Home

????????????????????????
??????????????????
??????????
??????
???????????????????
??????????????
????????
??????
?????????????
???
???????????????????????
???????
????????????????
???????? ?????? 1
???????? 2
???????
??????
???
????????? ???????
???????
???????????????
?????????????????
???????????
??????????????
?????? ?????? 2
?????
??????
?????????
?????????????
???????????????????
????????
?????????????
[ปืนคลาสสิก] [คาวบอยและลูกทุ่งตะวันตก] [แก๊งค์ปืนลม] [เตาและตะเกียง] [ชมรมธนู]

"ฟ้าลั่น เบาๆ"
ฟ้าลั่นเป็นม้าสีขาวเชื้อสายมองโกลตัวสูงเพียงแค่ชายโครงของผม แต่เขาก็แข็งแรงเกินตัวด้วยความทรหดที่
สืบทอดมากับสายพันธุ์

ตั้งแต่เช้าฟ้าลั่นพาผมควบผ่านดอยลูกแล้วลูกเล่าจนเราเริ่มจะคุ้นเคยกัน มาถึงตอนนี้ผมรู้ว่าเขาอ่อนกำลังลง
ไปไม่น้อย

ในขณะนั้นเรากำลังทยอยไต่ลงไปตามทางเล็กๆที่ลาดชันลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ผมพยายามทรงฅัวอยู่บนหลัง
ฟ้าลั่นโดยการเอนตัวไปข้างหลังและทิ้งน้ำหนักไปบนโกลนทั้งสองข้าง

พรืด...... ขาหน้าของฟ้าลั่นลื่นไถลลงไปตามทาง เมื่อตัวของเขาทรุดลงก็เทให้อานบนหลังและตัวผมก็ลื่นไถล
ข้ามหัวฟ้าลั่นลงไปสู่เบื้องล่าง


ในเช้าวันนั้นเราเดินทางมาถึงสีหมอกฟาร์ม บ้านแม่สะลองใน ราวสิบโมงเช้า หลังจากนั่งหลับในรถมาตลอด
คืนการได้ยืดเส้นยืดสายดูเหมือนจะเป็นความสุขเล็กๆ อากาศยามเช้าของวันเวลากลางหน้าฝนช่วยเรียกความ
สดชื่นให้กลับมาอีกครั้ง

พวกเรามีกันสิบสี่คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นหน้าเก่าที่คุ้นเคยกันมาจากการเดินป่าครั้งก่อนๆ แต่ที่ต่างไปใน
ครั้งนี้คือเราไม่ได้มาเดินอย่างที่เคย พาหนะในการท่องป่าครั้งนี้ไม่ใช่รถและก็ไม่ใช่สองขา แต่หากเป็นม้า

ที่นั่นเราได้พบกับอาจารย์หมอกเป็นครั้งแรก นอกจากพี่หน่อยและพี่อี๊ดแล้วพวกเราคนอื่นๆล้วนแล้วแต่ไม่เคย
ขี่ม้ามาก่อนทั้งสิ้น บทเรียนที่หนึ่งของการขี่ม้าที่อาจารย์หมอกสอนเราคือการเลือกม้าให้เหมาะสมกับผู้ขี่ แต่ใน
ครั้งแรกนี้เรายกให้เป็นหน้าที่ของผู้ชำนาญ

ทุกครั้งที่ม้าถูกจูงออกมาจากคอก อาจารย์หมอกจะมองดูในกลุ่มพวกเราเพื่อเลื่อกคนขี่ให้เหมาะกับม้า

หลังจากม้าหลายตัวถูกจูงออกมาจับคู่ให้กับผู้ขี่ ม้าตัวต่อมานั้นเป็นม้าสีขาวตัวไม่โตนัก

"ตัวนี้ชื่อฟ้าลั่น ขยัน วิ่งดีมาก เชิญผู้ชายน้ำหนักไม่เกิน 65 กก. มีมั๊ยครับ"

ทั้งๆที่ยังหวั่นอยู่ในใจเพราะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่เมื่อมองฃ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นใครที่จะตรงกับลักษณะ
ดังกล่าวผมก็จำต้องเดินออกไปด้วยอาการขาสั่นน้อยๆ อีกไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ก้าวขึ้นไปอยู่บนหลังฟ้าลั่น
ทั้งๆที่ยังเกร็งไปทั้งตัว

คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมคงไม่พ้นที่จะได้รับอิทธิพลจากหนังคาวบอยตะวันตกที่โด่งดังทางทีวีมาตั้งแต่เด็ก
ภาพคาวบอยสวมหมวกปีกควบม้าตัวงามอยู่กลางทุ่งกว้างยังติดตา ความฝันที่จะทำอย่างเดียวกันยังคงฝัง
ลึกอยู่ในใจ  แต่เมื่อมาอยู่บนหลังม้าจริงๆแล้ว ดูเหมือนจะไม่ง่ายเหมือนในหนัง

บทเรียนต่อมาของการขี่ม้าถูกสอนกันสดๆบนหลังม้า (แบบที่ฝรั่งในที่ทำงานผมชอบเรียกว่า On the job
trainning) และหลังจากคนกับม้าทำความรู้จักกันโดยการเดินรอบๆคอกสองรอบ  อาจารย์หมอกก็บอกว่า
เราพร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง !


ก่อนก้าวออกนอกประตูคอก อาจารย์หมอก ร่ายคาถาเป็นภาษาคำเมืองด้วยน้ำเสียงเข้มเข็งเป็นนัยว่าเพื่อ
ขับไล่ภูติผีปีศาจและปลุกกำลังใจของคนบนหลังม้าไปพร้อมๆกัน

"ยี้ฮ้า...." เสียงตะโกนดังขึ้นราวกันในหนังคาวบอย ม้าเริ่มควบตามกัน หัวใจผมแทบหยุดเต้นเมื่อฟ้าลั่นออก
วิ่งตามเพื่อนทั้งๆที่ผมยังไม่ได้สั่ง ผมพยายามทรงตัวอยู่บนหลังฟ้าลั่นได้อย่างโคลงเคลงเต็มที ไม่มีอะไรจะ
ดีไปกว่าการทำตามคำสอนของอาจารย์หมอก ผมเอื้อมมือไปจับขนที่แผงคอของฟ้าลั่นและโน้มตัวไปข้างหน้า
พร้อมทั้งยกก้นขึ้นพ้นอานเพื่อเลี้ยงตัวอยู่บนโกลนทั้งสองข้าง

สายลมเย็นที่กระทบหน้า ขนคอม้าที่ปลิวไสว เสียงม้าควบที่กึกก้อง ทำให้วัยเด็กกลับมาบดบังความกลัวของ
ผู้ใหญ่ให้หายไป

อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง

เสียงฝีเท้าม้าทำให้ใจคนฮึกเหิมเหมือนกับที่เสียงยี้ฮ้ากระตุ้นให้ม้ากระโจนไป เราควบผ่านเนินแล้วเนินเล่าไป
อย่างรวดเร็ว

ขบวนม้าชะลอลงก็เมื่อเราผ่านขึ้นเนินสุดท้ายก่อนเข้าสู่หมู่บ้านแสนใจ เมื่อเบาฝีเท้าลงผมรู้สึกได้ชัดว่าฟ้าลั่น
เหนื่อยจนหอบ แน่ละถ้าให้เราเดินขึ้นเนินเองก็คงเหนื่อยแทบขาดใจ นับประสาอะไรกับที่ต้องวิ่งควบพร้อม
น้ำหนักบนหลังอย่างฟ้าลั่น

ผมลูบคอฟ้าลั่นเบาๆหลังจากก้าวลงจากอาน ฟ้าลั่นยืนหอบจนตัวโยน ขณะที่ผมล้มลงแผ่บนแคร่หน้าบ้าน
หลังหนึ่ง ใครจะไปรู้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาผมลืมหายใจไปนานแค่ไหน


หลังจากพักพอหายเหนื่อยเราก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เคลื่อนพลไปตามถนนอย่างที่ผ่านมาแต่
หากเลี้ยวลงไปในทางป่าข้างๆหมู่บ้าน ซึ่งก็ทำให้ผมเริ่มเรียนรู้กับอะไรบางอย่าง

ในสมัยเด็กเราย่อมเคยดีใจที่ขี่จักรยานได้ พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาวก็แสนจะภูมิใจที่ขับรถเป็น แต่ม้าไม่ใช่
จักรยาน และไม่ใช่รถยนต์

