่ใจอีก                      

              

             ... ความมืดเข้ามาเยือนอย่างรวดเร็ว   ผมนั่งเอนกายเอกเขนก นอนฟังเสียงกวาง ที่แว่วมา   จากทิวเขาด้านเหนือ เสียงนั้นดัง เป๊บๆ เป็นระยะ  คิดเข้าข้างตัวเองว่า มันน่าจะลงกินโป่งตอนดึก หรือใกล้รุ่ง  

                 

          สามทุ่มแล้ว- แสงจากเดือนครึ่งดวง ทออร่าม นวลตา  ป่าเงียบสนิท เหมือนไร้สิ่งมีชีวิต  ไม่มี  สัตว์หรืออะไรแผ้วพานมายังบริเวณนั้นเลย   มัน เงียบจนวังเวงเหมือนไร้สิ่งมีชีวิต

          แต่จู่ๆ ลมก็เริ่มพัดอู้ เขย่าใบไม้และกิ่งก้านเกรียวกราว

       เสียงหนึ่งพลันล่องลอยกระทบโสตประสาท ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ในทันที       เสียงนั้นเริ่มแรก กแผ่วเบา คล้ายคนกลุ่มใหญ่กำลังเจรจา  สรรพสำเนียง  มาๆหาย..        จับใจความอะไรไม่ได้  แต่ต่อมากระแสเสียงขยับเคลื่อนเข้าใกล้ คล้ายคนหมู่นั้น เดินบ่ายหน้าตรงมายังห้างที่ผมนั่ง

 

                   ผมผลุดลุกขึ้นนั่ง คว้าปืนและไฟฉายมาถือไว้อีกครั้ง  รอคอยที่มาของเสียง ด้วยใจระทึก

 

                     เสียงพึมพำสนทนาของคนกลุ่มนั้น  ดังขึ้นเรื่อยๆ บางทีก็เป็นเสียงผู้ใหญ่  บางทีก็เสียงเด็ก ทั้งหมดพูดจาเป็นภาษากะเหรี่ยง  ต่อมาเป็นเสียงโอดโอยของผู้หญิง เหมือน ถูกทำร้าย เสียงครางแหลม โหยหวน  ดังยาว สลับเสียงเด็กน้อยร้องจ้า  

                   ฟังแล้วขนลุกเกรียว..  ตั้งชันไม่รู้ตัว!

 

 

  ห้านาทีผ่านไป.. เสียงอึงมี่  อันเป็นปริศนาเหล่านั้น ดูเหมือนจะไม่กร้ำกรายมาใกล้ เกินกว่า ตำแหน่งเดิม แต่ยังดัง วนเวียน  ประหนึ่งล้อมรอบบริเวณนั้นเอาไว้   ผมฉายไฟ กราดออกไป แสงสว่างขาวนวล   ตัดผ่านม่านมืดเป็นลำยาว  ค้นหาที่มาของเสียง ครู่ใหญ่ แต่ไม่พบอะไรผิดสังเกต

 

               บางสิ่งบางอย่างในตัว  ที่เรียกกันว่า... สัญชาตญาณ  ผุดขึ้นในใจทันที  มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแล้ว

           และผมต้องทำอะไรสักอย่าง  ก่อนจะกลัวจนไร้สติ ... ผมเตือนตัวเอง

 

      ทรุดตัวลงนั่ง  พนมมือ ยกปืนขึ้นจบเหนือหัว รำลึกถึงพุทธคุณเป็นที่ตั้ง ภาวนาแผ่เมตตาไป   ยังสัมพเวสีและส่ำสัตว์ที่มีเวร มีกรรม ผูกพันต่อกัน กับสารพัดสิ่งที่พอจะนึกได้...

 และเหนี่ยวไกปืน !

 

          เสียงสนั่นของปืน ดังสะท้านป่า ก้องกลับไปกลับมา แล้วค่อยๆแผ่วเงียบ หาย ไปในที่สุด……….

             เหมือนมีพลังอำนาจบางอย่างอุบัติขึ้น  ปลุกให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด

 เสียงอื้ออึงและเสียงโอดโอยครวญครางที่ได้ยินก่อนหน้านี้  เงียบสนิท ลมที่พัดอื้ออึง หยุดนิ่งใน   บัดดล  ... 

