|
ในเช้าวันนั้นเราเดินทางมาถึงสีหมอกฟาร์ม บ้านแม่สะลองใน ราวสิบโมงเช้า หลังจากนั่งหลับในรถมาตลอด
คืนการได้ยืดเส้นยืดสายดูเหมือนจะเป็นความสุขเล็กๆ อากาศยามเช้าของวันเวลากลางหน้าฝนช่วยเรียกความ
สดชื่นให้กลับมาอีกครั้ง
พวกเรามีกันสิบสี่คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นหน้าเก่าที่คุ้นเคยกันมาจากการเดินป่าครั้งก่อนๆ แต่ที่ต่างไปใน
ครั้งนี้คือเราไม่ได้มาเดินอย่างที่เคย พาหนะในการท่องป่าครั้งนี้ไม่ใช่รถและก็ไม่ใช่สองขา แต่หากเป็นม้า
ที่นั่นเราได้พบกับอาจารย์หมอกเป็นครั้งแรก นอกจากพี่หน่อยและพี่อี๊ดแล้วพวกเราคนอื่นๆล้วนแล้วแต่ไม่เคย
ขี่ม้ามาก่อนทั้งสิ้น บทเรียนที่หนึ่งของการขี่ม้าที่อาจารย์หมอกสอนเราคือการเลือกม้าให้เหมาะสมกับผู้ขี่ แต่ใน
ครั้งแรกนี้เรายกให้เป็นหน้าที่ของผู้ชำนาญ
ทุกครั้งที่ม้าถูกจูงออกมาจากคอก อาจารย์หมอกจะมองดูในกลุ่มพวกเราเพื่อเลื่อกคนขี่ให้เหมาะกับม้า
หลังจากม้าหลายตัวถูกจูงออกมาจับคู่ให้กับผู้ขี่ ม้าตัวต่อมานั้นเป็นม้าสีขาวตัวไม่โตนัก
"ตัวนี้ชื่อฟ้าลั่น ขยัน วิ่งดีมาก เชิญผู้ชายน้ำหนักไม่เกิน 65 กก. มีมั๊ยครับ"
ทั้งๆที่ยังหวั่นอยู่ในใจเพราะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่เมื่อมองฃ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นใครที่จะตรงกับลักษณะ
ดังกล่าวผมก็จำต้องเดินออกไปด้วยอาการขาสั่นน้อยๆ อีกไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ก้าวขึ้นไปอยู่บนหลังฟ้าลั่น
ทั้งๆที่ยังเกร็งไปทั้งตัว
คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมคงไม่พ้นที่จะได้รับอิทธิพลจากหนังคาวบอยตะวันตกที่โด่งดังทางทีวีมาตั้งแต่เด็ก
ภาพคาวบอยสวมหมวกปีกควบม้าตัวงามอยู่กลางทุ่งกว้างยังติดตา ความฝันที่จะทำอย่างเดียวกันยังคงฝัง
ลึกอยู่ในใจ แต่เมื่อมาอยู่บนหลังม้าจริงๆแล้ว ดูเหมือนจะไม่ง่ายเหมือนในหนัง
บทเรียนต่อมาของการขี่ม้าถูกสอนกันสดๆบนหลังม้า (แบบที่ฝรั่งในที่ทำงานผมชอบเรียกว่า On the job
trainning) และหลังจากคนกับม้าทำความรู้จักกันโดยการเดินรอบๆคอกสองรอบ อาจารย์หมอกก็บอกว่า
เราพร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง !
|