ม้ามีจิตใจของเขาเอง การเรียนรู้ที่จะควบคุมบังคับให้เลี้ยวให้เดินให้หยุดไม่เพียงพอสำหรับการขี่ม้า ที่ผ่าน
มาบนถนนการควบคุมดูจะง่ายแต่นั่นเป็นเพราะม้าเดินตามกันเป็นกลุ่ม ตอนนี้ที่เราต้องเดินตามกันห่างๆ
ฟ้าลั่นไม่ได้ทำตามที่ผมอยากจะให้เขาทำเสมอไปแต่หากจะออกไปทางตามใจเขาเองซะด้วยซ้ำ  หลายครั้ง
ที่ผมดึงบังเหียนให้หยุดฟ้าลั่นกลับเดินไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจ ครั้งหนึ่งที่ผมดึงบังเหียนเลี้ยวเข้าสู่ทางแยก
ด้านขวาแต่ฟ้าลั่นกลับเลี้ยวซ้ายพาผมขึ้นเขาห่างจากพรรคพวกไปจนไกลกว่าจะยอมเลี้ยวกลับลงมา

จากที่รู้มาว่าการดึงบังเหียนแต่ละครั้งสร้างความเจ็บปวดที่ปากฟ้าลั่นไม่น้อย ผมจึงพยายามดึงแต่เพียงเบาๆ
และไม่กระตุก แม้อาจารย์หมอกจะบอกไว้ว่าเราจะต้องดึงให้แรงแสดงตัวให้เขารู้ว่าเราเข้มแข็งพอที่จะเป็น
นายเขาแต่ผมก็ยังคิดว่าผมน่าจะเข้ากันได้โดยไม่ต้องแสดงอำนาจ

่ไม่นานนักผมก็รู้ว่ามันไม่ได้ผล

เส้นทางนั้นเหมือนทางเดินเท้าในป่าที่เราเคยเห็นกันมาในป่าอื่นๆแต่ออกจะกว้างกว่าอยู่สักหน่อย จากคำ
บอกเล่ามันเป็นทางที่ใช้ขนยาเสพติดในยุคก่อน แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นทางที่ชาวบ้านใช้เป็นทางไปมา
หาสู่กันระหว่างหมู่บ้าน ทั้งทางเดินเท้าและทางมอเตอร์ไซค์

ม้าเดินตามกันเป็นแถวเรียงเดี่ยว เราเดินทางขึ้นๆลงๆไปตามไหล่เขาที่มีต้นไม้รกทึบ การเดินทางด้วยม้ามี
ข้อดีที่ผ่อนแรงในการเดินขึ้นเนิน แต่ก็เหนื่อยไม่น้อยกับการที่ต้องคอยโยกตัวตามจังหวะการเดินของม้าแถม
ด้วยการที่ต้องคอยหลบกิ่งไม้ที่คอยจะฟาดหน้า


บ่ายแล้ว อากาศร้อนอบอ้าวบอกให้เรารู้ล่วงหน้าว่าฝนคงตกลงมาในไม่ช้า

ขบวนคาราวานยังคงเดินทางไปเรื่อย จุดหมายของวันนี้ยังอยู่อีกไกล ในคืนนี้เราจะไปค้างแรมกันที่โรงเรียน
แห่งหนึ่ง หลายชั่วโมงที่ผ่านมาทำให้ผมและฟ้าลั่นรู้จักกันมากขึ้น ผมเริ่มที่จะเรียนรู้ว่าบางครั้งผมจำเป็นที่จะ
ต้องเพิ่มน้ำหนักที่บังเหียนบ้างเพื่อให้ฟ้าลั่นรู้ว่าเราต้องเกรงใจกัน ถึงอย่างนั้นฟ้าลั่นก็คงรู้ดีว่าคนบนหลังของ
เขาคนนี้ยังอ่อนหัดนัก พอเผลอๆเข้าก็พยายามแสดงให้ผมเห็นฤทธิ์เสียบ้าง

"ฟ้าลั่น เบาๆ"