 

  

               ครู่ต่อมา  เสียงแมลงรอบตัวก็ระงมร้อง    ราวกับรอคอย มานาน   เหมือนประตูมิติเปิดย้อนกลับคืนอีกครั้ง......

            . คนไม่กลัวผีอย่างผม- เหงื่อชุ่มเสื้อทั้งๆที่อากาศเย็นเฉียบ  !

 

                   หักลำกล้องลูกซองออก ปลอกเปล่าที่ยิงแล้วกระเด็นหวือ  ตกลงบนพื้นห้าง กลิ่นดินปืนคลุ้ง หอมจับใจ  บรรจุลูกใหม่เข้าแทนที่  วางปืนพิงกับราวไม้  ดับไฟฉาย นึกลำดับเหตุการณ์ ว่า

 

 

                  นี่ ผมกำลังเผชิญกับอะไร!!!

           ...เสียงที่ได้ยินนั้นมาจากไหน และผู้คนเหล่านั้นคือใคร... ทำไมมาเดินในป่ากลางดึกอย่างนี้



วูบหนึ่งพลันนึกถึงเรื่องผีป่า และอาถรรพ์ไพร ในค่ำคืนรอบกองไฟจากปากพรานพื้นเมือง

ทุกครั้งที่เราออกป่า  นึกถึงเรื่องลี้ลับที่เล่าขานกันปากต่อปาก ที่ผมไม่เคยเชื่อ

   ...เก็บความสับสนวุ่นวายในใจนั้น   สงบสติอารมณ์   หลับๆตื่นๆ กระทั่งเช้า

 

          แสงแรกแห่งอรุณรุ่ง สาดส่องลอดพุ่มพฤกษ์  เหลืองอร่าม...     หยาดน้ำค้างบนใบไม้ สะท้อนแสง ส่งประกายดังเกล็ดเงิน  อากาศเย็นสดชื่น   ลมเช้าพัดเอากลิ่นอ่อนๆของดอกไม้ป่ามาฝาก

 

           ชะนีกู่โหวกเหวกมาจากทิวไม้แต่ไกล   แซงแซวสองตัวบินโฉบไล่กัน ผ่านไปมา     ไก่ป่าสีสดและนกกระลุมพูสีหม่นเทาฝูงใหญ่แวะมาลงกินน้ำริมโป่ง      

    ผมนั่งมองภาพชีวิตเบื้องหน้า เพลิดเพลินกับ เสียงร้องรื่นหูของกางเขนดงอย่างสบายใจ ไม่ได้คาดหมายว่าจะมีสัตว์ชนิดใดลงกินโป่งอีก     ห้อยขาสองข้าง เพราะความเมื่อยขบ ขยับตัวบิดไปมา และนึกอะไรขึ้นมาได้แวบหนึ่ง

              ยกมือพนม เสี่ยงภาวนาในใจ……..  ขออาหารจากป่า    อย่างคนสิ้นหวัง         

 

        หากเจ้าป่า เจ้าเขา นั้นมีจริง ขอเก้งหรืออะไรก็ได้ เป็นอาหารประทังชีวิตสักตัว สองตัว  ..

    แล้วจะถวายตับ ปอด ยอดหัวใจ ของเจ้าตัวนั้น เป็นเครื่องเซ่น ….”

 

           สองสามอึดใจต่อมา   คำขอของผมก็สัมฤทธิ์ผล  และตะลึงกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า  !

 

                  จากเนินต่ำฝั่งตรงข้าม ตรงป่าหญ้าชุ่มน้ำค้าง พลันปรากฏเก้งตัวหนึ่ง กำลังเดินดุ่มๆลงมาเหมือนโผล่ขึ้นมาจากความฝัน

             แดดยามเช้า แตะขนน้ำตาลเข้มอมแดง มันระยับ  มันหันซ้าย หันขวาด้วยอาการระวังไพร ใบหูกระดุก กระดิกสลับไปมา  บางครั้งหยุดยืนนิ่ง.. เหมือนจับรหัสบางอย่าง ต่อมาก็ค่อยๆจรดฝีเท้าตามทางด่าน ลงมายังตัวโป่งอย่างช้าๆ

              ผมเอื้อมมือไปหยิบปืน และยิงในทันที  หมายที่รักแร้แดง อันเป็นเป้าถนัดตา  มันล้มลง ดิ้น     ขากระตุก  ร่างสั่นระริก ชั่วครู่ก็แน่นิ่ง

            เก็บข้าวของส่วนตัวลงเป้หลัง  หยิบปืนสะพายเฉียง ค่อยๆไต่ลงมาข้างล่าง เตรียมตัวกลับ วันนี้ไม่อดตายแล้ว

 

 

          มีเสียงกู่ดังเป็นสัญญาณดังขึ้น  คราวนี้เป็นเสียงคนจริงๆ...  พรานวีโผล่หน้าจากชายป่าริมโป่ง  ยิ้มร่า ..