ผมรู้ว่าฟ้าลั่นอ่อนกำลังลงไปมาก ผมเองก็แทบจะไม่มีแรงทรงตัวอยู่บนอานแล้วเช่นกัน

ในขณะนั้นเรากำลังทยอยไต่ลงไปตามทางเล็กๆที่ลาดชันลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ผมพยายามทรงฅัวอยู่บน
หลังฟ้าลั่นโดยการเอนตัวไปข้างหลังและทิ้งน้ำหนักไปบนโกลนทั้งสองข้าง

พรืด...... ขาหน้าของฟ้าลั่นลื่นไถลลงไปตามทาง เมื่อตัวของเขาทรุดลงก็เทให้อานบนหลังและตัวผมก็ลื่น
ไถลข้ามหัวฟ้าลั่นลงไปสู่เบื้องล่าง

หลังจากรวบรวมกำลังลุกขึ้นได้ผมก็หันหลังกลับไปมองฟ้าลั่นอีกครั้ง

ฟ้าลั่นยืนหอบจนตัวโยนด้วยความเหนื่อย ผมเองก็ไม่ต่างกัน

พอทบทวนดูก็พอจะเรียบเรียงเรื่องราวได้ว่าผมลงจากฟ้าลั่นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจเป็นครั้งที่สี่แล้วในวันนี้ ตัวของ
เขาผอมลงจากมากที่ออกแรงมากว่าครึ่งวันอีกทั้งเหงื่อก็ออกจนชุ่มผ้าห่มที่รองอยู่ใต้อานทำให้อานลื่นหลุด
มาสามครั้งแล้วทั้งที่รัดจนแน่น

ผมตัดสินใจเดินจูงฟ้าลั่นแทนที่จะก้าวขึ้นหลัง ทางเดินแคบนั้นนำเราใต่สูงขึ้น ขณะที่ซีกขวามือเทลาดเป็น
เหวลงไป

เสียงโครมครามจากท้ายขบวนทำให้ทุกคนหันขวับไปมอง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ก้องเกรียงไกร ม้าของพี่ปุ้ม ก้าวพลาดจนหล่นลงไปข้างทางทั้งคนทั้งม้า โชคดีที่พี่ปุ้มมือไว
คว้ากิ่งไม้รั้งตัวไว้ได้ และก้องเกรียงไกรตกลงไปติดกอไม้ห่างลงไปเกือบสิบเมตร

หลังจากที่ช่วยทั้งคนและม้าขึ้นมาได้ อาจารย์หมอกบอกให้ทุกคนลงจากหลังม้าแล้วจูงม้าเดินต่อเพราะทาง
ช่วงนั้นลาดชันและลื่นเกินกว่าที่มือใหม่อย่างพวกเราควรจะเสี่ยง


เนินต่อมาทำให้เริ่มเห็นใจม้าที่พาเราควบมาทั้งวัน

ที่ยอดเนินนั้น ผมอ่อนแรงและกำลังจะหน้ามืดดับวูบ ที่ทำได้ก็เพียง
อาศัยโอบคอฟ้าลั่นไว้ไม่ใท้ทรุดลงไป ฟ้าลั่นก็ดูเหมือนจะเข้าใจ
สถานะการณ์เพราะเขายืนนิ่งแทนที่จะเดินตามเพื่อนๆไป

ก่อนที่ผมจะเป็นลม ฝนก็เทลงมาจากฟ้าราวกับตั้งใจช่วยกู้สถานะการณ์
 มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหยิบเสื้อฝนขึ้นมาใส่ ฝนที่ตกมาอย่างชุ่มช่ำ
ทำให้ทุกชีวิตในขบวนสดชื่นขึ้น
 

อาจารย์หมอกบอกให้เราขึ้นม้าอีกครั้ง ด้วยความที่แขนขาอ่อนเปลี้ยไปหมดแล้ว กว่าที่ผมจะตะเกียก
ตะกายขึ้นไปบนหลังฟ้าลั่นได้นับว่าไม่ง่ายเลย วิถีชีวิตประจำวันในเมือง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งไม่ค่อยจะมี
การออกกำลัง ทำให้กำลังกายถดถอย มิต้องพูดถึงหัวใจที่ขาดการบริหาร


ในที่สุดเราก็โผล่ขึ้นมาที่ถนนอีกครั้ง ขณะที่ขบวนม้าเดินตามกันออกมาสู่ที่โล่ง ทิวทัศน์ตระการตาก็ปรากฏ
อยู่เบื้องหน้า

ฟ้าหลังฝนสดใส เมฆสีขาวลอยอยู่เป็นกลุ่ม แสงแดดสุดท้ายของวันส่องผ่านสันเขาลงมากระทบทุ่งหญ้าและ
ไร่นาเขียวขจีในหุบเขาเบื้องล่าง ฝูงม้าเดินตามกันเป็นขบวน ลมสดชื่นพัดเข้ามาสัมผัสใบหน้าขณะที่ก้นอัน
แสนระบมถูอยู่กับอานไปตามจังหวะโยกของม้า นี่เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่สัมผัสไม่ได้แม้ในรถออฟโร้ดราคา
เกินล้าน

ไม่นานนักฝูงม้าก็เหยาะย่างเข้าสู่สนามหญ้าของโรงเรียนบ้านแม่สะแล่บ คืนนี้เราจะพักกันที่นี่

ทันทีที่ไถลตัวจากหลังม้า ผมมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ข้างหนึ่งก็ดีใจที่มาถึงด้วยอาการครบทุกชิ้นส่วน อีก
ข้างหนึ่งก็คือความระบมที่มีอยู่ทั่วตัว

แต่สายน้ำในห้วยข้างโรงเรียนช่วยเรียกความสดชื่นกลับคืนมาได้อย่างมหัศจรรย์

หลังจากอาหารเย็นที่คณะของอาจารย์หมอกมาจัดเตรียมไว้ให้ วงสนทนาหลังอาหารดูเหมือนจะเลิกราเร็ว
กว่าทุกครั้ง แต่ละคนดูจะมีอาการกันคนละเล็กละน้อยตั้งแต่เมื่อยระบม (ที่เป็นกันทุกคน) ฟกช้ำจากการ
ตกม้าหรือถูกม้าดีด ไปจนถึงก้นแตกจากการที่เสียดสีกับอานมาตลอดทั้งวัน

ม้าถูกผูกกระจายกันอยู่ในสนามหญ้า หลังจากเหนื่อยหนักมาทั้งวัน ตอนนี้คือเวลาที่พวกเขาได้พักผ่อน

ผมมานั่งเฝ้ามองพวกเขาอยู่ห่างๆ ม้านับเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างสวยงามมากชนิดหนึ่ง ในวัยเด็กผมเองก็เป็น
ผู้หนึ่งที่หลงรักความงามนี้จนกลายมาเป็นความฝันว่าสักครั้งหนึ่งคงจะได้ทำอย่างที่ทำในวันนี้

ผมเดินเข้าไปลูบขนคอของฟ้าลั่นเบาๆ เราเดินทางกันมาแล้วทั้งวัน แต่เวลาเท่านี้ยังไม่ได้ทำให้ผมเป็น
ผู้ขี่ที่เข้าใจม้าได้ดีนัก พรุ่งนี้เรายังจะได้เดินทางกันต่อ ผมหวังว่าเราคงจะเข้ากันได้ดีขึ้น

อย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยได้รู้มาก่อนก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับผู้ขี่เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจหากไม่ได้
สัมผัสด้วยตัวเอง ม้านั้นเป็นสิ่งมีชีวิต มีความคิด มีอารมณ์ของเขาเอง คนและม้าจะไปได้ดีก็ฅ่อเมื่อมี
ความเข้าใจ และสื่อถึงซึ่งกันและกันได้

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในบางครั้งบังเหียนก็ยังจำเป็นต้องถูกดึง

จะว่ากันไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากความสัมพันธ์ของเพื่อนฝูงหรือคนรัก

ตาเกิ้น

14 มีนาคม 2544
จากบันทึกการเดินทาง 15-17กรกฎาคม 2543

ถ้าสนใจจะไปขี่ม้าที่สีหมอกฟาร์ม สามารถติดต่อได้ที่ คุณขจิต สุนทรทอง มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ
มีทริปเดินทางจากกรุงเทพ เป็นระยะๆ

คุยกันรอบกองไฟ

เซ็นสมุดเยี่ยม

สมัครสมาชิก Thailand Outdoor ฟรี

กรุณาใส่ email และคลิ๊ก submit
Powered by YourMailinglistProvider.com