          “ได้ยินเสียงปืน ตอนอยู่ในห้วย...ล่ออะไรแต่เช้า แกถาม  

 

     นั่นไง นอนอยู่นั่น ผมชี้มือไปยังเก้ง     

              แกยิ้ม พยักหน้าหงึก   ชักมีดเหน็บตัดไม้ขนาดข้อมือ ลอกเปลือก หันไปตัดเถาวัลย์เส้นเขื่อง มัดขาเก้งอย่างแน่นหนา    สอดไม้ที่ตัดเข้าระหว่างขา คอนขึ้นไหล่ เดินนำหน้าดุ่มๆ ปากก็พูดไป

            “เจออะไรดีบ้างมั๊ยละ...แกหันมาถาม  อมยิ้ม

  

           เจอสิ ...เจอดีด้วย  ลุงรู้ได้ไง ผมเสียงแค่น

      

          พรานวีหัวเราะหึๆ ไม่พูดอะไร

 

 

            

              เราหยุดพักที่ริมห้วยแห่งหนึ่ง ใต้ร่มมะเดื่อ ลูกแดงเต็มต้น   พรานวีปลดเก้งลงจากบ่า  เด็ดใบไม้ พับเป็นถ้วย ตักน้ำจากลำห้วยขึ้นดื่ม สองสามอึก  แล้วขยายความ

                           

           ...หลายปีมาแล้ว  มีพรานกะเหรี่ยงคนหนึ่ง แก่กล้าอาคม ท่องเที่ยวในป่าจนช่ำชอง  ไปพบเห็นน้ำซับหรือ โป่งที่ไหน ทำเลดี ก็ขัดห้างดักยิงสัตว์   ก่อนจะลาจากก็ทำพิธีสะกดไว้ด้วยอาคม  บังตาไม่ให้พรานคนอื่นเข้ามากร้ำกราย หรือยุ่งเกี่ยวกับแหล่งหากินของแกได้     และบังเอิญว่า โป่งที่ผมขัดห้างเมื่อคืนนี้  เคยมีกะเหรี่ยงกลุ่มใหญ่อพยพมาจากป่าบน ผ่านมาและล้มตายด้วยโรคระบาด บริเวณริมโป่ง เสียมากมาย  พรานท้องถิ่นจึงไม่มีใครข้องแวะ หรือมาหาล่าสัตว์ในแถบนี้

   ร่ำลือกันว่า  วิญญาณกะเหรี่ยงกลุ่มนั้นยังวนเวียน ไม่ได้ผุดได้เกิด ..ใครมานั่งห้างเจอดีกันทุกราย

 

                ผมฟังเรื่องราวจากปากพรานวีเงียบๆ ..  นึกลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ตอบตัวเองไม่ได้  ว่าผมได้พบกับอะไร ...  ทำไมหูผมได้ยินเสียงสนทนาและเสียงครวญครางนั้นชัดเจน


           –แต่ป่วยการจะหาเหตุผลใดหักล้าง

  หากเรื่องที่ผมประสบมานั้นจะอยู่เหนือความเชื่อใดๆ ก็ปล่อยให้ป่า เก็บงำอาถรรพ์  และความลี้ลับไว้อย่างนั้น    

   รอคอยให้ใครสักคน... ผ่านเข้าไป เขาอาจได้รับรู้และเป็นประจักษ์พยานร่วมกัน

 

                      ในปริศนา ที่ไม่มีคำตอบ...และผมไม่อาจอธิบายได้จนทุกวันนี้

 

ชัชวาลย์   ทองวัฒนา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงเมื่อหลายสิบปีก่อน

 ตีพิมพ์ครั้งแรก/ในนิตยสารชีวิตกลางแจ้ง

ตีพิมพ์ครั้งที่สอง / ในนิตยสารต่วยตูน

ตีพิมพ์ครั้งที่สาม/ในนิตยสารเย่อกับปลา